วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วรรณคำสอนโดยตรง::บ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วรรณกรรมประเภทคำสอนโดยตรง

๑.  ฮีตสิบสอง(ประเพณีทำบุญในรอบ๑๒ เดือน)
       ฮีตสิบสองและคองสิบสี่  เป็นเหมือนแม่บทในการดำเนินชีวิตในสังคมอีสาน  และมีอิทธิพลเหนือจิตใจของชาวบ้านมาก  แม้ว่าต้นฉบับจะไม่ค่อยแพร่หลายนักแต่การดำเนินชีวิตประจำวันนั้นก็ยังยึดแนวในฮีต(จารีต) เป็นหลัก  ฮีตสิบสองนั้นเป็นการประพฤติปฏิบัติตามประเพณีสังคมในรอบปี  ว่าเดือนไหนทำอะไร  และทำอย่างไร  เพื่ออะไร  ตลอดทั้งปี  ส่วนคองสิบสี่  คือครรลองแห่งชีวิตสิบสี่ประการ  ที่เป็นหลักของการปกครอง  ๑๔  ข้อเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งจารีตประเพณีและทำนองคองธรรมอันดีงานของท้องถิ่นและของบ้านเมือง คองสิบสี่เป็นแนวทางที่ใช้เป็นหลักปฏิบัติ  ๒  ประการใหญ่คือ  สำหรับบุคคลธรรมดาที่ประพฤติปฏิบัติกันอย่างหนึ่ง  และผู้ที่มีหน้าที่ในการปกครองบ้านเมืองนับตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อยถึงชั้นผู้ใหญ่  พึงปฏิบัติกันเมื่อกล่าวถึงคองก็มักจะมีคำว่า  ฮีตเป็นคู่กันมาด้วยเสมอยากที่จะแยกขาดจากกันได้เป็นการนำเอาธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับคองสิบสี่  ที่ท่านเจ้าคุณอริยานุวัตร  วัดมหาชัย  จังหวัดมหาสารคามได้สรุปไว้มีดังนี้คือ
    ๑)  บุญเดือนอ้าย(เดือน๑)  ทำบุญเข้ากรรม  เป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้าอยู่ปริวาสกรรมเพื่อความบริสุทธิ์ล้างอาบัติมลทิน  ชาวบ้านก็จะมาทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุที่เข้าอยู่ปริวาสกรรมนั้นเพื่อทำให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป  และทางฆารวาสก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆตามความเชื้อของคนโบราณที่นับถือวิญญาณดังคำกล่าวว่า
ถึงเดือนเจี่ยงนั่นให้ฝูงหมู่เจ้าเลี้ยงผีมด  ผีหมอ ผีฟ้า  ผีแถนและนิมนต์สงฆ์  พระเจ้ามาเข้ากรรมนั่นแล  ดูราฝูงเจ้าพี่น้องทั้งหลายอย่าได้ปะ(ปล่อยทิ้ง)ได้ถิ่มฮีตเก่าคองหลังเฮาเดอให้ฝูงพวกเจ้าซอยกันเฮ็ดกันทำนั่นถ่อน74ฯฮีตหนึ่งนั้นเถิงเมือเดือนเจียงเข้ากลายมาแถมถ่าย  ฝูงหมู่สังฆเจ้าก็เตรียมเข้าอยู่กรรม  มันหากธรรมเนียมนี้ถือมาตั้งแต่ก่อน  อย่าได้ละห่างเว้นเข็ญสิข่องแล่นนำ แท้วแล้ว75
    ๒)  บุญเดือนยี่(เดือน๒)  ให้พากันทำบุญคูนลานนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์เย็นเพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก  เมื่อพระฉันข้าวแล้วจะทำพิธีสู่ขวัญข้าวนอกจากนี้ชาวบ้านจะเตรียมเก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน  ดังคำโบราณว่าดังนี้
เถิงฤดูเดือนยี่มาฮอดแล้ว  ให้นิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้ามาตั้งสวดมุงคุณ(มงคล)เอาบุณคุณข้าวเตรียมเข่าป่าหาไม้เฮ็ดหลัวเฮ็ดฟืนไว้นั่นก่อนอย่าได้หลงลืมถิ่มฮีตเดิมคองเก่าเฮ่าเดอ  ฮีตหนึ่งนั้น  พอแต่เดือนยี่ได้ล้ำล่วงมาเถิงให้พากันหาฟืนสู่คนโฮมไว้  อย่าได้ไลคองนี้มันสิสูญเสียเปล่า  ข้าวและของหมู่นั้นสิหายเสี่ยงบ่ยัง  จงให้ฟังคองนี้แนวกลอนเฮาบอกอย่าเอาใดออกแท้เข็ญฮ้ายสิแล่นเถิง เจ้าเอย
    ๓)  บุญเดือนสาม  ให้พากันทำบุญข้าวจี่และทำบุญมาฆะบูชา  ดังคำกล่าวของโบราณว่าไว้ดังนี้
พอเถิงเดือนสามค่อย(คล้อย)เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่  ปั้นข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อยจั่วน้อย(สามเณรน้อย)เซ็ดน้ำตา  ฮีตหนึ่งนั้นเถิงเมื่อเดือนสามได้จงพากันจี่ไปถวายสังฆเจ้าเอาแท้หมู่บุญ  กุศลยังสินำค้ำตามเฮาเมื่อละคาบ  หากธรรมเนียมจั่งชี้มีแท้แต่นาน  ให้ทำไปทุกบ้านทุกที่เอาบุญพ่อเอย  คองหากเคยมีมาแต่ปางปฐม
พุ้นอย่าได้พากันไลถิ่มประเพณีตั้งแต่เก่าบ้านเมืองเฮาสิเศร้าภัยฮ้ายสิแล่นตาม 76
    ๔)  บุญเดือนสี่(ทำบุญพระเวส)  มีการฟังเทศน์มหาชาติ  ดังคำโบราณว่า
เถิงฤดูเดือนสี่เข้าให้ทำบุญมหาชาติ  ให้เที่ยวหาดอกไม้มาไว้บูชานั้นถ่อน  อย่าสิไลลืมถิ่มโบราณของเก่า  เอาดอกไม้ถวายให้พระสงฆ์  เพิ่นจักเทศนาให้ฝูงเฮารู้บุญบาป  มีลาภล้นเหลือแท้ดังประสงค์เฮาเด77  หรือ  ฮีตหนึ่ง พอเถิงเดือนสี่ได้ให้เก็บดอกบุปผาหามาลาดวงหอมสู่คนเก็บไว้  อย่าได้ไลคองนี้เสียศรีสูญเปล่า  หาเอาตากแดดไว้ให้ทำแท้สู่คน แท้ดาย  อย่าได้ไลหนีเว้นแนวคองตั้งแต่เก่า  ไฟทั้งหลายสิแล่นเข้าเผาบ้านสิเสื่อมสูญ78
    ๕)  บุญเดือนห้า(ตรุษสงกรานต์หรือบุญสรงน้ำ)  มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและสรงน้ำญาติผู้ใหญ่ตลอดถึงการก่อพระเจดีย์ทรายและปล่อยนกปล่อยปลา  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น พอเถิงเดือนห้าได้พวกไพร่ชาวเมืองจงพากันสรงน้ำขัดสีพระพุทธรูป  ให้ทำทุกวัดแท้อย่าไลม้างห่องเสีย  ให้พากันทำแท้ๆไผๆบ่ได้ว่า  ทุกทั่วทีปแผ่นหล้าให้ทำแท้สู่คน  จั่งสิสุขยิ่งล้นทำถึกคำสอน  ถือฮีตคองควรถือแต่หลังปฐมพุ้น79
    ๖)  บุญเดือนหก(ทำบุญบั้งไฟและวิสาขบูชา)  ทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝนจากพระยาแถนและมีการบวชนาคพร้อมกันด้วยเป็นงานสำคัญก่อนที่จะลงมือทำไรทำนา  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น  พอเถิงเดือนหกแล้ว  ให้นำเอาน้ำวารีสรงโสด   ฮดพระพุทธรูปเหนือใต้สุ่ภาย  อย่าได้ละเบี่ยงบ้ายปัดป่ายหายหยุด  มันสิสูญเสียศรีต่ำไปเมือหน้า  จงพากันทำแท้แนวคองฮีตเก่า  เอาไปเรื่อยๆอย่าถอยหน้าอย่าเสีย80
    ๗)  บุญเดือนเจ็ด(ทำบุญชำฮะหรือชำระ)  ชาวบ้านจะพากันทำความสะอาดบ้านเรือนเครื่องนุ่งห่ม  เจ้าเมืองจะทำพิธีถอดถอนหลักเมือง  และตอกหลักเมือง  ถ้าปรากฏว่าบ้านเมืองไม่ปกติสุขมีโจรผู้ร้าย  เกิดทุพภิกขภัย  เจ้านายทะเลาะกัน  ถือว่าชะตาเมืองขาดต้องมีการชำระไล่เสนียดจัญไรออกไป  ฉะนั้นจึงมีพิธีกรรมถอดถอนหลักเมืองเพื่อเป็นเคล็ด  แล้วตอกกลักเมืองกันใหม่ตามหมู่บ้านโดยทั่วไป  เรียกว่าหลักบ้านก็ทำพิธีเข่นนี้เหมือนกันดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น  พอเมือเดือนเจ็ดแล้วจงพากันบูชาราช  ฝูงหมู่เทพเหล่านั้นบูชาแท้สู่ภาย  ตลอดไปฮอดอ้ายอาฮักษ์ใหญ่มเหสัก  ทั้งหลักเมืองสู่หนบูชาเจ้า  พากันเอาใจตั้งทำตามฮีตเก่า  นิมนต์สังฆเจ้าชำฮะแท้สวดมนต์ให้ฝูงคนเมืองนั้นทำกันอย่าได้ห่าง  สูตรชำฮะเมืองอย่างค้างสิเสียเศร้าต่ำศูนย์  ทุกข์สิแล่นวุ่นๆ  มาโฮมใส่เต็มเมือง  มันสิเคืองคำขัดต่ำลงศูนย์เศร้าให้เจ้าทำตามนี้แนวเฮาสิกล่าว  จึงสิสุขอยู่สร้างสรรค์ฟ้าเกิ่งกัน  ทุกข์หมื่นฮ้อยชั้นบ่มีว่ามาพาน  ปานกับเมืองสวรรค์สุขเกิ่งกันเทียมได้81
    ๘)  บุญเดือนแปดทำบุญเข้าพรรษา  คือการเข้าอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนของพระภิกษุดังนั้นบุญในเดือนนี้จะมีการถวายต้นเทียนจำพรรษาและถวายผ้าอาบน้ำฝน  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้นพอเถิงเดือนแปดได้ล้ำล่วงมาเถิง  ฝูงหมู่สังโฆคุณ เข้าวัสสาจำจ้อย  ทำตามฮอยของเจ้าพระโคดมทำก่อน  บ่ทะสอนเลิกม้างทำแท้สู่ภาย  แล้วจงพากันผ่ายหาของไปเททอด  ทำทานไปอย่าได้คร้านเอาไว้หมู่บุญ  สิเป็นของหนุนเจ้าไปเทิงอากาศ  สู่สวรรค์บ่ฮ้อนด้วยบุญนี้ส่งไป  เพิ่นจึงตรัสบอกไว้ฮีตเก่าคองหลัง  ฟังให้ดีมันคักอย่าไลเดอเจ้า  จงให้พากันเข้าทำทานตักบาตร  อย่าขาดได้ไปแท้สู่คน  โอกาสนี้ เพิ่นให้เที่ยวซอกค้น  ขุดก่นขุมบุญเอาทุนไปภายหน้าเมื่อตายไปแล้ว  เป็นแนวนำเฮาขึ้นบันได้ทองเที่ยวท่อง  ขึ้นสู่ห้องชั้นฟ้าสวรรค์พุ้นอยู่เย็น  ฝูงหมู่วิบากเว้นบ่มีว่าสิมาพาน  เนาว์วิมานแสนสุขทุกข์หายบ่มาใกล้82
    ๙)  ทำบุญเก้า(ทำบุญข้าวประดับดิน)ชาวบ้านจะนำอาหารหวานคาว  หมากพลูบุหรี่ห่อเป็นห่อมาแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัด  ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันขึ้น  ๑๔ ค่ำ  เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว  และถวายภัตตาหารเข้าแก่พระสงฆ์  ตรวจน้ำแผ่ส่วนบุญให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นเปรตพลี ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้นพอถึงเดือนเก้าแล้วเป็นกลางแห่งวัสสกาล  ฝูงประชาชนชาวเมืองก็เล่าเตรีมตัวพร้อม  พากนทานยังข้าวประดับดินกินก่อนทายกทานให้เจ้าพระสงฆ์พร้อมอยู่ภาย  ทำจั่งชี้บ่ย้ายเถิงขวบปีมา  พระราชาในเมืองก็จงทำแนวนี้  ฮีตหากมีมาแล้ววางลงให้ถือต่อ  จำไว้เด้อพ่อเฒ่า  หลานเว้ากล่าวจา83
    ๑๐)  ทำบุญเดือนสิบคือทำบุญข้าวสาก(สลากภัตต์)ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบจึงเรียกว่าบุญเดือนสิบ  ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใสของทานและเขียนชื่อลงในบาตร  ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้สลากของใครผู้นั้นก็เข้าไปถวายของจึงเรียกว่าสลากภัตรดังคำโบราณว่า
    อีตหนึ่งนั้น  พอเมื่อเถิงเดือนสิบแล้วทายกทอดบวยบานเบิกพลีทำทานต่อมาสองซ้ำ  ข้าวสลากนำไปให้สังโฆกาทอด  พากันหวังยอดแก้วนิพพานพ้นที่สูง  ฝูงหมู่ลุงอาว์ป้าคณาเนืองน้อมส่ง  ศรัทธาลงทอดไว้ทานให้แผ่ไป  อุทิศให้ฝูงเปรตเปโต  พากันโมทนานำสู่คนจนเกลี้ยง84
    ๑๑)  บุญเดือนสิบเอ็ดคือบุญวันออกพรรษา  เป็นที่พระสงฆ์ให้โอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันไม่ว่าอาวุโสหรือภันเตให้เตือนกันได้เรียกว่าปวารณาตัวเองให้คนอื่นชี้โทษเพื่อสำรวมระวังต่อไป  ส่วนฆราวาสก็มีการลอยเรือไฟ  ตามทีปโคมไฟนำไปแขวนไว้ตามต้นไม้หรือรั้ววัด  และถวายต้นปราสาทเผิ้ง(ปราสาทผึ้ง)และมีการแข่งเรือในบางท้องที่ด้วย  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้นเถิงเดือนสิบเอ็ดแล้วเป็นแนวทางป่อง  เป็นช่องของพระเจ้าเคยเข้าแล้วออกมา  เถิงวัสสามาแล้วสามเดือนก็เลยออก  เฮียกว่าออกพรรษาปวารณากล่าวไว้เฮาได้เล่ามา85
    ๑๒)  บุญเดือนสิบสอง  คือบุญกฐินเริ่มตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒  เรียกว่ากาลกฐิน  จึงเรียกเดือนนี้ว่าบุญกฐิน  ดังคำโบราณว่า
ฮีตหนึ่งนั้น  เดือนสิบสองมาแล้วลมวอยๆหนาวสั่น  เดือนนี้หนาวสะบั่นบ่คือแท้แต่หลัง  ในเดือนนี้เพิ่นว่าให้ลงทอดพายเฮือซวงกันบูชา ฝูงนาโคนาคเนาว์ในพื้น  ชื่อว่า อุพะนาโคเนาว์ในพื้นแผ่นสิบห้าสกุลบอกไว้บูชาให้ส่งสะการ  จงให้ทำทุกบ้านบูชาท่านนาโค  แล้วลงโมทนาดอมชื่นซมกันเล่น  กลางเว็นกลางคืนให้ระงมกันขับเสพ  จึงสิสุขอยู่สร้างสบายเนื้ออยู่เย็น  ทุกข์ทั้งหลายหลีกเว้นหนีห่างบ่มีพานของสามานย์ทั้งปวงบ่ได้มีมาใกล้  ไผู้ผู้ทำตามนี้เจริญขึ้นยิ่งๆทุกสิ่งบ่ได้ทั้งข้าวหมู่ของ  กรรมบ่ได้ถืกต้องลำบากในตัว  โลดบ่มีมัวหมองอย่างใดพอดี้  มีแต่สุขีล้นคองคนสนุกยิ่ง  อดให้หลิงป่องนี้เด้อเจ้าแก่ชรา86
       ประเพณีดังกล่าวมานี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังตั้งแต่เดือน ๑  จนถึงเดือนสิบสอง  ใครที่ไม่ไปช่วยงานจะถูกชาวบ้านด้วยกันตำหนิ  งานบุญทั้งสิบสองเดือนนี้จึงทำให้ชาวอีสานมีความสนิทสนมกัน  ทุกหมู่บ้านทุกคนรู้จักกันหมดด้วยจึงเป็นการสร้างสรรค์ความสมัครสมานสามัคคีระหว่างชุมชนด้วยกันเองอีกด้วย  ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

ฺวรรณกรรมคำสอนทางอ้อมตอน 2::บ้านดอนเรดิโอออนไลน์

๑.๔)  คนพวกหนึ่งเห็นดงเป็นบ้าน  เห็นเมืองเป็นป่าเห็นท่าน้ำเป็นด้าวด่านเสือคืออะไร
       คนที่เห็นป่าไม้เป็นเหมือนบ้านนั้นได้แก่นักบวชผู้ชอบบำเพ็ญธรรมกัมมัฏฐาน  ผู้เห็นเมืองเป็นป่านั้นคือ  ตามบ้านเมืองย่อมครึกโครมไปด้วยเสียงคนและสัตว์หาความสงัดไม่ได้ส่วนผู้เห็นท่าน้ำเหมือนทางเสือนั้นคือ  คนที่มาในระหว่างท่าน้ำย่อมต้องการน้ำจะมีทั้งหญิงและชายมาในที่นั้นย่อมเหมาะสมสำหรับการสังวรอินทรีย์เพราะรูปของสตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์  เป็นต้น
๑.๕)  คติธรรมสอนใจ71
    ชาติที่เป็นใหญ่เจ้า    อย่าเบียดคนทุกข์ เจ้าเฮย
    ให้ค่อย กุณาฝูง        ไพร่เมืองคนไฮ้
    เห็นว่า เป็นใหญ่แล้ว    ใจผอกอธรรม
    ไผบ่  พ่นเพียงตัว    เมื่อมีกำลังกล้า
        เป็นเจ้า        ให้ฮักไพร่ทั้งหลาย
        เป็นนายคน    ให้ฮักสหายและหมู่
        เป็นกวน    ให้อักลูกบ้าน
        คันซิต้าน    ให้ค่อยเพียรจา
    ๑.๕.๑)  คำสอนที่เป็นปริศนาธรรมของเสียวสวาสดิ์
        นกอีเอี้ยง    กินหมากโพธิไฮ
        แซวแซวเสียง    บ่มีตัวฮ้อง
        แซวแซวฮ้อง    ตัวเดียวหมดหมู่
    (หมายถึงหมู่ประชาชนจำนวนมากมายแต่หาคนที่ดีไม่ได้  ส่วนวรรคที่สามนั้นหมายถึงคนเดียวทำดีอยู่ผู้เดียวแต่คนจำนวนมากไม่ทำความดีหรืออาจทำความชั่วไปหมดทุกคน)  และสอนไว้ว่า  ถ้าทำตนให้แปลกออกไปจากสังคม  ก็ย่อมจะถูกคนส่วนใหญ่ตำหนิก็ได้หรือกล่าวในเชิงอุปมาอุปไมยเพื่อให้เกิดความคิดที่รอบครอบเช่น
        สิบชิ้น        บ่หอนท่อโตปลา
        สิบลุงอาว์    บ่ปานพ่อแลแม่
        สิบเฒ่าแก่    บ่ปานผัวและเมีย
        เก้าเมียสิบเมีย    บ่ห่อนท่อพี่และน้อง
        เก้าห้องสิบห้อง    บ่ท่อโคตรเชื้อวงวาน
        เก้าทานสิบทาน    บ่ท่อทานให้สังฆะเจ้า
        สิบปากเว้า    บ่ท่อตาเห็น
        สิบตาเห็น    บ่ท่อมือคลำ
        เก้ากำสิบกำ    บ่ท่อกำแก้ว
        สุดยอดแล้ว    คือพ่อแม่ครูอาจารย์
    ๑.๕.๒)  สอนเรื่องบาป-บุญ นรก-สวรรค์  นับว่าเป็นความเชื่อที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวอีสานมากที่สุด  และดูเหมือนว่าจะเป็นจุดเด่นของวรรณกรรมเรื่องนี้  ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าใครทำกรรมอย่างไรก็จะได้รับผลกรรมอย่างนั้น เช่น
        บ่มีใผหนีได้        เวรังหากเทียมอยู่
        เวรมาฮอดแล้ว        ซิไปเว้นที่ใด
        บ่มีใผเถียงได้        เวรังหากเป็นใหญ่
        เวรตายวายเกิดขึ้น    หนีเว้นหลีกบ่เป็น
        มันก็    ตายไปตกอเวจี    อยู่นานในหม้อ
            นาฮกไหม้    ทั้งคิงจมอยู่
            ทนทุกข์ฮ้อน    แถมซ้ำเวทนา
        เจ้าก็    ฮักษาศีลไว้    ผองซีวังเท้าชั่ว
        คันว่า    บรมิ่งเมี้ยน    เมือฟ้าสู่สวรรค์
๑.๖  สอนให้เคารพพระรัตนตรัย  คือพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ ดังคำกลอนดังนี้คือ
        อันหนึ่งคำผู้เฒ่า        เว้าแต่โบราณ
        เชือกสามวาล่ามช้าง    อ้างโอดว่าโตดี
        ท่านหาอุปมาแก้ว    สามประการคือเชือก
        ช้างเปรียบได้        โดยด้ามดั่งชี
        คือว่าสมณาสเจ้า        ฮักษาฮีตครองสงฆ์
        ทรงสิกขา        หมั่นเพียรระวังล้อม
        บ่ได้สำหาวกล้า        วาจาอวดอ่ง
        คันว่าหลงเม่ามั่ว        เสียเป้เมื่อลุน
        ปุนดั่งสัตว์สิ่งเชื้อ    ชื่อว่าจินาย
        จาความหาญ        ซิรบเล็วชนช้าง
        บาดห่ากุญชโรได้    ยอยังตีนเหยียม
        มันก็มรณ์มิ่งเมี้ยน    มีได้ยียยาม72
๑.๗)  สั่งสอนให้เมาในยศศักดิ์
        เมื่อได้เป็นผู้ใหญ่มีบริวารห้อมล้อมสมบูรณ์ด้วยข้าวของเงินทอง  อย่างได้พูดจาโอหัง  ให้รู้จักผ่อนหนักเป็นเบา  และให้รู้จักแบ่งปันความสิ่งของให้แก่ลูกน้องและบริวารอื่นๆด้วย  เวลาเกิดภัยอันตรายมาบริวารจักได้ช่วยกันป้องภัยให้  ดังคำกลอนว่า
        คันว่าเฮาหากได้        ทรงอาจเป็นขุน
        มวลทาสา        แห่แหนหลังหน้า
        อย่าได้วาจาเว้า        ยอโตโอ้อ่ง
        พลไพร่พร้อม        เมืองบ้านจึ่งบาน
        ยามเมื่อเฮาหากได้    ผ้าผ่อนแพรพรรณ
        โภชนังมี        พร่ำมวลเงินใช้
        จ่งได้ปุนปันให้        ทาสาน้องพี่
        แลเหล่ามิตรพวกพ้อง    สหาแก้วแก่นเกลอ
        ยามเมื่อต้อง        ภัยเภทอันตราย
        ทั้งมวลจัก        ช่วยปองปุนป้อง
        เทียมดั่งเฮือนเฮาสร้าง    หลังสูงกว้างใหญ่
        ยังเอาเสาแก่นไม้        มาล้อมแวดวัง72
๑.๘)  สั่งสอนให้รู้จักการช่วยเหลือกัน
       การพึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าชายหรือหญิง  ไพร่ผู้ดีมีหรือจนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน  คนมีก็ช่วยเหลือคนจนด้วยการแบ่งปัน  ผู้ใหญ่ก็ช่วยเหลือเด็กด้วยการคุ้มครองป้องกัน  ท่านอุปมาไว้เหมือนดังน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า  ดังคำกลอนดังนี้คือ
        มวงพี่น้อง        ต้องเพิ่งพากัน
        คราวเป็นตาย        ช่วยกันปองป้าน
        ยามมีให้            ปุนปันแจกแบ่ง
        คราวทุกข์ใฮ้        ปุนป้องช่วยปอง
        เทียมดังดงป่าไม้        ได้เพิ่งยังเสือ
        คนบ่ไปฟังตัด        คอบเสือเขาย้าน
        เสือก็อาศัยไม้        ในดงคอนป่า
        ฝูงหมู่คนบ่ฆ่า        เสือได้คอบดง73
๑.๙)  สั่งสอนให้มองเห็นโทษภัยของการพนัน
                ใผผู้มัวเมาเล่น        เบี้ยโบกเบอร์หวย
        ฮุกสะกากับ        คว่างคีตีฆ้อน
        สุราเหล้า        ญิงเกกางกาด
        หมกมอกมั้ว        เฮือนย้าวบ่ลำเพอ
        แม้นจักมีคู่ซ้อน        ผัวมิ่งเมียแพง
        บุตราตน        ฮักหอมทอมเลี้ยง
        ก็เล่าไลวางเว้น        ปะไปดายเปล่า
        ลางผู้เททอดให้        ขายได้ลูกเมีย
        แม้นว่าเป็นเจ้าช้าง    ม้ามิ่งวัวควาย
        เงินคำของ        โกฏิกือแสนตื้อ
        ครันว่าการพนันเข้า    สิงใจจงจอด
        ลอนท่อมุดมอดเมี้ยน    จิบหายแท้เที่ยงจริงฯ
๑.๑๐)  สั่งสอนให้รู้จักทำงานอย่ารอคอยโชควาสนา
       ความมั่งมีหรือยากจนนั้น  ความรวยหรือจนนั้นเป็นของกลางๆไม่เป็นของใครโดยตรงอยู่ที่ว่าใครจะนำเอาโอกาสนั้นๆมาเป็นประโยชน์ให้แก่ตนเอง  ดังคำกลอนดังนี้คือ
        อันหนึ่งครั้นอยู่บ้าน    หรือถิ่นแดนใด
        ครั้นเฮาทำความดี    โชคชัยมีหั้น
        ครั้นเฮาหนีจากบ้าน    ไปเนาในอื่น
        ครั้นเฮาฮีบก่อสร้าง    ชัยนั้นแล่นเถิง
        ส่วนว่าคนขี้คร้าน    แม้นอยู่ในใด
        เถิงจักนอนกองเงิน    ช่างตามคำแล้ว
        มื้อหนึ่งเขาจักต้อง    หากินดอมไก่
        แลเล่านอนสาดเหี้ยน    เม็นน้อยไต่ตอม

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วรรณกรรมประเภทคำสอนทางอ้อม::ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วรรณกรรมประเภทคำสอนทางอ้อมคือ

๑.  วรรณกรรมเรื่องเสียวสวาสดิ์
    เรื่องย่อ
       ณ  เมืองพาราณสี  มีกดุมพีสองผัวเมีย  มีลูกชายสองคน  คนพี่ชื่อศรีเฉลียวคนน้องชื่อเสียวสวาสดิ์  เมื่อเจริญวัยแล้วพ่อแม่แบ่งเรือนให้คนละหลัง  และพ่อของศรีเฉลียวและเสียวสวาสดิ์ได้อบรมสั่งสอนลูกของตนด้วยข้อวัตรปฏิบัติและจารีตประเพณีและศีลธรรม  เมื่อพ่อแม่ตายแล้วเสียวสวาสดิ์ได้ไปค้าทางเรือสำเภา  นายเรือเห็นว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดจึงได้ให้แต่งงานกับนางสีไวลูกสาวคนเล็กของตน
       สวนเจ้าเมืองจำปานั้นปกครองบ้านเมืองไม่เป็นธรรมเกิดความเดือดร้อนทุกแห่งหน  พระองค์เกณฑ์ไพร่พลให้มาเฝ้ารักษาคืนละห้าร้อยคน  ทุกคนที่มาเฝ้าถูกเจ้าเมืองฆ่าตายทั้งหมด  ต่อมาก็เป็นวันที่เสียวสวาสดิ์ไปเฝ้ารักษาเมืองก็ไม่นอนทั้งคืนนั่งภาวนาคาถาอยู่จนสว่างวันนั้นไม่มีใครถูกฆ่า  ทำความแปลใจแก่พระราชาจึงแต่งตั้งให้เสียวสวาสดิ์เป็นอัครเสนาบดี  มีหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนเสนาอำมาตย์และไพร่ฟ้าฆ่าแผ่นดินชาวเมืองจำปา  ตลอดถึงเจ้าเมืองด้วยให้พากันตั้งอยู่ในศีลธรรม  ด้วยอุปนิสัยที่อ่อนน้อมถ่อมตนของเสียวสวาสดิ์จึงทำให้เป็นที่โปรดปรานของเจ้าเมืองจำปายิ่งนัก  เหตุการณ์บ้านเมืองทุกอย่างต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียวสวาสดิ์ทั้งสิ้น  ทุกข์เข็ญต่างๆก็ไม่มีเมืองจำปาก็เจริญรุ่งเรืองและสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทองทั้งนี้เกิดจากเจ้าเมืองเป็นคนมีศีลธรรม  ปกครองบ้านเมืองด้วยสุจริตยุติธรรม  ทำให้ประชาชนมีความขยันหมั่นเพียร  เคารพในจารีตประเพณีและกฎหมายบ้านเมือง
       ฉบับเดิมเป็นหนังสือใบลานจารึกด้วยอักษรตัวธรรม  เป็นอักษรประเภทร้อยแก้วมี  ๒๐ ผูก  เป็นของวัดมหาวนาราม  อ.เมือง จ. อุบลราชธานี  ในปี ๒๕๑๐  ดร.ปรีชา  พิณทองและขุนพรมประศาสน์รวมกันปริวรรคจากตัวธรรมมาแต่งเป็นคำกลอนอีสาน  ไม่ปรากฏว่าผู้แต่งตั้งแต่ต้น  สันนิษฐานว่าศรีเฉลียวน่าจะชื่อว่าเฉลียว  เสียวสวาสดิ์น่าจะชื่อว่าฉลาด  เพราะเสียวสวาสดิ์เป็นคนเฉียบแหลมมีสติปัญญาและไหวพริบดี  ถึงกับได้รักตำแหน่งสูงเป็นอัครมหาเสนาเป็นรองและเป็นที่ปรึษาของเจ้าเมืองจำปา  การดำเนินเรื่องในหนังสือเสียวสวาสดิ์  เป็นสารคดีพิเศษ  ประเภทคำสอนสาธกยกนิทานมาประกอบทั้งทางโลกและทางธรรม  มีเหตุมีผลอ่านง่ายฟังง่าย  มีร้อยกว่าเรื่อง  เหมาะสมกับกาลเทศะ  ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมชมชอบของชาวอีสาน 
       ผู้แต่งนั้นน่าจะเป็นพระภิกษุเพราะได้นำเอาชาดกหลายๆเรื่องตลอดถึงธรรมบทหลายแห่งนำเข้ามาใส่ไว้ในเรื่องนี้ด้วย  ให้ตัวละครคือเสียวสวาสดิ์เป็นคนสั่งสอนเจ้าเมืองและประชาชนด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  มีทั้งที่เป็นปริศนาธรรมต่างๆที่นักปราชญ์ชาวอีสานได้เอาสุภาษิต  ผญาภาษิต  เข้ามาผสมไว้ด้วยอย่างมากหมาย  เพื่อให้ตัวละครเป็นผู้ถ่ายทอดอีกต่อหนึ่ง  ให้เห็นความยุติธรรมอยุติธรรมต่างๆ  ตลอดถึงความดีความชั่ว  ที่ตัวละครนำมาสั่งสอนเจ้าเมืองและประชาชนนั้น  เป็นหลักธรรมของพุทธศาสนาทั้งสิ้น  กวีผู้ประพันธัมักจะนำคำปริศนาต่างมาครอบหลักการเอาไว้เพื่อให้สมกับวรรณกรรมในเชิงปัญญาอย่างแท้จริง  เพราะต้องการให้คนฟังขบคิดตีปรัชญาด้วยตนเองบ้างดังจะนำมาเสนอไว้พอเป็นสังเขป  ตามประเด็นดังนี้ คือ
๑.๑)  พ่อสั่งสอนเสียวสวาสดิ์ ดังนี้คือ70
    ๑.๑)  สตรีฮ้างสามผัวอย่าสมเสพ  ชายใดสิกสามเหล่าแล้วอย่ากลั้วเกี่ยวสหาย
    ๑.๒)  จงให้ฟันเฮือไว้หลายลำแฮท่า  จงให้หม่าข้าวไว้หลายมื้อแขกสิโฮมว่าดาย
    ๑.๓)  จงให้เอาแข้วนองาฮักษาเขตเฮือนนั้นบาดห่าเกิดเหตุฮ้ายยังสิได้เพิ่งพา
    ๑.๔)  คันมีคนมาต้านคำไขสำส่ออย่าสิฟ้าวเซื่อแท้คำเว้าแห่งเขา  จงให้เอามโนน้อมคลำหาเหตุ  คันหากฮู้เลศเลี้วแล้วอย่าไข  ความระหัสไว้ในใจสงัดอยู่  อย่าให้ฮู้ฮอดเบื้องหูพุ้นเพื่อนสองลูกเอย
    ความหมายคือ
    ๑.๑)  ได้แก่คนเหล่านี้คือ  เป็นคนกลับกลอกเจ้ามายาไว้ใจไม่ได้ท่านจึงห้าคบ  ถ้าเป็นสตรีก็ไม่อิ่มในกาม  สิ่งไม่รู้จักอิ่มคือ เมถุนธรรม  การนอน  การกิน  ไฟไม่อิ่มในเชื่อเพลิงฉันใดสตรีย่อมไม่อิ่มในบุรุษ  ดังนั้นท่านจึงไม่ไว้วางใจสตรีที่อย่าร้างมาสามครั้ง  ส่วนผู้ชายที่บวชแล้วสึกนั้นเป็นคนไม่หมั่นคงในจิตใจจะทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
    ๑.๒)  ท่านสอนให้เป็นคนอบอ้อมอารีย์เอื้อเฟื้อเผื้อแผ่แก่ญาติมิตรทั่วไป
๑.๓)  ให้เลี้ยงหมู่หมาแมวเพราะเวลาค่ำคืนจะได้เห่าไว้ป้องกันโจรขโมยได้
    ๑.๔)  ไม่ให้เชื่อคนง่ายๆต้องพิจารณาด้วยเหตุผลเสียก่อนและห้ามไม่ให้เปิดเผยความลับให้ผู้อื่นฟัง  และสิ่งควรพูดจึงพูด ไม่ควรพูดก็อย่าพูด
๑.๒)  เสียวสวาสดิ์ถามนายสำเภาว่าดังนี้คือ
    ๑) หาดเฮากลายมานี้มีหินหรือบ่
    (หมายถึงแก้วมณีทั้งหลายเช่นวิเชียร  แก้วมุกดา)
    ๒)  บ้านหม่อใกล้มีคนเฝ้าอยู่แฝงบ่เด
    (บ้านเมืองนี้มีคนรู้จารีตประเพณีและหมอยาและหมอดูทั้งมวลไหม)
    ๓)  ดงดอนนั้น มีต้นไม้ในป่าดกหนานั้นบ่ หรือบ่มีพฤกษาเปล่าแปนเป็นฮ้าง
    (บ้านเมืองนี้มีป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ไหม)
    ๔)  ในเมือนั้นมีกษัตริย์สร้างปกครองตุ้มไพร่นั้นบ่ หรือมีแต่เมืองใหญ่กว้างบ่มีเจ้านั่งปอง(หมายเอามีพระมหากษัตริย์ที่ปกครองด้วยทศพิธราชธรรมมีไหมหรือว่ามีแต่ผู้ไร้ศีลธรรมปกครองบ้านเมือง)
    ๕)  ในหนห้องธานีเมืองใหญ่  วัดที่ก่อสร้างไว้มีพระเจ้าอยู่ในบ่
    (หมายเอาในบ้านเมืองนั้นมีพระสถูปเจดีย์ของพระพุทธเจ้าไหมหรือมีมหาเถรผู้ทรงศีลอยู่ไหมและไม้ศรีมหาโพธิ์มีไหม)
    ๖)  ในเมืองนั้นฝูงคนเฒ่าสามขายังมีบ่ หรือหากมีแต่เฒ่าขี้แฮ้งเต็มบ้านทั่วเมือง
    (หมายถึงมีคนแก่ถือไม้เท้าเข้าวัดฟังธรรมไหมหรือว่ามีแต่คนเฒ่าที่เข้าบ่อนการพนันหรือมีแต่คนเฒ่ากินเหล้าเมายา
๑.๓)  เจ้าเมืองถามเสียวสวาสดิ์ว่าสมบัติคูณเมืองมีอะไรบ้าง
    ๑)  หลักเมือง    ได้แก่พระรัตนตรัยแก้ว ๓ ประการเป็นที่พึ่ง
    ๒)  แก่นเมือง    ได้แก่พระยาเมืองเจ้าและหมอยา
    ๓) ใจเมือง    ได้แก่กุมาร กุมารี
    ๔)  เกณฑ์เมือง    ได้แก่หมอโหร
    ๕) ฝาเมือง    ได้แก่ขุนด่านรักษาเมือง
    ๖)  ตาเมือง    ได้แก่ฆ้องกลองและคนเฝ้าประตูทั้งสี่
    ๗)  หูเมือง    ได้แก่ประตูเมือง
    ๘)  แข่งเมือง    ได้แก่ธนูหน้าไม้ปืนไฟหอกดาบ
    ๙)  ขวัญเมือง    ได้แก่ดาวพิดานเมือง(ดาวเมือง)
    ๑๐)  มอดเมือง    ได้แก่โจรผู้ร้าย
    ๑๑)  ยอดเมือง    ได้แก่พระราชา
    ๑๒)คูณเมือง    ได้แก่แผ่นดินที่ชาวประชาอยู่อาศัยหรือหาดทรายหินทั้งหลาย
    ๑๓) คำเมือง    ได้แก่ช้างม้าวัวควายทั้งหลาย

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

ฺ::วรรณกรรมประเภทคำสอน ::บ้านดอนเรดิโอออนไลน์


วรรณกรรมประเภทคำสอน
       วรรณกรรมคำสอนนี้จุดประสงค์สอนประชนชนในด้าน  จริยธรรม  ความประพฤติตลอดถึงการดำเนินชีวิตในสังคม  ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการสอนศีลธรรมนั่นเอง  ต่างแต่ว่าในภาคอีสานนั้น  กวีมีกุศโลบายที่ดี  ได้นำคำสอนเหล่านั้นมาร้อยกรอง  เพื่อให้กะทัดรัด  สะดวกต่อการจดจำหรือผูกเป็นเรื่องๆไป  วรรณกรรมคำสอนเหล่านี้บ้างครั้งพระสงฆ์ก็นำมาเทศน์บ้างเพราะมีผญาภาษิตหรือบ้างคราวก็นำไปอ่านในงานชุมนุมเป็นต้น
       ลักษณะทั่วไปของวรรณกรรมคำสอน  มีลักษณะเหมือนกับโคลงโลกนิติ  สุภาษิตสอนหญิงของภาคกลาง  จำนวนภาษิตของวรรณกรรมคำสอนเหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของชาวอีสานอย่างยิ่ง  ผู้สูงอายุเกือบทุกคนจะทราบว่าวรรณกรรมคำสอนมีเรื่องอะไรบ้าง  นอกจากนี้แล้วหมอลำมักจะหยิบยกเอามาลำสลับกันไปกับลำอื่นๆ  เช่น  เมื่อลำเรื่องพื้นนานๆเข้าผู้ฟังไม่ค่อยสนใจ หมอลำก็จะเปลี่ยนเป็นลำผญาบ้าง  ลำโจทย์บ้าง  (หมอลำกลอนลำถามกัน)  ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้ชาวอีสานมีความใกล้ชิดกับวรรณกรรมประเภทคำสอนมากยิ่งขึ้นไป  วรรณกรรมคำสอนเหล่านี้นั้นมีอิทธิพลต่อแนวความเชื่อของคนอีสานตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน  ก็ยังนิยมนำมาสอนลูกหลานอยู่เสมอมา  ดังนั้นวรรณกรรมส่วนนี้จะเป็นดังแสงประทีปที่ส่องแสงสว่างให้ชาวอีสานตลอดมา  เป็นคำสอนในเชิงศิลธรรมที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์มากที่สุดอย่างเช่นอย่าทำชั่ว  ให้พากันทำดี  อย่าเบียนเบียนตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน  และยังมีลักษณะเป็นแนวทางในเชิงห้ามปรามเอาไว้  ชาวอีสานทราบดีในคำว่า  “ขะลำ”หมายถึงสิ่งอันเป็นอัปมงคล  ทำมาหากินไม่เจริญรุ่งเรืองหรือเป็นไปในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับเพศหรือวัยของคนนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะสั่งห้ามเข้าไว้ว่ามันขะลำนะอย่าทำนะลูกหลานมันขวง(คือเป็นเสนียด  จัญไร  ฉิบหาย)  ดังนั้นจึงทำให้วรรณกรรมในฝ่ายคำสอนยังได้รับความนิยมตลอดมา 
       วรรณกรรมคำสอนในภาคอีสานนี้มีอิทธิพลอย่างมากและไม่น้อยไปกว่าวรรณกรรมทางพุทธศาสนาและชาวบ้านจะเชื่อฟังคำสอนในวรรณกรรมเหล่านี้เป็นประดุจดังกฏหมายของบ้านเมือง  จึงปรากฏว่าสภาพสังคมในชนบทของอีสานนั้นอยู่กันอย่างสันติสุขแบบพึงพากันเองช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  มีงานสิ่งใดที่จะต้องช่วยกันก็จะขอแรงกันมาช่วยเหล่านี้เป็นกิจนิสัยของชาวชนบทอีสานอย่างแท้จริง  เพราะอิทธิพลในด้านคำสอนจึงไม่ค่อยเห็นผู้ใดทำผิดจารีตประเพณีเลยเพราะเกรงจะผิดผีบ้างมันขะลำบ้างมันจะขวงบ้าง  ซึ่งปรากฏการอันนี้เกิดจาอิทธิพลของวรรณกรรมคำสอนด้วยส่วนหนึ่งและจารีตประเพณีก็มีส่วนสนับสนุนส่งเสริมด้วยเป็นสองแรงช่วยผลักดันให้คนอีสานมีน้ำอดน้ำทนมีน้ำจิตน้ำใจต่อเพื่อนบ้านและเพื่อนร่วมประเทศเสมอมาไม่เคยทำให้คนอื่นเดือนร้อยก่อนเลย
    วรรณคำสอนกับธรรมชาติของมนุษย์
       ธรรมชาติของคนมีทั้งดีและเลวปะปนกันอยู่  วรรณกรรมคำสอนของอีสานเน้นให้เห็นชัดว่า  เนื้อแท้โดยธรรมชาติของมนุษย์เรานั้นดีบริสุทธิ์มาแต่กำเนิดแต่สิ่งแวดล้อมทำให้มนุษย์ต้องเลวได้เพราะการหลงผิด  ดังนั้นวรรณกรรมคำสอนจึงเป็นเหมือนเชือกที่คอยชักจูงไม่ให้คนอีสานหลงเดินทางชั่วเพราะวรรณกรรมส่วนนี้นั้นจะสอนในทางจริยธรรมข้อควรประพฤติของคนเราและสังคมด้วย  จึงเน้นหนักไปทางจารีต(ฮีต)  และคองเพื่อคอยเตือนพี่น้องชาวอีสานไม่ให้หลงผิดเป็นชอบ  ด้วยอำนาจของเจ้าอวิชชา ตัณหา  และกิเลสเข้าครอบงำซึ่งจะสอนทุกเพศ  ทุกวัย  ทุกชั้นวรรณของสังคมไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง  ซึ่งคำสอนจะบ่งชี้ในด้านจริยธรรมของนักปกครองที่ดีเอาไว้  ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์จะสอนในเรื่องฮีตพระครองสงฆ์ไว้เหมือนกับวินัยแต่จะเน้นในด้านหน้าที่ควรทำของนักบวช  ไม่ค่อยมีสอนมากนักเพราะท่านมีวินัยทางพระอยู่แล้ว   แต่สำหรับฆราวาสแล้วมีมากมายดังจะนำมากล่าวไว้ในที่นี้  ๕  ลักษณะ คือ
    วรรณกรรมคำสอนระหว่างสามี+ภรรยา  ลูก+หลาน+เครือญาติ
       โดยเน้นไปในทางความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างคนในครอบครัวและกำหนดหน้าที่ของคนเหล่านี้เอาไว้ด้วย  คือทุกฝ่ายต่างมีหน้าที่ของใครของมันอย่างเด่นชัด  ดังจะเห็นได้จากวรรณกรรมเรื่อง  ธรรมดาสอนโลก,  ท้าวคำสอน , สันทนยอดคำสอน  พระยาคำกองสอนไพร่  วรรณกรรมเหล่านี้จะเน้นความสัมพันธ์ของคนในสังคมได้ดี  และสอนหน้าที่ของสามและภรรยาไว้อย่างมากมาย  เพราะสังคมที่จะดีมาได้นั้นต้องมาจากครอบครัวที่ดีและสมบูรณ์เพราะเป็นสังคมระดับเล็กที่สุด  เช่นหน้าของภรรยาที่พึงปฏิบัติต่อสามีมีอย่างไร  สามีพึงมีข้อปฏิบัติอย่างไรกับภรรยาตนเอง  ลูกมีหน้าที่อย่างไรกับพ่อแม่  หลานๆมีหน้าที่อย่างไรกับคุณปู่คุณย่า  จึงมีวรรณกรรมประเภทหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า  “ปู่สอนหลาน  ย่าสอนหลานเป็นต้อน  เพราะหน้าที่อันนี้เป็นของปู่ยาตายายอยู่แล้วที่จะปลูกฝังศีลธรรมให้แก่ลูกหลาน  ให้รู้จักบาป บุญ  และอื่นๆอีกมากมายที่ย่าจะพึ่งสั่งสอน
    วรรณกรรมคำสอนกับผู้ปกครอง-และผู้อยู่ใต้ปกครอง
       วรรณกรรมส่วนนี้ได้เสนอแนวการสอนให้มีเมตตากรุณาต่อผู้น้อย(บ่าวไพร่)ไว้อย่างชัดเจนเพราะจะไม่ทำให้เกิดความเดือนร้อนทั้งสองฝ่ายคือไม่ให้มีอคติสี่ประการในการเป็นผู้นำและผู้ใต้ปกครองก็จะเป็นคนมีคุณธรรม  คือผู้ปกครองจะเป็นใหญ่ได้ก็เพราะมีผู้ใต้ปกครองดี  ดังจะเห็นได้จาก  “ครองสิบสี่”  ของชาวอีสานที่ยึดถือกันมาแต่บรรพบุรุษ  นอกจากนั้นยังได้กล่าวสอนในเรื่องการบรรเทาทุกข์ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเช่นมีการสงเคราะห์กัน  อนุเคราะห์กันและกันเมื่อคนอื่นมีความเดือนร้อน  เรียกว่าการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน  พร้อมทั้งมีความฉลาดในการเลือกผู้ที่จะมาเป็นขุนนางด้วย  หรือเลือกท้าวพระยามหาอำมาตย์  ตลอดจนทูตานุทูต    และเน้นในเรื่องจริยธรรมของปวงประชาราษฎรเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง  จะมีปรากฏในวรรณกรรมเรื่องพระยาคำกองสอนไพร่เป็นต้น
    วรรณกรรมคำสอนกับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ
       วรรณกรรมประเภทคำสอนนี้มุ่งที่จะสอนสตรีมากกว่าบุรุษ  และกำหนดหน้าที่ของสตรีเข้าไว้มากกว่าของบุรุษ  อาจจะเป็นเพราะในอดีตนั้นสตรีอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรื่อนจึงมักจะสอนให้รู้จักหน้าที่ของหญิง  เพราะผู้หญิงเป็นมารดาของโลกก็ว่าได้  เมื่อมารดาดีลูกก็ดี  ดังนั้นวรรณกรรมคำสอนจึงเห็นว่าสอนสตรีไว้หลายแง่มากมายเริ่มจากรู้จักทอผ้า  เป็นต้น  และวรรณกรรมที่ม่งสอนก็มีเรื่อง  ท้าวคำสอน  จะเน้นไปในลักษณะสตรีแบบไหนควรเลือกมาเป็นภรรยา มีทั้งหมด  ๔๐  กว่าลักษณะคล้ายกับเป็นการดูนรลักษณ์ผู้หญิงอันแฝงไปด้วยภูมิปัญญาของผู้แต่งได้เป็นอย่างมากที่รู้ลักษณะผู้หญิงที่ละเอียดคล้ายกับเรื่องมายาของหญิงที่ปรากฏในพุทธศาสนา  ๔๐ประการ  และมีเรื่องอินทิญาณสอนลูก(สอนหญิง)  ธรรมดาสอนโลก  สิริจันโทยอดคำสอน  ย่าสอนหลานเป็นต้น
    วรรณกรรมกับผู้ใหญ่+ผู้น้อย
       วรรณกรรมประเภทคำสอนนี้มุ่งที่จะสั่งสอนเด็กให้เห็นความสำคัญของความกตัญญูรู้คุณผู้มีบุพการีของตนเอง  อาทิเช่น  พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา และยาย  เมื่อท่านดำรงชีวิตอยู่ให้ตระหนักถึงพระคุณของท่านเหล่านี้  และดูแลท่านเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย  และเมื่อเวลาท่านละจากโลกไปแล้วทำบุญอุทิศส่งไปให้ท่าน  นอกจากนั้นยังสองให้รู้จักความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้หลักผู้ใหญ่ให้มีสัมมาคารวะเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน  วิธีที่ทำคือจะพรรณนาถึงคุณที่ท่านได้อุตสาห์เลี้ยงดูลูกหลานมาเรียกว่าพระคุณของพ่อแม่  วรรณกรรมในเรืองนี้คือ ปู่สอนหลาน  ย่าสอนหลาน  อินทิญาณสอนลูก  และวรรณกรรมคำสอนในเรื่องอื่นๆที่ปรากฏในวรรณกรรมนิทานบ้าง  เป็นต้น
    วรรณกรรมคำสอนในด้านธรรมชาติ
       เป็นการสอนถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวมนุษย์กับธรรมชาติ  โดยเน้นหนักในเรื่องที่มนุษย์เราจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ  และมีความเหมาะสมพอดีกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ โดยสั่งสอนให้มนุษย์เคารพยำเกรงธรรมชาติ  อันได้แก่วิญญาณต่างๆที่สิ่งสถิตอยู่ในธรรมชาติที่มีอำนาจเหนือมนุษย์  อาจจะบันดาลให้คุณหรือโทษวรรณกรรมคำสอนจึงสอนให้ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้อย่างละเอียด  ดังมีกล่าวไว้ในเรื่อง  ธรรมดาสอนโลก  เน้นการนำไม้อย่างไรมาปลูกบ้านจึงจะเหมาะสมหรือเป็นมงคล  บอกถึงการแสวงหาต้นไม้มาทำเป็นเสาเอกเสาโทของบ้าน  และบอกว่าไม้อย่างไรไม่ควรนำมาใช้สร้างบ้านโดยอ้างว่า  มันขะลำหรือเข็ดขวงเป็นการห้ามเอาไว้ของคนโบราณเพราะอาจมองเห็นว่าไม้บ้างอย่างนำมาทำแล้วอาจจะทำให้บ้านไม่มั่นคงถาวร  หรือเกิดการบิดงอได้ง่ายเพราะไม้มีความอ่อนนั้นเองจะทำให้ไม่ทนแดดทนฝน  โบราณจึงนำเอาคำว่าขะลำมาห้ามเอาไว้คนเราจึงจะเชื้อ  เพราะสอนให้เห็นว่าอาจจะมีเทวดาสิงสถิตย์อยู่บ้างหรือในบริเวณดอนปู่ตาเป็นต้น  เพราะชาวอีสานเคารพยำเกรงในเรื่องเหล่านี้มากทีเดียว
    วรรณกรรมคำสอนกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
       โดยสอนเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกันในลักษณะเป็นการสามัคคีกันช่วยเหลือกันและกันในด้านต่างๆของสังคมเช่น  การขอแรงกันสร้างบ้าน, เกี้ยวข้าว ,และอื่นๆอาทิในด้านพิธีกรรมในสังคมที่คนเราจะต้องร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกัน  โดยมีวรรณกรรมคำสอนเป็นแก่นกลางในการผสานความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ  ให้มีแนวความคิดไปในทางเดียวกันง่ายทั้งการปกครองและการสั่งสอนด้วย  เช่น  งานแต่ง งานเลี้ยงผีปู่ตา  ผีตาแฮก  และพิธีของฝนด้วยการแห่นางแมว  แห่บั้งไฟ  และการไหว้ผีมเหสักข์หลักเมืองสิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่คนจะต้องร่วมแรงกันทำไม่ว่าผู้ปกครองหรือพระสงฆ์และชาวบ้านได้ร่วมกันทำขึ้น  วรรณกรรมคำสอนในด้านนี้มักจะเป็นฮีตสิบสองคลองสิบสี่เป็นหลัก  แต่อย่างไรก็ดีวรรณกรรมคำสอนของชาวอีสานยังเน้นในความผูกพันธ์ระหว่างพี่น้องลุง ป้า นา อา เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมุ่งที่จะสอนให้มนุษย์รู้จักแบ่งปันความสุขกัน  และรู้จักให้ทานแก่คนยากจนอนาถาตามแนวพุทธปรัชญาและคตินิยมในทางพระพุทธศาสนาด้วย69

ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

:การดำเนินชีวิตตามนัยแห่งผญาคำสอนอีสาน :บ้านดอนเรดิโอ

๒.๒ การดำเนินชีวิตตามนัยแห่งผญาคำสอนอีสาน

               คำสอนทุกประเภทก็ย่อมมีจุดหมายเพื่อสั่งสอนให้คนประพฤติดีละเว้นการกระทำชั่ว คำสอนที่ปรากฏมากที่สุดในคำผญาอีสานมีลักษณะเป็นการสั่งสอนศีลธรรมและนั่นเอง ต่างแต่ว่าในนักปราชญ์นั้นมีกุศโลบายอย่างใดที่จะทำให้คนไม่รู้ว่าตนเองถูกสั่งสอน โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนย่อมไม่ยอมรับว่าตนเองประพฤติไม่ดีกันทั้งนั้น ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆเหล่านี้เองนักปราชญ์ชาวอีสานจึงได้นำคำสอนในเชิงศีลธรรมในทางศาสนานำมาปรับให้เข้ากับอุปนิสัยของคนจึงเกิดเป็นคำร้อยกรอง เพื่อให้กะทัดรัด สะดวกต่อการจดจำหรือผูกเป็นเรื่องๆนิทานธรรมไป วรรณกรรมคำสอนเหล่านี้บ้างครั้งพระสงฆ์ก็นำมาเทศน์สอนประชาชนในงานชุมนุมต่างๆโดยนำเอาคำผญาภาษิตเป็นคติพจน์แก่ชาวบ้านเป็นต้น

            คำสอนที่เป็นผญาภาษิต มีลักษณะเหมือนกับโคลงโลกนิติ สุภาษิตสอนหญิงของภาคกลาง จำนวนภาษิตของวรรณกรรมคำสอนเหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของชาวอีสานเสมอมายิ่งผู้สูงอายุเกือบทุกคนจะทราบว่าวรรณกรรมคำสอนมาจากนิทานธรรมเรื่องใด วรรณกรรมคำสอนเหล่านี้นั้นมีอิทธิพลต่อแนวความเชื่อของคนอีสานตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน บางครั้งก็ยังนิยมนำมาสอนลูกหลานอยู่เสมอมา ดังนั้นผญาคำสอนนี้เป็นดังแสงประทีปที่ส่องแสงสว่างให้ชาวอีสานตลอดมา ผญาคำสอนนี้ในภาคอีสานอิทธิพลอย่างมากและไม่น้อยไปกว่าวรรณกรรมทางพุทธศาสนาและชาวบ้านจะเชื่อฟังคำสอนในวรรณกรรมเหล่านี้เป็นประดุจดังกฏหมายของบ้านเมืองก็มีไม่น้อย ในบางท้องถิ่นจึงยังปรากฏว่าสภาพสังคมในชนบทของอีสานนั้นอยู่กันอย่างสันติสุขแบบพึงพากันเองช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีธุระสิ่งใดที่จะต้องช่วยกันก็จะขอแรงกันมาช่วยเหล่านี้เป็นกิจนิสัยของชาวชนบทอีสานอย่างแท้จริง

                ผญาภาษิต หมายถึงคำสอนที่แฝงคติธรรม ซึ่งเป็นถ้อยคำมีนัยเชิงเปรียบเป็นอุปมาอุปไมย เพื่อให้ผู้ฟังหรืออ่านตีความหมายเองเองเช่นเดียวกับคำสุภาษิตภาคกลาง ซึ่งผู้ที่ได้ยินได้ฟังสามารถนำไปประพฤติในทางดีงามหรือที่ถูกที่ควรได้ ดังตัวอย่างนี้ “ ทุกข์ยากไฮ้ขอขอดแลงงาย อย่าสุลืมคำสัตย์เที่ยงจริงคำมั่น” ( ทุกข์ยากไร้เพียงใดก็อย่าลืมคำสัตย์ คำจริง คำมั่นสัญญา) การช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยากนั้นย่อมมีคุณค่ามากกว่าช่วยเหลือกันในยามร่ำรวยมิตรที่ดีก็มารู้ในคราวที่มิตรลำบากนี้เอง คนดีหรือไม่ดีก็ดูได้ในเวลามีภัยนี้เอง ซึ่งเป็นคุณธรรมสูงสุดที่ช่วยคำจุนโลกมนุษย์ให้มีความผาสุขร่มเย็นได้ ทั้งยังเป็นเครื่องวัดได้ว่าคนเมื่อมีธรรมประจำใจย่อมประเสริฐกว่ามีทรัพย์ภายนอกตั้งมากหมาย ส่วนความลำบากที่เกิดเพราะความขาดแคลนอาหารนั้นยังพอทนได้ สุภาษิตนี้เน้นให้เห็นถึงความชื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดเป็นหลักการและวิธีการต่างๆที่ช่วยให้คนมีคุณธรรมและจริยธรรมเพิ่มมากขึ้น ตลอดถึงให้เลิกละความเป็นทาสภายในใจตนเองนั้นคือ ความเห็นแก่ตัว ให้มองเห็นความดีของคนอื่นในสังคม ความรัก ความสามัคคีกัน การไม่เบียดเบียน การเสียสละมีเมตตาต่อกัน ส่งเสริมระบบสังคมสงเคราะห์ให้คนอยู่ด้วยกันด้วยความเอื้อเฟื้อเผื้อแผ่ไม่เอาเปรียบกัน การพึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าชายหรือหญิง ไพร่ผู้ดีมีหรือจนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน คนรวยก็ช่วยเหลือคนจนด้วยการแบ่งปัน ผู้ใหญ่ก็ช่วยเหลือเด็กด้วยการคุ้มครองป้องกัน ท่านอุปมาไว้เหมือนดังน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

                ดังคำผญาคำสอนอีสานว่า มวงพี่น้อง ต้องเพิ่งพากัน คราวเป็นตาย ช่วยกันปองป้าน ยามมีให้ ปุนปันแจกแบ่ง คราวทุกข์ใฮ้ ปุนป้องช่วยปอง เทียมดังดงป่าไม้ ได้เพิ่งยังเสือ คนบ่ไปฟังตัด คอบเสือเขาย้าน เสือก็อาศัยไม้ ในดงคอนป่า ฝูงหมู่คนบ่ฆ่า เสือได้คอบดง๙ เนื้อหาแห่งคำสุภาษิตอีสานที่มุ่งจะสอนให้ชาวอีสานนั้นเข้าใจชีวิตว่ามีการเปลี่ยนแปลงไม่อยู่ในอำนาจของบุคคลใด คือมนุษย์มีความเกิดแก่เจ็บตาย เป็นกฎแห่งธรรมดา พร้อมทั้งสอนให้รู้จักทำช่วยเหลือตนเองเป็นหลักสำคัญ ความขยันหมั่นเพียรไม่เกียจคร้านในการทำงานและให้รู้จักอดอ้อมทรัพย์ไว้ใช้ในคราวจำเป็น เพราะการครองเรือนที่มีความสุขได้ต้องมีทรัพย์เป็นเครื่องค้ำจุน ให้รู้จักการผูกมิตรไมตรีต่อกันจะได้เป็นเกาะป้องกันความเสื่อมด้วยและจะได้ช่วยกันในยามทุกข์ สั่งสอนให้รู้จักทำงานอย่ารอคอยโชควาสนา ความมั่งมีหรือยากจนนั้น ความรวยหรือจนนั้นเป็นของกลางๆไม่เป็นของใครโดยตรงอยู่ที่ว่าใครจะนำเอาโอกาสนั้นๆมาเป็นประโยชน์ให้แก่ตนเอง ซึ่งมีคำผญาสอนว่า อันหนึ่งครั้นอยู่บ้าน หรือถิ่นแดนใด ครั้นเฮาทำความดี โชคชัยมีหั้น ครั้นเฮาหนีจากบ้าน ไปเนาในอื่น ครั้นเฮาฮีบก่อสร้าง ชัยนั้นแล่นเถิง ส่วนว่าคนขี้คร้าน แม้นอยู่ในใด เถิงจักนอนกองเงิน ช่างตามคำแล้ว มื้อหนึ่งเขาจักต้อง หากินดอมไก่ แลเล่านอนสาดเหี้ยน เม็นน้อยไต่ตอม

           ๑๐ ความอดทนต่อสู้กับความลำบากต่างๆเพื่อเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายนั้นเป็นที่รู้กันดีในสายเลือดชาวอีสานเพราะอิทธิพลของคำสอนเหล่านี้เองเป็นแก่นสารที่ช่วยให้ชาวอีสานไม่เป็นคนอ่อนแอ และขณะเดียวเมื่อมีความสุขก็อย่าได้หลง ให้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ชีวิตจึงจะพบกับความสุข ดังนั้นสุภาษิตอีสานก็ยังพยายามให้คนรู้จักรักษากายวาจาและใจของตนให้เป็นปกติ หลักการปกครองในระดับท้องถิ่นหรือในระดับประเทศควรมีคุณธรรม กล่าวคือให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อย่ามีอคติต่อกัน เจ้านายก็ให้รู้จักใช้บ่าว ตลอดถึงการรู้จักเลือกคบกับมิตรที่ดี เว้นบาปมิตร เว้นพาลชน เพื่อความก้าวหน้าแห่งตน และสอนให้รู้จักแบ่งปันกันเพื่อความผาสุขแห่งสังคมและอย่าได้ก่อศัตรูขึ้นมาโดยถือว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีดีที่สมบูรณ์ แต่ให้มองหาความดีของผู้อื่น และสอนให้รู้เท่าทันกับโลกธรรม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะได้ไม่เป็นทุกข์ และต้องประโยชน์สุขแก่มหาชน ปรัชญาพื้นฐานของนักปกครองที่ดีหวังความสุขต่อส่วนรวมนั้นควรเว้นจากการมีอคติสี่ตลอดถึงให้ระงับความโกรธต่างๆด้วย ยิ่งเป็นข้าราชการควรคำนึงมาก ดังคำสอนนี้ อันว่าจอมราชาเหมือนพ่อคิงเขาแท้จิ่ง ให้ไลเสียถิ้มอะคะติทั้งสี่ พญาเอย โทสาทำโทษฮ้ายโกธากริ้วโกรธแท้เนอ จงให้อินดูฝูงไพร่น้อยชาวบ้านทั่วเมือง ชาติที่เป็นพญานี้อย่ามีใจฮักเบี่ยงพญาเอย อย่าได้คึดอยากได้ของข้าไพร่เมืองเจ้าเอย ละอะคะติสี่นี้ได้จึงควรสืบเสวยเมือง ทงสมบัติครองเมืองชอบธรรมควรแท้

               ๑๑ นักปรัชญาอีสานมีทรรศนะต่อชีวิตอย่างไรนั้น ถ้านำหลักทางจริยธรรมมากล่าวก็จะสามารถมองถึงพื้นฐานของชีวิตได้เป็นอย่างดี นั้นคือทุกชีวิตควรกระทำอย่างไรจึงจะมีความสุข ยิ่งกว่านั้นควรมองว่าชีวิตควรประพฤติอย่างไรจึงจะพบกับความสุข นั้นเป็นปัญหาเชิงญาณวิทยาจะต้องแสวงหาความรู้มาเป็นคำตอบ แต่ปรัชญาชาวบ้านนั้นมักจะมองถึงความสัมพันธ์สิ่งที่จะต้องเว้นให้หางมากกว่าชึ่งปรากฏในปรัชชาวอีสานเว้นจากสิ่งที่เป็นบาปกรรม คือให้รักษาศีลห้า ดังคำสอนนี้ คือว่าปาณานั้นบ่ให้ฆ่ามวลหมู่ชีวิต อทินนาบ่ให้ลักโลภของเขาแท้ กาเมบ่ให้หาเสพเล่นกามคุณผิดฮีต เจ้าของมีอย่าใกล้ให้หนีเว้นหลีกไกล อันว่ามุสานั้นคำจาอย่าตั่วะหล่าย คำสัจจะมีเที่ยงมั่นระวังไว้ใส่ใจ โตที่ห้าคือสุราปัญหาใหญ่ ฮอดเมรัยอย่าได้ใกล้มวลนี้สิบ่ดี เสียสติจริงแท้กรรมเวรบ่ได้ปล่อย ความถ้อยฮ้ายสิไหลเข้าสู่ตัว นั้นเป็นขั้นมูลฐานของชีวิตจริงๆ ซึ่งชนชาวอีสานยังดำรงยึดมั่นในคำสอนเหล่านี้อยู่อย่างดีคำสอนเหล่านี้มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสุขขั้นพี้นฐานของชีวิตทุกขีวิตที่เกิดร่วมกันในโลกนี้ ทุกสังคมย่อมมีปัญหามากน้อยต่างกันไปเหตุปัจจัย ดังนั้นสังคมที่ปรากฏในภูมิปรัชญาชาวอีสานยังชี้ไปให้ลึกถึงแก่นของสังคมนั้นคือ อิทธิพลของหลักธรรมในพุทธศาสนาที่ค่อยสะสมขึ้นจนเปี่ยมล้นอยู่ในสายธารศรัทธาของชาวไทยอีสาน แล้วตกตะกอนเป็นแรงศรัทธาที่ซึมซับเอิบอาบจนกลายเป็นจิตนิสัย และบุคคลิกภาพของพุทธศาสนิกชนที่เคารพต่อพระรัตนตรัยอย่างลึกซึ่ง ดังสุภาษิตอีสานว่า ศีลกับธรรมพาเฮาดีได้ ควรตัดสินใจน้อมเข้าเพิ่ง รัตนะ พระไตรหน่วยแก้ว แนวพายั้งอยู่ซุ่มเย็น ไผบ่อถือศีลธรรมวางถิ่ม เป็นคนเสียชาติเปล่า ไผบ่อเซื่อธรรมพระพุทธเจ้า ตายถิ่มค่าบ่มี

              ๑๒ โดยเฉพาะบุคคลผู้ที่ได้ผ่านการบวชเรียนมาแล้วจนมีภูมิธรรมซึ่งวัดเป็นผู้ถ่ายทอดมาให้จนสามารถสร้างสรรงานด้านปรัชญาธรรมในพุทธศาสนามาเป็นปรัชญาท้องถิ่นได้ จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมพุทธศาสนาทรงอิทธิพลต่อสังคมชาวอีสานอย่างลุ่มลึกและสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน กวีชาวอีสานได้ผลิตผลงานต่อสังคมและได้นำเอาคติทางพุทธศาสนามาผสมผสานกันอย่างสนิทแนบแน่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์ อิทธิพลเหล่านี้จึงค่อยๆซึมซับมาตามสายธารทางปรัชญาจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวอีสาน ผญาคำสอนภาคอีสานนั้นมักจะเน้นให้คนรู้ถึงทางเสื่อมอีกอย่างที่ควรเว้นให้ห่างไกลถ้าต้องการที่จะพบความสุข คืออบายมุขซึ่งในพุทธภาษิตก็สอนว่าเป็นทางของความเสื่อม ปรัชญาอีสานก็มองเห็นเช่นกันว่าจริงทุกประการ “อย่าได้มัวเมาเล่นการพนันเบี้ยโบก ลางเทื่อโชคบ่ให้ถงเป้งสิขาดกลาง” (82 ของเก่าบ่เล่ามันลืม ) ถ้าใครหลงเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วย่อมมีแต่เสื่อมโดยถ่ายเดียว ดังคำกลอนสุภาษิตอีสานว่า

                     อันว่าการพนันนี้มันอัปปีจังไฮใหญ่ ทางหลวงเผิ่นกะห่ามทางเจ้าเพิ่นหากเตื่อน

                    คันแม่นหลวงจับได้พาเสียเงินเกินขีด บ่อแม่นเสียถ่อนนั้นมันเสียหน้าตื่มนำหลานเอย

                 คันว่าในธรรมเจ้าองค์พุทโธเผิ่นแยงโลก เฮาบ่มีดีสังดอกเจ้าการพนันเล่นถั่ว มีแต่ชั่วอ้อยต้อย           บ่ควรเล่นแม่มันดอกนา...มันชวนให้ใจกล้าขะโมยกินของท่าน คันแม่นลักได้แล้วผัดมาเล่นต่อไป มันบ่มีทางได้การพนันมีแต่ขาด บ่มีบาดสิได้เงินล้านเข้าใส่ถงดอกนา...อันนี้มันหากแม่ความฮ้ายทางธรรมพระเจ้ากล่าว ให้พวกเฮาหิ่นฮู้แล้วเซาเล่นต่อไป คันสิว่าเสียเงินแล้วเฮือนซ้ำเสียต่อ ลางเถื่อเสียเมียพร้อมนำย้อนฆ่ากัน ๑๓ หลักธรรมเหล่านั้นกวีมักจะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวพุทธและจารีตประเพณีของอีสานด้วย โดยมีหลักธรรมดังนี้คือ กฎแห่งกรรม คำสอนอีสานส่วนใหญ่มักจะเน้นเรื่องกฎแห่งกรรม โดยเน้นให้เห็นถึงผู้มีความโลภ โกรธ หลง มักจะได้รับวิบากกรรมในบั้นปลายของชีวิต กฎแห่งสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิดจะดีหรือเลวก็อยู่ที่ผลของกรรมที่ตัวเองทำทั้งสิ้น นั่นคือมนุษย์ที่เกิดในชาตินี้ย่อมเสวยผลของกรรมที่ตนเองทำไว้ในชาติปางก่อนทุกคน กฎพระไตรลักษณ์ คือกวีมักจะเสนอให้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนั้นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะสอนให้รู้ถึงความไม่เที่ยงเหล่านี้ไว้เสมอ อำนาจ

                           คือธรรมชาติฝ่ายต่ำของมนุษย์อีกอย่างหนึ่ง ที่สามารถให้คุณหรือให้โทษแก่มนุษย์ได้ ถ้านำอำนาจไปใช้ในทางที่ผิดศีลธรรมย่อมส่งผลต่อมนุษย์ ดังนั้นนักปรัชญาอีสานจึงต้องมีการสอดแทรกคติธรรมในการใช้อำนาจ ของตนเองให้อยู่ในกรอบประเพณีวัฒนธรรมซึ่งจะพบมากในคลองสิบสี่ซึ่งเป็นธรรมเนียมการปกครองดังเดิมที่ชาวอีสานพยาสอนลูกหลานให้เข้าใจถึงหลักการเมืองการปกครองควรยึดหลักธรรมเป็นวิสัยทัศน์ในการดำรงตำแหน่ง เชื่อในชาติหน้า คือวรรณกรรมมีจุดหมายเพื่อสร้างความเชื่อเกี่ยวกับโลกและจักรวาล วรรณคดีอีสานจะดำเนินเรื่องอยู่กับโลกในเชิงจิตวิสัย นั่นคือ โลก สวรรค์ นรก เมืองบาดาล และโลกของพระศรีอารย์ และมีการสอดแทรกอยู่ในผญาภาษิตอีสาน ดังนั้นแก่นเนื้องหาสาระของสุภาษิตจึงมักจะนำเอาหลักธรรมมาแทรกเอาไว้ด้วย เพื่อสั่งสอนคนให้ตั้งอยู่ในคุณงามความดี ลักษณะทางเนื้อหาของคำผญาภาษิตสามารถแบ่งออกเป็นประเภทย่อยๆได้ดังนี้คือ

บ้านดอนเรดิโอ

ฺผญาอีสาน บ้านดอนเรดิโอออนไลน์


ผญาภาษิตอีสานเบื้องต้น
๒.๑ วัฒนาการของผญาอีสาน เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์นั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ในอดีตนั้นได้อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งเป็นอาณาจักรอ้ายลาวที่เจริญรุ่งเรืองมากในอดีต ซึ่งมีอาณาเขตแผ่มาครอบคลุมตลอดดินแดนภาคอีสานในปัจจุบัน ดังนั้นชาวอีสานจึงเป็นชนชาติที่รวมกลุ่มกันมาแต่โบราณกาล และรับเอาวัฒนธรรมประเพณีตลอดถึงอักษรที่ใช้ในอดีตเป็นของตนเอง โดยได้ยึดถือเอาหลัก ฮีตสิบสองคลองสิบสี่๑ เป็นหลักในการดำเนินชีวิตตลอดมาจนถึงปัจจุบัน วิวัฒนาการของบทผญาช่วงแรกๆนั้นเป็นแบบมุขปาฐะ(Oral tradition) โดยการท่องจำต่อๆกันมา เมื่อวันเวลานานเข้าบทผญาก็มีการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับและมีการแยกย่อยคำผญาออกเป็นประเภทต่างๆตามเนื้อหาของคำที่ใช้สื่อกัน มีนักปรัชญาอีสานกล่าวว่าคำผญานั้นเป็นปรัชญาธรรมของกวีชาวอีสานโดยแท้จริง ที่ช่วยชี้ทางให้คนได้รู้จักดำรงตนให้อยู่ในกรอบของศีลธรรม ยิ่งกว่านั้นกวียังได้ช่วยผสานความสามัคคีระหว่างชนเผ่าต่างๆให้เชื่อมโยงเข้ากันได้ด้วยคำผญาต่างๆเป็นอย่างดี ตลอดถึงช่วยเป็นเครื่องปลอบประโลมใจคนให้มีความขยันอดทน ประหยัดและเป็นนักต่อสู้ชีวิต ให้มีความขยันหมั่นเพียร ไม่รอคอยโชควาสนา แต่ให้ยืนอยู่บนหลักการพึงตนเอง ผญาภาษิตคือสื่อในการสอนจริยธรรมในชุมชนท้องถิ่นนั่นเอง ให้รู้ว่าสิ่งใดควรกระทำและสิ่งใดควรเว้นทั้งยังสอนให้รู้จักประโยชน์ตนและประโยชน์ส่วนรวม ให้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองในการแก้ปัญหาต่าง ให้ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์ของตนเองและความสุขของสังคมส่วนรวมคือประเทศชาติ
                      ๒.๑.๑ ความหมายของคำว่า “ผญา” “ผญา” หมายถึง “ปัญญา , ปรัชญา, ความฉลาด,” มีลักษณะเป็นคำภาษิตที่มีหมายลึกซึ่ง เรียกว่าผญา และคำว่า “ภาษิต” หมายถึงคำพูดที่เป็นคติ คำพูดดี๒ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถระ) ได้ให้ความหมายว่า “ ผญาหรือผะหยา” คือปัญญา, ปรัชญา ความฉลาด ,เป็นคำพูดที่มีความหมายลึกซึ่งในเชิงเปรียบเทียบ๓ จารุบุตร เรื่องสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญทางวรรณกรรมอีสานได้ให้คำนิยามว่า “ผญา” เป็นคำนาม แปลว่า ปัญญา, ปรัชญา, ความฉลาด๔ ร.ศ. บุปผา บุญทิพย์ ได้ให้ความหมายของผญาว่า ผญาเป็นคำภาษาอีสาน สันนิษฐานว่ามาจากปรัชญา เพราะภาษาอีสานออกเสียงควบ “ปร” ไปเป็นเสียง “ผ” ดังในคำว่า “เปรต”เป็นเผด โปรด เป็นโผด หมากปราง เป็น หมากผาง แปรง เป็น แผง ดังนั้นคำว่า “ปรัชญา” อาจเป็น ผัชญาแล้วเป็น “ผญา” อีกต่อหนึ่ง ผญาคือคำพูดของนักปราชญ์ ซึ่งแฝงไว้ด้วยคติ แง่คิด คำพูดที่เป็นหลักวิชา อันแสดงถึงความรอบรู้ ความสามารถของผู้พูด๕ อ. ธวัช ปุณโณทก ได้ให้ความหมายของคำว่าผญาภาษิตว่า หมายถึงถ้อยคำหรือกลุ่มคำที่มีความหมายให้สติเตือนใจ หรือข้อความพิเศษที่จะสั่งสอน๖ สวิง บุญเจิม ได้ให้คำนิยามของคำว่า “ผญา”ไว้ว่า เป็นคำคล้องจองที่นักปราชญ์โบราณอีสานคิดขึ้น เพื่อให้ในกรณีต่างๆ อาทิ ใช้ในด้านคำสั่งสอน เรียกว่า “ผญาภาษิต” หรือใช้ในการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว เรียกว่า “ผญารักหรือผญาเกี้ยว” และใช้ในกรณีที่เป็นเชิงเปรียบเทียบให้คิดเรียกว่า “ผญาปริศนาธรรม”
                   ๒.๑.๑ ลักษณะของคำผญา สำนวนภาษิต คือถ้อยคำที่กล่าวเป็นชั้นเชิงชวนให้คิดมีคติชวนฟังจำนวนหนึ่งในภาษาไทย ซึ่งจดจำใช้พูดจาสื่อสารกันทั่วไป เรียกว่า “สำนวน” และ “ภาษิต” อาจจะรวมเอาทั้งคำพังเพยและสุภาษิตด้วย สำนวน คือถ้อยคำที่เป็นชั้นเชิงชวนให้คิด สื่อความหมายความเข้าใจกันโดยใช้ความหมายโดยนัย (คือไม่แปลความหมายโดยตรง) แต่เข้าใจกันทั่วไปในสังคมที่เป็นเจ้าของภาษาสำนวนมีลักษณะพอสรุป ดังนี้ ๑ ) เป็นถ้อยคำสั้นๆ เพียง ๒-๔ พยางค์ แต่ไม่เกินสี่พยางค์ ๒ ) มีความหมายไม่เตือนสติ และไม่สั่งสอน ๓ ) ไม่นิยมสัมผัสคล้องจอง แต่สุภาษิตนิยมคล้องจอง ๔ ) มีความหมายเชิงเปรียบเทียบหรือใช้ความหมายโดยนัย ๕ ) สร้างขึ้นใหม่ในปัจจุบันเรื่อยๆ บางสำนวนก็เลิกใช้ก็มี ภาษิต คือถ้อยคำที่กล่าวสืบต่อกันมาตามประเพณี เป็นถ้อยคำที่มีความหมายพิเศษให้สติเตือนใจ สั่งสอน และมักจะมีสัมผัสคล้องจองกัน ภาษิตก็ยังหมายเอาทั้งคำพังเพยด้วยซึ่งทั้งภาษิตและคำพังเพย ยังนิยามแตกต่างกันอีกคือ ภาษิต คือถ้อยคำหรือกลุ้มคำที่มีความหมายให้สติเตือนใจ หรือเป็นข้อความพิเศษมุ่งที่จะสั่งสอน ซึ่งมักจะมีคำว่า “อย่า, จง, ให้, ปนอยู่ในกลุ่มคำด้วย เรียกว่า “สุภาษิต” เช่นคบคนให้ดูหน้า ซื่อผ้าให้ดูเนื้อ อย่าสาวใส่ให้กากิน ฯลฯ คำพังเพย คือกลุ่มคำที่กล่าให้ตีความ อาจจะให้สติเตือนใจ หรือ ไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน ขิงก็ราข่าก็แรง นายว่าขี้ข้าพลอย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าภาษิต และคำพังเพย เป็นกลุ่มคำหรือถ้อยคำที่มีความหมายประเภทเดียวกันนั้นคือ ๑ ) เป็นถ้อยคำค่อยข้างยาวสี่พยางค์ขึ้นไป ๒ ) มีความหมายสติเตือนใจ ๓ ) นิยมสัมผัสคล้องจองกัน ๔ ) ความหมายเชิงเตือนให้คิด สั่งสอน ๕ ) เป็นถ้อยคำที่จดจำสืบต่อมา(แบบมุขปาฐะ) จากทัศนะของนักปราชญ์ทั้งหลาย พอสรุปได้ว่า
                 “ผญา” ตรงกับคำว่า “ปรัชญา ในภาษาสันสกฤตและคำว่า “ปัญญา” ในภาษาบาลี ดังนั้นคำว่า “ผญา” จึงแปลว่า “ปรัชญา, ปัญญา, หรือความรอบรู้ หมายถึงถ้อยคำหรือข้อความที่ฉลาดหลักแหลมและคมคายลึกซึ่งยิ่งนัก รวมความไปถึงถ้อยคำอันแสดงให้เห็นถึงปัญญาความรอบรู้ของผู้พูดด้วย ลักษณะของคำประพันธ์อีสานนั้นมี ๔ ประการ๗ ซึ่งแต่ละลักษณะจะแตกต่างกันไม่เด่นชัดนัก ได้แก่ กาบ (กาพย์) โคง(โคลง) ฮ่าย (ร่าย) และกอน(กลอน) บทร้อยกรองที่เป็นที่นิยมของชาวอีสานนั้นมีอยู่ ๓ ชนิด๘ คือ ๑) ชนิดที่ไม่มีสัมผัส แต่อาศัยจังหวะของเสียงสูงต่ำของวรรณยุกต์และจังหวะของคำเป็นเกณฑ์ คำผญาเหล่านี้ก็คือโคลงดั้น หรือกลอนอ่านวิชชุมาลีนั่นเอง ดังตัวอย่างนี้คือ
                        (ครันเจ้า) ได้ขี่ช้าง กั้งฮ่มเป็นพญา (อย่าสู้) ลืมความหลัง ขี่ควายคอนกล้า ๒ บาทแรก ไม้ล้อมรั้ว ลำเดียวบ่ข่วย ไพร่บ่พร้อม แปลงบ้านบ่เฮือง ๒ บาทหลัง บทผญาของภาคอีสานมีลักษณะที่ตัดมาจากโคลงดั้นวิชชุมาลี โดยตัดมาเพียงบาทเดียวหรือ ๒ บาท และ ๓ บาท ก็ได้ ที่นิยมก็คือมักตัดมาใช้ ๒ บาทหลังของโคลงคือบาทที่ ๓ และ ๔ เป็นส่วนมาก ลักษณะอย่างนี้ทำให้สามารถที่จะเพิ่มคำแทรกลงภายหลังในวรรคได้ซึ่งมักเป็นคำเดี่ยวมีเสียงเบาและสามารถมีคำสร้อยอยู่ท้ายวรรคได้อีก ๒ คำ ดังนั้นบทผญาก็ดี หรือรูปแบบของโคลงในวรรคกรรมลายลักษณ์ก็ดี ในยุคแรกนั้นไม่มีสัมผัสเลย แต่มาในยุคหลังก็ได้พัฒนามามีสัมผัสมากขึ้น โดยได้รับอิทธิพลมาจากร่ายและโคลงนั้นเอง ๒)
                      ชนิดที่มีสัมผัสแบบร่าย คือใช้สัมผัสระหว่างวรรคต่อเนื่องรับกันไปเหมือนลักษณะของร่ายเกิดเป็นโคลงดั้นที่มีสัมผัสอย่างร่าย ดังตัวอย่างนี้ “ ครันเจ้า คึดฮอดอ้าย ให้เหลียวเบิ่งเดือนดาว สายตาเฮา จวบกันเทิงฟ้า จะเห็นว่ามีสัมผัสรับกันแห่งเดียวคือตรงคำว่า “ดาว” กับ “เฮา” ลักษณะการรับสัมผัสแบบร่ายนี้ได้พัฒนามามีสัมผัสมากขึ้นในยุคหลัง ซึ่งจะเห็นได้จากลักษณะของกลอนลำต่างๆ ๓)
                     ชนิดที่มีสัมผัสแบบโคลง โคลงดั้นวิชชุมาลีของอีสานแบบเก่าไม่มีสัมผัส ต่อมาก็ได้พัฒนาโดยวางสัมผัสแบบโคลงอย่างของภาคกลาง มีทั้งลักษณะสัมผัสแบบโคลงดั้นบาทกุญชรและโคลงดั้นวิวิธมาลี และมีทั้งลักษณะสัมผัสแบบโคลงสุภาพ ซึ่งในตำราล้านช้างเรียกว่า “มหาสินธุมาลี” ไม่ค่อยได้รับนิยมเท่าไหร่ บทร้อยกรองในภาคอีสานได้พัฒนามาจากรูปแบบที่ยึดถือเรื่องจังหวะคำและระดับเสียงสูงต่ำเป็นเกณฑ์ โดยไม่มีสัมผัสเลยไปสู่รูปแบบที่มีสัมผัสเพิ่มมากขึ้นในยุคหลัง ด้วยเหตุนี้ โคลงห้า ผญา โคลงดั้นวิชชุมาลี (หมายรวมถึง โคลงสาร, กลอนอ่านวิชชุมาลี, กลอนอักษรสังวาส,กลอนเทศน์) และกลอนลำของอีสานจึงล้วนมีพัฒนาการร่วมเส้นทางเดียวกันมา ในขณะที่พัฒนาการอีกเส้นทางหนึ่งคือ คำประพันธ์ของอีสานที่เรียกว่า กาพย์และฮ่าย(ร่าย) ซึ่งมุ่งเรื่องสัมผัสเป็นเกณฑ์ ก็ได้มามีอิทธิพลผสมผสานกันนี้คือพื้นฐานของบทร้อยกรองที่ปรากฏในผญาของภาคอีสาน ลักษณะทั่วไปของผญาอีสานยังแบ่งออกได้อีก ๒ ประการคือ ๑) จัดแบ่งตามแบบฉันท์ลักษณ์ของบทผญา ๒) จัดแบ่งตามลักษณะเนื้อหาของบทผญา ๑) จัดแบ่งตามรูปแบบทางฉันทลักษณ์ของผญายังแบ่งย่อยออกมาได้อีก ๒ ประการคือ ๑.๑.)
                    บทผญาที่มีสัมผัส การใช้ถ้อยคำให้เกิดความคล้องจองกันเป็นลักษณะประจำที่มีสอดแทรกในชีวิตประจำวันของชาวอีสาน หรือ ถือเป็นความนิยมในการพูด คำผญาประเภทนี้มักมีอยู่ในรูปของร้อยกรอง มีสัมผัสระหว่างวรรคติดต่อกันโดยตลอด และมีสัมผัสภายในวรรค สัมผัสในบทผญาอีสานยังแบ่งออกเป็นสัมผัสสระและสัมผัสอักษรดังนี้คือ ๑.๑.๑)
                    สัมผัสสระ คือคำที่ผสมด้วยเสียงสระเดียวกันและเสียงตัวสะกดเดียวกัน การสังสัมผัสจะส่งระหว่างวรรคต่อเนื่องกันในผญาบางบทจะส่งสัมผัสภายในวรรคก็มี เช่น “มีเฮือนบ่มีฝา มีนาบ่มีฮ่อง มีปล่องบ่มีฝาอัด มีวัดบ่มีพระสงฆ์ มีถ่งบ่มีบ่อนห้อย ของแนวนี้กะบ่ดี ( มีบ้านไม่ฝา มีนาไม่มีร่องน้ำ มีปล่องไม่มีฝาปิด มีวัดไม่มีพระสงฆ์ มีถุงไม่มีที่ห้อย ของเหล่านี้ก็ไม่ดี) จากผญาที่ยกมานี้ จะสังเกตเห็นว่า คำสุดท้ายของแต่ละวรรคจะส่งสัมผัสไปยังวรรคต่อๆไปอย่างต่อเนื่อง ๑.๑.๒.)
                     สัมผัสอักษร คือคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน คำที่มีสัมผัสอักษรเป็นที่นิยมมากในบทผญาอีสาน สัมผัสอักษรส่วนมากจะสัมผัสภายในวรรค และจะมีสัมผัสระหว่างวรรคบ้างเล็กน้อย เช่น “ โมโหนี้พาโตตกต่ำ ให้ค่อยคึดค่อยต้านยังสิได้ต่อนคำ” (ความโกรธนี้พาตัวเองให้ตกต่ำ(มีคุณค่าน้อยลง)ควรคิดให้รอบคอยจึงจะมีประโยชน์) ๑.๒.) ผญาที่ไร้สัมผัส หมายถึงบทผญาที่ไม่ได้ส่งสัมผัสต่อเนื่องกันไป ผญาชนิดนี้มีเสียงสูงต่ำของเสียงวรรยุกต์และจังหวะของถ้อยคำเป็นสิ่งที่ช่วยให้มีเสียงไพเราะ เช่น “ อย่าได้หวังสุขย้อน บุญเขามาเพิ่ง สุขกะสุขเพิ่นพุ้น บ่มากุ้มฮอดเฮา” (อย่าได้คิดหวังถึงความสุขจากคนอื่น สุขก็สุขของเขาไม่มาถึงเรา)
                            ๒.๑.๒ ผญาภาษิตอีสานแบ่งตามลักษณะของเนื้อหา ลักษณะเนื้อหาของผญาภาษิต ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้แบ่งเนื้อหาของผญาออกเป็นประเภทต่างๆ หลายประเภทแต่ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน ตามที่ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้จัดแบ่งประเภทผญาตามลักษณะของเนื้อหาไว้นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก คำผญาที่เป็นคำภาษิตคือเป็นข้อความสั้นๆ แต่เน้นความลึกซึ้ง และต้องเป็นสอนไปในตัว หรือให้เกณฑ์อันใดอันหนึ่ง ที่แสดงถึงความเป็นไปของโลกหรือชี้ให้เห็นสัจจะแห่งชีวิต
                ผญาภาษิตอีสานนั้นเป็นทั้งปรัชญาธรรมและปัญญาธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของนักปราชญ์ อันแฝงไปด้วยคติ แง่คิด เป็นคำกล่าวที่เป็นหลักวิชา อันแสดงถึงความรอบรู้ความสามารถของผู้พูด ผญาที่เป็นภาษิต ใช้พูดสั่งสอนหรือเตือนใจใช้ในโอกาสเหมือนภาษิตภาคกลาง เช่น ต้องการสั่งสอนบุตรธิดา ท่านก็เล่านิทานเป็นเชิงอุทาหรณ์แทรกคติธรรม และภาษิตที่เป็นผญาเตือนใจทำให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งประทับใจและจดจำไว้เป็นแบบอย่างของการครองชีวิตต่อไป
                ผญาภาษิตนี้มักไม่กล่าวสอนอย่างตรงๆ ทั้งนี้เพราะคนอีสานนิยมสอนบุตรธิดาของตนโดยทางอ้อม ไม่ได้สอนโดยทางตรง เมื่อท่านจะสอนในเรื่องใดท่านมักจะผูกเป็นคำอุปมาอุปไมย โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงคือความเป็นอยู่และกิริยาอาการหรือความประพฤติของคนหรือสัตว์ ไม่ว่าในทางดีหรือทางชั่วอันเป็นไปในทางรูปธรรม เพื่อให้เกิดแง่คิดในทางนามธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบกับรูปธรรม
                 ผญาภาษิตเมื่อนำมาจัดแบ่งตามลักษณะของเนื้อหาแล้ว ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้แบ่งเนื้อหาของผญาออกเป็นประเภทต่างๆ หลายประเภทแต่ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน ตามที่ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้จัดแบ่งประเภทผญาตามลักษณะของเนื้อหาไว้นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก โดยสรุปแล้วมีเนื้อหาของคำผญาได้เป็น ๔ ประเภท คือ ๑ )
                   ผญาภาษิต คำผญาที่เป็นคำภาษิตคือเป็นข้อความสั้นๆ แต่เน้นความลึกซึ้ง และต้องเป็นสอนไปในตัว หรือให้เกณฑ์อันใดอันหนึ่ง ที่แสดงถึงความเป็นไปของโลกหรือชี้ให้เห็นสัจจะแห่งชีวิต ผญาภาษิตอีสานนั้นเป็นทั้งปรัชญาธรรมและปัญญาธรรม ซึ่งเป็นคำสอนของนักปราชญ์ อันแฝงไปด้วยคติ แง่คิด เป็นคำกล่าวที่เป็นหลักวิชา อันแสดงถึงความรอบรู้ความสามารถของผู้พูด ผญาที่เป็นภาษิต ใช้พูดสั่งสอนหรือเตือนใจใช้ในโอกาสเหมือนภาษิตภาคกลาง เช่น ต้องการสั่งสอนบุตรธิดา ท่านก็เล่านิทานเป็นเชิงอุทาหรณ์แทรกคติธรรม และภาษิตที่เป็นผญาเตือนใจทำให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งประทับใจและจดจำไว้เป็นแบบอย่างของการครองชีวิตต่อไป
                ผญาภาษิตนี้มักไม่กล่าวสอนอย่างตรงๆ ทั้งนี้เพราะคนอีสานนิยมสอนบุตรธิดาของตนโดยทางอ้อม ไม่ได้สอนโดยทางตรง เมื่อท่านจะสอนในเรื่องใดท่านมักจะผูกเป็นคำอุปมาอุปไมย โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงคือความเป็นอยู่และกิริยาอาการหรือความประพฤติของคนหรือสัตว์ ไม่ว่าในทางดีหรือทางชั่วอันเป็นไปในทางรูปธรรม เพื่อให้เกิดแง่คิดในทางนามธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบกับรูปธรรม ผญาภาษิตนี้ส่วนมาจากคำสอนในหนังสือวรรณคดีเรื่องต่างๆ ๒)
                   ผญาอวยพร การอวยพรมักจะใช้ในโอกาสต่างๆ ส่วนมากเป็นคำพูดของคนสูงอายุ ผู้อาวุโสหรือคนรักใคร่นับถือกันและเจตนาดีต่อกัน พูดเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้ฟัง หรือผู้รับพร เพื่อให้กำลังใจ และหวังให้ผู้ฟังได้รับความชื่นใจ ความสบายใจอาจใช้ในพิธีต่างๆเช่นในการสู่ขวัญ ผูกข้อต่อแขน หรือในโอกาสอื่นๆแล้วแต่ความเหมาะสม ผญาอวยพรเป็นบ่อเกิดสำคัญทางสุนทรียภาพอันเป็นอาหารทางจิตใจ ผญาอวยพรนี้ยังสะท้อนถึงความเชื้อของคนในท้องถิ่นภาคอีสานได้เป็นอย่างดี ๓)
                  ผญาพังเพย คำผญาพังเพยนี้มักจะกล่าวสอนขึ้นมาลอยๆ เป็นคำกลางๆเพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง คำพังเพยคล้ายสุภาษิต มีลักษณะเกือบเป็นสุภาษิต เป็นคำที่มีลักษณะติชม หรือแสดงความคิดเห็นอยู่ในตัว เช่น ทำนาบนหลังคน คำพังเพยไม่เป็นสุภาษิตเพราะไม่เป็นคำสอนแน่นอน และไม่ได้เน้นคำสอนในตัวเอง ลักษณะของคำพังเพยอีสานนี้เรียกอีกอย่างว่า คำโตงโตยหรือยาบสร้อย บางท้องถิ่นนิยมเรียกว่า ตวบต้วยหรือยาบเว้า เป็นข้อความในเชิงอุปมาอุปไมยที่ไพเราะสละสลวยและมีความหมายลึกซึ่งคมคายเช่นเดียวกับผญาภาษิต บางคำมีความหมายลึกซึ้งเข้าใจยากกว่าผญาภาษิตมาก ต่างก็กับผญาภาษิตตรงที่คำพังเพยหรือยาบสร้อยนี้ไม่เป็นคำสอนเหมือนผญาภาษิต เป็นเพียงคำเปรียบเทียบที่ให้ข้อเตือนใจหรือเตือนสติให้คนเรานึกถึงทางดีหรือทางชั่วนอกจากเป็น ๔)
                    ผญาเกี้ยว เป็นคำผญาที่หนุ่มสาวใช้พูดจากกัน เป็นทำนองเกี้ยวพาราสีในโอกาสพิเศษบ้าง เพื่อเป็นสื่อให้ฝ่ายหนึ่งเข้าใจในความนัยส่วนลึกของหัวใจตน ผญาเกี้ยวนี้มีความหมายเกี่ยวข้องถึงประเพณีของท้องถิ่นอีสานด้วย หรือผญาประเภทนี้มีบ่อเกิดมาจากประเพณีต่างๆของท้องถิ่นอีสานนั้นเอง คือชาวอีสานในอดีตมีประเพณีเล่นสาวในวาระต่างๆ การที่หนุ่มสาวได้ใช้คำผญาพูดกันเพื่อเป็นการทดสอบภูมิปัญญาของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือเพื่อแสดงถึงความรักจริงหวังแต่ง หรือแสดงให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องมีความซื่อสัตย์ต่อคำพูดของตนเองดังตัวอย่าง ผู้ชายจะชอบพูดว่า “สัจจาผู้หญิงนี้มีหลายก้าน ชาติดอกเดื่อมันบ่บานอยู่ต้นอ้ายบ่เซื่อคน ดอกน่า” (คำพูดของหญิงไม่เคยจริงสักครั้งเหมือนดอกมะเดื่อ ไม่บานอยู่บนต้นคนย่อมไม่เห็นประจักษ์ความจริง) ผู้หญิงก็จะโต้ตอบมาในเชิ่งเปรียบเทียบว่า “กกจิกมันมีหลายก้าน กกตาลมันมีหลายง่า สัจจาน้องได้ว่าแล้ว สิมายม้างบ่เป็น ดอกอ้าย” (ต้นจิกมีกิ่งก้านมากมาย ต้นตาลก็มีหลายแขนง แต่ว่าคำพูดน้องนี้ได้กล่าวแล้วก็มั่นคงไม่แปรผัน) คำพูดทั้งสองฝ่ายต่างก็สะท้อนถึงจริยธรรมเสมอ คือมั่นคงในคำพูดของกันและกัน มีความซื่อสัตย์ต่อกัน การคบกันก็จะพัฒนาเกิดเป็นความรักจริง
ฺบ้านดอนเรดิโอออนไลน์

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

tnn




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons