วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ไปดีไหม...ถ้าใจมันเบื่อเขาเหลือทน

 

ไปดีไหม...ถ้าใจมันเบื่อเขาเหลือทน

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะทนอยู่ต่อไปหรือเดินจากไปเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลองตรวจสอบความรู้สึกดังต่อไปนี้
เมื่อก่อนนี้รักกันจี๋จ๋า อยากเห็นหน้ากันวันละหลายหน อยากได้ยินเสียงวันละหลายครั้ง หายใจเข้าก็...เฮ้อ...เธอ หายใจออกก็...เฮ้อ...เธอ แต่เดี๋ยวนี้มันเซ็งในอารมณ์จนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก หรือความรักมันจืดชืดจนเกินเยียวยาเสียแล้ว
ถ้าอยู่กันแบบเบื่อๆเซ็งๆแบบนี้ สู้ทะเลาะกันให้แตกหักไปเลยดีกว่า เพราะคนที่เบื่อหน้ากันมันจะเบื่อจนขี้เกียจทะเลาะ แล้วก็จะอยู่ด้วยกันแบบฝืดๆไปเรื่อยๆแบบนี้ เหมือนคนย่ำอยู่กับที่ไม่ก้าวไปไหน นี่แสดงว่าความสัมพันธ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต และ
1.อย่าใช้เรื่องราวในอดีตมาเป็นตัวตัดสิน
ควรตัดสินใจด้วยสภาวะและความรู้สึกในปัจจุบันเท่านั้น อย่าขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตมาข้องเกี่ยว จนทำให้จิตใจไขว้เขว เช่น ตอนนี้เบื่อหน่ายจนอยากเลิก แต่พอนึกถึงความดีของเขาในอดีต ก็เลยสงสารเห็นใจ ไม่อยากทำร้ายอีกฝ่ายให้เจ็บช้ำ เลยยอมทนทู่ซี้อยู่กันไปวันๆ ซึ่งไม่ให้ผลดีแก่ใครเลย ยิ่งยื้อไว้ก็ยิ่งผูกพัน พอถึงคราวต้องเลิกกันจริงๆ เขาจะยิ่งเจ็บหนักกว่าเดิม ทางที่ดีถ้าเห็นว่าไปไม่รอด ก็ปล่อยเขาไปเถอะ แยกย้ายกันไปเจอคนที่คู่ควรดีกว่า
2.ทั้งคู่คิดปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นไหม
คนบางคนมีนิสัยยอมแพ้อะไรง่าย แค่ความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหาก็คิดว่าเลิกๆไปเถอะ ทั้งที่ยังไม่ได้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อแก้ไขปัญหา ลองสู้เพื่อความรักดูก่อนไหม แต่ถ้ามีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามอยู่ข้างเดียว โดยที่อีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือเลย ก็ควรแยกกันไปดีกว่า ทางใครทางมันดีที่สุด
3.ทนอยู่เพราะไม่อยากหาคนใหม่
ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่รักกันมานานหลายปีจนขี้เกียจเลิกไปหาคนใหม่ คล้ายกับเป็นความเคยชินด้วย เหตุผลแบบนี้ไม่เข้าท่าเลยค่ะ จะทนทรมานกันไปทำไม รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมดีกว่า ไม่ควรเสียเวลาในชีวิตไปกับคนที่เราไร้ความรู้สึกด้วยแล้ว อย่ากลัวที่จะเดินหน้าต่อไป คิดเสียว่า เราก็ให้โอกาสเขาได้ไปเจอคนที่เหมาะสมกว่าเราด้วย
4.กลัวเลิกแล้วหาใหม่ไม่ได้
กลับขึ้นคานหรือคะคุณขา...อย่าไปกลัวค่ะ เหตุผลนี่ละที่ทำให้คนไม่กล้าบอกเลิกกันเสียที ทั้งที่เป็นเหตุผลสุดแสนไม่เข้าท่าในการหาข้ออ้างเพื่อทนอยู่กันต่อไป เพราะกลัวการอยู่คนเดียวนั่นเอง
5.ความแตกต่าง
ตอนแรกก็เข้าขากันดี แต่พออยู่ไปนานๆ เอ๊ะ นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ไหว ความแตกต่างยิ่งโผล่ออกมาให้เห็น ไปๆมาๆกลายเป็นว่าแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ก่อนอื่นลองถามตัวเองว่า เรากับเขาแตกต่างกันมากขนาดนั้นเชียวหรือ ควรใช้วิธีพูดคุยกันมากขึ้นเพื่อกำจัดช่องว่าง หรือให้เขาได้ใกล้ชิดเรามากขึ้น ลองทำดูก่อนที่จะคิดเลิกรากันง่ายๆ
6.มองหาข้อดีของการอยู่ด้วยกัน
ลองจดลงกระดาษว่า ข้อดีของการอยู่ด้วยกันต่อไปมีอะไรบ้าง เช่น เขาทำให้เรารู้สึกอบอุ่นมั่นคง เป็นไหล่ให้ซบเช็ดน้ำตา ให้คำแนะนำที่ดีเยี่ยม แถมเซ็กส์ยังสุดยอด ฯลฯ เขียนข้อดีลงกระดาษอย่างละเอียด แล้วถามตัวเองว่า เราทนอยู่กับเขาเพราะอะไร จากนั้นลองเขียนข้อดีของการเลิกกัน เช่น มีเวลาของตัวเองมากขึ้น มีโอกาสได้พบคนที่เหมาะสมกับเราจริงๆ มีอิสระที่จะท่องเที่ยวไปไหนมาไหน ไม่ต้องมีเซ็กส์กับเขาอีกต่อไป
7.ตัดสินใจถูกหรือเปล่า
หากตัดสินใจถูกต้อง ความรู้สึกจะเป็นดังนี้ ถ้าตัดสินใจเลิก เราจะรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยเมื่อคิดถึงอนาคตข้างหน้า และเจ็บปวดนิดๆที่ความรักล้มเหลว แต่อาการจะดีขึ้นเองในภายหลัง ถ้าตัดสินใจอยู่ต่อ เราจะรู้สึกเหมือนได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับคนรักขึ้นมาใหม่ ความมีชีวิตชีวาและสีสันจะกลับคืนมาเหมือนแรกรักกัน ทั้งเราและเขาจะตั้งตารออนาคตอันสดใส เพราะได้ร่วมกันสานสัมพันธ์ให้แนบแน่นกว่าเดิม
เหตุผลที่สมควรบอกเลิก
มีสิ่งที่เหมือนกันหรือเข้ากันได้ไม่กี่อย่าง เช่น งานอดิเรก เซ็กส์ และหมา
เขาไม่ยอมประนีประนอมด้วยเลย และไม่คิดว่าความรักกำลังมีปัญหา ทั้งที่เราพยายามอธิบายจนปากเปียกปากแฉะก็เถอะ
เขาปฏิบัติกับเราแย่มากๆ
เขาเอาเปรียบเรา หรือไม่เราก็เบื่อเสียจนไม่อยากแตะเนื้อต้องตัวเขาเลย
เรารักเขาในระดับหนึ่งแต่ยังไม่มากพอที่จะอยู่ด้วยกันในระยะยาว ไม่พร้อมจะอยู่กับใครสักคนจนชั่วชีวิต ไม่อยากแบ่งปันทุกข์สุขความรักความหลัง และเรื่องราวอีกมากมายซึ่งเป็นรายละเอียดของชีวิต ตอนนี้มีเพียงอารมณ์ของความรักเท่านั้น ถ้างั้นก็ควรเปลี่ยนจากแฟนเป็นเพื่อนจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเบื่อหน้าเขาเต็มทน ควรคิดูให้ดีเสียก่อนว่า เป็นเพราะปัจจัยภายนอกหรือเปล่า อาจเป้นเพราะเรื่องงานหรือเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ก็เลยพาลเบื่อไปหมด มิฉะนั้นอาจสูญเสียผู้ชายแสนดีหนึ่งเดียวในชีวิตไปก็ได้ค่ะ.

ที่มา .. msn.co.th

http://women.thaiza.com




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons