วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ใจแบบไหน ที่ควรหลีกเลี่ยง

ใจแบบไหน ที่ควรหลีกเลี่ยง

การทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร การกระทำของเราจะดีจะชั่ว เหมาะสมหรือไม่ ถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับใจเราว่ามีเจตนาเช่นไร

ในที่นี้อยากบอกเล่า ใจ 5 ประเภท ที่ควรเลี่ยงและไม่ควรเป็น เพราะจะทำให้เรากระทำไม่ดีทำไม่ถูกต้อง ตัดสินใจพลาด และอาจหมายถึงการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด และทำให้ชีวิตครอบครัวล้มเหลว

ประเภทที่ 1

ประเภทที่ 2

ใจเบา หมายถึง คนที่เชื่อใครง่ายๆ เรามักพูดถึงคนประเภทนี้ว่า พวกหูเบา เมื่อได้ยินสิ่งใด ไม่เคยได้คิดไตร่ตรองว่าควรเชื่อหรือไม่ หรือต้องตรวจสอบก่อนหรือเปล่า ถ้าเราเป็นคนเช่นนี้ สุดท้ายอาจตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวดีไม่ดีต้องเสียเพื่อน เสียลูกน้อง ที่หนักกว่าก็คือ อาจต้องเสียคนรัก เพราะความหูเบาของเรานี่แหละ

ใจรั้น ที่เป็นแบบนี้เพราะเชื่อมั่นตนเองเกินไป จนไม่ฟังความเห็น ข้อแนะนำหรือข้อท้วงติงจากผู้อื่น พวกคนดื้อรั้นอาจสูญเสียโอกาสดีๆไป เพราะคิดว่าตัว เองถูกเสมอ หรือบางครั้งก็ไม่ดูจังหวะจะโคน สร้างความเสียหายได้เช่นกัน


ประเภทที่ 3

ใจชอบยึดติด คนแบบนี้จะกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่กล้าคิดทำสิ่งใหม่ๆ หรือเป็นพวกติดกรอบ ไม่กล้าคิดนอกกรอบ กลายเป็นกบ ในกะลา ถ้าเราเป็นแบบนี้คงหาความก้าวหน้าในชีวิตได้ยาก จัดอยู่ในพวกหัวโบราณเป็นแน่แท้

 

ประเภทที่ 4

ใจผูกพยาบาทจองเวร พวกนี้คิดอยู่เสมอว่า แค้นนี้ต้องชำระ เพราะฉะนั้น ถ้าใครทำให้โกรธหรือเจ็บแค้น จะจดจารึกไว้ในสมองอย่างดี และคอยหาจังหวะล้างแค้นกลับ เพราะฉะนั้น ใจจึงมีแต่ทุกข์ ในทรวงมีแต่ไฟ หามีสุขไม่

ประเภทที่ 5

ใจบาป คิดแต่จะเอาเปรียบและมุ่งร้ายต่อผู้อื่นขอเพียงแต่ทำแล้วตนได้ดีเป็น ใช้ได้ ใครเดือดร้อนฉันไม่สน ไม่คิดถึงใจเขาใจเรา เอาแต่ใจตนเอง พร้อมที่จะใช้คนอื่นเป็นสะพานข้ามไปสู่ความสำเร็จ เหยียบได้เหยียบ ข้ามได้ข้าม


ใจทั้ง 5 ประเภทนี้ จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้มาครอบงำจิตใจเราได้ ทางแก้ไม่ยาก คิดตรงข้าม อย่าใจเบาหูเบา ฟังแล้วคิดไตร่ตรอง รับฟังความเห็น ไม่ยึดติด รู้จักให้อภัยและที่สำคัญ มีใจเมตตา ถ้าทำได้ตามนี้ ดีเลิศ ประเสริฐศรีเป็นแน่แท้

จงรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตนเอง

69 สิ่งในสมองผู้ชาย? (ที่คุณยังไม่รู้)!!!

69 สิ่งในสมองผู้ชาย? (ที่คุณยังไม่รู้)!!!

386_image1. ฝันที่อยากให้เป็นจริงของเรานั่นคือ เราอยากมีเซ็กซ์กับผู้หญิงสองคนพร้อมกัน แต่เรารู้ว่าถ้าขอจากคุณเป็นเรื่องแน่ เราจึงรอให้คุณเป็นฝ่ายเสนอ
2. ถ้าเราทำงานดึกคืนวันอาทิตย์โดยปิดมือถือ แสดงว่าเรากำลังคั่วกับสาวคนใดคนหนึ่งอยู่ ไม่ว่าเราจะมีข้ออ้างอะไรก็ตาม
3. เราเห็นแก่ตัวมากเรื่องเซ็กซ์ ถ้าเรากำลังทำอะไรบางอย่างให้คุณและคุณชอบ เราจะพยายามบอกว่าเราอยากทำให้มันเสร็จๆ ไปซะ
4. รีโมทคอนโทรลเป็นอวัยวะเทียมอันหนึ่งของเราที่เคลื่อนที่ได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ถือมันอยู่ก็ตาม
5. ไม่ว่างานวิจัยจะมีผลมาว่าอย่างไร เรายื่นยันว่าเราก็สามารถทำสองอย่างในคราวเดียว(เว้นการดูทีวีและคุยกับคุณไปด้วย)
6. เวลาเราเพิ่งเริ่มความสัมพันธ์กับใคร เราจะพยายามปกปิดจุดอ่อนทางกายอย่างยิ่ง แต่หลังผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว เราจะเริ่มตดเสียงดังอีกครั้ง
7. การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองก็เหมือนการเอารถเข้าศูนย์บริการ ถ้าไม่ทำทุกอย่างก็จะเริ่มติดขัด
8. ความเป็นสุภาพบุรุษยังไม่ตายจากโลกนี้ แต่ถ้าคุณอยากให้หยิบของในกระเป๋าของคุณให้ เราก็จะลืมไปซะว่ามีมันอยู่ในโลกนี้
9. เราไม่ใช่คนทรงเจ้า บอกเราเถอะว่าอยากได้อะไร ไม่งั้นคุณจะได้ของที่ไม่ต้องการในวันเกิดแม่
10. ถ้าคุณถาม เราจะบอกเสมอว่าคุณดูสวย แม้จะไม่จริงก็ตาม
11. เรารู้ว่ารถสวยและแพงทำให้คุณประทับใจ แม้คุณจะไม่ยอมรับว่า...ใช่
12. ผู้ชายส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีเซ็กซ์กับโสเภณีไม่ถือเป็นการนอกใจ
13. เป็นเรื่องของพันธุกรรมที่ทำให้เราชอบกีฬา ในช่วงหนึ่งของชีวิตของเราอยากเป็นผู้ชนะในเรื่องอะไรสักอย่าง
14. เราจะไม่มีวันทิ้งคุณแล้วหนีไปกับเลขาฯหน้าห้อง เราเลือกที่จะแอบคบเธอไปพร้อมกันมากกว่า
15. แม้เจ้าหนูของเราจะพร้อมเป็นสิ่งแรกยามตื่นนอน แต่ส่วนอื่นของร่างกายยังหลับอยู่
16. อย่าหวังมารยาทจากเรา ถ้าเราไม่โทร.หาคุณภายใน 3 วันหลังมีเซ็กซ์ แสดงว่าเรื่องนี้จบแล้ว
17. เราไม่เข้าใจว่าคุณเห็นอะไรดีในตัว ออร์แลนโด บลูม
18. ควรรู้ไว้ว่าผู้หญิงอ่านแผนที่ไม่ได้ และผู้ชายก็จะไม่ถามทาง อย่าทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้เลย
19. แม้แต่เกย์ก็ยังเหลียวดูเวลาผู้หญิงหุ่นเซ็กซี่เดินผ่าน คุณเองก็ยังมอง คิดดูเถอะ! ดังนั้นอย่ามาตบตีเราต่อหน้าคนอื่น มันน่าอาย
20. เรารู้ว่ามันตลก ที่เชื่อว่าผู้หญิงจะใส่ชุดชั้นใน หยิบหมอนทุบตีกันเวลาไม่มีเราอยู่ด้วย
21. ถึงเรามักจะคาดว่าต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินเลี้ยงข้าวคุณ แต่ความเป็นชายของเราไม่บุบสลายหรอกถ้าคุณเป็นฝ่ายเลี้ยง
22. เราไม่มีวันสนิทกับพ่อของคุณได้ เขาเกลียดเรา เราคงรู้สึกแบบเดียวกันถ้าเป็นเขา
23. เราชอบให้ความสัมพันธ์มีความยืดหยุ่น เราถึงสนับสนุนให้คุณเล่นโยคะและพีราตีส
24. ถ้าคุณถาม เราจะบอกเสมอว่าคุณดูสวย แม้จะไม่จริงก็ตาม
25. เราจะไม่พาคุณไปดูหนังของวิน ดีเซล ถ้าคุณตกลงจะไม่พาเราไปดูหนังเรื่องต่อไปของเม๊ก ไรอัน
26. การดื่มเบียร์กับผู้ชายบ่อยๆ จะทำให้เราคิดว่าคุณเป็นแค่เพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง
27. ไม่น่าเกลียดหรอกที่จะมีอะไรกันในเดทแรก จริงๆนะ!!!!
28. การแพร่หลายของภาพโป๊ในอินเตอร์เน๊ต เป็นตัวบอกคร่าวๆว่าเราหลงใหลเซ็กซ์กันขนาดไหน คุณควรใช้มันหาข้อมูลว่าอะไรปลุกเร้าอารมเราได้
29. สิ่งเลวร้ายที่สุดที่คุณทำได้คือการนอนกับเพื่อนคนหนึ่งของเรา
30. กลิ่นปากหลังตื่นนอนทำให้เราหมดอารมณ์
31. 100% ของผู้ชายมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกกับตัวเอง
32. ไม่ว่าคุณจะแน่ใจขนาดไหนว่าไม่มีทาง เราก็มั่นใจว่าอย่างน้อยเพื่อนคนหนึ่งของคุณชอบเรา
33. ถ้าคุณบอกเราว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เราจะเชื่อคุณ
34. กรุณาอย่าให้เราเลือกระหว่างคุณกับฟุตบอล เรารักสองอย่างเท่าเทียมกัน
35. ถ้าเพื่อนสนิทของคุณเป็นผู้ชาย แล้วเราบอกว่าไม่ได้คิดอะไร เรากำลังโกหก
36. เราดูหนังเรื่อง Charmed ก็เพราะเสื้อคว้านต่ำของอลิซซ่า มิลาโน่
37. เราไม่มีวันดู Sex And The City เพราะแคร์รี่ย์ไม่เซ็กซี่สำหรับเรา
38. หน้าอกปลอม ยอมรับได้ ผิวแทนปลอม เรารับไม่ได้
39. เราไม่ชอบที่คุณปล่อยตัวหลังแต่งงาน การใส่รองเท้าแตะไม่เซ็กซี่ ควรใส่บู๊ตสูงถึงเข่าจะดีกว่า
40. เรายอมรับว่าคุณใช้เครื่องสำอางทำให้ตัวเองดูดี แต่ถ้ามากเกินไป ไม่แต่งหน้าเลยจะดีกว่า
41. เราชอบกระโปรงสั้นๆและบทสนทนาสั้นๆ
42. เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไม่สนุกกับการถูกจั๊กจี้ทั้งที่เราสนุกที่ได้จักจี๊คุณ
43. รถของเราไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าหนูของเรา แต่เราชอบรถคันใหญ่และเร็ว
44. เราพอจะเข้าใจที่คุณบ้าซื้อรองเท้า แต่จะไม่ยอมบอกให้คุณรู้ว่าเราเข้าใจ
45. ผู้ชายส่วนใหญ่ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์แต่เราจะขอบคุณถ้าคุณไม่บอกเพื่อนของเรา
46. เบียร์เป็นเพื่อนสนิท อย่าพยายามแยกเราจากกัน
47. ระหว่างมีเซ็กซ์ เราชอบให้คุณอยู่บนเพราะเราขี้เกียจ
48. เต้าหู้ไม่ใช่อาหาร
49. อย่ามาเห็นเจ้าหนูของเราเป็นของเล่น เรารู้ว่ามันออกจะใหญ่แบบประหลาดๆ
50. ถึงเราจะบื้อแต่ก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับซูเปอร์โมเดล มีแค่บางคนเท่านั้นที่อยากได้ภรรยาหน้าอกใหญ่ที่ทำอาหารเป็น
51. เราชอบไขมัน ถ้ามันอยู่ในเบคอน
52. อย่าฟังเวลาเรากำลังคุยกับเพื่อน เราจำต้องแสดงท่าทีห้าวหาญต่อหน้าชายอื่น ซึ่งอาจต้องพูดอะไรบางอย่างที่คุณไม่ชอบใจ
53. ถึงคุณจะไร้เหตุผลช่วงวันนั้นของเดือน เราก็จะปล่อยให้คุณคิดว่าคุณพูดถูก เราจะได้ไม่โดนคุณอาละวาดใส่!
54. บางครั้งเราก็ไม่อยากมีเซ็กซ์ซะเฉยๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลยจริงๆ
55. เมื่อก่อนวิธีเอาชนะใจผู้ชายคือทำอาหารอร่อยให้เขา เดี๋ยวนี้ต้องให้เขาเล่นเพลย์ สเตชั่น
56. ถึงเราจะแก่ขึ้นทางกาย แต่สมองของเราไม่เคยเกินเด็ก 8 ขวบ
57. เราตกอยู่ใต้อำนาจของเจ้าหนูของเราอย่างสิ้นเชิง เหตุผลและสามัญสำนึกจะหลุดลอยทันทีเมื่อเราเกิดความต้องการทางเพศ เหมือนเวลาคุณมีประจำเดือนนั่นล่ะ
58. เจ้าหนูของเราจะแข็งตัวในสถานที่ที่ไม่สมควร ส่วนใหญ่จะในขนส่งมวลชน อยากรู้ว่าคนไหนก็ให้ดูผู้ชายที่กำลังนั่งขยับตัวกระสับกระส่าย มีกระเป๋าวางบนตัก
59. มือใหญ่และเท้าใหญ่มีความเหมือนที่คุณคิดนั่นล่ะ
60. เราไม่เคยคิดว่า "ขน" เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายเลยนะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะไปแว๊กซ์หรือย้อมสียังไงก็แล้วแต่...เราไม่รู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่หรอก
61. คุณอาจเป็นเจ้านายเราเมื่อยู่บ้าน แต่เราจะเป็นเจ้านายคุณเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น
62. เราใช้เวลาเล่นกอล์ฟกับเพื่อนเพื่อสร้างความสมดุลกับเวลาที่คุณใช้ช้อปซื้อรองเท้า
63. น้ำหอมที่ใส่มากเกินไปก็เหมือนกลิ่นตัวเหม็นๆ
64. เราพูดไม่เก่ง ถ้าเรามีเรื่องปิดบัง เราจะให้ของขวัญ ถ้าเราให้บ่อยๆ ให้จ้างนักสืบติดตามเราได้
65. เราไม่ชอบเลยเวลาคุณเอาเสื้อผูกรอบเอวเพื่อซ่อนสะโพก
66. เวลาคุณสั่งสลัดเป็นมื้อเย็น เราคิดว่าคุณคงมีปัญหาเรื่องกิน ดังนั้นกินให้มากขึ้น!
67. อย่าพยายามแข่งกับแม่ของเรา อาหารที่คุณทำไม่มีวันสู้ของแม่ได้
68. เราจะดู Friends และ Gilmore Girls กับคุณต่อเมื่อเราอยากทำอะไรบางอย่างต่อจากนั้น
69. เราดื่มเบียร์ ขับรถบุ่มบ่าม และคิดถึงเซ็กซ์ตลอด 24 ชม. อย่าพยามเปลี่ยนแปลงเรา มันไม่ได้ผลหรอก!!!!!
ขอบคุณที่มา:pooyingnaka.com

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้หญิง”

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้หญิง”


สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ผู้หญิง”

พระเจ้าได้สร้างสิ่งมีชีวิตที่มีค่าให้กับโลกใบนี้มากมาย พระเจ้าได้สร้างสิ่งมีชีวิตซึ่งจะถูกเรียกว่าผู้หญิงมานานถึง 6 วันแล้ว เทวดาได้ผ่านมาพบจึงได้พูดว่า
เทวดา : “ทำไมท่านถึงใช้เวลากับสิ่งนี้นานเหลือเกิน”
พระเจ้า : “ท่านเทวดา ท่านได้รับทราบถึงคุณสมบัติและรูปลักษณะทั้งหมดของเธอที่ข้าต้องการสร้าง ขึ้นมาหรือไม่ ? เธอต้องมีส่วนประกอบกว่า 200 ชิ้นที่ต้องขยับเขยื้อนได้ ซึ่งทุกชิ้นต้องสามารถเปลี่ยนทดแทนได้ เธอต้องสามารถทำอาหารได้ทุกชนิด เธอต้องสามารถอุ้มเด็กๆ ได้ครั้งละหลายๆคน เธอต้องมีโอบกอดที่สามารถรักษาเยียวยาได้ ตั้งแต่ความเจ็บปวดของรอยฟกช้ำที่หัวเข่าถึงแม้แต่หัวใจที่แตกสลาย เธอต้องสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ด้วยเพียงสองมือของเธอเท่านั้น”
เทวดา : “โอ้พระเจ้า ! แต่ทำไมตัวเธอช่างนิ่มเหลือเกิน”
พระเจ้า : “ ใช่ !ตัวเธอจะต้องนิ่ม แต่ข้าก็ได้สร้างให้เธอแข็งแรงด้วยนะ ชนิดว่าท่านและใครๆ คาดไม่ถึงเลยทีเดียว ว่าเธอจะสามารถอดทดและฝ่าฟันความยากลำบากเหล่านั้นได้”
เทวดา : “เธอจะมีความสามารถในการคิดหรือเปล่า ? ”
พระเจ้า : “ไม่เพียงแต่เธอสามารถคิดไตร่ตรองสิ่งต่างๆได้แล้ว เธอยังสามารถใช้แทนเหตุผลและเจรจาต่อรองได้เป็นอย่างดีด้วยนะท่าน”
เทวดา : สัมผัสที่แก้มของสิ่งมีชีวิตนี้ “ท่าน นี่ดูเหมือนเธอจะมีรอยรั่วแล้วนะ ท่านใส่สิ่งต่างๆให้เธอมากไปหรือเปล่า”
พระเจ้า : รีบแก้ข้อกังขาของเทวดา “เธอไม่ได้มีรอยรั่วแต่อย่างใดนะท่าน น้ำที่แก้มนั้นเรียกว่าน้ำตา”
เทวดา : “ทำไมเธอต้องมีน้ำตาด้วยล่ะ ? ”
พระเจ้า :“น้ำตาบนแก้มของเธอนั้นคือวิธีการหนึ่งที่เธอแสดงออกถึงความเศร้าความสับสน ความรัก ความเหงา ความเจ็บปวดและความปีติภูมิใจ”คำชี้แจงนี้ทำให้เทวดามีความประทับใจอย่างลึกซึ้ง
เทวดา : “พระเจ้า ท่านช่างอัจฉริยะเหลือเกินท่านได้คิดถึงทุกสิ่งอย่างลึกซึ้งนัก ผู้หญิงนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ ! ”
พระเจ้า :“ช่างแท้จริงนักท่าน นี่แหละคือคำนิยามของเธอ ผู้หญิงมีความอดทนที่น่าทึ่งในสายตาของผู้ชาย เธอสามารถเผชิญกับปัญหาและรับภาระที่หนักหนาได้ เธอถือครองความรัก ความสุขและความนึกคิด เธอสามารถยิ้มได้ในสถานการณ์ที่น่าหวีดร้อง เธอสามารถเธอสามารถขับร้องได้เมื่อรู้สึกว่าอยากจะร้องไห้ เธอร้องไห้เมื่อมีความสุขและหัวเราะเมื่อเธอหวาดกลัว เธอจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่เธอเชื่อและต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม เธอจะไม่ยอมรับคำว่าไม่ตราบใดที่เธอเห็นว่ามีทางออกที่ดีกว่า เธออุทิศชีวิตของเธอให้กับครอบครัวเพื่อที่จะให้ครอบครัวของเธอเติบโต รุ่งเรือง ความรักของเธอเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ เธอน้ำตาไหลเมื่อเห็นลูกๆของเธอได้รับชัยชนะ เธอมีความสุขเมื่อเห็นเพื่อนของเธอทำดี เธอรู้สึกปีติเมื่อเธอได้ยินการกำเนิดหรือการแต่งงาน หัวใจของเธอร้าวรานเมื่อญาติหรือเพื่อนสนิทได้จากไป แต่เธอยืนหยัดอย่างเข้มแข็งที่จะดำเนินชีวิตต่อไป เธอรู้ดีว่าอ้อมกอดและจุมพิตที่บริสุทธิ์สามารถเยียวยารักษาหัวใจที่ร้าวราน ได้ มีสิ่งเดียวที่เธอผิดพลาดไป นั่นคือ เธอลืมว่า...เธอนั้นมีค่ามากเพียงใด”
เราอยากให้คุณส่งผ่านบทความนี้ให้กับเพื่อนหญิงของคุณให้เธอรู้ว่าเธอมีความ มหัศจรรย์ต่อมวลมนุษย์เพียงใดและบอกเล่าให้เพื่อนชายได้รับรู้ บางทีพวกเขาอาจต้องการทบทวนความจำบ้าง

หนุ่มแบบนี้ ให้ ตาย ก็อย่าคว้ามาเป็นแฟน

หนุ่มแบบนี้ ให้ ตาย ก็อย่าคว้ามาเป็นแฟน

เวลาผู้หญิงเมียงมองหาแฟน มักฝันอยากได้ที่มีความจริงใจ… เป็นมิตร… เป็นที่พึ่งพาได้… พูดคุยกันรู้เรื่อง และซื่อสัตย์รักหล่อนคนเดียว แต่... จะมีซักกี่คนเชียวที่หาแฟนได้อย่างนี้ฮึ!! สาวๆ พลาดไม่ได้ "สัญญาณ" ต่อไปนี้แหละ จะช่วยให้รู้ว่าคนหยั่งงี้ไม่ควรคว้ามาเป็น "แฟน" ให้เหนื่อยใจเด็ดขาด... นั่นคือ

1. หนุ่มหน้าพระเอก แถมหุ่นนายแบบ แต่ใจแบบมหาโจร... อุ้ย น่าเป็นแฟนด้วยรึ?

แค่คบไว้ควงไปยืดกับเพื่อนๆ ในก๊วนยังพอไหว หรือคบแบบขำๆ เอาไว้โอ้อวดล่ะได้ แต่ไม่ควรสุงสิงมาก เพราะหล่อนจะรู้ได้ไงว่า เมื่อไหร่เค้าจะสวมวิญญาณอาชญากรหรืออันธพาลขึ้นมา? คนหยั่งงี้มีแต่จะทำให้สาวๆ ร้อนรุ่มกลุ้มใจ และตำหนิตัวเองว่า โธ่เว้ย... ทำไมตูถึงซวย อย่างนี้นะ นึกว่าโชคดีที่ได้แฟนหล่อเลิศประเสริฐศรีกว่าใครๆ แล้วเชียวนะ... แต่เผอิญ "หล่อ" กินไม่ได้ซะด้วยสิ อิอิ

2. หนุ่มคารมเป็นต่อ แต่นอกจากนั้นกลับไม่เอาไหนสักอย่าง... แล้วจะดีรึ?

ต่อให้มธุรสวาจาที่เปล่งออกมาจากริมฝีปากอันชวนจูจุ๊บของเค้า ทำให้เคลิ้ม จนฝันดีกับคำหวานๆ ลึกซึ้งกินใจแถมยังป่วนอารมณ์รักให้คึกคักด้วยอีก โถ... แบบนี้น่าคบจะตาย แต่เมื่อพิจารณาหาข้อดีในด้านอื่นของเค้ามาประกอบ กลับไม่มีอะไรชวนปลื้มเลยสักอย่าง เช่น เป็นคนเอื่อยเฉื่อย และสโลโมชั่น ไม่แอ็กทีฟ แถมทำงานก็ย่ำอยู่กะที่ งั้นสู้ไปหาคนอื่นเอาดาบหน้าเถอะ เผื่อจะมีดีอย่างอื่นมั่ง

3. หนุ่มมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวสูง จนไม่ยอมโตสักที... จะดีรึ?

บอกแล้วไง ว่าต่อให้เป็นสาวมั่นขนาดไหน เธอย่อมอยากได้แฟนที่มีความเป็นผู้ใหญ่กว่า มีสติและความรับผิดชอบมากกว่า แม้ทั้งสองจะอายุเท่ากันก็เหอะ ทว่าในชีวิตจริงหนุ่มในวัยใกล้เคียงกับพวกเธอกลับไม่ยอมโต และไม่พร้อมสำหรับอะไรก็ตามที่เป็นแก่นสาร ที่จริงถ้าหนุ่มรายนั้นเป็นคนสนุกสนานขี้เล่นก็ดีน่ะซี เพราะผู้หญิงอยากมีแฟนอารมณ์ดี แต่ถ้าเค้าเห็นอะไรเป็นเล่นไปซะหมด แล้วคิดดูดิว่า คนภายนอกจะมองคุณทั้งคู่เป็นคู่รักเรอะ... ไม่จริงมั้ง คนอื่นจะมองว่าเป็นคู่พี่สาว - น้องชายมากกว่าอ่ะดิ โธ่... แล้วสาวๆ จะยอมหรอกเรอะ

4. หนุ่มที่คิดถึงเหล้ามากกว่าแฟน... ไม่น่าอยู่ด้วยหรอก

ขืนมีแฟนชอบดื่มสุราเมรัยทั้งวี่ทั้งวัน คงเกาหัวแคล่กๆ เก็กซิมชีชํ้ากะหล่ำปลีไปเลย เพราะชีวิตคู่จะราบรื่นได้ไง ถ้าขยันเอาเงินไปจมกับเหล้า แทนที่จะดื่มนมหรือน้ำผลไม้ ซึ่งให้ประโยชน์ซะกว่า ก็เท่ากับเอาเงินไปเททิ้งล่ะว้า คงรวยตายชักเลยนะหนุ่มแบบเนียะ (ประชดนะยะ)

5. ชอบใช้กำลัง และเห็นสาวๆ เป็นกระสอบทราย... เดี๊ยนเป็นคนนะไม่ใช่สิ่งของ!

รับรองไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากโดนแฟนของตัวน็อกเอาต์ ลงไปนอนนับดาวแอ้งแม้งอยู่บนพื้นหรอก เพราะผู้หญิงดีๆ ไม่นิยมความซาดิสต์ แล้วจู่ๆ จะอยากเจ็บตัวไปทำไม ถ้าแฟนของเธอกล้าลงไม้ลงมือทำให้หล่อนมีรอยช้ำเป็นจ้ำๆ ละก็ นี่ไม่ใช่แค่ทำให้หล่อนเจ็บตัวเท่านั้นนะ แต่ยังเจ็บใจอีกด้วย แล้วกว่าจะรู้ว่าหนุ่มรายนี้มือหนักหรือเบา คงต้องลองคบกันมาบ้างแล้ว เพราะแค่รู้หน้า จะไปรู้ใจได้ไงว่าเข้าเกณฑ์ที่ว่านี้รึเปล่า แหม... เคยอยู่ค่ายมวยมาก่อนก็ไม่ยอมบอกกันแฮะ

6. หนุ่มหลงวัตถุมากกว่าฝ่ายหญิงซะอีก... แล้วอยากคว้ามาเป็นแฟนอีกเรอะ?

ขนาดผู้หญิงขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นพวกวัตถุนิยมหรือแมทเทียเรียลเกิร์ล แต่บางทียังสู้ผู้ชายที่เป็นพวกคลั่งวัตถุนิยมคล้ายกันจนไม่ติดฝุ่นก็ได้ เอ้า! สมมติว่า เค้ายอมทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเสื้อผ้าหรูหราชั้นดีมาใช้ ตอนแรกๆ ผู้หญิงคงแฮปปี้สิว่า เออถ้ามีแฟนเป็นพวกเดียวกันก็ดีไปอย่าง เผื่อเค้าจะได้พิถีพิถันเรื่องข้าวของเครื่องใช้ของแฟนสาวด้วย แต่ถ้าความคลั่งไคล้ของเค้าไม่มีเหลือเผื่อใครล่ะ โอ้แม่เจ้า ขืนเจองี้มีหวังหล่อนกรี๊ดสลบแน่ เพราะหนุ่มที่เป็นงี้มีแนวโน้มชอบมองกระจกบ่อยกว่าสาวๆ ซะด้วย ขืนสำอางกว่านี้อีกนิดก็โป๊ะเชะ เกย์ชัดๆ

7. พวกบ้างานเป็นชีวิตจิตใจ... ก็ไม่เข้าท่าเช่นกัน

แม้คุณสมบัติของผู้ชายรักงาน จะเป็น 1 ในหลายๆ อย่างที่สาวๆ อยากให้แฟนของเธอมี แต่เชื่อดิ ถ้ารักงานจนออกนอกหน้า หายใจเข้าก็เรื่องงาน หายใจออกก็ไม่พ้นเรื่องงานอีก เอ๊ะ จะเอาเวลาที่ไหนให้แฟนล่ะเนี่ย แต่พูดงี้ไม่ใช่หนุนให้มีแฟนที่ไม่คำนึงถึงงานการเอาซะเลยนะ เพราะถ้าไม่ทำงานแล้วมาเกาะสาวกินคงยิ่งแย่กว่าบ้างานซะอีก งั้นขอให้คนที่มาเป็นแฟนรู้จักเดินทางสายกลาง คือ เวลางานก็ทำไป แต่เวลาพักก็ให้รู้จักเวล่ำเวลามาอ้อนเรามั่ง หยั่งงี้ถึงค่อยน่ารักหน่อย การรู้จักแบ่งเวลาให้เป็นนี่แหละคือหัวใจของการครองคู่ล่ะ

แต่สาวๆ รู้ใช่ม้า... ว่าคนเราใช่ว่าจะแสบสันไปซะหมด ดังนั้น อย่าเพิ่งปิดประตูหัวใจ จนกว่าจะได้เจอคนที่ถูกใจ เพราะหลังจากนั้น เชื่อดิ วันๆ จะยิ้มไม่หุบเชียวนะฮ้า… 555

ที่มา - ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

รักแรกพบเกิดได้ใน 8.2 วินาที

 

รักแรกพบ เกิดได้ใน 8.2 วินาที

เพียงแค่ผู้ชายจ้องมองสาวคนไหนนานถึง 8.2 วินาที ก็อาจทำให้ตกหลุมรักได้

นักวิทยาศาสตร์เตือนหนุ่มๆ ทั้งหลายว่า อย่ามัวเผลอไปตะลึงมองสาวคนไหน นานเกินกว่า 8.2 วินาที เพราะอาจจะไปตกหลุมรักขึ้นได้
วารสารทางวิชาการ "บันทึกพฤติกรรมทางเพศ" ของอังกฤษ ได้พบในการศึกษาว่าเพียงแค่ผู้ชายจ้องมองสาวคนไหนนานถึง 8.2 วินาที ก็อาจทำให้ตกหลุมรักได้ และอันที่จริงแล้ว ยิ่งจ้องมองสาวคนไหนเห็นทีแรกยิ่งนานแค่ไหน ก็แสดงว่ายิ่งสนใจมากเท่านั้น หากดูแค่เพียง 4 วินาที แสดงว่าไม่สนใจเลย หากว่านานถึง 8.2 วินาทีไป อาจทำให้เกิดรักแรกพบขึ้นได้

ต่างกับทางฝ่ายหญิง จะสามารถมองดูผู้ชายนาน ๆ โดยไม่สนใจอะไรก็ได้

นักวิจัยเปิดเผยว่า ผู้ชายจะใช้สายตาเพื่อสำรวจหาคู่ครองที่สมบูรณ์และเหมาะสม ในขณะที่ผู้หญิงกลับกลัวว่า จะตกเป็นเป้าของผู้ที่ไม่น่าพิศวาสเข้า เพราะจะต้องระวังการมีครรภ์อันไม่พึงปรารถนา และการโดนถูกทอดทิ้ง

ในการศึกษา นักวิจัยได้ใช้วิธีใช้กล้องที่ซ่อนไว้คอยจับดู การกลอกลูกตาของนักศึกษาทั้งหญิงชาย 115 คน ขณะที่ดูภาพดาราภาพยนตร์ชายและหญิง วัดพบว่า
ผู้ชายจะจ้องมองภาพดาราสาวที่เห็นว่าสวยเฉลี่ยนาน 8.2 วินาที คนไหนที่เห็นว่าไม่สวยจะปรายตามองแค่ 4.5 วินาทีเท่านั้น ในขณะที่นักศึกษาหญิง ต่างมองภาพดาราชายคนต่าง ๆ นานพอ ๆ กัน

วิธีสลัดรักผู้ชายนิสัยเสีย

 



ทำไมโลกนี้ถึงได้มีแต่ผู้ชายแย่ ๆ เต็มไปหมด? คำถามนี้กลายเป็นคำถามโลกแตกไปแล้วค่ะ เพราะไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า ทำไมประชากรชายนิสัยเสียถึงได้เพิ่มขึ้นขนาดนี้ เพราะหันหน้าไปทางไหนก็เห็นเพื่อนสาวหลายคนต่างโอดครวญถึงชีวิตรัก พอได้ฟังก็ยิ่งเพิ่มความแค้นกับผู้ชายนิสัยเลว ๆ อย่างนี้ทวีเพิ่มขึ้นไปอีก สงสัยจริง ๆ ว่าผู้ชายดี ๆ หายหน้าหายตาไปไหนหมด หรือถูกครอบครองไปหมดแล้ว เหลือแต่พวกแบดบอยให้ทำร้ายจิตใจผู้หญิงกันต่อไป

ถ้าคุณกำลังคบอยู่ชายคนหนึ่งพอดี และอยากจะบอกเลิกเสียเต็มที เพื่อที่คุณจะได้ครอบครองชีวิตซึ่งเป็นของคุณเองอีกครั้ง ที่สำคัญคุณจะได้เชิดหน้าใช้ชีวิตเพื่อคบกับชายหนุ่มที่แสนดีเสียที แต่วิธีบอกเลิกแบบเดิม ๆ มันก็แสนธรรมด๊าธรรมดาไปแล้ว บอกเลิกไปก็ใช่ว่าผู้ชายพวกนี้จะไม่ได้นะคะปล่อยไว้ไม่ได้ อย่างนี้ต้องหาวิธีเด็ด ๆ มาใช้หักหลังผู้ชายนิสัยเสียเกิน Labelle มีวิธีบอกเลิกเก๋ ๆ มาให้ลองใช้กัน ได้ผลไม่ได้ผลยังไงบอกต่อด้วยนะคะ

โกหกหน้าตาย

จริงอยู่ว่าที่คุณบอกเลิกกับเขาก็เพราะว่านิสัยเสียหลาย ๆ อย่างของเขาที่คุณทนไม่ได้ แม้จะทดลองทนมานานแล้ว แต่ผู้ชายพวกนี้บอกเหตุผลจริง ๆ ไปก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านหรอก โกหกไปเลยหาเหตุผลเจ๋ง ๆ อย่าง "คุณทำให้ฉันรู้ตัวว่าเป็นเลสเบี้ยนแน่นอน" หรือ "ฉันมีผู้ชายใหม่ซะแล้ว ขอโทษนะ" พูดจบก็เชิดหน้าขึ้นแล้วเดินตรงออกไปเลยค่ะ

มาสร้างครอบครัวกันเถอะ

พวกเพลย์บอยทั้งหลายกลัวเหลือเกินกับเรื่องการโดนผูกมัด ดังนั้น การมีครอบครัว การมีลูก คือสิ่งที่เขาทั้งหลายออกอาการกลัวสุดขั้ว ลองแกล้งทำบอกเขาสิว่าคุณอยากแต่งงาน อยากมีลูกกับเขา คุณแฟนตัวดีของคุณหายเงียบเข้ากลีบเมฆแน่ แต่ถ้ายังไม่ยอมไปก็แกล้งทำเป็นซื้อหนังสือแม่และเด็กมาอ่าน รับรองว่าคราวนี้หายจริง

สร้างสถานการณ์

ลองให้เพื่อนที่สวยและเซ็กซี่ที่สุดในกลุ่มของคุณแอบมายั่วยวนเขา แล้วบังเอิญว่าคุณมาเห็นพอดี แสดงละครเป็นนางเอกนิยายน้ำเน่าไปเลย ออกอาการโมโหโกรธา น้ำหูน้ำตาไหลได้ก็จะดีมาก และบอกเลิกไปตรงนั้นเลย หลักฐานมัดตัว (ที่คุณสร้าง) มันมีอยู่แล้ว ความผิดไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณด้วยอยู่ที่แฟนตัวแสบของคุณต่างหาก

ไซโค

ให้บรรดาเพื่อนสุดเลิฟของคุณ ใครก็ได้ แกล้งทำเป็นแฟนเก่าโรคจิต ส่งอีเมล์ขู่ไปหาแฟนของคุณว่า ถ้าเขาไม่เลิกกับคุณจะต้องโดนดีแน่ ๆ ใช้ข้อความที่แรก ๆ ดูเบา ๆ และค่อย ๆ หนักขึ้นหนักขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาประสาทเสีย แต่ควรจะสร้างอีเมล์ขึ้นมาใหม่นะ ไม่งั้นอาจจะโดนจับได้ หมดสนุกกันพอดี ซึ่งวิธีนี้คุณก็จะได้เห็นธาตุแท้ด้วยว่าแฟนคุณน่ะ ขี้ขลาดตาขาวแค่ไหน

เป็นตัวของตัวเองสุด ๆ

อย่างเวลาที่ออกไปข้างนอกกันสองคน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือโรงหนัง แกล้งทำเป็นตดเสียงดัง ไม่ก็เรอออกมาหน้าตาเฉยต่อหน้าเขาเลแล้วก็บอกลองถามว่าเขารับได้หรือเปล่า ถ้ารับไม่ได้ก็เลิกกันไปซะ แต่ขอบอกก่อนว่าอันนี้เฉพาะคุณสาว ๆ ที่ไม่แยแสสายตาชาวบ้านและขอให้แน่ใจว่าไม่มีคนรู้จักอยู่ในร้านด้วย ทำให้เขาขายหน้าเล่น ๆ จะเป็นไรไปล่ะ

ย้ายถิ่นฐาน

แกล้งทำเป็นส่งโปสเตอร์จากสถานที่อื่น ๆ มาหาเขาพร้อมด้วยข้อความสั้น ๆ ว่า "จะไปเที่ยวพักผ่อนคนเดียว อีกหนึ่งปีเจอกัน" รับรองว่าเขาอึ้งแน่ วิธีนี้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายอะไรเลย เพราะคนแบบนี้พูดไปก็เท่านั้น ชิ่งไปอย่างนี้แหละ สะใจดีชอบ....

อย่าเพิ่งมีคนใหม่

ไม่ควรที่จะมีแฟนใหม่ก่อนบอกเลิกกับแฟนคนปัจจุบัน เพราะสิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ตัวคุณเองต่างกับแฟนเท่าไหร่ ทางที่ดีควรจะบอกเลิกให้เสร็จสรรพก่อนที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่ คนอื่นจะได้ไม่มองคุณในทางที่ไม่ดีประมาณว่าจับปลาสองมือ และคุณจะได้คบกับแฟนใหม่ได้อย่างสบายใจด้วย

ทำในที่สาธารณะ

ผู้ชายนิสัยเลว ๆ อย่างนี้ต้องประกาศให้คนทั้งประเทศได้รับรู้ค่ะ ไม่ต้องไปหาหรอกที่ส่วนตัวเพื่อที่จะบอกเลิก คุยกันเลยต่อหน้าสาธารณชน แต่ไม่ถึงขนาดตะโกนโหวกเหวกอันนั้นก็ละครทีวีไปนิดนึงแต่งานนี้คุณต้องเข้ม แข็งสักหน่อย อย่าร้องไห้เชียวละ สู้สู้ สู้ตายค่ะ

อย่ารู้สึกผิด

หลังจากที่บอกเลิกกันไปแล้ว อย่ามัวมานั่งจับเจ่ากับความเศร้าอยู่เลย เข้าใจว่าไอ้รักมันก็รัก แต่ถ้าผู้ชายมันนิสัยแย่มาก ๆ ก็อย่าไปแคร์เลยค่ะ รักตัวเองไว้จะดีกว่า คุณยังมีคนรอบข้างที่ยังห่วงคุณอย่างบริสุทธิ์ใจไม่ ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนผู้ชายน่ะ มีเยอะแยะเหมือนผัก ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เชื่อสิ

อย่าลืมว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม อย่าทำให้ผู้ชายแย่ ๆ คนหนึ่งเข้ามาทำให้คุณกลายเป็นคนกลัวความรักไปเลยล่ะ หันมาดูแลตัวเองทั้งกายและใจ พร้อมเปิดรับกับความรักครั้งใหม่ของคุณอาจจะอยู่ใกล้ ๆ แค่เอื้อมนี้ก็ได้ โชคดี...กับความรักครั้งใหม่ค่ะ

สำหรับคุณผู้หญิงลองเอาไปใช้ดูเพื่อจะได้ผลนะครับ

ไม่ได้ผลยังงัยก็อย่าว่ากันนะครับ ^^

วิธีรับมือกับคนปากจัด กัดเก่ง

วิธีรับมือกับคนปากจัด กัดเก่ง

วิธีรับมือกับคนปากจัด กัดเก่ง

มันก็ต้องมีบ้างชิมิ ที่เราจะได้เจอกับคนที่เราไม่พึงประสงค์อย่างเช่น พวกปากจัดกัดเก่ง เอะอะ ก็เอาคำพูดมาทำร้ายเราให้เจ็บแสบจึ้กๆๆๆอยู่เรื่อยๆ การจะรับมือกับคนพวกนี้ไม่ใช่เรื่องชิลๆนะเพราะถ้าเราสู้กลับแต่ปากไม่ได้ลับคมเท่า ก็อาจจะเจ็บใจกลับมาหรือแม้แต่คมพอกัน ก็เจ็บตัวทั้งคู่ เพราะฉะนั้นพี่วารินขอนำเสนอวิธีรับมือกับคนปากจัดกัดเก่งแบบสันติวิธีเอาให้เราไม่ต้องมาอารมณ์เสียกับปากร้ายๆของพวกเขาอีก หะหะอยากรู้แล้วใช่มั๊ยล่ะว่าทำไง
1. ตีเนียนทำเป็นไม่รับรู้
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : การทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่มองไม่เห็นเหมือนพวกคนปากจัดไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้สามารถทำได้ในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นพวกดีแต่ปาก แต่ไม่กล้าจริง ทำได้แค่ส่งเสียงเป็นน้องบ็อกบ็อกไปเรื่อยๆ แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบโต้ก็ทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่กล้าลุยมากกว่าพูดทำนองนั้น
วิธี : ทำใจให้ชิลๆคิดซะว่าเสียงพวกนั้นเป็นแค่เสียงลมฝุ่นที่ลอยผ่านหูไปผ่านหูมาไม่ได้มีค่าให้เราต้องเมมไว้ในสมองให้เสียสุขภาพจิต ปล่อยผ่านๆไปเราก็ไม่สบายใจนะจ๊ะ
2. สุภาพใส่
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : กรณีที่เงียบแล้ว แต่ไม่อาจหยุดเสียงลมเหม็นๆได้หรือถูกท้าให้พูดอะไรสักอย่าง แบบตามจิกกัดไม่ปล่อยก็ลองใช้วิธีนี้ดูก็ดีนะ
วิธี : หมากัดอย่ากัดตอบ หมาในปากเห่าใส่ก็อย่าไปเห่าตอบให้เสียเครดิตเลยจ๊ะถ้าเงียบไม่ได้จำเป็นต้องพ่นอะไรกลับไปสักอย่างก็ขอให้ตอบกลับไปอย่างสุภาพแบบคนที่มีการศึกษาหรือกัดจิกแบบสองสามชั้นให้คนฟังที่สมองน้อยนิดงงกันไปเลยแบบนั้นก็สะใจดีนะ
3. พิจารณา และ ยอมรับ
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : กับบางคนที่ปากร้ายแต่ใจดีวัตถุประสงค์ในการกัดจิกคือปรารถนาดีต่อชีวิตเราและเราเองก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ ณ จุดๆนี้พี่วารินขอเสนอให้เราพิจารณาตัวเองและยอมรับคำพูดของเค้าเพื่อเอามาปรับใช้และพัฒนาตัวเองนะ
วิธี : ถ้าไม่อยากให้จิตใจเราแย่เพราะรู้สึกไม่ดีกับคำกัดจิกให้มองข้ามคำพูดพวกนั้นไปแล้วพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของคนที่พูดน่าจะดีกว่าเพราะแม้คำพูดจะฟังไม่ลื่นหู แต่ถ้าวัตถุประสงค์ต้องการให้เราได้ดี เราก็จะรู้สึกโอเคมากขึ้นนะ
4. ขู่
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : ถ้าเจอคนที่ปากร้ายเพราะสนุกปากเห็นเราไม่ตอบโต้อะไรเลยเอาใหญ่เพราะความเมามันแบบนั้นลองขู่กลับไปสักตั้งก็อาจจะทำให้เสียงพวกนั้นเงียบลงได้บ้าง
วิธี : ขู่กลับไปว่าจะไปฟ้องครู มีหลักฐานและคลิปเสียง จะฟ้องหมิ่นประมาทอะไรก็ตาม หนักเบาแล้วแต่สถานการณ์อย่างน้อยก็แสดงให้เขาเห็นว่าเราเริ่มจะสู้แล้วนะ จะมากัดเราฝ่ายเดียวไม่ได้อีกแล้ว
5. กัดกลับ
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : เพื่อนปากร้ายกัดเราขำๆ และเล่นเอาเราช้ำใจไปเล็กน้อย ก็ต้องมีตอบโต้กันบ้าง ด้วยการกัดกลับให้แสบไปข้างนึงเลย
วิธี : กัดกลับไปแบบ ขำๆ จิกๆ ให้พอแสบๆ คันๆ และสร้างเสียงฮาได้แต่อย่าจริงจังในน้ำเสียง หรือสีหน้าเพราะไม่อย่างงั้นอาจจะกลายเป็นการก่อดราม่าได้ แบบนั้นมันจะไม่ใช่แค่ขำๆนะจ๊ะ ไม่เวิร์กเลยน้า
6. เปลี่ยนเรื่องคุย
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : เมื่อฝ่ายตรงข้ามเป็นคนที่เราต้องเกรงใจหรือรักษาน้ำใจไว้ เช่น เพื่อนพ่อหรือเป็นผู้ใหญ่ หรือเค้ากัดเราโดยที่เค้าไม่ได้ตั้งใจหรือไม่รู้ตัววิธีการที่สมานฉันท์ที่สุดคือการเปลี่ยนเรื่องคุยมันซะเลย
วิธี : หาจังหวะที่เขาเงียบเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเราอย่างเนียนๆถ้าพูดได้ด้วยน้ำเสียงปกติก็จะดีมากเลยทีเดียวเชียวแหละ
7. หาพวกมาช่วยปกป้อง
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : ฝ่ายตรงข้ามเริ่มไม่ไหวจะเคลียร์ คุกคามเรามากจนเกินไปแต่ถ้าให้ไปสู้แบบตัวต่อตัวเกรงว่าเราจะสู้ไม่ไหวซะงั้นแบบนี้ต้องหาเกราะป้องกันตัวเองด้วยการหาคนช่วยป้องกันน่าจะเวิร์กกว่า
วิธี : เล็งหาคนที่เรารู้ว่าเพื่อนคนนั้นจะต้องเกรงอกเกรงใจ เช่นเป็นพ่อแม่ของเพื่อนคนนั้น เป็นครู หรือเป็นเพื่อนๆที่คนๆนั้นกลัวไม่กล้าหือ แล้วพยายามเข้าไปอยู่กับคนที่จะปกป้องเราได้ให้มากๆก็จะปลอดภัยขึ้นเยอะเลยล่ะ
8. แผ่เมตตา
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : ไม้อ่อนก็แล้ว ไม้แข็งก็แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่เลิกตามจิกเราซะทีแบบนี้เห็นทีเราต้องปล่อยเบลอ ไม่สุงสิง ไม่สนใจและแผ่เมตตาเพื่อเอาชนะเค้าอย่างสร้างสรรค์แล้วล่ะนะ
วิธี : สงบสติอารมณ์ของตัวเองให้นิ่งแผ่เมตตาให้กับเขาประหนึ่งเค้าเป็นสิ่งมีชีวิตโง่เขลาบาปหนาที่กำลังเป็นทุกข์เพราะความริษยา แล้วเราสบายใจขึ้น
9. เดินหนี
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : เค้าปากร้ายใส่เราแบบไม่เว้นวรรค แต่เราไม่อยากมีปัญหาเพราะว่าไม่ชอบการมีปัญหากับใครและรู้ว่าไม่ต้องเจอหน้ากันบ่อยๆมั่นใจได้เลยว่าหลังจากนี้เค้าจะไม่ตามราวีเราการเดินหนีเป็นทางออกที่ดีกว่าการตอบโต้นะจ๊ะ
วิธี : ทำหูทวนลมไม่ใส่ใจ แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางหรือถ้ารู้ว่าไปที่ไหนจะเจอเค้าก็เลี่ยงไปอีกที่ซะไม่ต้องสนใจหรือเก็บเอาคำพูดเขามาคิดให้รกสมองหรอกจ้า
10. แสดงออกว่าเราเริ่มไม่ยอม
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : เพราะยอมมาตลอด ฝ่ายตรงข้ามเลยกัดจิกว่าเราไม่หยุดซะทีลองแสดงออกว่าเราไม่ยอมอีกต่อไปแล้วดูสิบางทีเขาอาจจะสะดุ้งแล้วกลัวเราง่ายๆ ซะงั้นเลยนะ เพราะเราตอนเอาจริงน่ะ น่ากลัวอยู่เหมือนกัน
วิธี : จากที่เคยเงียบๆอยู่อย่างอดทน อดกลั้นลองแสดงออกให้รู้ว่าเราไม่ยอมโดนกัดจิกฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้วนะอาจเริ่มจากบอกเขาไปตรงๆว่า เราจะไม่ทนแล้ว แล้วตอบกลับด้วยเหตุผลหรือคำพูดเจ็บๆ แล้วแต่สถานการณ์
11. บอกไปตรงๆว่าไม่ชอบ
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : บางทีการที่คนอื่นมาปากร้ายใส่เรา อาจจะเป็นเพราะความคะนองสนุกเกินไปของเค้า จนทำให้ไม่ทันสังเกตว่าเรารู้สึกอย่างไง ดีใจ เสียใจหรือนอยด์อยู่หรือเปล่า ทำให้จิกเราไม่เลิกซะทีแบบนี้ต้องตรงไปตรงมากันแล้วล่ะ
วิธี : บอกเค้าไปอย่างตรงๆและสุภาพว่าเราไม่ชอบที่เค้าทำแบบนี้และไม่ได้นึกสนุกด้วยเลย เพราะฉะนั้นอยากให้เค้าเลิกไม่อย่างนั้นจะนอยด์จริงอะไรจริง
12. ทำตัวน่าสงสาร
ลักษณะเหตุการณ์ที่เหมาะ : เพื่อขอความเห็นใจจากคนรอบข้าง บางทีเราก็ต้องทำตัวให้น่าสงสารบ้างเพื่อต่อสู้กับการกัดจิกโดยคนที่เราไม่อาจสู้กับเขาตรงๆได้และให้คนหมู่มากร่วมกันต่อต้านคนที่รังแกเราไง สู้ด้วยกำลังไม่ได้ก็ต้องใช้สมองแก้ปัญหากันบ้างล่ะ
วิธี : ไม่ต่อสู้โดยตรง ร้องไห้ หรือหลบหนีไปเสียใจอยู่คนเดียวบ้างให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นนางเอกอ่อนแอที่ถูกตัวอิจฉาทำร้ายพวกเค้าจะได้เห็นใจ และเข้ามาช่วยเหลือเราไงล่ะ




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons