วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

น้ำตาจระเข้

 
สอนจระเข้ว่ายน้ำตอน2

          ก่อนจักเข้าสู่รายละเอียด ขอออกตัวไว้ก่อนว่า เนื้อหาต่อไปนี้คั้นแบบไม่แยกกากจากประสบการณ์อันดำมืด (ควรมีผู้ปกครองให้คำแนะนำในการอ่าน 18+) และความเห็นส่วนตัวของชายวัยแรกแย้ม (ฝาโลง) อายุเกินสามสิบ (แก่สนิท) จากอดีตร่วม ๒๐ ปีผ่านไปแล้ว เนื้อหาอาจจักไม่ทันยุคทันสมัย ออบโซลีทคร่ำครึเกินไป และมีกาก ๆ ปนมาเยอะไปบ้าง เห็นว่าสมัยนี้เริ่มกลับเข้าสู่ยุคหิน สาว ๆ พอใจหนุ่มล่ำหล่อลากลำไส้ใหญ่คนใด ก็เอาไม้ตีหัวลากเข้าโรงแรมจับข่มขืนกันแล้ว ความคิดความอ่านแปรไปจากยุคสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นวัยรุ่นถึงเพียงนี้ ยากแท้คนงั่ก ๆ อย่างข้าพเจ้าจักหยั่งถึง อาจจักยังพอมีสาว ๆ ที่หลงเหลืออยู่ในยุคดอกไม้น้ำแข็ง มิอาจใจกล้าพอจักบ้อมหัว หรือมอมเหล้าผู้ชายปล้นพรหมจรรย์ของหนุ่มวัยกำดัดเหล่านั้น พยายามรักนวลสงวนตัวไว้ให้สมกับเป็นกุลสตรีแห่งนครอโยธยาศรีรามเทพนคร แม้พยายามชำเลืองสายตาเมียงมองชายในฝันให้เข้ามาเร่รักสักเท่าไหร่
        
        เหล่าชายบื้อทื่อแห่งรัตนโกสินทร์ศักราชล่วงเข้า ๒๒๘ (ปัจจุบัน ร.ศ.๒๓๐ แล้ว) ก็มิอาจเข้าใจการทอดสะพานรักสารสินผ่านทางสายตาเหล่านั้นได้ จึงครองความเป็นโสดไว้ตราบเท่านาน แม้อยากสละเต็มแก่เพียงไรก็ตาม อย่างไรก็ดี ขอยืนยันคำเดิมครับว่า "การไม่มีแฟนเป็นลาภอันประเสริฐ" ซึ่งคงมีประชากรของโลกอีกมากกว่า ๙๙ เปอร์เซนต์ไม่เชื่อสัจจพจน์ดังกล่าว พยายามหาคู่มาครองให้จงได้ จักบอกสักเพียงไรว่า การมีคู่มันเป็นทุกข์ ก็คงกะปลกกะเปลี้ยเสียเวลาเปล่า ต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตนเองตามหลักกาลามสูตร โบราณว่า ไม่เห็นทุกข์ย่อมไม่เห็นธรรม ฉะนั้นข้าพเจ้าจักได้แนะทุกข์ให้ท่านได้ทดลอง อนาคตจักได้เห็นธรรม ดังนี้แล ในสายตาของมนุษย์ผู้ชายวัยละอ่อน (เมื่อ ๒๐ ปีก่อน) สิ่งไรหรือ? เป็นเสน่ห์อันยิ่งแห่งสตรีเพศ อันดับหนึ่งที่ชายฉกรรจ์ทุกผู้ทุกนามต้องกลืนน้ำลายเอื๊อกยอมรับอย่างเสียมิได้ เวลาต้องประสบพบใบหน้า หรือรูปร่างของสาวงาม คำตอบแม๊นแมน พระเอ๊กพระเอก ที่ว่า หน้าตา รูปร่างนั่นไม่สำคัญ เราคบกันที่ใจ เชื่อได้ว่า เป็นคำโกหกให้ดูดีแทบทั้งสิ้น ร้อยทั้งล้าน รูปร่างหน้าตาก็สำคัญโคตรครับ เป็น first impression หรือความประทับใจแรกพบ ประหนึ่งแม่เหล็กแห่งสัตว์ที่ดึงดูดให้หนุ่มน้อยใหญ่เข้ามาติดกับอย่างง่ายดาย แล้วสาวเจ้าค่อย ๆ เลือกทิ้งเลือกขว้างเอาตามอัธยาศัย แล้วสาวเจ้าที่มีรูปร่างหน้าตามิได้เป็นอาวุธสุดสูงส่งด้วยแสนยานุภาพเล่า ชาตินี้จักหาคู่มิได้เลยกระนั้นหรือ? ไม่จริงเลยครับ ยังมียุทโธปกรณ์อันทรงพลานุภาพรุนแรงกว่า กระชากใจกว่า ความสวยความงามภายนอกของอิสตรีชน ซ่อนอยู่ภายในอีกมากมาย เพียงแต่จักรู้จักนำมาใช้หรือเปล่า แค่ออกแรงบริหารเสน่ห์เติมเล่ห์กระเท่เพิ่มรสชาติกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง (อาจมีบางคนยังไม่ทราบว่า นี่คือเสน่ห์ของอิตถีเพศ) ดังที่ข้าพเจ้าจักได้ยกตัวอย่างให้ดูดังนี้

 

        สอนจระเข้ว่ายน้ำท่าที่หนึ่ง กระบวนท่าแอ๊บโง่ ใส ซื่อ ธรรมชาติรังสรรค์ความเป็นชายให้มีอีโก้จัด ชอบความเป็นผู้นำ ชอบอยู่เหนือกว่าผู้อื่น เสน่ห์ของสาวเจ้าจักติดลบทันทีที่แสดงความเป็นกูรู้ (guru) รู้มาก รู้เยอะ เหนือชายเป้าหมาย หรือแสดงความเจนโลก รอบจัด ให้ประจักษ์ เพราะฉะนั้นเก็บความรอบรู้ เชี่ยวชาญเฉพาะทางของท่านไว้ให้สนิทครับ ทำหน้าแอ๊บแบ๊วใสซื่อบริสุทธิ์ ยิ่งเรื่องที่แอบรู้มาว่า ชายหนุ่มที่เราหมายปองเขาคลั่งไคล้ หรือเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ พยายามชวนเขาคุยเรื่องนั้นให้มาก พยายามทำให้เขารู้สึกว่า เขาได้ช่วยเหลือเจ้าหญิงที่แสนโนเนะโง่งมเหงือกให้ได้มีความรู้ทัดเทียมเขา ทำได้ดังนี้ ท่านก็ได้เป่าดอกยาพิษดอกแรกเข้าสู่หัวใจเขาแล้ว ตำหรับไหนเขาว่า "จริงใจเข้าไว้แล้วดีเอง" อย่าไปเชื่อครับ ทุกอย่างต้องมีกุศโลบาย ขนมแสนอร่อยยังต้องมีหีบห่อผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดฉันใด การเพิ่มทริกเล็ก ๆ น้อย ๆ เพิ่มแรงดึงดูดก็เป็นสิ่งจำเป็นฉันนั้น ที่เขาว่า จริงใจเข้าไว้แล้วดีเอง นั่นสำหรับสาวเพอร์เฟ็คยุคเอทตี้ครับ หากเราไม่มีข้อด้อยเลย ความโสดคงไม่คงกระพันอยู่กับเรามานานขนาดนี้ ฉะนั้นสาวใดที่โคตรเก่งจนใกล้คว้าคานทองเกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาครองอยู่รอมร่อ ลดความฉกาจฉกรรจ์ของตนเองลงสักหน่อยเถอะครับ

 

          กลับจระเข้สอนครูว่ายน้ำ มีผู้ชายบางประเภทครับ ที่ชอบผู้หญิงเก่งกว่าตัว ส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรกแย้มฝาโลงเช่นข้าพเจ้า หรือแก่กว่า ที่ผ่านสาว ๆ โนเนะมาเยอะแยะจนเบื่อ ประมาณไม่ได้หาแฟนแล้ว กำลังมองหามารดาของลูกอยู่ ซึ่งก็ไม่อยู่ในข่าย ผู้ชายขบเผาะที่น่ากลืนกิน ปัญหาที่พบจึงเป็นผู้ชายหอเจี๊ยะอีกประเภทหนึ่งมากกว่า คือพวกจิตใจอ่อนแอ ขี้แพ้ ขี้อ้อน หน้าตาเหมือนพระเอกเกาหลี แต่่ขี้เกียจสันหลังยาว งานการไม่ได้เรื่อง ทำกระไรไม่เป็นสักอย่าง วัน ๆ เอาแต่เล่นเกม เที่ยวเล่นไป เหมาะสำหรับเอาไว้เชือดแล้วทิ้งถ่ายเดียว เพราะถ้าไม่ทิ้ง ไม่นานเขาจักแปรสภาพจากผู้ชายนะยะ เป็นแมงดาเกาะผู้หญิงกิน พึ่งพากระไรไม่ได้เลย แถมบางทีมัก

        ชอบเพศเดียวกันอีกต่างหาก ผู้ชายเหล่านี้หล่อลากหูรูดเลยทีเดียว มีแฟนเป็นหนุ่มประเภทนี้ต้องประกบตัวแจ เผลอไม่ได้ เป็นต้องไปเกาะแกะหนุ่ม ๆ วัยเดียวกัน ถ้าไม่อยากโซดน้ำตาแทนน้ำแกงวันละสามเวลา พึงระวังผู้ชายประเภทนี้ให้มาก ผู้ชายเอ๊าะแอ๊ะเหลวเป๋วเหลวไหลเหล่านี้มักมีขีดความสามารถในการดึงสัญชาตญาณความเป็นแม่ของลูกผู้หญิงออกมาขั้นสุดยอดครับ ด้วยการนำเสนอความน่าสงสาร พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องการหาหลักพึ่งพิงอย่างเต็มที่ ออดอ้อน ออเซาะ เหมือนเด็กอ่อน ๆ ตอนควงออกไปอวดเพื่อนให้อิจฉากันเล่นก็ดูเท่ดี แต่อยู่บ้านแล้วเหมือนเลี้ยงทารกแบเบาะ หรือแมวเชื่อง ๆ สักตัวหนึ่ง ผู้หญิงอีโก้สูง ๆ เรียนมามาก ๆ ประสบความสำเร็จมาเยอะ ๆ ตกเป็นเหยื่อผู้ชายเหล่านี้ชนิดถอนตัวไม่ขึ้นมานักต่อนัก แต่หากท่านแกร่งพอจักเลี้ยงผู้ชายที่ชาตินี้ไม่มีวันโต พอใจเปิดเนสเซอรี่เลี้ยงเด็กหนุ่มหล่อ ๆ เหล่านี้ก็คงไม่ยากครับ เพราะนับวันผู้ชายประเภทนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ

 
ข้อควรระวัง
 
 
       ข้อแนะนำสำหรับหนุ่มหน้ามนครับ ความแอ๊บแบ๊ว ใส ซื่อ ของสาว ๆ บางทีก็น่ากลัวนะครับ เคยเจอมาแล้ว หน้าตาสกุลรุนชาติราวกับเจ้าหญิงไฮโซในเทพนิยาย บริสุทธิ์สดใสประหนึ่งดอกไม้แรกแย้มกระทบน้ำค้างยามเช้า แต่บัดซบเหลือเกิน สุดท้ายพบว่า เป็นนางปิศาจร้ายจำแลงกายมาครับ คบชู้สู่ชายเปลี่ยนใจถี่ยิ่งกว่าเปลี่ยนผ้าอนามัย สนใจเพียงยี่ห้อรถที่ตนจักได้นั่งเป็นตุ๊กตา สาวประเภทนี้เป็นสาวทุนนิยมเต็มตัว เป็น "เรยา" ที่มีตัวตนจริง ๆ มิใช่มีแต่ในละคร คือถ้ามีทุนให้เธอถลุง เธอก็นิยมชมชอบ และพร้อมยอมทุกอย่าง สาวกลางคืนบางคนยังมีศักดิ์ศรีดีกว่าเธอเสียอีก พึงสังเกต และระวังให้ดีสำหรับสาวที่แอบแอ๊บแบ๊วใสซื่อมากผิดปกติ สอนจระเข้ว่ายน้ำท่าที่สอง กระบวนท่าเค้ามีความลับจะบอกนะตะเอง หากมีโอกาสได้คุยกัน พยายามให้ฝ่ายชายพูดให้มากที่สุด เป็นเรื่องแปลก ในการสนทนา ฝ่ายใดพูดมาก ฝ่ายนั้นจักเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบได้ง่าย ถูกลูกดอกรักปักหัวใจเข้าไปตอนไหนไม่รู้เลย เสมือนว่า การพูดคุยเปิดเผยตัวตนนั้น เป็นการเปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้ามเข้ามาคลุกวงใน เผลอ ๆ ฝ่ายที่พล่ามเยอะ ๆ จักเจออัปเปอร์คัทถูกน็อคเอาไม่รู้ตัว (เจอมาก่อนแล้วครับเลยโม้ได้ ประมาณพูดอยู่คนเดียวเสร็จแล้วก็แอบคิดถึงเขา) ยกเว้นกรณีที่ฝ่ายชายเป็นพวกเก็บตัว พูดน้อย ต่อยหนัก อย่างนั้นฝ่ายหญิงอาจต้องเป็นฝ่ายรุก และต้องทำการบ้านมาอย่างดีว่า ฝ่ายชายชอบเรื่องกระไรเป็นพิเศษ เต้นฟุตเวิร์คหลบหลีกดี ๆ (คือแม้ฝ่ายชายชวนคุยเรื่องที่เราอยากเม้าท์มากมาย แต่หากเรื่องนั้นไม่อยู่ในความสนใจของเขา ก็พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย) ปล่อยหมัดแย๊บไปเรื่อย ๆ เรื่องนี้ไม่คุยก็เปลี่ยนไปเรื่องนู๊น ผู้ชายก็มีชอบอยู่ไม่กี่เรื่อง กีฬา ท่องเที่ยว เกม การ์ตูน ภาพยนตร์ ฯลฯ ต้องโดนใจเข้าสักเรื่องละหน่า เรื่องใดโดนใจทำให้เขาเปิดปากพูดไม่หยุดละก็ เสร็จเราละ ครั้นสนิทได้ระดับหนึ่ง ถ้าผู้ชายเป็นประเภทเปิดเผย แล้วสามารถทำให้เขาเล่าเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว เรื่องในบ้าน เรื่องลึก ๆ ที่ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะได้ นั่นท่านกุมหัวใจเขาไปเกินครึ่งแล้วครับ เพราะเรื่องเหล่านี้มักเล่าให้เพื่อนที่สนิทมาก ๆ ฟังเท่านั้น หากเขาเล่าให้เราฟัง แสดงว่า เขามีความไว้ใจเรา เชื่อใจเรา และเห็นเราเป็นที่ปรึกษาเรื่องต่าง ๆ มากพอสมควร วิธีที่ใช้แล้วได้ผลเสมอมา คือเริ่มเปิดเผยตัวตนหรือเรื่องราวส่วนตัวของท่านก่อน วิธีนี้จักแปลกจากความรู้สึกของ
 
          คนโดยทั่วไปที่มักเล่าแต่สิ่งดี ๆ น่าชื่นชม ใส่หน้ากากสวยหรูเข้าหากัน ยิ่งผู้ที่มีฐานะทางสังคมสูง ๆ จักถอดหน้ากากออกเปิดใจคุยกันยากมาก ยากจนรู้สึกว่า การเล่าเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่ไม่น่ากระทำ (และเขาก็จักได้แต่ความสัมพันธ์ฉาบฉวยต่อไป) แต่หากได้ลงมือกระทำแล้ว จักยกระดับกระชับความสัมพันธ์ขึ้นอย่างรวดเร็ว และแน่นแฟ้นมั่ก ๆ ทีเดียวเชียวแหละ กระบวนท่านี้ใช้ได้ดีในบางกรณี มักเป็นเพื่อนหรือแฟนที่คบกันในวัยเด็ก วัยเรียน ส่วนวัยทำงานก็ต้องดูตาม้าตาเรือให้ดี เผลอ ๆ แทนที่จักได้เขามาครอง อาจกลายเป็นเปิดจุดอ่อนให้คนอื่นมาทิ่มแทง แล้วได้น้ำตามาเช็ดหัวเข่าแทนซะนี่ี สอนจระเข้ว่ายน้ำท่าที่สาม กระบวนท่าเธอทำกระไรก็ดีเลิศประเสริฐศรี เรื่องนี้ประสบกับตัวเองมาแรง ๆ อีกเช่นกัน สมัยเรียนมีสาวคนหนึ่งหน้าตาธรรมด้าธรรมดา ไม่เคยอยู่ในสายตาข้าพเจ้าเลย อยู่มาวันหนึ่งมีเหตุให้ต้องมาใกล้ชิดกัน ทำงานอยู่ใกล้กัน เราก็ทำงานของเรา วาดการ์ตูนเล่นบ้างยามว่าง เธอมาแอบเห็นเข้า เลยชมเปาะว่า เราเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ (ทั้ง ๆ ที่ฝีมือก็ธรรมดา ๆ นั่นแหละ) จากนั้นก็มีคำชมติดตามมาอีกหลายกระบุง (ตอนนั้นโนเนะ ใครชมกระไรก็เชื่อหมด บ้ายอเสียด้วย) ประมาณว่า เราทำกระไรก็ตาม เขาจักชื่นชม "อย่างจริงใจ" (อันนี้ต้องเน้น ชื่นชมแบบเฟค ๆ ผู้ชายบางคนก็ดูออก) มีการส่งประกายตาวิบวับ ๆ ติดตามมาด้วย สิ่งสำคัญในการใช้กระบวนท่านี้คือ อย่าส่งออร่า "ฉันอยากกินตับผู้ชายคนนี้" ออกไปเด็ดขาด ชมเขาตรง ๆ ชมแบบจริงใจนี่แล ดอกยาพิษสยบใจชาย "Killing me softly with this potion"
 
          ผู้ชายอีโก้จัด เจอมุกนี้เข้าไปไม่นาน ก็อ่อนเป็นหยวกกล้วยถูกเผาไฟ (เอ๊ะ...หรือขี้ผึ้งนะ) บร๊ะ... สมแล้วที่เป็นหนึ่งในจอมเทพที่เหล่าผู้ชายเฟรชชี่แย่งกันจีบหัวปักหัวปำ อาวุธเสน่ห์ของเธอร้ายแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจอมเทพองค์อื่น ๆ เลย ครั้นพอไปจับยามสามตา ส่งสายสืบไปสอบถามเธอตรง ๆ ว่า เธอมีใจให้ใครหรือไม่? กลายเป็นเธอไม่คิดกระไรกับใครเลย เป็นอุปนิสัยส่วนตัวของเธออุปนิสัยที่ทำให้ผู้ชายอกหักไปครึ่งคณะทั้งที่หน้าตาเธอแสนจะธรรมดา วรยุทธ์นี้สุดสยองไปเลยนะ นี่ก็อาจเป็นอีก ๑ กระบวนท่าง่าย ๆ ที่จระเข้เผือกสาวโสดทั้งหลายอาจนำไปประกอบการเวียนว่ายในสังสารวัฏนี้ได้ การว่ายน้ำท่านี้มีทริกพิเศษครับ สมัยเรียนนี่ก็ใช่ว่า จักไม่มีใครมาจีบข้าพเจ้าเสียเลย เพียงแต่เธอเหล่านั้นไม่โดนใจ และแผ่ออร่าการจีบออกมา
 
         จนเครื่องวัดรังสีแกมม่า (ย่อมาจาก "แกมาให้ฉันกินซะดี ๆ") ในตัวข้าพเจ้าตรวจจับได้ เมื่อจับรังสีได้ เหล่าผู้ชายทั้งหลายถ้าไม่ใช่พวกมักมากในกาม คว้าใครได้คลำไม่มีหางก็จัดการเสียหมด จักกางบาเรียป้องกันตัวเองครับ แล้วเธอเหล่านั้นจักหมดเสน่ห์ไปโดยปริยาย แต่กับเธอคนนี้ เครื่องตรวจวัดรังสีไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติใด ๆ ได้ จนเธอย่องเข้ามาเป่าลูกดอกอาบยาพิษเสียเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ในคอลเล็คชั่นของเธอซะแล้ว ทริกจึงอยู่ที่ความจริงใจ อุปนิสัยใจคอของผู้ใช้กระบวนวรยุทธ์นี้ หากไม่เนียน ไม่ธรรมชาติ ก็ยากที่จักใช้กระบวนท่านี้สำเร็จ การฝึกฝนจึงต้องหัดทำตัวเป็นคนมองโลกในแง่ดี ทำงานบุญ งานกุศล งานจิตอาสาให้มาก หมั่นชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่น สร้างความดีจากภายใน ไม่นานผู้ชายครึ่งโลกก็มาสยบแทบเท้าเธอเอง เรื่องจริงนะ ไม่ได้โม้ สอนจระเข้ว่ายน้ำท่าที่สี่ กระบวนท่าเหมือนจะมีใจ ท่านี้ก็โดนมาเองอีกเหมือนกัน ท่านี้สาว ๆ มักว่ายกันเป็นอยู่แล้ว บางคนอาจเข้าใจว่าเป็นการอ่อย ไม่จริงเลยครับ การอ่อยต้องประกอบด้วยเจตนาให้ปลากินเหยื่อด้วย แต่กระบวนท่าที่นำมาแสดงในที่นี้เวลาใช้ต้องไม่มีเจตนานี้แอบแฝงอยู่ เป็นกระบวนท่าของสาวที่หน้าตาพอดูได้ แต่ไม่เข้าตาหนุ่มเป้าหมาย จักกลายเป็นสาวฮ็อตร้อนฉ่าฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อนขึ้นมาทันใด ส่วนสาวที่หน้าตาดูไม่ได้ อย่าไปใช้ท่านี้เทียว จักพบแต่ความผิดหวัง (ถูกกางบาเรียเสียแต่ต้นแล้ว เพราะมักมีใจไปก่อนแว้ววว...) ครับ เจอลูกดอกอาบยาพิษดอกที่สี่เข้าไป ลี้คิมฮวงฤทธิ์มีดสั้นสะท้านโลกาก็ถึงกาลมรณา คนนี้เข้ามาตีสนิทด้วย ทำเหมือนว่า ข้าพเจ้าไปต้องตาต้องใจเขา แท้ที่จริงเธอต้องการตีสนิทเพื่อประชดแฟนหนุ่มของเธอต่างหากครับ ไอ้เราไม่รู้อิโหน่อิเหน่เซ่อซ่าเด๋อด๋าไปเข้าทางเขาพอดี เลยเป็นหนูตะเภาถูกเขาต้มเสียสุก เปื่อยไปเลย กระบวนท่าเหมือนจะมีใจนี้ พิษซึมลึกชนิดถ่ายถอนยากมาก กระทั่งทุกวันนี้คิดถึงทีไรยังแปล๊บหัวใจทู๊กที เป็นกระบวนท่าที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง สาว ๆ ที่มีเมตตาสูงไม่ควรใช้ เพราะจักมีผู้ชายหลงตัวเองอกหักเพิ่มขึ้นอีกค่อนโลก เอาละ เอามะพร้าวแห้วเอ้ย...ห้าว ไปขายสวนตั้ง ๔ อสงไขยเกวียนแล้ว คงได้ไอเดียกันไปไม่มากก็น้อย ผู้ที่เบรื่อออ... ความเป็นโสดเป็นนักหนาแล้ว อยากจักลองชีวิตคู่ที่เขาว่า ทุกข์ ๆ ทุกข์กันหนัก ๆ กันสักตั้ง ก็ลองเอาไปแอ๊พพลายใช้ดูครับ แต่ละดอกในละครชีวิตจริงนี้ เจ็บจริง ไม่มีสตั๊นท์ ไม่มีคนแสดงแทน กลั่นมาจากประสบการณ์ตรงล้วน ๆ ครับ ความจริงเขาว่า มารยาหญิงนั้นร้อยล้านเล่มเกวียนบรรทุกไม่หมดอยู่แล้ว จักมานั่งสอนจระเข้ให้สวิมมิ่งเอ็กซาเปิร์ตเขาหัวเราะเยาะเล่นทำไมเนี่ยะ เอิ๊ก ๆ

         
          ปล. อนึ่งกระบวนท่าทั้งหลายเหล่านี้มิได้เป็นไปเพื่อหาคู่แท้หรอกนะขอรับ อาจแค่เพิ่มโอกาสในการค้นหาคู่แท้เท่านั้น เพราะสุดท้ายตัวจริงของท่านก็ต้องถูกแสดงออกมาอยู่ดี และใช้แค่กระบวนท่าเดียวก็เพียงพอ ไม่ต้องใช้ทุกท่า ฯ




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons