วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

::วรรณกรรมเรื่องธรรมดาสอนโลก::bandonradio

๒.  วรรณกรรมเรื่องธรรมดาสอนโลก
       เป็นวรรณกรรมคำสอนมีลักษณะคล้ายกับการสั่งให้รอบคอบในเรื่องทุกด้านของชีวิตทั้งที่สาเหตุของความเสื่อมและความเจริญระหว่างคู่สมรสและเป็นข้อเตือนว่าให้ประพฤติตามแบบอย่างนี้ไม่ควรปฏิบัตินอกรีตจากจารีตประเพณีอันดีงามถ้าไม่ทำอย่างนี้จะเป็นอัปมงคลหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า  “ขะลำ”แก่ผู้กระทำนั้นหรือเกิดความวิบัติ  ในการเริ่มเรื่องนี้นั้นท่านได้กล่าวถึงพระจริยาวัตรอันดีงามของพระพุทธเจ้าผู้แวดล้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย๒๘องค์  ในเรื่องธรรมดาสอนโลกนี้มี  ๑๗  เรื่องใหญ่ๆแต่พอสรุปได้เป็น  ๖  อย่างดังนี้คือ
๑)  พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นถึงโทษของการประพฤติผิดจารีตคลองธรรม  ที่เรียกว่าธรรมดาสอนโลก  โดยยกตัวอย่างของเศรษฐีผู้ตกยากมากล่าวเตือนประชาชนให้ตระหนักถึงความที่เศรษฐีผู้ประพฤติผิดศีลธรรม  เหตุนั้นพระอรหันต์ ๒๘  องค์ก็สนทนากันในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
            ดูราภิกขูเฮยจ่งฟัง        เฮาเว้า
            เศรษฐีนี้ผิดคลอธรรม        สอนโลก จริงแล้ว
    ท่านเผาผี    บ่ชอบแท้ คองนั้น        ก็จิ่งตาย นั้นดาย
    มันก็        เอาผีย้าย เทิงขัว            หามไต่  ไปนั้น
            เผาจูดไหม้ ดีแล้ว        จิงต่าวคืน
    อันนี้        ขวางขนาดแท้เทศนาสอนสั่ง    มานั้น
    หากจัก        ชำเขือกฮ้อน เมืองบ้าน        บ่สบาย
    ใผผู้        ใจหม่อตื้น ขืนล่วง        คลองธรรม ดังนั้น
    เงินคำ        สังทาสา โคตรวงศ์        ก็หายเสี้ยง
            บ่หลอแท้ ตัวตาย            จมจุ่ม ไปแล้ว
    พระเจ้า        เทเทศน์ไขแจ้ง            จื่อเอา แท้เนอ.
๒)  คำสอนเรื่องการเลือกคู่สมรสได้บอกลักษณะหญิงดีหรือชั่ว  ถ้าเลือกหญิงกาลกิณีจะเป็นผลร้ายแก่ตนเอง และสังคมญาติด้วยดังคำสอนดังนี้คือ
การเลือลูกสะใภ้
            อันหนึ่งครั้นจักเอาหญิงให้เป็นนางใภ้ร่วมเฮือน
            หญิงใดฮู้ฉลาดตั้งการสร้างก็จิ่งเอานั้นเนอ
            อันหนึ่งรู้ฮีตเฒ่าสอนสั่งตามคอง
            การเฮือนนางแต่งแปลงบ่มีคร้าน
            หญิงนี้ควรเทาแท้เป็นนางใภ้ร่วมเฮือนแล้ว
การเลือกลูกเขย
            ชายใดมีใจตั้งในบุญทุกเช้าค่ำ
            กับทั้งใจฉลาดฮู้ความเฒ่าสั่งสอน
            กับทั้งมีผญาแก้ปัญหาทุกสิ่ง
            ความคึดดีสอดแส้วชู่อันแท้จิ่งให้เอา
๓)  ข้อห้ามไม่พึงประพฤติซึ่งเป็นผลเพียงอัปมงคล(ขะลำ)เท่านั้นไม่ถึงกับเสียหายมาก ดังคำสอนดังนี้คือ
สอนพ่อบ้าน
        อันหนึ่งเป็นพ่อเฮือนนั้นอย่าโกรธากริ้วโกรธ
        อย่าได้ฟันเพม้างข้าวของเครื่องเฮือนนั่นดาย
        ให้อิดูแท้ของเฮือนหมดทุกสิ่งจิ่งดีดาย
        คันว่าใผหากฮ้ายกลายเสี้ยงซู่อันนั่นแล้ว
        ฝูงหมู่ไทอยู่ใกล้เขาก็ย่อมยินซัง
        บ่มีใผกูร์ณาท่อจ่มขวัญทั้งบ้าน
        มันจักมีของล้นเหลือเยียหลายหมื่นก็ดี
        ใผผู้ทำดังนั้นจีบหายเสี้ยงบ่ยัง แท้ดาย
สอนแม่บ้าน
        อันหนึ่งเป็นเมียให้ยำผัวทั้งฮักยิ่ง จริงดาย
        บัวระบัติผัวชอบแท้คือพระยาเศรษฐี นั่นแล้ว
        อันหนึ่งนอนให้นอนลุนให้ลุกก่อน
        ให้หุงหาน้ำทั้งผ้าเช็ดมือนั่นแล้ว
        อันหนึ่งเมื่อถึงวันศีลให้สมมาผัวทุกเมื่อดีดาย
        แล้วให้ปัดกวาดแผ้วเฮือนเหย้าให้ฮุ่งเฮือง
        เมื่อผัวกินข้าวอย่าให้ของกินเงื่อนตัวดาย
        อย่าได้กล่าวคำฮ้ายตอบเถียงกันเน้อ
        อย่าให้ผัวบัวระบัตยังตัวกลัวจักบาปแล้ว
        เอาแต่เพื่อนคิดเห็นฮู้ช่างอ่อนนั้นเทิน
        อันหนึ่งเทียวเฮือนให้ลีลาค่อยย่างนางเอย
        อย่าได้ปากลื่นพ้นเฮือนเหย้านั่นดาย
        ยามจักนอนอย่าได้ลืมทุกเช้าค่ำคำเฮย
        ให้เอาผมเช็ดพื้นตีนแล้วจึงค่อยนอน นั่นเน้อฯ
    บัวระบัติ  -ปรนนิบัติ    ยำ  -ยำเกรง    ลุน  หลัง,ภายหลัง    สมมา  -ขอขมา
    เงื่อน  -ของเหลือเดน    ลื่น  ดื้อรั้น  นอกคอก    เฮือน  -เรือน    ย่าง  -เดิน
๔)  สอนเรื่องการปลูกบ้านเรือนและวิธีเลือกไม้ที่เป็นมงคล-อัปมงคลและหาไม้ที่เป็นมงคลยิ่งมาทำเป็นเสาเอกและเสาขวัญ  ดังนี้คือ
    อันหนึ่งไม้เกิดตั้งจุมปวกเทิงจอมก็ดี    ใผผู้เอามาแปงเฮือนก็บ่ดีจริงแท้
    อันหนึ่งไม้จมดินผังอยู่ก็ดี            ใผหากเอาสร้างเหย้าก็ขวงแท้เที่ยงจริงแล้ว
    ไม้นอนขอนล้มบาท้าวอย่าได้เอาแท้ดาย    ใผหากเอามาสร้างจิบหายขวงยิ่งจริงแล้ว
    อันหนึ่งไม้อยู่น้ำก็ขวงแท้ดังเดียว        มันจักเป็นลำงามก็อย่าเอามาสร้าง
    ไม้ฟ้าผ่านั่นก็ขวงยิ่งแสนสนัดมากแล้ว    อย่าได้เอามาเป็นเครื่องเฮือนกระทำสร้าง
    อันหนึ่งไม้ตายยืนตั้งอยู่ก็ดี        ก็หากขวงยิ่งล้ำคำไร้บ่เหือดคิงนั่นแล้ว
    อันหนึ่งไม้ตายแล้วล้มอยู่เป็นขอน        อย่าได้เอามาแปงสร้างกระทำเหย้า ฯลฯ
    ความหมายคำศัพท์
    จุมปอก  -จอมปลวก    เทิง  -บน    ขวง  -เสนียดจัญไร,ความหายนะ    แปง  -สร้าง    คำไร  -ความยากไร    คีง  -ตัว ตน ร่างกาย    ใผ  -ใคร    เหย้า  -บ้าน,เรือน
ไม้ที่เป็นมงคลดังนี้คือ
    ลำใดตั้งเหนือดินเพียงราม        บ่สูงบ่ต่ำบ่คล้อยไปแท้ฝ่ายใด
    ใบมันบ่คงเคืองต้นอื่น            ลำปลอดเกลี้ยงเกลากลมง่าซุ่ม
    หลิ่งดูแท้คือโสมงามกางร่ม        ก็บ่มีง่าคานตายค้างอยู่แกม
    ให้มีมดส้มพร้อมดำแดงมาอยู่ลำนั้น    มีทั้งนกพร่ำพร้อมมาอยู่นอนคอน
    ลำนี้เป็นมุงคนประเสริฐดีเสาแก้ว        ลำนี้ให้เอามาเป็นเสาเอก
    ดีขนาดแท้เรือนแก้วเศรษฐี นั่นแล้ว  ฯลฯ
    ความหมายคำศัพท์
    ราบ  -พอดี  ขนาดพอดี        โสม  -โฉม  หญิงงาม    มุงคุน  -มงคล  -
    ง่า  -กิ่งก้าน            แกม  -ประปน
๕)  สอนในเรื่องข้อห้ามการเผ่าศพ  คือศพที่ตายผิดปรกติถือว่าผีจะแร้งกว่าผีเรือนบ้างเมื่อเผ่าและกลัวว่าญาติพี่น้องจะถึงแก่กรรมบ้างจึงให้นำศพนั้นไปฝัง  เป็นการป้องกันโรคระบาดมากกว่า  ดังคำสอนดังนี้คือ
    อันหนึ่งตายลงท้องตายออกตุ่มและบวม    บ่ควรเอาไปเผ่าส่งสการะจริงแท้
    อันหนึ่งตายดึกน้ำตายหูงตกเฮือนก็ดี    บ่ควรเอาไปเผ่าซิเดือนฮ้อนขวงแท้
    อันหนึ่งเป็นฟกเทาเต็มคิงตายไข่        บ่ควรเผาเที่ยงแท้นาเจ้าบ่ดี
    ตายช้างฆ่าม้าดีดเสือขบก็ดี        ตายวัวชนหมู่งูขบเขี้ยวตายตกไม้ก็ดี
    ฝูงนี้ธรรมไขไว้บ่ควรเผาแท้ต่างดาย    ตายนำมอกหอกแลแหลนหลาวก็ดี
    ตายด้วยเซิกคาซีกซวนเหล็กก็ดี        ตายด้วยโรคามีเลือดแดงไหลย้อย
    ในธรรมห้ามบ่ควรเผาสักสิ่งพระยาเอย    มันจักแพ้พ่อบ้านพงศ์เชื้อพ่อแม่นั่นดาย
    ครั้นอิดูให้เผาไปที่อื่น            อย่าได้รวมป่าช้าซิขวงขนาดแท้ ฯลฯ
ความหมายคำศัพท์
    ส่งสการะ  -พิธีปลงศพ    ดึกน้ำ  -จมน้ำ    หูง  -ตายโหง    ตายไข  -โรคท้องโต,บวม
    ขบ  -กัด    เซิก คาซีก -เครื่องจองจำ    อิดู  -เอ็นดู,เมตตา  คีง  -ร่างกาย
๖)  สอนขุน  เจ้าพระยาให้ยึดมั่นในครรลองแห่งธรรมะโดยยึดหลักพุทธปรัชญานั้นเองดังนี้คือ
    ดูราร้อยเอ็ดตนพระยาใหญ่ฟังเน้อ        เรานี้เป็นย่อนท้าวเทวดาคำซูซอย แท้ดาย
    อันจักเป็นเหตุให้จิบหายจมจุ่ม แท้ดาย    โลภคติสี่นี้เป็นเค้าแก่เฮา
    ใผผู้โลภาพ้นผิเอาของท่าน        โทโสทำโทษให้เสียแล้วจึงเอา
    โมหาทำตัวร้ายผิเอาของท่านศรัทธา    เห็นแก่ได้บ่มีฮู้บาปบุญ
    เห็นแก่สินท่านจ้างเข้ามาสับส่อ        มะนะทิฐิก็เข้าคำร้ายเกิดมี
    ก็บ่ฟังคำผู้มีผญาต้านกล่าว        มักลื่นได้ของแท้ก็บ่มี  แท้แล้ว
    เมตตากรุณาอย่าได้วางจักเมื่อ        มุทิตาอุเบกขาจือไว้จำมั่นอย่าไล แท้ดาย
    อันหนึ่งโกรธาร้ายอย่าได้ทำตามคำเคียด    ให้พิจารณาถี่ถ้วนเสียแล้วจึงทำ
    อันหนึ่งฟังหมู่ขุนเฒ่าพิจารณาคุณโทษก็ดี  ให้เอาตามฮีตบ้านเมืองแท้แห่งโต นั่นเน้อ
    ในโลกนี้มีฮีตห่อนเสมอกันแท้ดาย    ฝูงใดเอาคองเพื่อนมาหลงเค้า
    เป็นขุนให้จาความให้มั่นแน่ จริงเทิน    อย่าเห็นแก่ใกล้ฝ่ายไส้โครตวงศ์แท้ดาย
    โตหากเทียวทางไกลปักตูเรือนซิฮ้อน    อย่าได้ปบแล่นปลิ้นคืนแท้อยู่หลังเพิ่นดาย
    ครั้นว่าความให้ตัดไปด้วยซื่อ        ทางงูอย่าให้เคียดทางเขียดอย่าให้ตาย
    ก็จึงมิ่งมังคละเข้าขุนพิจารณ์โสภาพ จริงแล้ว 92ฯลฯ
ความหมายศัพท์
    ย่อน  เพราะ
,เหตุว่า    สับส่อ  -ตลบตะแลง    จุ่ม  จม    ปบ  -รีบเร่ง    ค้ำ  ค้ำจุน
    คนิง  คำนึง คะนึง    เค้า  -ต้น  ต้นเหตุ        ต้าน  -พูดจา  เจรจา      ไล  -ลืม
    ปักตู  -ประตู        โสภาพ  สุภาพ        ท่อน  ไม่    จือ  -จำ  พู้น  โน้น
    โต  ตัวเรา    เคียด  -โกรธ  พี้  -นี้ 

bandonradio

ฮีตสิบสี่แบบที่ 2::ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

๒.๒)  คลองสิบสี่แบบที่  ๒  คือมีทั้งฮีตและคองมารวมกันเป็นฮีตคอง  ดังนี้คือ
    ๑)  ฮีตเจ้าคลองขุน
       คำว่า  “เจ้า”  ส่วนใหญ่เป็นพระเจ้าแผ่นดินซึ่งถือว่าเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่สูงสุดในประเทศ  คือเป็นพระมหากษัตริย์ต้องปฏิบัติตามกฎมณเฑียรบาล  ทั้งทรงทศพิศราชธรรม  เช่น  พระเจ้าอู่ทอง,เจ้าอนุวงศ์เป็นต้น  ส่วนขุนหมายถึงกษัตริย์ผู้ครองเมือง  มีความหมายคล้ายกับ  “เจ้า”  เช่น  ขุนบรม  ขุนศรีอินทราทิพย์ เป็นต้น  แม้ผู้ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณก็นิยมเรียกเช่นกัน  ดังคำกลอนโบราณว่า
        เป็นชาติเชื้อเจ้าเจื่องจอมเมือง        ปุนปองปกไพร่ไททั้งค่าย
        พลเมืองมั่นหมายใจได้เพิ่ง        ทางจักหายเดือดฮ้อนบุญเจ้าบ่เบา
        ควรที่พระเที่ยงมั่นทศพิธรรมา        ดังจักขอไขแขแต่พอเพียงน้อย
        เป็นจอมเจ้าเหนือหัวให้ฮักไพร่        เป็นใหญ่พ้องหัวหน้าให้ฮักฝูง
        เป็นผู้เฒ่าให้ฮักลูกหลานเหลน        เป็นขุนกวนให้ฮักการเมืองบ้าน
        สมสถานเบื้องเฮืองฮมย์ถ้วยทั่ว        อย่าได้ฮักผิ่งพุ้นซังพื้นบ่อดี

    ๒)  ฮีตท้าวคลองเพีย
       คำว่า  “ท้าว”  เป็นคำเรียกเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในสมัยโบราณ  เช่น  ท้าวอุปฮาด หรือเจ้าอุปราช  ท้าวราชบุตร หรือ เจ้าราชบุตร  แม้เจ้าผู้ครองเมืองบางเมืองก็เรียกว่า  “ท้าว” และลูกเจ้าเมืองก็เรียกว่า “ท้าว”เช่น ท้าวสุริยวงศ์เป็นต้น  และคำว่า  “ท้าว”เป็นคำเรียกชื่อของผู้เป็นเชื้อสายขุนนางก็มี  จะมีมากในวรรณกรรมของอีสาน  ส่วน “เพีย” เป็นคำนำหน้าข้าราชการหรือขุนนางแต่โบราณเช่นกัน  การปฏิบัติตามธรรมคลองธรรมก็คงอนุโลมตาม  “ฮีตเจ้าคองขุน” หรือตามจารีตที่ตระกูลเคยปฏิบัติมาโดยยึดหลักธรรมตามพระศาสนาเป็นที่ตั้ง  หากผู้ปกครองบ้านเมืองตลอดราชบริพารไม่ปกครองโดยธรรม  ก็จะทำให้ไพร่ฟ้าประชาชนเดือดร้อนดังคำโบราณว่า
    อันที่มีเหตุฮ้ายหลายอย่างเป็นมายามนี้        เพื่อว่าองค์ภูธรพร่ำสอนเสนาพร้อม
    ไลวางเว้นทศธรรมบ่เที่ยง                ไพร่จึงพลอยล่วงล้ำคุณแก้วบ่ถือ
    เหตุดั่งนั้นทวยเทพไอศวรรย์            ท่านผู้คอยฮักษาแวดระวังเวียงล้อม
    หลิงเห็นผิดกระบวนเบื้องคองหลังตั้งแต่ง        บ่อาจทนอยู่ได้เลยให้เกิดเข็น

    ๓)  ฮีตไพร่คลองนาย
       คำว่า “ไพร่”  หมายถึงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินหรือประชาชนโดยทั่วไป  มีประเพณีกำหนดให้ปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง  และตามคำสั่งของเจ้านายมีการทำงานโยธา  และข้าราชการทหารเป็นต้น  สำหรับ “คองนาย”  ผู้เป็นนายก็ต้องปฏิบัติตามกบิลเมืองและหน้าที่  ไพร่กับนายต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  ดังคำโบราณว่า
        เป็นขุนนามบ่าวไพร่อ้อมข้าง        ก็อย่าอวดอ้างยอโต
        คันได้เป็นใหญ่แล้วอย่าลืมคุณพวกไพร่    คันว่าไพร่บ่พร้อมสีหน้าบ่เฮือง
        ไม้ลำเดียวล้อมฮั้วบ่ข่วย            ไพร่บ่พร้อมเมืองบ้านบ่เฮือง
        คันได้นั่งบ้านเป็นเอกสูงศักดิ์        อย่าได้โวๆเสียงลื่นคนทั้งค่าย
        ชื่อว่าเป็นนายนี้ให้หวังดีดอมบ่าว         หากบ่าวบ่พร้อมซิเสียหน้าเมื่อเดิน
        บัวอาศัยเพิ่งน้ำปลาเพิ่งวังตม        ไพร่กับนายก็เพิ่งกันโดยด้าม
        ได้เป็นนายแล้วให้หลิงดูพวกไพร่แด่เดอ    ไพร่บ่ย่องสีหน้าบ่เฮืองได้แหล่ว
        เป็นเจ้าให้ฮักพวกไพร่            เป็นนายใหญ่ให้ฮู้จักฮักบริวาร
        เป็นสมภารให้ฮู้จักฮักจัวน้อย        เป็นนายพันนายฮ้อยให้ฮักพลทหาร

    ๔)  ฮีตบ้านคลองเมือง
       ฮีตบ้านคองเมือง  เป็นธรรมเนียมและข้อวัตรอันพึงปฏิบัติของบ้านเมืองแต่ละท้องถิ่น  ตลอดบ้านเมืองส่วนรวมด้วยมีการอยู่ด้วยกัน  โดยยึดหลักศีลธรรมเป็นที่ตั้ง  มีความสามัคคีรักใคร่กัน  และเลี้ยงชีพในทางสุจริตเป็นต้น  เจ้าเมืองก็ต้องรู้จักปฏิบัติให้ถูกต้องตามจารีตประเพณีโบราณดังคำกลอนว่า
        เป็นพญาสร้างครองเมืองตุ้มไพร่        ให้ฮู้จักฮีตบ้านครองสร้างฮุ่งเฮือง
        ขุนใดมีใจกล้าครองเมืองเฮืองฮุ่ง        ขุนขี้ย้ายครองบ้านบ่เฮือง ฯ
    ๕)  ฮีตผัวคลองเมีย
       เป็นการสอนในการครองเรือนให้มีความสุขที่เป็นข้อปฏิบัติสำหรับสามีภรรยาที่ต้องมีความรักใคร่ต่อกัน  การประพฤติหลักของอีตผัวคองเมียนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง  เพราะธรรมดาทัศนะคติของคนสองคนที่มาเป็นคู่ครองกันนั้นย่อมแตกต่างกันไปตามอุปนิสัยบางคนแข็งกระด้างบ้างคนอ่อนน้อม  ดังนั้นปราชญ์อีสานจึงสอนว่าการเป็นสามีภรรยากันนั้นมันง่ายแต่จะครองรักอย่างไรจึงจะมีความสุขได้  ตามความเชื่อของคนไทยโบราณสอนว่าสามีเป็นช้างเท้าหน้าภรรยาเป็นช้างเท้าหลัง  เพราะสมัยโบราณนั้นผู้หญิงก็มีความเชื่อเช่นนั้นเป็นทุนอยู่เดิมเหมือนกันดังจะเห็นได้จากวรรณกรรมของอีสานทุกเรื่องจะอบรมสั่งสอนลูกหญิงให้เชื่อฟังผู้เป็นสามีแต่ฝ่ายเดียว  อาจเป็นด้วยเหตุก็ได้ที่ทำให้หญิงไทยชาวอีสานเป็นช้างเท้าหลังตลอดมา  แต่ในภาวะทุกวันนี้ทัศนะให้เรื่องเหล่านี้เริ่มเสื่อมลงไปตามภาวะเศรษฐกิจและบ้านเมืองที่เจริญมากขึ้นสิทธิสตรีก็เสมอกับชายทุกประการ  แต่ถึงกระนั้นก็ตามหญิงก็คือหญิง  สุภาษิตอีสานจะสอนให้ผัวเมียได้รู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับสถานภาพของตน  คือเมื่อเป็นสามีภรรยากันจะต้องรู้จักให้เกียรติกัน  เคารพญาติทั้งสองฝ่าย  ให้มีความขยันมั่นเพียรในการทำมาหากิน  ให้รักเดียวใจเดียวชื่อสัตย์ต่อกัน  ดังคำกลอนสุภาษิตโบราณอีสานสอนในเรื่องคองของสามีภรรยานี้ว่า
    ฮีตผัว
    ให้ผัวพาเมียสร้างนาสวนปลูกหว่าน    พาเมียเป็นพ่อแม่บ้านครองเย้าให้อยู่ดี
    ให้วาจาเว้าแถลงนัวเว้าม่วน        อย่าได้ซึกซากฮ่ายคำเข้มเสียดสี
    ให้เคารพชาติเชื้อสกุลฝ่ายทางเมีย    อันว่าญาติกาวงศ์วานทางฝ่ายเมียให้
    การละเล่นหวยโปเบี้ยถั่วทางนักเลง    สุราพร่ำพร้อมอย่าวอนเว้าอ่าวหา
    สินสมสร้างศฤงคารทรัพย์สิ่ง        มอบให้เมียเมี้ยนไว้ในย้าวจั่งแม่นคอง
    คลองเมีย
    กิจการบ้านให้ทางเมียเป็นใหญ่        ให้เมียเป็นแม่บ้านการสร้างซ่อยผัว
    ให้มีจาจาเว้าแถลงนัวเว้าม่วน        อย่าได้ซึมซากฮ่ายคำเข้มเสียดสี
    ให้เมียเคารพชาติเชื้อสกุลฝ่ายทางผัว    อันว่าญาติกาวงศ์วานทางฝ่ายผัวให้ค่อยยำ
                        เกรงย้าน
ให้ฮู้จักทำการเกื้อบริวารเว้าม้วน        สงเคราะห์ญาติพี่น้องเสมอก้ำเกิ่งกัน
สินสมสร้างศฤงคารทรัพย์สิ่ง        ผัวมอบให้เมียฮู้ฮ่อมสงวน
ควรที่จับจ่ายซื่อของจำเป็นสมค่า        อย่าได้จับจ่ายใช้หลายล้นสิ่งบ่ควร
    คันแม่นทำถึกต้องคองผัวเมียโบราณแต่ง     จักลุลาภได้ชยะโชคเจริญศรี
    สถาพรพูนผลซู่อันโฮมเฮ้าจักงอกงาม    เงยขึ้นอุดมผลสูงส่งเงินคำไหลหลั่งเข้า  เจริญขึ้นมั่งมี  บริบูรณ์ศรีสุขทุกข์บ่เวินมาใก้ล  นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำสำหรับผู้เป็นสามีและภรรยาที่พึ่งยึดถือปฏิบัติดังคำกลอนโบราณสอนไว้ว่า
วัตรปฏิบัติสำหรับผู้เป็นสามี  คือ
    ขอให้เจ้าตื่นเดิกไปไฮ่ก่อนกา        ขอให้เจ้าตื่นเดิกไปนาก่อนไก่
    ให้เจ้าไปจับฮั่วอ้อมบ่อนควายเลียม    บ่าแบกเสียมทั้งไปยามส้อน
    เลยเบิ่งต้อนเบิ่งหลี่เบิ่งไซ            เห็นน้ำไหลคันนาให้ฮีบอัดเอาไว้
    ปีใดแล้งย่อมได้กินข้าวปลา        ให้เจ้ามีปัญญคึดหาเครื่องปลูก
    ทั้งส้มสูกกล้วยอ้อยของเจ้าซู่ยาม        ตามดอนนาปลูกพริกหมากเขือน้ำเต้า
    ทั้งหมากพร้าวมี้ม่วงตาวตาล        ส้มและหวานหมากพลูอย่าคร้าน
    คันเจ้าอยู่บ้านให้เบิ่งเฮือนซาน        เบิ่งสถานปักตูป่องเอี้ยม
    ให้เจ้าเยี่ยมเบิ่งข้อง แห มอง ทั้งสุ่ม    ของ    ซุมนี้แพงไว้เฮ็ดกิน
    ฝนตกรินฮำย้อยอย่าถอนกลัวขยาด    เถิงซิตกสาดพังฮองเข้าใส่โองไห
    คราดไถแอกให้หลาไนมีทุกสิ่ง        ทั้งสวิงกำพั้นฟืมพร้อมใส่กระส่วย
    ของหมู่นี้ซิซ่อยให้มีอยู่มีกิน        ผัวให้ยินดีหาอย่าไลลาคร้าน
    คันตื่นขึ้นเช้าให้เจ้าเลียบเบิ่งเฮือนตน    ลางเทื่อโจรเอาของลักมาวางไว้
    เจ้าอย่าให้ฮั่วแป่ม้างเป็นฮ่อมทลายลง    มันจักเสียของเฮาบ่ปลูกฝังเสียเสี้ยง
    ให้เจ้าเตื้องปลูกดอกซ้อนซอนดอกจำปา    ยามอยากเอาบูชาง่ายดีบ่มีฮ้อน
    ให้เจ้าปลูกต้นไม้ไว้ซ้นฮ่มแยงเงา        ยามเมื่อเฮาตายปะย่อมมีคนย่อง
    แม่นสกุณาเค้าบินมาจับอยู่ก็ดี        บุญก็ย่อมได้คุณนั้นบ่อห่อนเสีย
    อันหนึ่งให้เจ้าคึดค้าซื้อถึกขายแพง        คึดล่ำแยงหาเงินใช้ง่าย
    ขายหมากไม้แม่วัวโตควาย        ทางใดซิรวยให้เจ้าคึดฮำดูเลิงถ้อน ฯลฯ
ข้อวัตรปฏิบัติสำหรับผู้เป็นภรรยา
    แนวแม่หญิงนี้บ่มีผัวซ้อนนอนนำก็บ่อุ่น    แม่หญิงซิตั้งอยู่ได้เป็นใหญ่ใสสกุล
    ก็เพราะคุณของผัวคว่ามาแปลงสร้าง    แม่หญิงนี้ซิมีคนย้านนบนอบยำเกรงก็เพราะ
                        บุญของผัว
    แม่หญิงซิมีคนล้อมบริวารแหนแห่        ก็ย้อนผัวแท้ๆอย่าจาอ้างว่าโต
    ผัวหากโมโหฮ้ายใจไวเคียดง่าย        ให้นางเอาดีเข้าใจเว้าอย่างแข็ง
    อย่าได้แปลงความส้มขมในให้ผัวขื่น    ให้เอาดีขื่นไว้ใจเจ้าให้อ่อนหวาน
    อุปมาเปรียบได้ดั่งอ้อมันหากอ่อนตามลม  ธรรมดาว่าอ้อลมมาบ่ห่อนโค่น
    เพราะว่ามันบ่ตั้งขันสู่ต่อลม        คือดังสมเสลานัอยสอยวอยงามยิ่ง
    ก่อผัวซิฮักกล่อมกลิ้งแฝงผั้นบ่มาย        เพราะนางเป็นคนดีได้ใจบุญสอนง่าย
    บ่เป็นคนบาปฮ้ายใจบ้าด่าผัว        มีแต่ทำโตน้อมถนอมผัวโอนอ่อน
    บ่แสนงอนดีดดิ้นศีลห้าหมั่นถนอม    หาแต่แนวมาล้อมศีลธรรมคำขอบ
    เว้านอบน้อมต่อผัวนั้นซู่วัน        อันนี้ชื่อว่าเป็นหญิงมั่นในคองพุทธบาท
    เทวดากะซิย่องผิวเนื้อผ่องใส        หัวใจเจ้าเป็นหญิงสมชื่อ
    ถือคุณผัวขึ้นไว้เพียงแก้วหน่วยตา        ธรรมดาคนนี้อับจนก็ตามซ่าง
    ให้ถือคุณผัวขึ้นไว้เมื่อหน้าหากซิมีเจ้าเอย    อันหนึ่งในนาถน้อยตื่นก่อนผัวตน
    ให้ปรนนิบัติผัวบ่อนนอนหมอนมุ้ง    ยามยุงบินเข้าสมเสลาให้เจ้าไล่
    คันเดิกซอกไซ้ให้นอนใกล้หม่อผัว    เจ้าอย่าได้กลังเกรงย้านผ้าห่มคลุมหัว
    ให้ผัวนางนอนอยู่สบายหายฮ้อน        นางจงนอนลงถ้อนดอมผัวกลั้วกลิ่น
    ให้ผินหน้ามาบีบคั้นขาเส้นนวดเอ็น    เจ้าเป็นผู้ฮู้ดูหล่ำดอมผัว
    ให้เข้าครัวหาอาหารข้าวปลาวางตั้ง    กับทั้งขั้นน้ำพร้อมวางตั้งจั่งคือ
    ผ้าเซ็ดมือพร้อมบรบานทุกสิ่ง        อันว่ากินข้าวนั้นอย่าได้เฮ็ดมูมมาม
    นิ้วมืองามของเจ้าอย่าฟั่งงมกินต่อน    บ่วงและซ้อนตักแล้วค่อยกิน
    ยามเมื่อกินข้าวให้ผัวลงมือกินก่อน    ยามซินอนให้ไหว้ผัวแล้วจึงนอน
    ปรนนิบัติได้จั่งซี้ซิลุลาภได้เงินแก้วมั่งมูล    คันว่าผัวหากเดินดั้นมาแต่ทางไกล
    ขอให้นางฮีบฮับต้อนเตรียมท่าผ่อผัว    อย่าได้ทำคือบ้าผัวมาบ่อยากเบิ่ง
    ผัวมาฮอดบ้านอย่าเฮ็ดบึ้งตึงสีหน้าบ่บาน    ผัวซิพาลหาเรื่องคำแข็งโกรธด่า
    ห่าว่าเป็นแม่ฮ้างปานเสียแก้วมืดมัว    ตนตัวน้องซิเสียศรีหมองหม่น
    เพราะคนซิเว้าชาวบ้านกล่าวขวัญ        ขอให้นวลนางน้องตรองดูให้มันถี่
    ให้นางยินดีดอมเผ่าผู้ผัวแก้วแห่งตน    ให้นางนำไปเลี้ยงสนองคุณปู่ย่า
    ให้ระวังปากอย่ากล้าใจพร้อมพร่ำกาย    อย่าได้เป็นหญิงฮ้ายเกเรหลงเพศ
    ปากกล่าวต้านสูงพ้นลื่นคน        มันซิผิดหูเฒ่าสองคนปู่ย่า
    ทั้งมวลพี่น้องลุงป้าฝ่ายผัว        ขอให้นางฮักยิ่งล่ำผัวแก้วแห่งตน
    ผัวหากขวนขวายเลี้ยงแลงงายซู่ค่ำนางเอย    คำปากหวานจ้อยๆนำผัวแก้วซู้วัน
    ขอให้พันธนังติดอย่าหน่ายซังแหนงเว้น    อันหนึ่งขึ้นขั้นไดอย่าเอาตีนทึบ
    อย่าได้สืบความเพิ่นมาจา            ตาบ่เห็นอย่าได้เว้าว่าแน่
    ขอให้เจ้าเว้าแต่ในทางที่ดี            เขาบ่มีความผิดอย่าได้ป้อยด่า
    อย่าอวดอ้างตีนถีบตีนทำ            ในคำสอนห้ามไว้หลายวาท
    อย่าได้กวาดเฮือนเย้ายามกลางค่ำกลางคืน    อย่าเอาฟืนจี่หัวก้อนเส้า
    อย่ากินข้าวเขาะเช้าเขาะแลง        อย่ากินแกงผักที่ติดก้นขี้หม้อ
    ไม้ค่อล่ออย่าได้เอามาหนุ่น        อย่ากินปูนเขาะก้นขี้เถ้า
    อย่าได้คัวเอาเสื้อเช็ดปาก            อย่าตากผ้าไว้เทิงหลังคา
    ยามซินอนให้ภาวนายกมือไหว้พระ    อย่าได้เลอะละเอาอาหารเก่ามาให้ผัวกิน
    อย่ายินดีนอนสูงกว่าผัวของเจ้า        เก็บของเข้าเหมิดแล้วจั่งนอน
    เถิงตอนยามเช้าให้เตรียมขันน้ำขันท่า    ทั้งผ้าเช็ดหน้าเตรียมไว้อย่าให้ถาม
    เป็นหญิงนี้ยามเมื่อห่วนๆก้องกลองตีใกล้ซิฮุ่ง  ให้ฮีบลุกนึ่งข้าวดาไว้ใส่จั่งหัน
    ลุกมาหาไต้คีไฟให้ค่อยย่อง        มีเงินทองให้ทำบุญสร้างศิลทานเช้าค่ำ
    บุญซิซ่วยนำให้ลุลาภได้สุขถ้วนซุ่ยาม    ธรรมดาคนนี้ควรไปมาหาสู่
    ถามข่าวมวลพี่น้องวงศ์เชื้อชาติตน        ยามขัดสนหรือไข้เจ็บเป็นเอ็นอุ่น
    เจือจุนญาติพี่น้องหายฮ้อนเพิ่งเย็น ฯ
น้ำใจของเมีย
    เมียหากลุกแต่เช้าตื่นก่อนนอนหลัง    ฟังคำสอนแห่งผัวบ่ล่วงเกินความเว้า
    เถิงเวลากินข้าวให้ผัวแพงกินก่อน        เถิงวันศีลวันพระให้สมมาลาโทษ
    ให้นางคารวะแก้วผัวแพงทุกเช้าค่ำ        อย่าได้คึดหล่วงล้ำใจซื่อสุจริต
    ยามผัวไปไสมาฮับของมาต้อน        เถิงเวลาแลงเซ้าซ่อยพันพลูจีบหมาก
    หากมีญาติพี่น้องสองฝ่ายให้ถนอม    มีของกินคาวหวานให้ส่งแลงงายเซ้า
    กกก่อเหง่าวงศ์สกุลโคตรย่า        ให้บูชาอ่อนน้อมถนอมไว้อย่าแหน่ง
    ให้นางพาเผิ่นสร้างบารมีเกื้อก่อ        ตักบาตรตั้งแต่เซ้ากลางเว็นซ้ำส่งเพล
    อันนี้เป็นดั่งข้าวต้มยามเมื่อเฮาตาย        สิได้ใส่ถงพายเมื่อลุนบุญค้ำ

๖)  ฮีตพ่อคลองแม่
       พ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณต่อลูกๆสุดจะพรรณนา  และรักลูกยิ่งกว่าสิ่งใด  ถ้าจะเปรียบก็ประดุจดวงตาดวงใจก็ไม่ผิด  พ่อแม่ทุกคนย่อมตั้งอยู่ในคลองธรรมและปฏิบัติต่อลูกหลาน  ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ลูก  อุตสาห์เลี้ยงดูตั้งแต่เล็กจนโต  ให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียนความรู้ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีสติปัญญาแนะนำเกี่ยวกับการอาชีพ  สำหรับลูกผู้ชายเมื่อมีอายุครบบวชพ่อแม่ก็จัดการบวชให้  พ่อแม่ย่อมเอื้ออาทรรักและห่วงใยลูก  สิ่งใดไม่ดีไม่งามพ่อแม่ก็แนะนำห้ามปราม  มิให้กระทำชั่วพยายามให้ตั้งอยู่ในคุณความดี  จัดหาคู่ครองที่สมควรหรือจัดแต่งงานให้ตามจารีตประเพณีและหากมีทรัพย์ก็มอบให้ลูกครอบครองแทนตนต่อไป  พ่อแม่ปฏิบัติเช่นนี้นับว่าเป็นไปตามทำนองคลองธรรมและพ่อแม่ส่วนมากก็ปฏิบัติต่อลูกเช่นนี้  ดังคำกลอนโบราณกล่าวว่า
        ยามเมื่อประสูติลูกพ้น        จากอุทรเมื่อใด
        ก็หากมีความสุข            ดังได้ชมวิมานฟ้า
        ทั้งเล่าได้เห็นหน้า        บุตรตาตนอ่อน
        ยังเล่ามีทุกข์ฮ้อน            การเข้าอยู่กรรม
        ทางผดให้เจ้าเว้น            หาฮู้เข้าใส่โต
        การทำมาหากินให้        ขยันทำทุกท่า
        อย่ามัวแต่คร้าน            อายหน้าเพิ่นหยันเจ้าแหล่ว
        เถิงว่าเฮามีของล้น        เต็มเฮือนไว้ใต้ล่าง
        บ่มีทุกข์เดือนฮ้อน        ผิวหน้ายิ่งผ่องใส
        ยูถ่างทำบุญสร้าง            ศีลทานเลี้ยงพ่อพ่อ
        บ่ให้เพิ่นเดือนฮ้อน        สรรพสิ่งอันใด
        คันเพิ่นเฒ่าแก่ได้            ลดชั่วมรณา
        เป็นการสมนาคุณ        ส่งสะการคนย่อง
        ลูกบ่ดิเพิ่นเพียรเลี้ยง        ทำการงานซ่อยพ่อแม่
        ดูแลให้สุขอยู่ล้น            เลิงเรื่อยซู่ยาม
        ครกข้าวและหาบน้ำ        การแต่งพางาย
        บ่ให้เคืองเถิงมือ            พ่อแม่ตนเพียรเลี้ยง
        ยามชราหรือเจ็บไข้        อุตสาห์เพียรบ่ให้ยาก
        ขี่เยี่ยวเพียรเซ็ดล้าง        บ่วางเฒ่าให้อยู่พลอย
        เฮ็ดคือโตยังน้อย            แทนคุณเพิ่นเลี้ยงยาก
        บางผ่องไปเที่ยวค้า        หาเงินคำมาเลี้ยงพ่อแม่
        บางผ่องเอาตนเข้าใน        คลองพุทธบาท
        อันนี้อุตตโมแท้            บุตตาในโลก
        โชคไผมีจึ่งพ้อ            หาได้แต่ละคน เจ้าเอย ฯ

๗)  ฮีตใภ้คองเขย
       คำว่า  “ใภ้”หมายถึงลูกสะใภ้รวมถึงหลานสะใภ้  ส่วน “เขย” หมายถึงลูกเขยรวมทั้งหลานเขยด้วย  แต่ตามปรกติหมายเอาเพียงลูกสะใภ้แบลูเขย  ตามธรรมเนียมชาวอีสานนิยมเอาลูกเขยมาอยู่บ้านพ่อตาแม่ยาย   คำภาษิตของภาคอีสาที่ว่า  “เอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อแม่เฒ่า  ปานเอาข้าวมาใส่เยี่ย”  หมายความว่าการเอาลูกเขยมาอยู่กับพ่อตาแม่ยายอุปมาดังนำข้าวมาไว้ในยุ้งฉาง  ภาษิตนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าการเอาลูกเขยมาเลี้ยงพ่อแม่เป็นสิ่งที่เหมาะสมและมักเป็นค่านิยมของชาวอีสานไม่น้อยเลย   ส่วนการนำเอาลูกสะใภ้มาอยู่กับปู่ย่านั้นกลับไม่ค่อยนิยมเพราะ  พ่อแม่ของฝ่ายสามีมักจะมีเรื่องทะเลาะกับลูกสะใภ้  ดังคำกล่าวที่ว่า  “เอาลูกสะใภ้มาเลี้ยงย่า  ปานเอาห่ามาใส่เฮือนซาน”  หรือ  “เอาย่าไปอยู่กับลูกสะใภ้  ปานเอาไข้ไปใส่เฮือน”  ก็เหมือนกันกับสมัยครั้งพุทธกาลที่ลูกๆต้องทิ้งพ่อแม่ของตนเพราะฟังความฝ่ายภรรยาตนเองมากพระพุทธเจ้าจึงต้องสอนวิธีการให้พราหมณ์เอาชนะลูกๆของตนเองมาแล้วหรือประวัติของตนโมคคัลลานะก็เช่นเดียวกันฟังความเมียก็เลยเสียพ่อแม่  จะด้วยอิทธิพลของวรรณกรรมเหล่านี้ก็อาจจะเป็นไปได้ที่ชาวอีสานไม่นิยมนำลูกสะใภ้ไปอยู่กับปู่ย่า  แต่ยุคสมัยผ่านไปอาจจะมีน้อยหรือไม่มีถ้าหากลูกสะใภ้ที่ดีย่อมทำตนให้เข้ากับพ่อแม่ของฝ่ายชายได้ด้วยความราบรื่น  เช่นเดียวกับลูกเขยที่อยู่กับพ่อตาแม่ยาย  แต่ถ้ามีลูกสะใภ้ดีก็จะเป็นเช่นอย่างท่านมิคารมารดาพ่อตาของนางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ได้  ที่ลูกสะใภ้นำกลับมาสู่สัมมาทิฏฐิได้    ทั้งลูกเขยและลูกสะใภ้ก็ตามถ้าปฏิบัติตามครรลองของตนย่อมผ่อนหนักเป็นเบาได้คือ  มีความเคารพปู่ย่า  เลี้ยงดูปู่ย่าด้วยดีดุจท่านเป็นพ่อแม่ของตนเองปัญหาต่างๆก็ย่อมไม่ตามมาอย่างแน่นอน  แต่เมื่อใดทั้งสะใภ้และเขยต่างก็เมยเฉยต่อวัตรปฏิบัติของตนเองนั้นแหละปัญหาย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  ทำอย่างไรจึงจะทำให้ท่านทั้งสองฝ่ายมีความรักและเอ็นดูตนนั้นคำสอนโบราณอีสานสอนไว้อย่างนี้ว่า
    วัตรปฏิบัติของสะใภ้
        คันว่านางมีผัวแล้ว        อย่าลืมคุณพ่อแม่
        คุณเพิ่นมีมากล้น            เพียรเลี้ยงให้ใหญ่มา
        มารดาฮ้ายให้นาง        อดทนอย่าเคียดต่อ
        คุณพ่อฮ้าย            ให้นางน้อยอย่าติง
        คันว่าผัวฮ้าย            ให้เอาดีสู้ใส่
        ปู่ย่าฮ้ายให้นาง            ก้มหมอบฟัง
        ทั้งฝ่ายพุ้นฝ่ายพี้            ใจนั้นพร่ำเสมอ
        เถิงยามเดือนห้า            กาลฤดูปีใหม่
        จัดหาดอกไม้            เทียนพร้อมใส่ขัน
        ไปวันทาไหว้            ตายายปู่ย่า
        ทั้งสมมาเฒ่าแก่ใน        หมู่บ้านซู่คนได้ยิ่งดีเจ้าเอย
    วัตรปฏิบัติของลูกเขย
        อันหนึ่งแนวเป็นเขยนี้        แนวนามเชื้อตายายพ่อแม่
        ควรซินบน้อมไหว้        ยอไว้ที่สูง
        ผลบุญตามมาค้ำ            แนนนำยู้ส่ง
    ปรารถนาอันใด            ซิลุลาภได้โดยด้ามดั่งประสงค์
    เฮาเป็นเขยเขานั้น        ควรมีใจฮักห่อ
    ฝูงพ่อแม่ชาติเชื้อ            ของเมียเจ้าทั่วกัน
    มีหญิงให้ฮู้จักปันแบ่งให้         ใจเหลื่อมทางดี
    มีงานการซ่อยกัน        ฮีบไวบ่มีช้า
    ซิไปมาก้ำทางใด            ให้เจ้าคอบ
    เวนมอบให้            เมียไว้แก่พ่อตา
    ทั้งแม่ยายพร้อม            เจรจาเว้าม่วน
    ควรบ่ควรให้เจ้า            คะนิงฮู้ซู่แนว เจ้าเอย
๘)  ฮีตป้าคลองลุง
       บรรดาป้าลุง น้า อา และพี่ นับเป็นญาติชั้นสูงอาวุโส  ควรรู้วางตนให้สมกับเป็นที่เคารพนับถือของลูกหลานและญาติพี่น้อง  มีเมตตาธรรมไม่ถือตัวโอ้อวดมีอะไรก็ช่วยสงเคราะห์เป็นที่พึ่งพาอาศัยของญาติพี่น้องลูกหลานได้  หากลูกหลานและญาติพี่น้องถูกใคร่รังแกก็อาศัยเป็นที่พึ่งพากันในยามทุกข์ยากได้  ดังคำโบราณว่า
        ฝูงเฮาผู้เป็นลุงป้า            อาวอาน้าพี่
        ให้มีใจฮักพี่น้อง            วงศ์เชื้อลูกหลาน
        คนใดมีทุกข์ฮ้อน            อ้อนแอ่วมาหา
        ซ่อยอาสาเป่าปัด            ให้ส่วงคลายหายเศร้า
        การครองย้าว            เอาศีลธรรมเป็นที่เพิ่ง
        ตามเปิงฮีตบ้าน            ปางเค้าเก่ามา
        ไผมีงานหนักหนาให้        หาทางซดซ่อย
        บรรดาลูกหลานส่ำน้อย        ดีใจล้ำอุ่นทรวงฯ

๙)  ฮีตปู่คลองย่า
       ปู่ย่าเป็นที่รักและเคารพของลูกหลาน  เปรียบประดุจด้วยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานดังคำโบราณอีสานว่า
            อันปู่ย่านั้นหากฮักลูกหลานดั่งเดียวหลาย
            ทั้งตายายก็ฮักลูกหลานหลายดั่งเดียวกันนั้น
            ลูกหลานเกิดทุกข์ยากไฮ้ได้เพิ่งใบบุญ
            คุณของปู่ย่าตายายหากมีหลายเหลือล้น
            ควรที่ลูกหลานทุกคนไหว้บูชายอยิ่ง
            เปรียบเป็นสิ่งสูงยกไว้ถวยเจ้ายอดคุณ
            บุญเฮาหลายแท้ที่มีตายายปู่ย่า
            เพราะว่าเพิ่นเป็นฮ่มให้เฮาซ้นอยู่เย้น ฯ

๑๐)ฮีตเฒ่าคองแก่
       เป็นแนวทางของคนชราหรือผู้สูงอายุ  ธรรมเนียมของชาวอีสานมักจะเคารพผู้อาวุโสในด้านต่างๆอาจเป็นด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ  และชาติวุฒิเป็นต้น  ดังนั้นคนเฒ่าคนแก่จะควรเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกหลานทั้งในด้ายความประพฤติและด้านจิตใจ  ดังคำโบราณอีสานว่า
        เป็นผู้เฒ่าให้ฮักลูกหลานเหลน    เป็นขุนกวนให้ฮักการเมืองบ้าน
        สมสถานเบื้องเฮิงฮมย์ถ้วนทั่ว    อย่าได้ฮักผิ่งพุ้นซังพี้บ่ดี
        อันว่าเฒ่าบังเกิดสามขานั้นฤา    หมายถึงคนวัยสูงผู้ควรถือหน้า
        ย้อนว่าเอาตนเข้าถือศีลฟังเทศน์    เถิงกับสักค้อนเท้าไปด้วยใส่ใจ
        ชาติที่เฒ่าบ่ฮู้วัตรคลองธรรม    ปาปังแถมซู่วันเวียนมื้อ
        เถิงว่าวัยชราเฒ่าหัวข่าวแข้วหล่อน  อายุฮ้อนขวบเข้าบ่มิผู้นับถือ แท้แหล่ว

๑๑)  ฮีตปีคลองเดือน
       ได้แก่การปฏิบัติตามจารีตประเพณีต่างๆ  ซึ่งนิยมจัดทำเป็นประจำทุกเดือนทั้งสิบสองเดือนตามที่กำหนดไว้ใน  “ฮีตสิบสอง”  โดยึดหลักศาสนาเป็นหลักได้แก่งานบุญในรอบ  ๑๒  เดือน  โดยเอาใส่กันจัดทำ  มิได้ละเลยนับว่าเป็นการเคารพและปฏิบัติตามประเพณีและวัฒนธรรมของชาติทางหนึ่งอีกด้วย  ซึ่งรายละเอียดได้กล่าวไว้ในฮีตสิบสองแล้ว

๑๓)  ฮีตไฮ่คองนา
       ก่อนจะลงมือทำไรทำนาของชาวอีสานในสมัยโบราณนั้น  จะต้องมีการเลี้ยงผีตาแฮก คล้ายกับพิธีพืชมงคงและก็มีการลงแขกช่วยเหลือซึ่งกันและกันพยายาลงมือให้ทันฤดูกาล  และเอาใจใส่ดูแลพืชผลของตนโดยสม่ำเสมอมิละเลยและมั่นดูแลจึงจะได้ผลผลิตที่ดี  ฮีตไฮ่คองนามีเพื่อให้คนรู้จักเตรียมการว่าควรจะทำอะไรก่อนและอะไรควรทำทีหลัง  เพราะฤดูฝนนั้นมีเวลาน้อยจึงต้องรีบทำให้เหมาะกับกาลเวลานั้นๆ  ดังคำโบราณว่า
        เดือนหกให้หว่านกล้า        เดือนห้าให้แต่งไถ่
        เฮ็ดนาอย่าแพงกล้า        ไปค้าอย่าแพงทึน
        ดำนาหล้าหัวปีบ่ทันเพิ่น        กล้าขึ้นปล้องดำได้ก็บ่งาม

๑๔)  ฮีตวัดคองสงฆ์90
       เป็นหลักสำหรับบุคคลที่จะต้องยึดถือปฏิบัติในระหว่างชาวบ้านต่อพระศาสนา  ๑๔ ประการ  คือ
๑๔.๑)  เมื่อข้าวหรือผลไม้ผลิตดอกออกผลให้นำไปถวายพระภิกษุเสียก่อนแล้วตนเองจึงบริโภคภายหลัง
๑๔.๒)  อย่าทำตาชั่งปลอมหรือแปลงตาชั่ง  อย่าปลอมแปลงเงินตรา(อย่าจ่ายเงินแดงแปงเงินกว้าง)และอย่ากล่าวคำหยาบต่อกัน
๑๔.๓)  ให้พร้อมกันทำรั้วหลักและกำแพงล้อมวัดวาอารามและบ้านเรือนของตน  กับให้ปลูกหอบูชาไว้ทั้งสี่มุมบ้านเรือน
        ๑๔.๔)  ก่อนจะขึ้นบนบ้านให้ล้างเท้าเสียก่อน
๑๔..๕)  เมื่อถึงวันพระ ๘–๑๔–๑๕ ค่ำให้ทำการคารวะเตาไฟบันใดและประตูบ้านที่ตนอาศัยเข้าออกทุกคืน
        ๑๔.๖)  ก่อนเข้านอนให้ล้างเท้าเสียก่อน
๑๔.๗)  เมื่อถึงวันพระให้เมียเอาดอกไม้ธูปเทียนทำการคารวะผัวของตน(ผัวที่ดี)  และเมื่อถึงวันอุโบสถให้จัดดอกไม้ธูปเทียนไปถวายแด่พระภิกษุกับให้ทำการคารวะบิดามารดาปู่ย่าตายายด้วย
๑๔.๘)  ถึงวันพระเดือนดับ(ข้างแรม) และวันพระเดือนเพ็ญ(ข้างขึ้น)ให้นิมนต์พระภิกษุมาสวดมนต์ที่บ้านและทำบุญตักบาตรถวายทานท่าน
๑๔.๙)  เมื่อพระภิกษุสามเณรมาบิณฑบาตอย่าให้ท่านคอย  เวลาใส่บาตรอย่าให้ถูกตัวท่านและอย่าสวมรองเท้า กางร่ม  ให้ผ้าโพกศรีษะ  หรือถือศาสตราอาวุธเวลาใสบาตร
        ๑๔.๑๐)  เมื่อพระภิกษุเข้าปริวาสกรรมให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปถวายท่าน
๑๔.๑๑)  เมื่อเห็นพระภิกษุผ่านมาให้นั่งลงยกมือไหว้แล้วจึงพูดจากับท่าน(ในข้อนี้ผู้วิจัยยังพบว่าชาวลาวยังยึดถือปฏิบัติอย่างมั่นคงอยู่ส่วนชาวอีสานก็มีบ้างท่านเท่านั้น)
        ๑๔.๑๒)  อย่าเหยียบเงาพระภิกษุสามเณรผู้ทรงศีล
        ๑๔.๑๓)  อย่านำเอาอาหารที่ตนเหลือกินไปถวายพระภิกษุสามเณร
        ๑๔.๑๔)  อย่าเสพกามคุณในวันพระ  วันเข้าพรรษา  วันออกพรรษา  และวันสงกรานต์ควรสำรวมในเรื่องเหล่านี้บ้าง  ส่วนคองสงฆ์น่าจะเป็นกิจวัตร  ๑๐  อย่างที่พระสงฆ์ทุกรูปควรปฏิบัติดังนี้คือ
        ๑)  ลงอุโบสถ            ๖)  อยู่ปริวาสกรรม
        ๒)  บิณฑบาตเลี้ยงชีพ        ๗)  โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ
        ๓)  สวดมนต์ไหว้พระ        ๘)  ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติอาจารย์
        ๔)  เทศนาบัติ            ๙)  กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์
        ๕)  รักษาผ้าครอง        ๑๐)  พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง
91๔

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

คลองสิบสี่ ::ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

๒.คลองสิบสี่
       คลองสิบสี่ มีด้วยกัน  ๔  แบบ  ธวัช  ปุณโณทก  นำมากล่าวไว้ในหนังสือวรรณกรรมภาคอีสานเป็นแบบที่  ๒  ส่วนในหนังสือมรดกอีสานของศูนย์รวมสงฆ์ภาคอีสานวัดอัมพวันมี  ๓  แบบ  และสาร  สารทัศนานันท์กล่าวไว้ในหนังสือ  ฮีตสิบสอง  คลองสิบสี่  มีอยู่  ๔  แบบ  แต่ในที่นำมากล่าวเพียง  ๒  แบบคือ
๒.๑)  คลองสิบสี่แบบที่  ๑
    ๑)  แต่งตั้งผู้ชื่อสัตย์สุจริตขยันหมั่นเพียรเป็นที่เคารพของชาวบ้านให้เป็นอุปฮาดราชมนตรี เป็นต้น
    ๒)  หมั่นประชุมอุปฮาดราชมนตรี  ช่วยกันทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง
    ๓)  ให้ตั้งอยู่ในทศพิศราชธรรม  ๑๐  ประการคือ ๑  ทาน การบริจาคแก่สมณพรหามณาจารย์ยาจก คนอนาถา  ๒  ศีล  ดำรงมั่นในปัญจศีลและอุโบสถศีลเป็นนิตย์  ๓  บริจาคสละทรัพย์สร้างวัดวาอาราม  ขุดน้ำบ่อก่อศาลาเป็นต้น  ๔  อาชวะ  มีใจเที่ยงตรงดำรงมั่นในศีลธรรม  ๕.  มัททวะ  อ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง  ๖.ตะบะ  ชำระความชั่วออกจากใจ  ๗.  อักโกธะ  ไม่ดุร้าย  ๘.  อวิหิงสา  ไม่เบียดเบียน  ๙.  ขันติ  อดทนต่อเหตุการณ์ต่างๆ  ๑๐  อวิโธนะ  ไม่ยินดียินร้าย  ในสิ่งที่ควรยินดีและยินร้าย
    ๔)  ถึงวันขึ้นปีใหม่  นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์และนำน้ำอบน้ำหอมมาสรงพระภิกษุสงฆ์
    ๕)  ถึงวันขึ้นปีใหม่ให้เสนาอำมาตย์นำเครื่องบรรณาการทั้งน้ำหอมมามุธาภิเษกฮดสรงเจ้าชีวิตของตน
    ๖)  ถึงเดือนหกให้นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาแก่เจ้าเมือง
    ๗)  ถึงเดือนเจ็ด  ให้เลี้ยงมเหสักข์หลักเมืองบูชาเทวดาทั้ง  ๔  คือ(ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่อันได้แก่  ท้าวธตรัฐ  ท้าววิรุฬหก  ท้าววิรูปักข์  ท้าวกุเวร)
    ๘)  ถึงเดือนแปดนิมนต์พระสงฆ์มาชำฮะเบิกหว่านหินแห่ทรายตอกหลักเมือง
    ๙)  ถึงเดือนเก้า  ป่าวเตือนให้ประชาชนทำบุญข้าวประดับดิน  อุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
    ๑๐)  ถึงเดือนสิบ  ป่าวประกาศให้ประชาชนทำบุญข้าวสาก  อุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว
    ๑๑)  ถึงเดือนสิบเอ็ด  ให้ประชาชนทำบุญออกพรรษา
    ๑๒)  ถึงเดือนสิบสองทำบุญทอดกฐินตามวัดวาอารามต่างๆ
    ๑๓)  ถึงเดือนสิบสองให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินมารวมที่หน้าพระลานหลวงแห่งเจ้าชีวิต  ไปสรงน้ำในแม่น้ำให้เพี้ยวัดจัดแข่งเรือวันละหนึ่งลำ  และวันขึ้นสิบสามค่ำส่วงเฮือ(แข่งเรือ)
    ๑๔)  ให้มีสมบัติคูณเมืองหรือค่าควรเมืองครบสิบสี่อย่าง87  คือ 
        ๑๔.๑)  หูเมือง        คือมีทูตานุทูตฉลาดมีปัญญาดี
        ๑๔.๒)  ตาเมือง        คือมีนักปราชญ์สอนอรรถสอนธรรม
        ๑๔.๓)  แก่นเมือง      คือมีพระสงฆ์ผู้แตกฉานในพระธรรมวินัย
        ๑๔.๔)  ประตูเมือง      คือมีอาวุธยุทโธปกรณ์ป้องกันอริราชศัตรู
        ๑๔.๕)  ฮากเมือง      คือมีโหราจารย์ทายเหตุร้ายและ
        ๑๔.๖)  เหง้าเมือง      คือมีเสนาอำมาตย์ผู้เที่ยงธรรม
        ๑๔.๗)  ขื่อเมือง      คือมีโยธาทหารผู้แกล้วกล้า
        ๑๔.๘)  ฝาเมือง          คือมีตากวนตาแสงผู้ชื่อสัตย์
        ๑๔.๙)  ขาง(แป)เมือง     คือมีเจ้านายตั้งอยู่ในศีลธรรม
        ๑๔.๑๐)  เขตเมือง      คือมีผู้ฉลาดดูพื้นที่ที่ตั้งเมือง
        ๑๔.๑๑)  สติเมือง      คือมีคหบดีเศรษฐีและทวยค้าขาย
        ๑๔.๑๒)  ใจเมือง      คือมีแพทย์ผู้ฉลาดเชี่ยวชาญโรค
        ๑๔.๑๓)  ค่าเมือง      คือมีภูมิภาคมีราคาค่างวด
        ๑๔.๑๔)  เมฆเมือง     คือมีเทวดาอาฮักหลักเมือง88

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วรรณคำสอนโดยตรง::บ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วรรณกรรมประเภทคำสอนโดยตรง

๑.  ฮีตสิบสอง(ประเพณีทำบุญในรอบ๑๒ เดือน)
       ฮีตสิบสองและคองสิบสี่  เป็นเหมือนแม่บทในการดำเนินชีวิตในสังคมอีสาน  และมีอิทธิพลเหนือจิตใจของชาวบ้านมาก  แม้ว่าต้นฉบับจะไม่ค่อยแพร่หลายนักแต่การดำเนินชีวิตประจำวันนั้นก็ยังยึดแนวในฮีต(จารีต) เป็นหลัก  ฮีตสิบสองนั้นเป็นการประพฤติปฏิบัติตามประเพณีสังคมในรอบปี  ว่าเดือนไหนทำอะไร  และทำอย่างไร  เพื่ออะไร  ตลอดทั้งปี  ส่วนคองสิบสี่  คือครรลองแห่งชีวิตสิบสี่ประการ  ที่เป็นหลักของการปกครอง  ๑๔  ข้อเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งจารีตประเพณีและทำนองคองธรรมอันดีงานของท้องถิ่นและของบ้านเมือง คองสิบสี่เป็นแนวทางที่ใช้เป็นหลักปฏิบัติ  ๒  ประการใหญ่คือ  สำหรับบุคคลธรรมดาที่ประพฤติปฏิบัติกันอย่างหนึ่ง  และผู้ที่มีหน้าที่ในการปกครองบ้านเมืองนับตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อยถึงชั้นผู้ใหญ่  พึงปฏิบัติกันเมื่อกล่าวถึงคองก็มักจะมีคำว่า  ฮีตเป็นคู่กันมาด้วยเสมอยากที่จะแยกขาดจากกันได้เป็นการนำเอาธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับคองสิบสี่  ที่ท่านเจ้าคุณอริยานุวัตร  วัดมหาชัย  จังหวัดมหาสารคามได้สรุปไว้มีดังนี้คือ
    ๑)  บุญเดือนอ้าย(เดือน๑)  ทำบุญเข้ากรรม  เป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้าอยู่ปริวาสกรรมเพื่อความบริสุทธิ์ล้างอาบัติมลทิน  ชาวบ้านก็จะมาทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุที่เข้าอยู่ปริวาสกรรมนั้นเพื่อทำให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป  และทางฆารวาสก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆตามความเชื้อของคนโบราณที่นับถือวิญญาณดังคำกล่าวว่า
ถึงเดือนเจี่ยงนั่นให้ฝูงหมู่เจ้าเลี้ยงผีมด  ผีหมอ ผีฟ้า  ผีแถนและนิมนต์สงฆ์  พระเจ้ามาเข้ากรรมนั่นแล  ดูราฝูงเจ้าพี่น้องทั้งหลายอย่าได้ปะ(ปล่อยทิ้ง)ได้ถิ่มฮีตเก่าคองหลังเฮาเดอให้ฝูงพวกเจ้าซอยกันเฮ็ดกันทำนั่นถ่อน74ฯฮีตหนึ่งนั้นเถิงเมือเดือนเจียงเข้ากลายมาแถมถ่าย  ฝูงหมู่สังฆเจ้าก็เตรียมเข้าอยู่กรรม  มันหากธรรมเนียมนี้ถือมาตั้งแต่ก่อน  อย่าได้ละห่างเว้นเข็ญสิข่องแล่นนำ แท้วแล้ว75
    ๒)  บุญเดือนยี่(เดือน๒)  ให้พากันทำบุญคูนลานนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เย็นเพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก  เมื่อพระฉันข้าวแล้วจะทำพิธีสู่ขวัญข้าวนอกจากนี้ชาวบ้านจะเตรียมเก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน  ดังคำโบราณว่าดังนี้
เถิงฤดูเดือนยี่มาฮอดแล้ว  ให้นิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้ามาตั้งสวดมุงคุณ(มงคล)เอาบุณคุณข้าวเตรียมเข่าป่าหาไม้เฮ็ดหลัวเฮ็ดฟืนไว้นั่นก่อนอย่าได้หลงลืมถิ่มฮีตเดิมคองเก่าเฮ่าเดอ  ฮีตหนึ่งนั้น  พอแต่เดือนยี่ได้ล้ำล่วงมาเถิงให้พากันหาฟืนสู่คนโฮมไว้  อย่าได้ไลคองนี้มันสิสูญเสียเปล่า  ข้าวและของหมู่นั้นสิหายเสี่ยงบ่ยัง  จงให้ฟังคองนี้แนวกลอนเฮาบอกอย่าเอาใดออกแท้เข็ญฮ้ายสิแล่นเถิง เจ้าเอย
    ๓)  บุญเดือนสาม  ให้พากันทำบุญข้าวจี่และทำบุญมาฆะบูชา  ดังคำกล่าวของโบราณว่าไว้ดังนี้
พอเถิงเดือนสามค่อย(คล้อย)เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่  ปั้นข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อยจั่วน้อย(สามเณรน้อย)เซ็ดน้ำตา  ฮีตหนึ่งนั้นเถิงเมื่อเดือนสามได้จงพากันจี่ไปถวายสังฆเจ้าเอาแท้หมู่บุญ  กุศลยังสินำค้ำตามเฮาเมื่อละคาบ  หากธรรมเนียมจั่งชี้มีแท้แต่นาน  ให้ทำไปทุกบ้านทุกที่เอาบุญพ่อเอย  คองหากเคยมีมาแต่ปางปฐม
พุ้นอย่าได้พากันไลถิ่มประเพณีตั้งแต่เก่าบ้านเมืองเฮาสิเศร้าภัยฮ้ายสิแล่นตาม 76
    ๔)  บุญเดือนสี่(ทำบุญพระเวส)  มีการฟังเทศน์มหาชาติ  ดังคำโบราณว่า
เถิงฤดูเดือนสี่เข้าให้ทำบุญมหาชาติ  ให้เที่ยวหาดอกไม้มาไว้บูชานั้นถ่อน  อย่าสิไลลืมถิ่มโบราณของเก่า  เอาดอกไม้ถวายให้พระสงฆ์  เพิ่นจักเทศนาให้ฝูงเฮารู้บุญบาป  มีลาภล้นเหลือแท้ดังประสงค์เฮาเด77  หรือ  ฮีตหนึ่ง พอเถิงเดือนสี่ได้ให้เก็บดอกบุปผาหามาลาดวงหอมสู่คนเก็บไว้  อย่าได้ไลคองนี้เสียศรีสูญเปล่า  หาเอาตากแดดไว้ให้ทำแท้สู่คน แท้ดาย  อย่าได้ไลหนีเว้นแนวคองตั้งแต่เก่า  ไฟทั้งหลายสิแล่นเข้าเผาบ้านสิเสื่อมสูญ78
    ๕)  บุญเดือนห้า(ตรุษสงกรานต์หรือบุญสรงน้ำ)  มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและสรงน้ำญาติผู้ใหญ่ตลอดถึงการก่อพระเจดีย์ทรายและปล่อยนกปล่อยปลา  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น พอเถิงเดือนห้าได้พวกไพร่ชาวเมืองจงพากันสรงน้ำขัดสีพระพุทธรูป  ให้ทำทุกวัดแท้อย่าไลม้างห่องเสีย  ให้พากันทำแท้ๆไผๆบ่ได้ว่า  ทุกทั่วทีปแผ่นหล้าให้ทำแท้สู่คน  จั่งสิสุขยิ่งล้นทำถึกคำสอน  ถือฮีตคองควรถือแต่หลังปฐมพุ้น79
    ๖)  บุญเดือนหก(ทำบุญบั้งไฟและวิสาขบูชา)  ทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝนจากพระยาแถนและมีการบวชนาคพร้อมกันด้วยเป็นงานสำคัญก่อนที่จะลงมือทำไรทำนา  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น  พอเถิงเดือนหกแล้ว  ให้นำเอาน้ำวารีสรงโสด   ฮดพระพุทธรูปเหนือใต้สุ่ภาย  อย่าได้ละเบี่ยงบ้ายปัดป่ายหายหยุด  มันสิสูญเสียศรีต่ำไปเมือหน้า  จงพากันทำแท้แนวคองฮีตเก่า  เอาไปเรื่อยๆอย่าถอยหน้าอย่าเสีย80
    ๗)  บุญเดือนเจ็ด(ทำบุญชำฮะหรือชำระ)  ชาวบ้านจะพากันทำความสะอาดบ้านเรือนเครื่องนุ่งห่ม  เจ้าเมืองจะทำพิธีถอดถอนหลักเมือง  และตอกหลักเมือง  ถ้าปรากฏว่าบ้านเมืองไม่ปกติสุขมีโจรผู้ร้าย  เกิดทุพภิกขภัย  เจ้านายทะเลาะกัน  ถือว่าชะตาเมืองขาดต้องมีการชำระไล่เสนียดจัญไรออกไป  ฉะนั้นจึงมีพิธีกรรมถอดถอนหลักเมืองเพื่อเป็นเคล็ด  แล้วตอกกลักเมืองกันใหม่ตามหมู่บ้านโดยทั่วไป  เรียกว่าหลักบ้านก็ทำพิธีเข่นนี้เหมือนกันดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น  พอเมือเดือนเจ็ดแล้วจงพากันบูชาราช  ฝูงหมู่เทพเหล่านั้นบูชาแท้สู่ภาย  ตลอดไปฮอดอ้ายอาฮักษ์ใหญ่มเหสัก  ทั้งหลักเมืองสู่หนบูชาเจ้า  พากันเอาใจตั้งทำตามฮีตเก่า  นิมนต์สังฆเจ้าชำฮะแท้สวดมนต์ให้ฝูงคนเมืองนั้นทำกันอย่าได้ห่าง  สูตรชำฮะเมืองอย่างค้างสิเสียเศร้าต่ำศูนย์  ทุกข์สิแล่นวุ่นๆ  มาโฮมใส่เต็มเมือง  มันสิเคืองคำขัดต่ำลงศูนย์เศร้าให้เจ้าทำตามนี้แนวเฮาสิกล่าว  จึงสิสุขอยู่สร้างสรรค์ฟ้าเกิ่งกัน  ทุกข์หมื่นฮ้อยชั้นบ่มีว่ามาพาน  ปานกับเมืองสวรรค์สุขเกิ่งกันเทียมได้81
    ๘)  บุญเดือนแปดทำบุญเข้าพรรษา  คือการเข้าอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนของพระภิกษุดังนั้นบุญในเดือนนี้จะมีการถวายต้นเทียนจำพรรษาและถวายผ้าอาบน้ำฝน  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้นพอเถิงเดือนแปดได้ล้ำล่วงมาเถิง  ฝูงหมู่สังโฆคุณ เข้าวัสสาจำจ้อย  ทำตามฮอยของเจ้าพระโคดมทำก่อน  บ่ทะสอนเลิกม้างทำแท้สู่ภาย  แล้วจงพากันผ่ายหาของไปเททอด  ทำทานไปอย่าได้คร้านเอาไว้หมู่บุญ  สิเป็นของหนุนเจ้าไปเทิงอากาศ  สู่สวรรค์บ่ฮ้อนด้วยบุญนี้ส่งไป  เพิ่นจึงตรัสบอกไว้ฮีตเก่าคองหลัง  ฟังให้ดีมันคักอย่าไลเดอเจ้า  จงให้พากันเข้าทำทานตักบาตร  อย่าขาดได้ไปแท้สู่คน  โอกาสนี้ เพิ่นให้เที่ยวซอกค้น  ขุดก่นขุมบุญเอาทุนไปภายหน้าเมื่อตายไปแล้ว  เป็นแนวนำเฮาขึ้นบันได้ทองเที่ยวท่อง  ขึ้นสู่ห้องชั้นฟ้าสวรรค์พุ้นอยู่เย็น  ฝูงหมู่วิบากเว้นบ่มีว่าสิมาพาน  เนาว์วิมานแสนสุขทุกข์หายบ่มาใกล้82
    ๙)  ทำบุญเก้า(ทำบุญข้าวประดับดิน)ชาวบ้านจะนำอาหารหวานคาว  หมากพลูบุหรี่ห่อเป็นห่อมาแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัด  ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันขึ้น  ๑๔ ค่ำ  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว  และถวายภัตตาหารเข้าแก่พระสงฆ์  ตรวจน้ำแผ่ส่วนบุญให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นเปรตพลี ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้นพอถึงเดือนเก้าแล้วเป็นกลางแห่งวัสสกาล  ฝูงประชาชนชาวเมืองก็เล่าเตรีมตัวพร้อม  พากนทานยังข้าวประดับดินกินก่อนทายกทานให้เจ้าพระสงฆ์พร้อมอยู่ภาย  ทำจั่งชี้บ่ย้ายเถิงขวบปีมา  พระราชาในเมืองก็จงทำแนวนี้  ฮีตหากมีมาแล้ววางลงให้ถือต่อ  จำไว้เด้อพ่อเฒ่า  หลานเว้ากล่าวจา83
    ๑๐)  ทำบุญเดือนสิบคือทำบุญข้าวสาก(สลากภัตต์)ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบจึงเรียกว่าบุญเดือนสิบ  ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใสของทานและเขียนชื่อลงในบาตร  ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้สลากของใครผู้นั้นก็เข้าไปถวายของจึงเรียกว่าสลากภัตรดังคำโบราณว่า
    อีตหนึ่งนั้น  พอเมื่อเถิงเดือนสิบแล้วทายกทอดบวยบานเบิกพลีทำทานต่อมาสองซ้ำ  ข้าวสลากนำไปให้สังโฆกาทอด  พากันหวังยอดแก้วนิพพานพ้นที่สูง  ฝูงหมู่ลุงอาว์ป้าคณาเนืองน้อมส่ง  ศรัทธาลงทอดไว้ทานให้แผ่ไป  อุทิศให้ฝูงเปรตเปโต  พากันโมทนานำสู่คนจนเกลี้ยง84
    ๑๑)  บุญเดือนสิบเอ็ดคือบุญวันออกพรรษา  เป็นที่พระสงฆ์ให้โอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันไม่ว่าอาวุโสหรือภันเตให้เตือนกันได้เรียกว่าปวารณาตัวเองให้คนอื่นชี้โทษเพื่อสำรวมระวังต่อไป  ส่วนฆราวาสก็มีการลอยเรือไฟ  ตามทีปโคมไฟนำไปแขวนไว้ตามต้นไม้หรือรั้ววัด  และถวายต้นปราสาทเผิ้ง(ปราสาทผึ้ง)และมีการแข่งเรือในบางท้องที่ด้วย  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้นเถิงเดือนสิบเอ็ดแล้วเป็นแนวทางป่อง  เป็นช่องของพระเจ้าเคยเข้าแล้วออกมา  เถิงวัสสามาแล้วสามเดือนก็เลยออก  เฮียกว่าออกพรรษาปวารณากล่าวไว้เฮาได้เล่ามา85
    ๑๒)  บุญเดือนสิบสอง  คือบุญกฐินเริ่มตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒  เรียกว่ากาลกฐิน  จึงเรียกเดือนนี้ว่าบุญกฐิน  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น  เดือนสิบสองมาแล้วลมวอยๆหนาวสั่น  เดือนนี้หนาวสะบั่นบ่คือแท้แต่หลัง  ในเดือนนี้เพิ่นว่าให้ลงทอดพายเฮือซวงกันบูชา ฝูงนาโคนาคเนาว์ในพื้น  ชื่อว่า อุพะนาโคเนาว์ในพื้นแผ่นสิบห้าสกุลบอกไว้บูชาให้ส่งสะการ  จงให้ทำทุกบ้านบูชาท่านนาโค  แล้วลงโมทนาดอมชื่นซมกันเล่น  กลางเว็นกลางคืนให้ระงมกันขับเสพ  จึงสิสุขอยู่สร้างสบายเนื้ออยู่เย็น  ทุกข์ทั้งหลายหลีกเว้นหนีห่างบ่มีพานของสามานย์ทั้งปวงบ่ได้มีมาใกล้  ไผู้ผู้ทำตามนี้เจริญขึ้นยิ่งๆทุกสิ่งบ่ได้ทั้งข้าวหมู่ของ  กรรมบ่ได้ถืกต้องลำบากในตัว  โลดบ่มีมัวหมองอย่างใดพอดี้  มีแต่สุขีล้นคองคนสนุกยิ่ง  อดให้หลิงป่องนี้เด้อเจ้าแก่ชรา86
       ประเพณีดังกล่าวมานี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังตั้งแต่เดือน ๑  จนถึงเดือนสิบสอง  ใครที่ไม่ไปช่วยงานจะถูกชาวบ้านด้วยกันตำหนิ  งานบุญทั้งสิบสองเดือนนี้จึงทำให้ชาวอีสานมีความสนิทสนมกัน  ทุกหมู่บ้านทุกคนรู้จักกันหมดด้วยจึงเป็นการสร้างสรรค์ความสมัครสมานสามัคคีระหว่างชุมชนด้วยกันเองอีกด้วย  ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

ฺวรรณกรรมคำสอนทางอ้อมตอน 2::บ้านดอนเรดิโอออนไลน์

๑.๔)  คนพวกหนึ่งเห็นดงเป็นบ้าน  เห็นเมืองเป็นป่าเห็นท่าน้ำเป็นด้าวด่านเสือคืออะไร
       คนที่เห็นป่าไม้เป็นเหมือนบ้านนั้นได้แก่นักบวชผู้ชอบบำเพ็ญธรรมกัมมัฏฐาน  ผู้เห็นเมืองเป็นป่านั้นคือ  ตามบ้านเมืองย่อมครึกโครมไปด้วยเสียงคนและสัตว์หาความสงัดไม่ได้ส่วนผู้เห็นท่าน้ำเหมือนทางเสือนั้นคือ  คนที่มาในระหว่างท่าน้ำย่อมต้องการน้ำจะมีทั้งหญิงและชายมาในที่นั้นย่อมเหมาะสมสำหรับการสังวรอินทรีย์เพราะรูปของสตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์  เป็นต้น
๑.๕)  คติธรรมสอนใจ71
    ชาติที่เป็นใหญ่เจ้า    อย่าเบียดคนทุกข์ เจ้าเฮย
    ให้ค่อย กุณาฝูง        ไพร่เมืองคนไฮ้
    เห็นว่า เป็นใหญ่แล้ว    ใจผอกอธรรม
    ไผบ่  พ่นเพียงตัว    เมื่อมีกำลังกล้า
        เป็นเจ้า        ให้ฮักไพร่ทั้งหลาย
        เป็นนายคน    ให้ฮักสหายและหมู่
        เป็นกวน    ให้อักลูกบ้าน
        คันซิต้าน    ให้ค่อยเพียรจา
    ๑.๕.๑)  คำสอนที่เป็นปริศนาธรรมของเสียวสวาสดิ์
        นกอีเอี้ยง    กินหมากโพธิไฮ
        แซวแซวเสียง    บ่มีตัวฮ้อง
        แซวแซวฮ้อง    ตัวเดียวหมดหมู่
    (หมายถึงหมู่ประชาชนจำนวนมากมายแต่หาคนที่ดีไม่ได้  ส่วนวรรคที่สามนั้นหมายถึงคนเดียวทำดีอยู่ผู้เดียวแต่คนจำนวนมากไม่ทำความดีหรืออาจทำความชั่วไปหมดทุกคน)  และสอนไว้ว่า  ถ้าทำตนให้แปลกออกไปจากสังคม  ก็ย่อมจะถูกคนส่วนใหญ่ตำหนิก็ได้หรือกล่าวในเชิงอุปมาอุปไมยเพื่อให้เกิดความคิดที่รอบครอบเช่น
        สิบชิ้น        บ่หอนท่อโตปลา
        สิบลุงอาว์    บ่ปานพ่อแลแม่
        สิบเฒ่าแก่    บ่ปานผัวและเมีย
        เก้าเมียสิบเมีย    บ่ห่อนท่อพี่และน้อง
        เก้าห้องสิบห้อง    บ่ท่อโคตรเชื้อวงวาน
        เก้าทานสิบทาน    บ่ท่อทานให้สังฆะเจ้า
        สิบปากเว้า    บ่ท่อตาเห็น
        สิบตาเห็น    บ่ท่อมือคลำ
        เก้ากำสิบกำ    บ่ท่อกำแก้ว
        สุดยอดแล้ว    คือพ่อแม่ครูอาจารย์
    ๑.๕.๒)  สอนเรื่องบาป-บุญ นรก-สวรรค์  นับว่าเป็นความเชื่อที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวอีสานมากที่สุด  และดูเหมือนว่าจะเป็นจุดเด่นของวรรณกรรมเรื่องนี้  ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าใครทำกรรมอย่างไรก็จะได้รับผลกรรมอย่างนั้น เช่น
        บ่มีใผหนีได้        เวรังหากเทียมอยู่
        เวรมาฮอดแล้ว        ซิไปเว้นที่ใด
        บ่มีใผเถียงได้        เวรังหากเป็นใหญ่
        เวรตายวายเกิดขึ้น    หนีเว้นหลีกบ่เป็น
        มันก็    ตายไปตกอเวจี    อยู่นานในหม้อ
            นาฮกไหม้    ทั้งคิงจมอยู่
            ทนทุกข์ฮ้อน    แถมซ้ำเวทนา
        เจ้าก็    ฮักษาศีลไว้    ผองซีวังเท้าชั่ว
        คันว่า    บรมิ่งเมี้ยน    เมือฟ้าสู่สวรรค์
๑.๖  สอนให้เคารพพระรัตนตรัย  คือพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ ดังคำกลอนดังนี้คือ
        อันหนึ่งคำผู้เฒ่า        เว้าแต่โบราณ
        เชือกสามวาล่ามช้าง    อ้างโอดว่าโตดี
        ท่านหาอุปมาแก้ว    สามประการคือเชือก
        ช้างเปรียบได้        โดยด้ามดั่งชี
        คือว่าสมณาสเจ้า        ฮักษาฮีตครองสงฆ์
        ทรงสิกขา        หมั่นเพียรระวังล้อม
        บ่ได้สำหาวกล้า        วาจาอวดอ่ง
        คันว่าหลงเม่ามั่ว        เสียเป้เมื่อลุน
        ปุนดั่งสัตว์สิ่งเชื้อ    ชื่อว่าจินาย
        จาความหาญ        ซิรบเล็วชนช้าง
        บาดห่ากุญชโรได้    ยอยังตีนเหยียม
        มันก็มรณ์มิ่งเมี้ยน    มีได้ยียยาม72
๑.๗)  สั่งสอนให้เมาในยศศักดิ์
        เมื่อได้เป็นผู้ใหญ่มีบริวารห้อมล้อมสมบูรณ์ด้วยข้าวของเงินทอง  อย่างได้พูดจาโอหัง  ให้รู้จักผ่อนหนักเป็นเบา  และให้รู้จักแบ่งปันความสิ่งของให้แก่ลูกน้องและบริวารอื่นๆด้วย  เวลาเกิดภัยอันตรายมาบริวารจักได้ช่วยกันป้องภัยให้  ดังคำกลอนว่า
        คันว่าเฮาหากได้        ทรงอาจเป็นขุน
        มวลทาสา        แห่แหนหลังหน้า
        อย่าได้วาจาเว้า        ยอโตโอ้อ่ง
        พลไพร่พร้อม        เมืองบ้านจึ่งบาน
        ยามเมื่อเฮาหากได้    ผ้าผ่อนแพรพรรณ
        โภชนังมี        พร่ำมวลเงินใช้
        จ่งได้ปุนปันให้        ทาสาน้องพี่
        แลเหล่ามิตรพวกพ้อง    สหาแก้วแก่นเกลอ
        ยามเมื่อต้อง        ภัยเภทอันตราย
        ทั้งมวลจัก        ช่วยปองปุนป้อง
        เทียมดั่งเฮือนเฮาสร้าง    หลังสูงกว้างใหญ่
        ยังเอาเสาแก่นไม้        มาล้อมแวดวัง72
๑.๘)  สั่งสอนให้รู้จักการช่วยเหลือกัน
       การพึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าชายหรือหญิง  ไพร่ผู้ดีมีหรือจนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน  คนมีก็ช่วยเหลือคนจนด้วยการแบ่งปัน  ผู้ใหญ่ก็ช่วยเหลือเด็กด้วยการคุ้มครองป้องกัน  ท่านอุปมาไว้เหมือนดังน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า  ดังคำกลอนดังนี้คือ
        มวงพี่น้อง        ต้องเพิ่งพากัน
        คราวเป็นตาย        ช่วยกันปองป้าน
        ยามมีให้            ปุนปันแจกแบ่ง
        คราวทุกข์ใฮ้        ปุนป้องช่วยปอง
        เทียมดังดงป่าไม้        ได้เพิ่งยังเสือ
        คนบ่ไปฟังตัด        คอบเสือเขาย้าน
        เสือก็อาศัยไม้        ในดงคอนป่า
        ฝูงหมู่คนบ่ฆ่า        เสือได้คอบดง73
๑.๙)  สั่งสอนให้มองเห็นโทษภัยของการพนัน
                ใผผู้มัวเมาเล่น        เบี้ยโบกเบอร์หวย
        ฮุกสะกากับ        คว่างคีตีฆ้อน
        สุราเหล้า        ญิงเกกางกาด
        หมกมอกมั้ว        เฮือนย้าวบ่ลำเพอ
        แม้นจักมีคู่ซ้อน        ผัวมิ่งเมียแพง
        บุตราตน        ฮักหอมทอมเลี้ยง
        ก็เล่าไลวางเว้น        ปะไปดายเปล่า
        ลางผู้เททอดให้        ขายได้ลูกเมีย
        แม้นว่าเป็นเจ้าช้าง    ม้ามิ่งวัวควาย
        เงินคำของ        โกฏิกือแสนตื้อ
        ครันว่าการพนันเข้า    สิงใจจงจอด
        ลอนท่อมุดมอดเมี้ยน    จิบหายแท้เที่ยงจริงฯ
๑.๑๐)  สั่งสอนให้รู้จักทำงานอย่ารอคอยโชควาสนา
       ความมั่งมีหรือยากจนนั้น  ความรวยหรือจนนั้นเป็นของกลางๆไม่เป็นของใครโดยตรงอยู่ที่ว่าใครจะนำเอาโอกาสนั้นๆมาเป็นประโยชน์ให้แก่ตนเอง  ดังคำกลอนดังนี้คือ
        อันหนึ่งครั้นอยู่บ้าน    หรือถิ่นแดนใด
        ครั้นเฮาทำความดี    โชคชัยมีหั้น
        ครั้นเฮาหนีจากบ้าน    ไปเนาในอื่น
        ครั้นเฮาฮีบก่อสร้าง    ชัยนั้นแล่นเถิง
        ส่วนว่าคนขี้คร้าน    แม้นอยู่ในใด
        เถิงจักนอนกองเงิน    ช่างตามคำแล้ว
        มื้อหนึ่งเขาจักต้อง    หากินดอมไก่
        แลเล่านอนสาดเหี้ยน    เม็นน้อยไต่ตอม

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วรรณกรรมประเภทคำสอนทางอ้อม::ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วรรณกรรมประเภทคำสอนทางอ้อมคือ

๑.  วรรณกรรมเรื่องเสียวสวาสดิ์
    เรื่องย่อ
       ณ  เมืองพาราณสี  มีกดุมพีสองผัวเมีย  มีลูกชายสองคน  คนพี่ชื่อศรีเฉลียวคนน้องชื่อเสียวสวาสดิ์  เมื่อเจริญวัยแล้วพ่อแม่แบ่งเรือนให้คนละหลัง  และพ่อของศรีเฉลียวและเสียวสวาสดิ์ได้อบรมสั่งสอนลูกของตนด้วยข้อวัตรปฏิบัติและจารีตประเพณีและศีลธรรม  เมื่อพ่อแม่ตายแล้วเสียวสวาสดิ์ได้ไปค้าทางเรือสำเภา  นายเรือเห็นว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดจึงได้ให้แต่งงานกับนางสีไวลูกสาวคนเล็กของตน
       สวนเจ้าเมืองจำปานั้นปกครองบ้านเมืองไม่เป็นธรรมเกิดความเดือดร้อนทุกแห่งหน  พระองค์เกณฑ์ไพร่พลให้มาเฝ้ารักษาคืนละห้าร้อยคน  ทุกคนที่มาเฝ้าถูกเจ้าเมืองฆ่าตายทั้งหมด  ต่อมาก็เป็นวันที่เสียวสวาสดิ์ไปเฝ้ารักษาเมืองก็ไม่นอนทั้งคืนนั่งภาวนาคาถาอยู่จนสว่างวันนั้นไม่มีใครถูกฆ่า  ทำความแปลใจแก่พระราชาจึงแต่งตั้งให้เสียวสวาสดิ์เป็นอัครเสนาบดี  มีหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนเสนาอำมาตย์และไพร่ฟ้าฆ่าแผ่นดินชาวเมืองจำปา  ตลอดถึงเจ้าเมืองด้วยให้พากันตั้งอยู่ในศีลธรรม  ด้วยอุปนิสัยที่อ่อนน้อมถ่อมตนของเสียวสวาสดิ์จึงทำให้เป็นที่โปรดปรานของเจ้าเมืองจำปายิ่งนัก  เหตุการณ์บ้านเมืองทุกอย่างต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียวสวาสดิ์ทั้งสิ้น  ทุกข์เข็ญต่างๆก็ไม่มีเมืองจำปาก็เจริญรุ่งเรืองและสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทองทั้งนี้เกิดจากเจ้าเมืองเป็นคนมีศีลธรรม  ปกครองบ้านเมืองด้วยสุจริตยุติธรรม  ทำให้ประชาชนมีความขยันหมั่นเพียร  เคารพในจารีตประเพณีและกฎหมายบ้านเมือง
       ฉบับเดิมเป็นหนังสือใบลานจารึกด้วยอักษรตัวธรรม  เป็นอักษรประเภทร้อยแก้วมี  ๒๐ ผูก  เป็นของวัดมหาวนาราม  อ.เมือง จ. อุบลราชธานี  ในปี ๒๕๑๐  ดร.ปรีชา  พิณทองและขุนพรมประศาสน์รวมกันปริวรรคจากตัวธรรมมาแต่งเป็นคำกลอนอีสาน  ไม่ปรากฏว่าผู้แต่งตั้งแต่ต้น  สันนิษฐานว่าศรีเฉลียวน่าจะชื่อว่าเฉลียว  เสียวสวาสดิ์น่าจะชื่อว่าฉลาด  เพราะเสียวสวาสดิ์เป็นคนเฉียบแหลมมีสติปัญญาและไหวพริบดี  ถึงกับได้รักตำแหน่งสูงเป็นอัครมหาเสนาเป็นรองและเป็นที่ปรึษาของเจ้าเมืองจำปา  การดำเนินเรื่องในหนังสือเสียวสวาสดิ์  เป็นสารคดีพิเศษ  ประเภทคำสอนสาธกยกนิทานมาประกอบทั้งทางโลกและทางธรรม  มีเหตุมีผลอ่านง่ายฟังง่าย  มีร้อยกว่าเรื่อง  เหมาะสมกับกาลเทศะ  ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมชมชอบของชาวอีสาน 
       ผู้แต่งนั้นน่าจะเป็นพระภิกษุเพราะได้นำเอาชาดกหลายๆเรื่องตลอดถึงธรรมบทหลายแห่งนำเข้ามาใส่ไว้ในเรื่องนี้ด้วย  ให้ตัวละครคือเสียวสวาสดิ์เป็นคนสั่งสอนเจ้าเมืองและประชาชนด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  มีทั้งที่เป็นปริศนาธรรมต่างๆที่นักปราชญ์ชาวอีสานได้เอาสุภาษิต  ผญาภาษิต  เข้ามาผสมไว้ด้วยอย่างมากหมาย  เพื่อให้ตัวละครเป็นผู้ถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง  ให้เห็นความยุติธรรมอยุติธรรมต่างๆ  ตลอดถึงความดีความชั่ว  ที่ตัวละครนำมาสั่งสอนเจ้าเมืองและประชาชนนั้น  เป็นหลักธรรมของพุทธศาสนาทั้งสิ้น  กวีผู้ประพันธัมักจะนำคำปริศนาต่างมาครอบหลักการเอาไว้เพื่อให้สมกับวรรณกรรมในเชิงปัญญาอย่างแท้จริง  เพราะต้องการให้คนฟังขบคิดตีปรัชญาด้วยตนเองบ้างดังจะนำมาเสนอไว้พอเป็นสังเขป  ตามประเด็นดังนี้ คือ
๑.๑)  พ่อสั่งสอนเสียวสวาสดิ์ ดังนี้คือ70
    ๑.๑)  สตรีฮ้างสามผัวอย่าสมเสพ  ชายใดสิกสามเหล่าแล้วอย่ากลั้วเกี่ยวสหาย
    ๑.๒)  จงให้ฟันเฮือไว้หลายลำแฮท่า  จงให้หม่าข้าวไว้หลายมื้อแขกสิโฮมว่าดาย
    ๑.๓)  จงให้เอาแข้วนองาฮักษาเขตเฮือนนั้นบาดห่าเกิดเหตุฮ้ายยังสิได้เพิ่งพา
    ๑.๔)  คันมีคนมาต้านคำไขสำส่ออย่าสิฟ้าวเซื่อแท้คำเว้าแห่งเขา  จงให้เอามโนน้อมคลำหาเหตุ  คันหากฮู้เลศเลี้วแล้วอย่าไข  ความระหัสไว้ในใจสงัดอยู่  อย่าให้ฮู้ฮอดเบื้องหูพุ้นเพื่อนสองลูกเอย
    ความหมายคือ
    ๑.๑)  ได้แก่คนเหล่านี้คือ  เป็นคนกลับกลอกเจ้ามายาไว้ใจไม่ได้ท่านจึงห้าคบ  ถ้าเป็นสตรีก็ไม่อิ่มในกาม  สิ่งไม่รู้จักอิ่มคือ เมถุนธรรม  การนอน  การกิน  ไฟไม่อิ่มในเชื่อเพลิงฉันใดสตรีย่อมไม่อิ่มในบุรุษ  ดังนั้นท่านจึงไม่ไว้วางใจสตรีที่อย่าร้างมาสามครั้ง  ส่วนผู้ชายที่บวชแล้วสึกนั้นเป็นคนไม่หมั่นคงในจิตใจจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
    ๑.๒)  ท่านสอนให้เป็นคนอบอ้อมอารีย์เอื้อเฟื้อเผื้อแผ่แก่ญาติมิตรทั่วไป
๑.๓)  ให้เลี้ยงหมู่หมาแมวเพราะเวลาค่ำคืนจะได้เห่าไว้ป้องกันโจรขโมยได้
    ๑.๔)  ไม่ให้เชื่อคนง่ายๆต้องพิจารณาด้วยเหตุผลเสียก่อนและห้ามไม่ให้เปิดเผยความลับให้ผู้อื่นฟัง  และสิ่งควรพูดจึงพูด ไม่ควรพูดก็อย่าพูด
๑.๒)  เสียวสวาสดิ์ถามนายสำเภาว่าดังนี้คือ
    ๑) หาดเฮากลายมานี้มีหินหรือบ่
    (หมายถึงแก้วมณีทั้งหลายเช่นวิเชียร  แก้วมุกดา)
    ๒)  บ้านหม่อใกล้มีคนเฝ้าอยู่แฝงบ่เด
    (บ้านเมืองนี้มีคนรู้จารีตประเพณีและหมอยาและหมอดูทั้งมวลไหม)
    ๓)  ดงดอนนั้น มีต้นไม้ในป่าดกหนานั้นบ่ หรือบ่มีพฤกษาเปล่าแปนเป็นฮ้าง
    (บ้านเมืองนี้มีป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ไหม)
    ๔)  ในเมือนั้นมีกษัตริย์สร้างปกครองตุ้มไพร่นั้นบ่ หรือมีแต่เมืองใหญ่กว้างบ่มีเจ้านั่งปอง(หมายเอามีพระมหากษัตริย์ที่ปกครองด้วยทศพิธราชธรรมมีไหมหรือว่ามีแต่ผู้ไร้ศีลธรรมปกครองบ้านเมือง)
    ๕)  ในหนห้องธานีเมืองใหญ่  วัดที่ก่อสร้างไว้มีพระเจ้าอยู่ในบ่
    (หมายเอาในบ้านเมืองนั้นมีพระสถูปเจดีย์ของพระพุทธเจ้าไหมหรือมีมหาเถรผู้ทรงศีลอยู่ไหมและไม้ศรีมหาโพธิ์มีไหม)
    ๖)  ในเมืองนั้นฝูงคนเฒ่าสามขายังมีบ่ หรือหากมีแต่เฒ่าขี้แฮ้งเต็มบ้านทั่วเมือง
    (หมายถึงมีคนแก่ถือไม้เท้าเข้าวัดฟังธรรมไหมหรือว่ามีแต่คนเฒ่าที่เข้าบ่อนการพนันหรือมีแต่คนเฒ่ากินเหล้าเมายา
๑.๓)  เจ้าเมืองถามเสียวสวาสดิ์ว่าสมบัติคูณเมืองมีอะไรบ้าง
    ๑)  หลักเมือง    ได้แก่พระรัตนตรัยแก้ว ๓ ประการเป็นที่พึ่ง
    ๒)  แก่นเมือง    ได้แก่พระยาเมืองเจ้าและหมอยา
    ๓) ใจเมือง    ได้แก่กุมาร กุมารี
    ๔)  เกณฑ์เมือง    ได้แก่หมอโหร
    ๕) ฝาเมือง    ได้แก่ขุนด่านรักษาเมือง
    ๖)  ตาเมือง    ได้แก่ฆ้องกลองและคนเฝ้าประตูทั้งสี่
    ๗)  หูเมือง    ได้แก่ประตูเมือง
    ๘)  แข่งเมือง    ได้แก่ธนูหน้าไม้ปืนไฟหอกดาบ
    ๙)  ขวัญเมือง    ได้แก่ดาวพิดานเมือง(ดาวเมือง)
    ๑๐)  มอดเมือง    ได้แก่โจรผู้ร้าย
    ๑๑)  ยอดเมือง    ได้แก่พระราชา
    ๑๒)คูณเมือง    ได้แก่แผ่นดินที่ชาวประชาอยู่อาศัยหรือหาดทรายหินทั้งหลาย
    ๑๓) คำเมือง    ได้แก่ช้างม้าวัวควายทั้งหลาย

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

ฺ::วรรณกรรมประเภทคำสอน ::บ้านดอนเรดิโอออนไลน์


วรรณกรรมประเภทคำสอน
       วรรณกรรมคำสอนนี้จุดประสงค์สอนประชนชนในด้าน  จริยธรรม  ความประพฤติตลอดถึงการดำเนินชีวิตในสังคม  ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการสอนศีลธรรมนั่นเอง  ต่างแต่ว่าในภาคอีสานนั้น  กวีมีกุศโลบายที่ดี  ได้นำคำสอนเหล่านั้นมาร้อยกรอง  เพื่อให้กะทัดรัด  สะดวกต่อการจดจำหรือผูกเป็นเรื่องๆไป  วรรณกรรมคำสอนเหล่านี้บ้างครั้งพระสงฆ์ก็นำมาเทศน์บ้างเพราะมีผญาภาษิตหรือบ้างคราวก็นำไปอ่านในงานชุมนุมเป็นต้น
       ลักษณะทั่วไปของวรรณกรรมคำสอน  มีลักษณะเหมือนกับโคลงโลกนิติ  สุภาษิตสอนหญิงของภาคกลาง  จำนวนภาษิตของวรรณกรรมคำสอนเหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของชาวอีสานอย่างยิ่ง  ผู้สูงอายุเกือบทุกคนจะทราบว่าวรรณกรรมคำสอนมีเรื่องอะไรบ้าง  นอกจากนี้แล้วหมอลำมักจะหยิบยกเอามาลำสลับกันไปกับลำอื่นๆ  เช่น  เมื่อลำเรื่องพื้นนานๆเข้าผู้ฟังไม่ค่อยสนใจ หมอลำก็จะเปลี่ยนเป็นลำผญาบ้าง  ลำโจทย์บ้าง  (หมอลำกลอนลำถามกัน)  ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้ชาวอีสานมีความใกล้ชิดกับวรรณกรรมประเภทคำสอนมากยิ่งขึ้นไป  วรรณกรรมคำสอนเหล่านี้นั้นมีอิทธิพลต่อแนวความเชื่อของคนอีสานตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน  ก็ยังนิยมนำมาสอนลูกหลานอยู่เสมอมา  ดังนั้นวรรณกรรมส่วนนี้จะเป็นดังแสงประทีปที่ส่องแสงสว่างให้ชาวอีสานตลอดมา  เป็นคำสอนในเชิงศิลธรรมที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุดอย่างเช่นอย่าทำชั่ว  ให้พากันทำดี  อย่าเบียนเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน  และยังมีลักษณะเป็นแนวทางในเชิงห้ามปรามเอาไว้  ชาวอีสานทราบดีในคำว่า  “ขะลำ”หมายถึงสิ่งอันเป็นอัปมงคล  ทำมาหากินไม่เจริญรุ่งเรืองหรือเป็นไปในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับเพศหรือวัยของคนนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะสั่งห้ามเข้าไว้ว่ามันขะลำนะอย่าทำนะลูกหลานมันขวง(คือเป็นเสนียด  จัญไร  ฉิบหาย)  ดังนั้นจึงทำให้วรรณกรรมในฝ่ายคำสอนยังได้รับความนิยมตลอดมา 
       วรรณกรรมคำสอนในภาคอีสานนี้มีอิทธิพลอย่างมากและไม่น้อยไปกว่าวรรณกรรมทางพุทธศาสนาและชาวบ้านจะเชื่อฟังคำสอนในวรรณกรรมเหล่านี้เป็นประดุจดังกฏหมายของบ้านเมือง  จึงปรากฏว่าสภาพสังคมในชนบทของอีสานนั้นอยู่กันอย่างสันติสุขแบบพึงพากันเองช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  มีงานสิ่งใดที่จะต้องช่วยกันก็จะขอแรงกันมาช่วยเหล่านี้เป็นกิจนิสัยของชาวชนบทอีสานอย่างแท้จริง  เพราะอิทธิพลในด้านคำสอนจึงไม่ค่อยเห็นผู้ใดทำผิดจารีตประเพณีเลยเพราะเกรงจะผิดผีบ้างมันขะลำบ้างมันจะขวงบ้าง  ซึ่งปรากฏการอันนี้เกิดจาอิทธิพลของวรรณกรรมคำสอนด้วยส่วนหนึ่งและจารีตประเพณีก็มีส่วนสนับสนุนส่งเสริมด้วยเป็นสองแรงช่วยผลักดันให้คนอีสานมีน้ำอดน้ำทนมีน้ำจิตน้ำใจต่อเพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมประเทศเสมอมาไม่เคยทำให้คนอื่นเดือนร้อยก่อนเลย
    วรรณคำสอนกับธรรมชาติของมนุษย์
       ธรรมชาติของคนมีทั้งดีและเลวปะปนกันอยู่  วรรณกรรมคำสอนของอีสานเน้นให้เห็นชัดว่า  เนื้อแท้โดยธรรมชาติของมนุษย์เรานั้นดีบริสุทธิ์มาแต่กำเนิดแต่สิ่งแวดล้อมทำให้มนุษย์ต้องเลวได้เพราะการหลงผิด  ดังนั้นวรรณกรรมคำสอนจึงเป็นเหมือนเชือกที่คอยชักจูงไม่ให้คนอีสานหลงเดินทางชั่วเพราะวรรณกรรมส่วนนี้นั้นจะสอนในทางจริยธรรมข้อควรประพฤติของคนเราและสังคมด้วย  จึงเน้นหนักไปทางจารีต(ฮีต)  และคองเพื่อคอยเตือนพี่น้องชาวอีสานไม่ให้หลงผิดเป็นชอบ  ด้วยอำนาจของเจ้าอวิชชา ตัณหา  และกิเลสเข้าครอบงำซึ่งจะสอนทุกเพศ  ทุกวัย  ทุกชั้นวรรณของสังคมไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง  ซึ่งคำสอนจะบ่งชี้ในด้านจริยธรรมของนักปกครองที่ดีเอาไว้  ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์จะสอนในเรื่องฮีตพระครองสงฆ์ไว้เหมือนกับวินัยแต่จะเน้นในด้านหน้าที่ควรทำของนักบวช  ไม่ค่อยมีสอนมากนักเพราะท่านมีวินัยทางพระอยู่แล้ว   แต่สำหรับฆราวาสแล้วมีมากมายดังจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้  ๕  ลักษณะ คือ
    วรรณกรรมคำสอนระหว่างสามี+ภรรยา  ลูก+หลาน+เครือญาติ
       โดยเน้นไปในทางความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างคนในครอบครัวและกำหนดหน้าที่ของคนเหล่านี้เอาไว้ด้วย  คือทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของใครของมันอย่างเด่นชัด  ดังจะเห็นได้จากวรรณกรรมเรื่อง  ธรรมดาสอนโลก,  ท้าวคำสอน , สันทนยอดคำสอน  พระยาคำกองสอนไพร่  วรรณกรรมเหล่านี้จะเน้นความสัมพันธ์ของคนในสังคมได้ดี  และสอนหน้าที่ของสามและภรรยาไว้อย่างมากมาย  เพราะสังคมที่จะดีมาได้นั้นต้องมาจากครอบครัวที่ดีและสมบูรณ์เพราะเป็นสังคมระดับเล็กที่สุด  เช่นหน้าของภรรยาที่พึงปฏิบัติต่อสามีมีอย่างไร  สามีพึงมีข้อปฏิบัติอย่างไรกับภรรยาตนเอง  ลูกมีหน้าที่อย่างไรกับพ่อแม่  หลานๆมีหน้าที่อย่างไรกับคุณปู่คุณย่า  จึงมีวรรณกรรมประเภทหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า  “ปู่สอนหลาน  ย่าสอนหลานเป็นต้อน  เพราะหน้าที่อันนี้เป็นของปู่ยาตายายอยู่แล้วที่จะปลูกฝังศีลธรรมให้แก่ลูกหลาน  ให้รู้จักบาป บุญ  และอื่นๆอีกมากมายที่ย่าจะพึ่งสั่งสอน
    วรรณกรรมคำสอนกับผู้ปกครอง-และผู้อยู่ใต้ปกครอง
       วรรณกรรมส่วนนี้ได้เสนอแนวการสอนให้มีเมตตากรุณาต่อผู้น้อย(บ่าวไพร่)ไว้อย่างชัดเจนเพราะจะไม่ทำให้เกิดความเดือนร้อนทั้งสองฝ่ายคือไม่ให้มีอคติสี่ประการในการเป็นผู้นำและผู้ใต้ปกครองก็จะเป็นคนมีคุณธรรม  คือผู้ปกครองจะเป็นใหญ่ได้ก็เพราะมีผู้ใต้ปกครองดี  ดังจะเห็นได้จาก  “ครองสิบสี่”  ของชาวอีสานที่ยึดถือกันมาแต่บรรพบุรุษ  นอกจากนั้นยังได้กล่าวสอนในเรื่องการบรรเทาทุกข์ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเช่นมีการสงเคราะห์กัน  อนุเคราะห์กันและกันเมื่อคนอื่นมีความเดือนร้อน  เรียกว่าการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน  พร้อมทั้งมีความฉลาดในการเลือกผู้ที่จะมาเป็นขุนนางด้วย  หรือเลือกท้าวพระยามหาอำมาตย์  ตลอดจนทูตานุทูต    และเน้นในเรื่องจริยธรรมของปวงประชาราษฎรเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง  จะมีปรากฏในวรรณกรรมเรื่องพระยาคำกองสอนไพร่เป็นต้น
    วรรณกรรมคำสอนกับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ
       วรรณกรรมประเภทคำสอนนี้มุ่งที่จะสอนสตรีมากกว่าบุรุษ  และกำหนดหน้าที่ของสตรีเข้าไว้มากกว่าของบุรุษ  อาจจะเป็นเพราะในอดีตนั้นสตรีอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรื่อนจึงมักจะสอนให้รู้จักหน้าที่ของหญิง  เพราะผู้หญิงเป็นมารดาของโลกก็ว่าได้  เมื่อมารดาดีลูกก็ดี  ดังนั้นวรรณกรรมคำสอนจึงเห็นว่าสอนสตรีไว้หลายแง่มากมายเริ่มจากรู้จักทอผ้า  เป็นต้น  และวรรณกรรมที่ม่งสอนก็มีเรื่อง  ท้าวคำสอน  จะเน้นไปในลักษณะสตรีแบบไหนควรเลือกมาเป็นภรรยา มีทั้งหมด  ๔๐  กว่าลักษณะคล้ายกับเป็นการดูนรลักษณ์ผู้หญิงอันแฝงไปด้วยภูมิปัญญาของผู้แต่งได้เป็นอย่างมากที่รู้ลักษณะผู้หญิงที่ละเอียดคล้ายกับเรื่องมายาของหญิงที่ปรากฏในพุทธศาสนา  ๔๐ประการ  และมีเรื่องอินทิญาณสอนลูก(สอนหญิง)  ธรรมดาสอนโลก  สิริจันโทยอดคำสอน  ย่าสอนหลานเป็นต้น
    วรรณกรรมกับผู้ใหญ่+ผู้น้อย
       วรรณกรรมประเภทคำสอนนี้มุ่งที่จะสั่งสอนเด็กให้เห็นความสำคัญของความกตัญญูรู้คุณผู้มีบุพการีของตนเอง  อาทิเช่น  พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา และยาย  เมื่อท่านดำรงชีวิตอยู่ให้ตระหนักถึงพระคุณของท่านเหล่านี้  และดูแลท่านเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย  และเมื่อเวลาท่านละจากโลกไปแล้วทำบุญอุทิศส่งไปให้ท่าน  นอกจากนั้นยังสองให้รู้จักความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้หลักผู้ใหญ่ให้มีสัมมาคารวะเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน  วิธีที่ทำคือจะพรรณนาถึงคุณที่ท่านได้อุตสาห์เลี้ยงดูลูกหลานมาเรียกว่าพระคุณของพ่อแม่  วรรณกรรมในเรืองนี้คือ ปู่สอนหลาน  ย่าสอนหลาน  อินทิญาณสอนลูก  และวรรณกรรมคำสอนในเรื่องอื่นๆที่ปรากฏในวรรณกรรมนิทานบ้าง  เป็นต้น
    วรรณกรรมคำสอนในด้านธรรมชาติ
       เป็นการสอนถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมนุษย์กับธรรมชาติ  โดยเน้นหนักในเรื่องที่มนุษย์เราจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ  และมีความเหมาะสมพอดีกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ โดยสั่งสอนให้มนุษย์เคารพยำเกรงธรรมชาติ  อันได้แก่วิญญาณต่างๆที่สิ่งสถิตอยู่ในธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือมนุษย์  อาจจะบันดาลให้คุณหรือโทษวรรณกรรมคำสอนจึงสอนให้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียด  ดังมีกล่าวไว้ในเรื่อง  ธรรมดาสอนโลก  เน้นการนำไม้อย่างไรมาปลูกบ้านจึงจะเหมาะสมหรือเป็นมงคล  บอกถึงการแสวงหาต้นไม้มาทำเป็นเสาเอกเสาโทของบ้าน  และบอกว่าไม้อย่างไรไม่ควรนำมาใช้สร้างบ้านโดยอ้างว่า  มันขะลำหรือเข็ดขวงเป็นการห้ามเอาไว้ของคนโบราณเพราะอาจมองเห็นว่าไม้บ้างอย่างนำมาทำแล้วอาจจะทำให้บ้านไม่มั่นคงถาวร  หรือเกิดการบิดงอได้ง่ายเพราะไม้มีความอ่อนนั้นเองจะทำให้ไม่ทนแดดทนฝน  โบราณจึงนำเอาคำว่าขะลำมาห้ามเอาไว้คนเราจึงจะเชื้อ  เพราะสอนให้เห็นว่าอาจจะมีเทวดาสิงสถิตย์อยู่บ้างหรือในบริเวณดอนปู่ตาเป็นต้น  เพราะชาวอีสานเคารพยำเกรงในเรื่องเหล่านี้มากทีเดียว
    วรรณกรรมคำสอนกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
       โดยสอนเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกันในลักษณะเป็นการสามัคคีกันช่วยเหลือกันและกันในด้านต่างๆของสังคมเช่น  การขอแรงกันสร้างบ้าน, เกี้ยวข้าว ,และอื่นๆอาทิในด้านพิธีกรรมในสังคมที่คนเราจะต้องร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกัน  โดยมีวรรณกรรมคำสอนเป็นแก่นกลางในการผสานความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ  ให้มีแนวความคิดไปในทางเดียวกันง่ายทั้งการปกครองและการสั่งสอนด้วย  เช่น  งานแต่ง งานเลี้ยงผีปู่ตา  ผีตาแฮก  และพิธีของฝนด้วยการแห่นางแมว  แห่บั้งไฟ  และการไหว้ผีมเหสักข์หลักเมืองสิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่คนจะต้องร่วมแรงกันทำไม่ว่าผู้ปกครองหรือพระสงฆ์และชาวบ้านได้ร่วมกันทำขึ้น  วรรณกรรมคำสอนในด้านนี้มักจะเป็นฮีตสิบสองคลองสิบสี่เป็นหลัก  แต่อย่างไรก็ดีวรรณกรรมคำสอนของชาวอีสานยังเน้นในความผูกพันธ์ระหว่างพี่น้องลุง ป้า นา อา เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมุ่งที่จะสอนให้มนุษย์รู้จักแบ่งปันความสุขกัน  และรู้จักให้ทานแก่คนยากจนอนาถาตามแนวพุทธปรัชญาและคตินิยมในทางพระพุทธศาสนาด้วย69

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons