วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

๓.๒.๑ อิทธิพลของหลักคำสอนที่มีต่อการแต่งเพลงลูกทุ่ง

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

.๒.๑ อิทธิพลของหลักคำสอนที่มีต่อบทเพลงลูกทุ่ง

พระพุทธศาสนามุ่งสอนให้คนกระทำความดีเว้นกระทำความชั่วและทำจิตใจให้ผ่องแผ่ว ผู้ใดประกอบกรรมดี กรรมดีย่อมตอบสนอง และผู้ประกอบกรรมชั่ว กรรมชั่วย่อมตอบสนองเช่นกัน ผู้ใดกระทำกรรมไว้ย่อมเกิดผลแห่งการกระทำนั้น(นิพนธ์) ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในสถาถวรรค สังยุตตนิกายว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ไม่มีใครหลีกหนีผลกรรมพ้นไปได้ นักปราชญ์ชาวอีสานมีความเชื่อเรื่องกรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงพยายามสอดแทรกหลักคติธรรม คำสอนของพระพุทธศาสนาเข้าไปในผญาคำสอนเรื่องต่างๆ เพื่อเป็นการเน้นสอนให้คนเลิกทำชั่วเพราะความชั่วนั้น “บุคคลทำแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้มีใบหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ เสวยผลของกรรมอันใดอยู่ กรรมอันนั้นอันบุคคลทำแล้วไม่ดี นั่นคือกรรมชั่ว”(ขุ.ธ.)

คนที่ไม่ทำความดี ก็คือคนชั่ว พรหมวิหารสี่(ที.ม.) เป็นธรรมะของผู้ใหญ่ จำเป็นที่เราจะต้องมีพร้อมในใจทุกคน แม้บางครั้งคนเราตัดสินกันที่คำพูดไม่ได้ว่าใครมีธรรมะหรือไม่มี เพราะบางคนอาจจะไม่แสดงออกก็มีหรืออย่ามุ่งเอาคนอื่นเปรียบเทียบกับตนเอง เพราะความชั่วนั่นใครทำก็ติดตัวคนคนนั้นไปจนวันตาย

พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าใจเรื่องกรรมว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตนเป็นทายาทแห่งกรรมของตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง กรรมใดก็ตามที่เขาทำลงไป ดีหรือชั่วก็ตาม เขาย่อมจะเป็นทายาทแห่งกรรมเช่นนั้น(องฺ.ฉกฺก) อิทธิพลของหลักคำสอนเช่นนี้ได้ปรากฏอยู่ในบทเพลงลูกทุ่งหลายเพลง แม้ในบทเพลงเหล่านั้นจะเอ่ยถึงเรื่องความรักก็จริง แต่ก็ไม่ทิ้งหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาบทเพลงที่กล่าวถึงการอกหักของชายหนุ่มที่มีความเชื่อว่าตนเองนั้นใช้กรรมเก่าที่เคยกระทำมาแต่ชาติก่อน

บทเพลงลูกทุ่งหลาย ๆ เพลงที่แสดงถึงสาระของหลักคำสอนแทรกอยู่ในเนื้อเพลงเพราะผู้แต่งเพลงลูกทุ่งได้ถ่ายทอดเอาสภาพแวดล้อมในสังคมที่ตนดำรงชีวิตอยู่ รวมทั้งรู้สึกในใจตลอดจนคติธรรมที่ยอมรับปฏิบัติในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทั่วไป ด้วยเหตุนี้เพลงลูกทุ่งส่วนหนึ่งจึงมีลักษณะของการแฝงคติธรรมนี้จะมีปรากฎในวรรณคดีไทยเสมอ เพราะกวีหรือผู้แต่ง คนเรามีกรรมวิบาก จึงสนใจกับมนุษย์ในฐานะที่เป็นเบญจขันธ์ประกอบด้วยกิเลสตัณหา กวีเหล่านี้จะสนใจในพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งความสนใจเหล่านี้เป็นไปตามธรรมชาติเมื่อผู้แต่งเพลงลูกทุ่งอยู่ในสังคมไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาจึงสนใจพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยใจลักษณะเดียวกับที่กวีสนใจ เนื้อเพลงลูกทุ่งจึงได้แสดงออกในด้านคติธรรมด้วย((ลักขณา) เช่นการเชื่อเรื่องบาปบุญ แม้เรื่องที่เกิดนั้นเป็นเรื่องจึงไม่ได้ทำนาทำไร่ จึงเชื่อว่าเป็นเพราะเวรกรรมที่เคยกระทำมา

อิทธิพลของหลักคำสอนที่มีในบทเพลงลูกทุ่งพอจะจำแนกตามเนื้อหาได้เป็น ๒ แบบ คือ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓.๑.๑ นำหลักธรรมะในพระพุทธศาสนามากล่าว การนำหลักธรรมะในพระพุทธศาสนามาสั่งสอน

ก.นำนิทานมาเล่าเปรียบเทียบให้เห็นข้อธรรม การนำเอานิทานธรรมะมาผูกเป็นคำกลอนหรือถ้อยคำที่คล้องจองกันแบบธรรมดาพร้อมกับสอดแทรกธรรมะซึ่เป็นหลักคำสอนเข้าไปทำให้บทเพลงมีสาระมากขึ้น เพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ ดาวลูกไก่ เพราะเป็นนิทานชาวบ้านที่มองเห็นภาพพจน์ กล่าวถึงความศรัทธาของสองตายายที่อยากจะถวายทานแก่พระธุดงค์ และเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณของแม่ไก่และลูกไก่

พุทธศาสนนิกชนโดยทั่วไปรู้จักเบญจศีลเป็นอย่างดี เนื่องจากบทเพลงมักเป็นเรื่องของความรัก ดังนั้นจะพบว่ามีการกล่าวถึงศีลข้อสามซึ่งห้ามมิให้ประพฤติผิดทางกาม (จินตนา) จับเอาสาระว่าความประพฤติคือการดำเนินชีวิตที่ผิด ซึ่งถือว่าเป็นการเบียดเบียนคู่ครองของคนอื่นที่เรียกว่าเขารักและหวงแหน ทางพระพุทธศาสนาถือว่าผิดประเพณีทางเพศ ดังบทเพลงที่กล่าวถึงคนที่ไม่มีหิริ ความละอายต่อบาป สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการเป็นชู้กับคู่รักคนอื่น ในทางคติของคนไทยถือว่าบาปมากที่ประพฤติตัวเช่นนี้

ข. ยกธรรมะขึ้นมากล่าว มักจะกล่าวถึงข้อความที่เป็นธรรมการขยายความในเรื่องของกรรมที่มีปรากฎในพระปรมัตถ์(ปรมัตถะ) แบ่งกุศลและอกุศลไว้อย่างชัดเจนว่าคนที่ทำกุศลให้เกิดก็มีบุญอุปถัมภ์ ส่วนผู้ที่ทำอกุศลไว้มักจะพบแต่ความยากไว้ จะให้เกิดแต่ความทุกข์ เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องสมุทัย(สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์) จึงถูกอวิชชาโอบอ้อมไว้

บทเพลงลูกทุ่งกล่าวถึงข้อปฏิบัติของชาวพุธที่ดีจะต้องรักษาศีล ๕ เป็นอย่างต่ำหรือมากกว่านั้น แต่ในบทเพลงนี้กล่าวเพียงข้อมูลสุราเมรัยฯ ซึ่งเป็นที่เข้าใจข้อนี้เมื่อใครเสพเข้าไปแล้วทำให้หลงสติ และกลายเป็น

บทเพลงลูกทุ่งได้ช่วยย้ำให้ผู้ฟังตระหนักถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาคือเรื่องของไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ขันธ์ ๕ ดังมีพุทธพจน์แสดงไว้ในรูปของกฎธรรมชาติว่า “ตถาคต(พระพุทธเจ้า) ทั้งหลายอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้น ก็ยังคงมีอยู่เป็นธรรมฐิติ” เป็นธรรมนิยามว่า

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑. สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒. สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓. ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา

ตถาคตตรัสรู้เข้าถึงหลักธรรมนั้นแล้ว จึงบอกแสดง วางเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ทำให้เข้าใจง่ายกว่า

“สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา...”(องฺ.ติก) บทเพลงลูกทุ่งกล่าวถึงความเป็นอนิจจังของโลกที่มีสุข มีทุกข์คลุกเคล้ากันไปเปรียบเหมือนละครโรงใหญ่ที่พานพบกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ผลสุดท้ายก็หนีความตายไปไม่พ้น

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เนื้อเพลงเช่นนี้เป็นข้อสอนให้ปลงตามหลักพระพุทธศาสนาสอนให้ยึดอยู่กับสิ่งใดในโลกิยะ เป็นการเตือนสติคนรวย และในขณะเดียวกันก็เป็นการปลอบใจคนจนโดยยกเอาความตายเป็นสัจธรรมที่เที่ยงแท้ของมนุษย์ว่าเศรษฐีหรือยาจก ในบางครั้งก็ยกเอาธรรมะข้อนี้มาผสมผสานกับภาพพจน์ในวรรณกรรมตะวันตกคือโดยการเปรียบ “โลกนี้เหมือนโรงละคร”

เจ้าหญิง๓.๒.๒ แนะแนวจริยธรรม เมื่อพิจารณาตามเนื้อหาของเพลงแล้วเห็นได้ว่าเพลงลูกทุ่งที่แนะแนวจริยธรรมแก่ผู้ฟังธรรมนั้น มิได้มีเจตนาที่จะให้ผู้ฟังปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยสละเรื่องราวทางโลกแต่อย่างใดแต่ต้องการให้ผู้ฟังได้ฟังข้อคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับจริยธรรม เพราะเพลงลูกทุ่ง ในแนวนี้มิได้กล่าวถึงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาโดยตรง แต่ยกเอาข้อควรปฏิบัติทางจริยธรรมทั่ว ๆ ไปมากล่าวในลักษณะการชักชวน เช่น การชักชวนให้คนฟังเทศน์(ลักขณา)

บทเพลงลูกทุ่งนอกจากจะอธิบายท้องทุ่งนาได้ดีแล้วแรงอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่ครูเพลงเชื่อมั่นอยู่แล้วได้หยิบยกเอามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงลูกทุ่งสะท้อนถึงความเชื่อของคนไทยในเรื่องบุญบาป เช่น ในบทเพลงบางเพลงมีการกล่าวถึงการตักบาตร(เทพพร) แสดงให้เห็นว่าแรงอิทธิพลของหลักคำสอนนั้นสามารถโน้มน้าวจิตใจของคนไทย

สังคมที่ยุ่งเหยิงในปัจจุบันนี้ เป็นเพราะมนุษย์เราขาดศีลธรรมกันโดยเฉพาะศีลข้อกาเม จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีปัญหาในสังคมต่าง ๆ เกี่ยวกับการล่วงกรรมข้อกาเมสุมิจฉาจาร ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว คือ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑) ปัญหาเรื่องการข่มขืนกระทำชำเรา

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒) ปัญหาหลวงลวงไปสาวไปขาย

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓) ปัญหาเรื่องการข่มขื่นแล้วฆ่า(พระมหาไพทูลย์)

เกาะที่มีต้นปาล์ม๔) การเว้นจากการประพฤติผิดในกาเมนั้น หมายถึงบุคคลใดประพฤติผิดกับคนที่อยู่ในการรักษาของบิดามารดา

พี่ชาย พี่สาว หรือญาติไม่ประพฤติล่วงประเวณีกับหญิงที่แต่งงานแล้ว กับหญิงที่ต้องโทษ หรือแม้ไม่ประพฤติล่วงประเวณีกับหญิงที่เขาหมั้นแล้ว นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ(องฺ.ทสก.) บทเพลงลูกทุ่งไทยได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมไว้เพื่อเป็นกรอบให้อยู่ในประเพณีที่ดีงาม

มนุษย์เราได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐก็ตรงที่มีศีล เป็นเสมือนรั่วกั้นความชั่ว การรักษาศีลเป็นที่รู้จักกันโดยมากกว่า เหมือนเป็นการสร้างรั้วล้อมตนเอง(สมเด็จพระญาณสังวร)

เด็กหญิง ๓.๒.๓ สอนการปฏิบัติตนทั่วไปในสังคม เกี่ยวกับการสอนหลักการปฏิบัติตนในสังคม ซึ่งต้องอาศัยหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ในข้อนี้นั้นอาจแยกออกเป็น ๓ ประเด็น คือ

กุหลาบแดง๑ การปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณ เพลงลูกทุ่งกล่าวถึงการปฏิบัติตนต่อผู้ให้กำเนิด มีการกล่าวถึงพระคุณของผู้ให้กำเนิดโดยเฉพาะมารดา(มารดา)

กุหลาบแดง๒ หลักปรัชญาชาวบ้าน ปรัชญาบ้านคมคายและน่าในสนใจเพราะเป็นการมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างในกว้าง ปรัชญาชาวบ้านไม่ได้มุ่งจะคิดถึงความจริงเหนือโลกซึ่งอยู่ไกลตัวเกินไปและสภาพสิ่งแวดล้อมไม่อำนวยให้คิดค้นลึกซึ้งเช่นนั้น ปรัชญาชาวบ้านในเพลงลูกทุ่งแสดงให้เราเห็นถึงการดำรงชีวิตของเราอยู่ในตัว(ลักขณา)

พระพุทธศาสนามีคำสอนไม่ให้ถือชั้นวรรณ แต่ให้ถือเอาการประพฤติเป็นสำคัญเป็นเครื่องกำหนดฐานะเป็นประมาณในการกำหนดฐานะเป็นประมาณในการกำหนด คุณค่าบอกสถานะของคน

คนจะดีหรือเลว ตามหลักการของพระพุทธศาสนาอยู่ที่วรรณะชาติ ตระกูลไม่ หากแต่อยู่การประพฤติเป็นสำคัญ ดังพุทธพจน์ว่า

“ดูกรพราหมณ์ เราเรียกคนว่าประเสริฐ เพราะความเป็นผู้เกิดใน

ตระกูลที่สูงก็หาไม่ เราจะเรียกคนว่าประเสริฐเพราะความเป็นผู้เกิด

ตระกูลต่ำก็หาไม่ เราจะเรียกคนว่าต่ำทรามเพราะความเป็นผู้เกิด

วรรณะใหญ่โตก็หาไม่ เราจะเรียกคนว่าประเสริฐเพราะความเป็นผู้เกิด

วรรณะต่ำทรามก็หาไม่ เราจะเรียกคนว่าประเสริฐเพราะความเป็น

ผู้มีโภคะมากมายก็หาไม่ แท้จริงบุคคลบางคนแม้เกิดในตระกูลสูงก็ยัง

เป็นผู้ชอบฆ่าฟัน ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม..เป็นมิจฉาทิฎฐิ”(เอสุการีสูตร)

เพลงลูกทุ่งบรรยายภาพรายละเอียดของชาวนาผู้ทุกข์ยาก แทรกด้วยคำตัดพ้อที่ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม(จินตนา) เพราะการแบ่งชั้นวรรณะของสังคมไทย

ในทางพระพุทธศาสนาการจะกำหนดว่าใครเป็นใคร มิใช่เพราะพรหมลิขิตแต่เพราะข้อปฏิบัติของบุคคลนั้น ๆ เป็นเครื่องกำหนด ดังข้อว่า

“ดูกรวาเสฎฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดอาศัย

โครักขกรรมเลี้ยงชีพ ผู้นั้นเป็นชาวนา มิใช่พราหมณ์ ผู้ใด

เลี้ยงชีพด้วยศีลปะต่าง ๆ ผู้นั้นเป็นศิลปินมิใช่พราหมณ์ ฯลฯ

ผู้ใดปกครองบ้านเมือง ผู้นั้นเป็นราชา มิใช่พราหมณ์

“อันนามและโคตรที่กำหนดตั้งกันไว้นี้เป็นแต่สักว่าโวหารใน

โลก..แต่บุคคลจะเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ จะมิใช่

พราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์ก็เพราะ

กรรมไม่ใช่พราหมณ์ก็เพราะกรรมเป็นชาวนาก็เพราะกรรม

เป็นราชาก็เพราะกรรม”(วาเสฎฐสูตร)

“วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสียนับว่าเป็นศากยบุตรทั้งสิ้น”(ปหาราทสูตร)

เพลงลูกทุ่งนั้นกล่าวถึงระบบการแบ่งชั้นกันไว้อย่างชัดเจนแม้กระทั่งเรื่องของความรักก็มักจะเอาปมด้อยของแต่ละฝ่ายออกมาเปลี่ยนเทียบว่าเป็นการ ไม่ควรคู่กับดอกฟ้าเป็นต้น

คนไทยมีความเชื่อถือเรื่องโชคลางมาก ถึงขนาดการตั้งชื่อก็ต้องให้สอดคล้องกับฤกษ์ยามหรือวันเวลาที่เกิดดังกล่าวนี้ มิใช่ว่าจะมีอยู่เพียงเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น แม้ในยุคก่อนก็มีเรื่องทำนองนี้เหมือนกันดังเช่นคำอันเป็นธรรมภาษิตที่กล่าวไว้ใน “นามสิทธิชาดก”(ขุ.ชา) ว่า มาณพคนหนึ่งชื่อว่า “นายบาป” ได้เห็นชายคนหนึ่งชื่อว่า “นายเป็น” แต่ตายไปเสียแล้ว เห็นหญิงคนหนึ่งชื่อว่านางรวยทรัพย์ แต่กลับมีฐานะยากจนข้นแค้นและได้เห็นชายอีกคนหนึ่งชื่อว่านาย “ทาง” แต่กำลังเดินหลงทางกลับไปกลับมา

เปรียบเทียบจริยธรรมที่ปรากฎในพุทธภาษิตกับผญาภาษิตอีสาน

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

บทที่ ๔

เปรียบเทียบจริยธรรมที่ปรากฎในพุทธภาษิตกับผญาภาษิตอีสาน

การศึกษาพุทธภาษิตและผญาภาษิตอีสานนั้นความสำคัญที่สุดคือคติธรรมคำสอนของพุทธภาษิตและผญาภาษิตอีสานซึ่งมีระบบความคิดของนักปราชญ์โบราณอีสานแต่ละคนมีระบบและวิธีการในการคิดเสนอคติธรรมที่สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาอย่างไร หรือว่าพุทธภาษิตได้มีบทบาทอิทธิพลต่อผญาภาษิตอีสาน อันหมายถึงหลักการแยกศึกษาส่วนย่อย ในความหมายของการวิเคราะห์นี้ นอกจากวิเคราะห์แล้วผู้เขียนยังต้องมีการสังเคราะห์หมายถึง การนำเอาสิ่งที่วิเคราะห์นั้นมารวมกันซึ่งจะได้องค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้น และยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ใช้เป็นหลักมาตรฐานในการเปรียบเทียบ ซึ่งมี ๙ วิธีการ* เช่น การใช้หลักอัตนัยหรือปรัชญาของตนเพิ่มอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลตรงตามที่ได้ตั้งจุดประสงค์เอาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะพึงกระทำได้

การศึกษาเปรียบเทียบทัศนะในพุทธภาษิตและในผญาภาษิตอีสาน มิได้มีความมุ่งหมายเพื่อยกพุทธภาษิตให้สูงกว่า ดีกว่า มีคุณค่ามากกว่า หรือให้ต่ำกว่า ดีน้อยกว่า และมีคุณค่าน้อยกว่าผญาภาษิตแต่อย่างใด เพียงแต่ประสงค์จะทราบถึง ทรรศนะส่วนใดที่เหมือนกัน คล้ายหรือใกล้เคียงกัน หรือทัศนะใดที่แตกต่างกันในความเหมือนกัน เพราะทั้งความเหมือนกันและแตกต่างกันนั้น สามารถที่จะให้ทัศนะทางความคิด และความลึกซึ้งของคำสอนนั้นอย่างเท่าเทียมกัน การเปรียบเทียบนั้นย่อมจะปรากฏผลทั้งเหมือนกัน และแตกต่างกัน

ดังนั้น ในเบื้องต้นจึงต้องเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อนว่า การทำจิตให้เป็นกลางอย่างอิสระไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นคุณธรรมของทั้งผู้ศึกษาและผู้อ่านที่ถูกต้อง การนำหลักการมาเปรียบเทียบ จึงเป็นการทำหน้าที่ในการจะทำให้เหตุผลทำหน้าที่ของเหตุผลได้อย่างอิสระแท้จริง ซึ่งอาจแตกต่างหรือเหมือนกันนั้นขึ้นอยู่กับหลักของเหตุผลของสุภาษิตทั้งสองสายนั้น ๆ ในกรณีอย่างนี้ พระเมธีธรรมาภรณ์กล่าวถึงการเปรียบเทียบว่าจะต้องมีใจที่เป็นกลางนั้นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า

การนำเอาปรัชญามาเปรียบเทียบกันไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วย ความเห็นเหมือนกันเสมอไป คนส่วนมากมีความเข้าใจผิดว่า การเปรียบเทียบปรัชญา ใด ๆ ก็ตามมุ่งที่จะค้นหาว่าปรัชญานั้น ๆ เหมือนกันอย่างไรบ้าง อันเป็นทัศนะที่ผิด ( อันเป็นความหวังที่ไม่มีทางเลือก ) เพราะแท้ที่จริงนั้น การเปรียบเทียบปรัชญาอาจเป็นการแสวงหาความแตกต่าง ในปรัชญาที่ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนกัน

จากข้อความที่ยกมานี้ จึงต้องอาศัยความเป็นกลางโดยให้ปัญญาเดินไปพร้อมกับเหตุผล และบางครั้งจะต้องยกตัวอย่างมาอธิบายให้เกิดความเข้าใจ ผู้ศึกษาจึงต้องมีจิตใจกว้าง กล่าวคือ ถ้าได้รับรู้ ความรู้ที่ผิดไปจากความเชื่อเดิม ๆ การศึกษาที่ผ่านมาแล้วนั้น ต้องทำใจให้เป็นคนใหม่ ศึกษาของใหม่ ด้วยจิตใจใหม่ สติปัญญาใหม่ ๆ และพยายามค้นหาให้พบ หรือเข้าใจให้ได้ว่า จุดมุ่งหมายที่แท้จริงนั้นว่าด้วยเรื่องอะไร

ดังนั้น ในการเปรียบเทียบจึงต้องรู้ข้อมูลที่ลึกซึ้ง ทั้งพุทธภาษิตและผญาภาษิตอีสาน โดยเฉพาะการวางใจให้เป็นกลางในการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลให้ได้และนำมาเปรียบเทียบนั้น นับว่าเป็นปฐมเหตุที่จะทำให้รู้ความจริงแท้ ทั้งความเหมือนกันและแตกต่างกัน

ในทัศนะโดยทั่วไปของพุทธศาสนานั้น เป็นกรรมวาที กิริยาวาที และวิริยวาที คือเป็นพุทธปรัชญาที่ยืนยันหลัก กรรม คือการกระทำ และความเพียรพยายามสม่ำเสมอเป็นสาเหตุให้เกิดผลแห่งประโยชน์ และความสุข ซึ่งการกระทำนั้นจะต้องประกอบด้วยความตั้งใจหรือเจตนาจึงจะทำให้ได้รับผลสมบูรณ์อย่างเต็มที่ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ทั้งนี้สาเหตุคือผัสสะ”จากพุทธภาษตินี้แสดงว่า การกระทำที่จะก่อให้เกิดประโยชน์และความสุข มีอิทธิพลต่อหลักศีลธรรมของมนุษย์จะต้องมีความตั้งใจเป็นหลักสำคัญต่อการแสดงออกมาทางวาจา และทางกาย จะต้องเกี่ยวโยงกับสังคมในทางที่ดี

พุทธภาษิตได้ตระหนักในเรื่องของการกระทำนี้เป็นอย่างดี การกระทำกรรมหรือการแสดงออกของพฤติกรรมมนุษย์จึงต้องอาศัยหลักธรรมที่สำคัญยิ่งคือความมีสติ ที่เรียกว่า ความไม่ประมาท และใช้ความเพียรพยายาม ที่ถูกต้องเป็นธรรมจึงทำให้มนุษย์เป็นผู้ที่มีความสุขได้ เพราะความสุขนั้นไม่ได้จำกัดแต่เพียงตระกูลสูง ชนชั้นสูง มียศสูง หรือมีโภคะมากมายหามิได้ แต่ความสุขและความทุกข์นั้น เกิดจากการกระทำกรรมของบุคคลนั้น ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า “บุคคลไม่เป็นคนถ่อย (คนชั่ว)เพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์( คนดี) เพราะชาติ แต่เป็นคนถ่อย (คนชั่ว )เพราะกรรม เป็นพราหมณ์(คนดี)เพราะกรรม (การกระทำ หรือ พฤติกรรม)”จากพุทธพจน์นี้ จึงเป็นการเน้นหลักจริยธรรมที่การกระทำอย่างชัดเจน และเด่นชัดยิ่ง อันเป็นเครื่องชี้ชัดเจนว่าการที่มนุษย์จะเป็นคนดีมีความสุขทั้งกายและใจนั้น อยู่ที่การกระทำ และยังต้องได้รับผลแห่งการกระทำนั้นด้วย

พระพุทธองค์ตรัสย้ำกับ สุมาณพ โตเทยบุตร ณ วัดพระเชตวันเอาไว้ความว่า “ ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลว และประณีตได้” จากพระพุทธดำรัสที่ยกมานี้ จึงเป็นการชี้ชัดว่า พุทธปรัชญาเน้นสอนให้มนุษย์มีความเข้าใจในเหตุและผล ด้วยปัญญาที่อิสระ การกระทำนั้นจะนำประโยชน์และความสุข มาสู่ตนและบุคคลอื่น ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น อันเป็นการให้แนวทางที่เป็นกลางเอาไว้ มนุษย์สามารถเลือกปฏิบัติตามได้ การสอนก็มิได้บังคับให้เชื่อโดยขาดการพิจารณา การไตร่ตรอง แต่สอนให้รู้และเลือกที่จะปฏิบัติได้ด้วยสติปัญญาเองอย่างถูกต้อง

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เกาะที่มีต้นปาล์ม.๑ อิทธิพลของพุทธภาษิตที่มีต่อผญาอีสาน

พระพุทธศาสนามีอิทธิพลต่อจิตใจของคนไทยชาวอีสานมาเป็นเวลาช้านานซึ่งเป็นแบบฉบับและเป็นหลักที่พึ่งของคนไทย ทั้งเป็นประทีปให้ความสว่างในการดำเนินชีวิต ดังนั้น การแสดงออกของคนไทยภาคอีสานจึงมีเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันและเนื่องจากผญาอีสานได้บันทึกเหตุการณ์ของสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัย ฉะนั้นอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าพุทธภาษิตจึงปรากฎอยู่ในคำผญาภาษิตอีสานเป็นจำนวนมากซึ่งอาจแยกออกเป็น

กุหลาบแดง๑ ) อิทธิพลของหลักคำสอนที่มีในสุภาษิตอีสาน

กุหลาบแดง๒ ) อิทธิพลของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

กุหลาบแดง๓ ) อิทธิพลของศรัทธาและความเชื่อที่มีในสุภาษิตอีสาน

กุหลาบแดง๔) อิทธิพลของจริยธรรมที่มีต่อวิถีชีวิต

กุหลาบแดง๕ ) อิทธิพลของคติคำสอนที่ได้เกิดจาก พุทธศาสนสุภาษิต

กุหลาบแดง๖ ) อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีผลต่อแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง

ประเทศไทยเป็นประเทศพระพุทธศาสนา คนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาและนับถือมานานนับพันปี คนไทยสมัยโบราณหันหน้าเข้าหาวัด ใกล้ชิดวัด สนิทกับวัดมากและวัดก็ทำหน้าที่ที่สำคัญเพื่อชาวบ้านไม่น้อย(สวัสดิ์) และเพราะคนไทยใกล้ชิดวัดนี่เอง แรงอิทธิพลของพระพุทธศาสนาจึงอยู่เหนือจิตใจของชาวไทยทุกคน และเพราะคนไทยมีชีวิตแนบแน่นกับพระพุทธศาสนามากเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมในภาคอีสานมากมาย รวมไปถึงวรรณกรรมคำสอนต่างๆที่เป็นลายลักษณ์อักษรในภาคอีสาน ๆ ซึ่งวิวัฒนาการมาจากวรรกรรมในพุทธศาสนา ดังนั้นพระพุทธศาสนาก็มีอิทธิพลในคำสอนของภาคอีสานเช่นเดียวกัน

บันนี่๑) มีอิทธิพลต่อลักษณะนิสัยจิตใจ เพราะคนอีสานมีนิสัยเยือกเย็นโอบอ้อมอารี เมตตากรุณา เคารพ อ่อนน้อม ถ่อมตน กตัญญูกตเวที ขยันอดทน สุภาพ และไม่เห็นแก่ตัว เป็นต้น ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

บันนี่๒) มีอิทธิพลต่อวรรณกรรมต่าง ๆ ของชาวภาคอีสานที่สำคัญมากก็เกี่ยวเนื่องกับนิทานชาดกทางพระพุทธศาสนาแทรกอยู่ในวรรณกรรมอีสานทั้งหมด

บันนี่๓) มีอิทธิพลต่อขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของภาคอีสาน อันสืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนาได้อาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวปฏิบัติ คือ ไม่ลุอำนาจ เช่น โลภ โกรธ หลง เป็นต้น


๒ พระเมธีธรรมาภรณ์ ( ประยูร ธมฺมจิตฺโต ),เปรียบเทียบแนวคิดพุทธทาส-ซาตร์, (กรุงเทพฯ: ศยาม บริษัทเคล็ดไทยจำกัด,๒๕๓๖ ) หน้า ๓-๔.

๓ พุทธทาสภิกขุ,. สูตรเว่ยหล่าง,. ( กรุงเทพฯ:ธรรมสภา,๒๕๓๐ ) หน้า คำ-อนุโมทนา.

๔ องฺ ฉกฺก. ๒๒ / ๓๓๔ / ๓๖๘.

๕ ขุ.สุ. ๒๕ / ๓๐๖ / ๒๗๒.

๖ ม.อุ. ๑๔ / ๕๗๙–๕๘๑ / ๒๘๗.

๒๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย

T030511_07C

ขยิบตา๒๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย

ความไม่ประมาท ได้แก่ความไม่อยู่ปราศจากสติ คือ มีสติคุ้มครอง ไม่ขาดสติ ไม่มัวเมาไม่เลินเล่อ ไม่เผลอ ไม่ดูหมิ่นและนอกจากที่กล่าวมานี้แล้ว ความไม่ประมาทยังหมายถึงการทำโดยความเคารพควรทำติดต่อ ไม่ทำๆ หยุดๆ ความประพฤติไม่ย่อหย่อน มีความพอใจ ไม่ทอดธุระ มีจิตตั้งมั่นแน่วแน่ การประกอบเนืองๆ การเสพ การเจริญ การทำให้มากในการบำเพ็ญกุศลธรรม ความไม่ประมาทเป็นปัจจัยให้ความดีเกิดขึ้น และให้ความชั่วเสื่อมสิ้นไป เป็นธรรมที่มีอุปการะมากในชีวิตประจำวัน เป็นเหตุให้บรรลุกุศลธรรมมีประการต่างๆ ตลอดถึงอมตธรรมคือพระนิพพาน

เด็กชาย๒๒ ความเคารพ

ความเคารพ ได้แก่ความนับถือ ความมีใจหนักแน่นจดจ่อ ความเชื่อถือยึดมั่น ความเชื่อฟัง ความเคารพเป็นเหตุให้บรรลุอิฐผล มีสุคติเป็นต้นเป็นปฎิปทาอันเป็นไปเพื่อตระกูลสูงและเป็นเหตุให้ไม่เสื่อมจากคุณธรรมต่างๆ ทั้งเป็นเหตุให้ใกล้พระนิพพาน ตามนัยแห่งอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต บุคคลต่างๆที่ควรเคารพมี ดังนี้

๑ ) เคารพในพระพุทธเจ้า

๒ ) เคารพในพระธรรม

๓ ) เคารพในพระสงฆ์

๔ ) เคารพในการศึกษา

๕ ) เคารพในสมาธิ

๖ ) เคารพในความไม่ประมาท

๗ ) เคารพในปฏิสันถาร

เด็กหญิง๒๓ การถ่อมตน

ความเป็นผู้มีใจอ่อนน้อม ความเป็นผู้ประพฤติถ่อมตนเรียกเป็นศัพท์ว่า นิวาตะ แปลว่ามีลมออกแล้ว คือ ไม่เบ่ง ไม่เย่อหยิ่ง หมายถึงไม่มีทิฎฐิมานะ ไม่ถือตัว ไม่กระด้างเพราะอำนาจเพราะชาติตระกูล หรือเพราะทรัพย์ ผู้ที่ขจัดความถือตัวได้ วางตนเช่นกับผ้าเช็ดเท้า ประพฤติตนเหมือนโคแก่ที่เขาหักหรือเหมือนงูพิษที่ถูกถอนเขี้ยวแล้ว มีวาจาอ่อนหวาน มีวาจาน่าปลื้มใจ มีมารยาทนิ่มนวลอ่อนโยน ชื่อว่าเป็นคนมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความดีต่างๆ มียศเป็นต้น

กุหลาบแดง๒๔ ความสันโดษ

คำว่า สันโดษ แปลว่ามีความยินดีของ ของตน ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ คือพอใจในเครื่องอุปโภคบริโภคของตนตามที่ตนมีอยู่ และตามกำลังที่ตนเองหามาได้ สิ่งของตนมีอยู่อย่างใดก็พอใจยินอย่างนั้น ไม่ยินดีในส่วนของผู้อื่น ตลอดถึงความพอเพียงตามฐานะของตนเอง ไม่ฉ้อโกงของบุคคลอื่นทุกกรณี สันโดษตามนัยแห่งพุทธปรัชญาแบ่งออกเป็น ๓ อย่างคือ

            ถ้วยกาแฟ๑ ) ยถาลาภสันโดษ คือ ยินดีตามที่ได้กล่าวคือได้มาอย่างใดก็ยินดีอย่างนั้น ไม่แสดงอาการทุรนทุรายจนเกิดขอบเขตซึ่งจะช่วยป้องกันความทุกข์อันจะติดตามมาเพราะความไม่ยินดีของตน

           ถ้วยกาแฟ๒ ) ยถาพลสันโดษ คือ ยินดีตามกำลังสติปัญญาของตนเอง ที่สามารถหามาได้ ถ้าหากว่าเราทำสุดความพยายามแล้วได้มาอย่างไรก็พอใจเท่านั้น ไม่ต้องการสิ่งที่ได้มาเกินกำลังปัญญาของตน

          ถ้วยกาแฟ๓ ) ยถาสารุปปสันโดษ หมายถึงความยินดีตามสมควร คือยินดีตามความเหมาะสมได้แก่ ตำแหน่งหน้าที่ของตนทำได้เท่านี้ก็ยินดีเท่านี้ ยศตนเองมีเท่านี้ยินดีอย่างที่เป็นอยู่ ฐานะของตนเป็นได้เท่านี้ ก็ยินดี

สันโดษตามที่กล่าวมานี้ เป็นคุณธรรมสำหรับสร้างตน สร้างฐานะของตนให้เจริญก้าวหน้าตามความเหมาะสม และอยู่อย่างพอมีพอกินตลอดถึงครองตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรม ประคับประคองใจไม่ให้ดิ้นรนกระวนกระวานเกินฐานะของตน อันจะเป็นเหตุให้เกิดความทุจริต ทำผิดกฎหมายและศีลธรรม

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒๕ ความเป็นคนกตัญญู

กตัญญู แปลว่า ผู้รู้อุปการะที่คนอื่นกระทำให้แก่ตน หมายถึงคนที่รู้คุณคนหรือรู้คุณท่าน ซาบซึ้งในพระคุณของท่าน และจดจำพระคุณของท่านไว้ได้โดยไม่ลืมเลือน ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นพระคุณของท่าน พยายามหาโอกาสประกาศพระคุณของท่านให้ปรากฏหรือตอบแทนสนองพระคุณของท่านอยู่ตลอดเวลา เพราะคนที่มีความกตัญญูเป็นบุคคลที่มีจิตใจสูงส่ง ไม่ต่ำทรามเรียกว่าเป็นคนดีเข้าหลักสุภาษิตที่ว่า

รู้คุณแห่งท่านผู้ มีคุณ

น้อยมากหากการุณ ค่าล้น

เพียงนิดคิดอุดหนุน สนองมาก

เป็นมนุษย์เอกอุตม์พ้น เพราะพร้อมกตัญญู

ความเป็นคนกตัญญู เป็นเครื่องหมายของคนดี เป็นเหตุให้เกิดความรักใคร่เอ็นดูและเป็นเหตุให้ได้รับคุณวิเศษต่างๆ มีความสรรเสริญ เจริญด้วยโภคทรัพย์เป็นต้น

กุหลาบแดง๒๖ การฟังธรรมตามกาล

คำว่า ตามกาล หมายถึง เวลาที่เหมาะที่ควร คือโอกาสที่มีมาถึง เช่นฟังธรรมในวันธรรมสวนะ คือ วันขึ้นหรือแรม ๘ , ๑๔,๑๕ ค่ำ จะไปฟังที่วัดหรือทางวิทยุกระจายเสียงก็ตาม ชื่อว่าฟังธรรมตามกาลหรือในโอกาสอื่น เพื่อเป็นเหตุนำมาซึ่งความรู้ยิ่ง และนำมาซึ่งคุณธรรมวิเศษมีประการต่างๆ เช่น ละนิวรณ์ ๕ ได้ และถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ การฟังธรรมนี้ยังนำมาซึ่งประโยชน์อีก ๕ ประการ คือ

๑ ) ได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง

๒ ) สิ่งที่เคยฟังแล้วยังไม่เข้าใจชัดย่อมเข้าใจชัดเจนมากขึ้น

๓ ) บรรเทาความสงสัยได้

๔ ) ทำความเห็นให้ถูก

๕ ) จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส

กุหลาบแดง๒๗ ความอดทน

ขันติ แปลว่า ความอดทน หมายถึงกำลังทนทานแห่งใจ ทนต่อทุกข์ต่างๆ เช่นเหลือบยุง ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ ทนต่อความร้อนและหนาว คือทนตรากตรำ ส่วนความอดทนต่อทุกขเวทนา อันเกิดเพราะความเจ็บไข้มีประการต่างๆ อย่างแรงกล้าไม่แสดงอาการทุรนทุราย ชื่อว่า ทนต่อความลำบาก ทนต่อความดูหมิ่นประมาทที่ผู้อื่นกระทำต่อตน ทนต่อคำพูดเสียดสี โดยไม่แสดงอาการวิปริตแปรผัน มีจิตใจหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหวเพราะอนิฎฐารมณ์ต่างๆ ชื่อว่าทนต่อการเจ็บใจ ความอดทนตามนัยแห่งพุทธปรัชญาต่างก็ส่งผลดีต่างๆกันคือ อดทนตรากตรำย่อมเป็นปัจจัยให้การงานสำเร็จได้ทรัพย์สมบัติตลอดถึงยศศักดิ์ ชื่อเสียงต่างๆอันเป็นผลมาจากความอดทน ความอดทนเหล่านี้ย่อมส่งผลให้บุคคลและหมู่คณะตลอดจนประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

ทนลำบากย่อมเป็นปัจจัยให้มีสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นคุณธรรมควรอันเลิศ ส่วนอดทนเจ็บต่อความเจ็บใจ ย่อมเป็นปัจจัยไม่ให้ประพฤติผิดพลั้งไปด้วยอำนาจแห่งโทสะ สกัดกั้นกายวาจาใจมิให้แสดงอาการที่ไม่ดีไม่งาม อันจะนำมาซึ่งความเสียหายได้ ขันติ คือความอดทนส่งผลทุกๆอย่าง

กุหลาบแดง๒๘ ความเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย

คนว่าง่ายสอนง่าย ได้แก่ผู้ที่ถูกเขาสั่งสอนในทางที่ถูกที่ควร ไม่พูดกลบเกลื่อนหรือทำเฉย ไม่ดื้อรั้นด้วยทิฎฐิมานะ ไม่พูดคัดคอผู้แนะนำสั่งสอน คิดถึงคุณโทษและเหตุผลมีความอดทนแสดงอาการเอื้อเฟื้อ เคารพและความถ่อมตนต่อผู้กล่าวสอน ไม่ทำเป็นว่าง่ายสอนง่ายเพราะเห็นแก่ลาภ ยินดีรับคำสอนด้วยความตั้งใจจริง เป็นผู้หนักแน่น ในระเบียบแบบแผนและความถูกกาล นี้คือลักษณะของคนว่าง่ายสอนง่าย

ความเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย เป็นเหตุให้ได้รับโอวาทานุสาสนีจากผู้ใหญ่ และผู้หวังดีทั้งหลายเป็นเหตุให้บรรลุคุณ คือละความไม่ดีไม่งามต่างๆ ได้เป็นหลักธรรมที่สร้างที่พึ่งให้แก่ตน และเป็นเหตุให้พระศาสนาไม่เสื่อมสูญ เป็นไปเพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒๙ การเห็นสมณะ

สมณะ แปลว่า คือมีกายสงบ มีวาจาสงบ มีใจสงบ มีกายวาจาใจได้รับการฝึกหัดอบรมอย่างสูง มีความยินดีในความสงบและปฏิบัติทุกอย่างมุ่งความสงบ สมณะหรือผู้สงบ หมายถึงพรรพชิต แปลว่า ผู้เว้นความชั่วทุกอย่าง มุ่งทำแต่ความดี มีความสำรวม ระวังในเรื่องความชั่ว การเห็นท่านเหล่านี้ย่อมได้รับประสบการณ์ที่ดีงามจากท่านตลอดถึงได้รับคุณความดีต่างๆ คือได้รับการสงเคราะห์จากท่าน ๖ อย่าง คือ (๑ ) ห้ามทำชั่ว (๒ ) ให้ตั้งอยู่ในความดี (๓) อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม (๔) ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (๕) ทำสิ่งที่ฟังแล้วให้แจ่มชัด (๖ ) บอกทางสวรรค์ให้

๓๐ การสนทนาธรรมตามกาล

หมายถึงการสนทนากันเกี่ยวกับความดี ความชอบ ความถูก ความควร ความจริง กุศลธรรม และความประพฤติ ตามเวลาที่เหมาะสม หรือโอกาสที่สมควร เพื่อเป้าหมายที่มีคุณต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ต้องการความแพ้หรือชนะกัน แต่ต้องการเหตุและผล เพราะการสนทนาธรรมกันย่อมแก้จิตที่หดหู่ หรือฟุ้งซ่าน วิจิกิจฉา ให้กลับเป็นจิตที่สดชื่นแจ่มใสเบิกบานและเข็มแข็งมีความฉลาดต่อวิทยาการต่างๆ

กุหลาบแดง๓๑ การบำเพ็ญตบะ

คำว่า ตบะ แปลว่า ความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อนคือเพียรเผากิเลสที่มีอยู่ในสันดานให้ลดน้อยเบาบาง หรือหมดสิ้นไป ได้แก่ความพยายามละความไม่ดีต่างๆที่เรียกว่าความชั่วนั่นเอง ตบะ มีความหมายหลายนัย เช่นหมายถึงความสำรวมระวังรักษาอินทรีย์ ความประพฤติรักษาพรหมจรรย์ คือ เว้นเมถุนสังวาส ด้วยอำนาจความกำหนัด ความอดใจไม่โกรธไม่ ผูกโกรธ การรักษาศีล ๕ การรักษาอุโบสถศีลตลอดจนการศึกษาธรรมวินัย ซึ่งเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนาก็จัดเป็นตบะ ตบะ ตามที่กล่าวมานี้เป็นเหตุให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้รับความสุขความร่มเย็น มีแต่ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

๓๒ การประพฤติพรหมจรรย์

พรหมจรรย์ ตามนัยนี้หมายถึงความประพฤติอันประเสริฐ หรือความประพฤติความดีสูงสุด มี ๑๐ อย่างคือ

๑) ทาน การให้

๒) เวยยาวัจจะ การขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น

๓) เบญจศีล

๔) พรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

๕) เมถุนวิรัติ

๖) สทารสันโดษ ยินดีเฉพาะคู่ครองของตน

๗) วิริยะ เพียรละความชั่ว

๘) อุโบสถศีล

๙) อริยมรรค ทางอันประเสริฐ คือ เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ และตั้งใจชอบ

๓๓ การเห็นอริยสัจ

อริยสัจ แปลว่าของจริงอันประเสริฐ ของจริงของคนที่ประเสริฐ ของจริงที่ทำคนให้เป็นคนประเสริฐ มี ๔ อย่าง คือ

๑) ทุกข์ ความไม่สบายกายสบายใจ

๒) สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ตัณหา

๓) นิโรธ ความดับทุกข์คือดับตัณหาได้เด็ดขาด

๔) มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

การเห็นอริยสัจด้วยอำนาจญาณเคื่องแทงตลอด คือเห็นว่าทุกข์เป็นของมีจริง ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้จริง เมื่อดับตัณหาได้เด็ดขาดทุกข์ก็หมดได้จริง มรรค ๘ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ได้จริง และเห็นว่าทุกข์ ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ นิโรธต้องทำให้แจ้ง มรรคมีองค์๘ต้องทำให้เกิดเห็นอย่างนี้ เรียกว่าเห็นอริยสัจจ

บันนี่๓๔ การทำให้แจ้งพระนิพพาน

ความหมายของนิพพาน วิมุตติเป็นคำไวพจน์ของนิพพาน หรือวิมุตติก็หมายถึงนิพพานนั้นเอง๒๕ นิพพานชื่อว่าเป็นวิมุตติเพราะความหลุดพ้นจากสังขตธรรมทั้งปวง* คำว่านิพพานนั้น มีความหมายตามรูปศัพท์ ๒ ประการ คือ๒๖ (๑) นิพพาน (นิ + วา + ย) ธรรมที่หาของเสียบแทงไม่ได้ (๒) นิพพาน ธรรมชาติที่ดับสนิท

สิ่งเสียบแทงคือลูกศร ลูกศรที่เป็นเครื่องเสียบแทงในความหมายของพุทธปรัชญานั้น ได้แก่ราคะ โทสะ และโมหะ สัตว์ทั้งหลายถูกราคะ โทสะ และโมหะเสียบแทงให้เกิดความเร้าร้อนหวั่นไหว เจ็บปวด และเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา ส่วนคำว่าดับนั้น คือดับร้อนทำให้เกิดความสงบเยือกเย็น ร้อนในที่นี้หมายถึงความร้อนที่เกิดจากไฟคือราคะ (ราคัคคิ) ไฟคือโทสะ (โทคัคคิ) และไฟคือโมหะ (โมหัคคิ)๒๗ ไฟคือราคะได้แก่ความกำหนัดย้อมใจ ย่อมเผาสัตว์ผู้กำหนัดหมกมุ่นในกาม ไฟคือโทสะ ได้แก่ความคิดประทุษร้ายคนอื่น ย่อมเผาผลาญสัตว์ที่มีความอาฆาตพยาบาท ไฟคือโมหะ ได้แก่ความหลงไม่รู้ความจริง ย่อมเผาสัตว์ที่ลุ่มหลงไม่ฉลาดในอริยธรรม อนึ่ง คำว่าดับ (นิพพาน) ตามนัยพุทธปรัชญานั้น อาจขยายเป็นได้ ๒ ลักษณะคือ (๑) ดับกิเลส เพราะดับกิเลสได้ ทำให้เกิดญาณทัสสนะอันสูงสุด หยั่งรู้สัจจธรรมได้ สามารถทำให้กำจัดความชั่วและกุศลธรรมต่าง ๆ ภายในจิตได้หมด ทำให้หมดปัจจัยที่เป็นเชื้อให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายได้ และ (๒) ดับทุกข์ เพราะดับทุกข์ได้หมด ทำให้บรรลุถึงบรมสุข ในพระอภิธรรม ได้แสดงลักษณะของนิพพานไว้ ๕ ลักษณะ๒๘ ดังนี้

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑.) ปทะ เป็นธรรมที่เป็นทาง คือนิพพานแม้ว่าจะเป็นปรมัตถธรรม เป็นธรรมที่สุขุม ละเอียด ลึกซึ้ง ไม่เกี่ยวข้องกับโลกิยธรรม อันคนที่ยังมีอวิชชา ตัณหา อุปาทานเห็นได้อยาก เข้าใจได้ยากก็ตาม แต่ก็เป็นธรรมที่รู้เห็นได้ เข้าถึงได้ ลักษณะของนิพพานตามนัยของพระอภิธรรมประการแรกนี้อาจเทียบกับที่กล่าวรับรองไว้ในพระสูตรดังนี้

“นิพพาน อันบุคคลผู้บรรลุเห็นได้เอง ไม่ขึ้นกับกาล เรียกให้มาดูได้ ควรน้อมนำเข้าไว้ในตน อันวิญญูชนถึงรู้ได้เฉพาะตน”๒๙

“เราย่อมกล่าวดังนี้ว่า บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่มีมารยา เป็นคนตรง จงมาเถิด เราจะสั่งสอน เราจะแสดงธรรม เมื่อเขาปฏิบัติตามคำสั่งสอน ก็จะประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนเป็นอนาคาริกโดยชอบต้องการอันเป็นจุดหมายของพรหมจรรย์ เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน (โดยใช้เวลา) ๗ ปีบ้าง ๖ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง..๔ ปีบ้าง ฯลฯ กึ่งเดือนบ้าง ๗ วันบ้าง๓๐

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒.) อัจจุตะ เป็นธรรมที่ไม่ตาย คือนิพพานเป็นธรรมที่ไม่เกิด ไม่ตาย ไม่มีการแตกดับลักษณะข้อที่ ๒ นี้ เทียบได้กับที่แสดงไว้ในพระสูตรดังนี้

“ความหวั่นไหวย่อมมีแก่บุคคลผู้อันตัณหาและทิฎฐิอาศัย ย่อมไม่มีแก่ผู้อันตัณหาและทิฎฐิไม่อาศัย เมื่อความหวั่นไหวไม่มี ก็ย่อมมีความสงบ เมื่อมีความสงบ ก็ย่อมไม่มีความยินดีเมื่อไม่มีความยินดี ก็ย่อมไม่มีการมาและการไป เมื่อไม่มีการมาการไป ก็ไม่มีการเกิด (อุปัตติ) และการตาย (จุติ) เมื่อไม่มีการเกิดและการตาย ก็ไม่มีโลกนี้และโลกหน้า ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้เองเป็นที่สุดแห่งทุกข์”๓๑

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยกระทำไม่ได้แล้ว ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าธรรมชาติไม่เกิดแล้วไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยกระทำไม่ได้แล้ว ปรุงแต่งไม่ไหวแล้ว จักไม่ได้มีแล้วไซร้ การสลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้วอันปัจจัยกระทำแล้ว ปรุงแต่งแล้ว จักไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะธรรมชา เป็นอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยทำไม่ได้แล้ว ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว มีอยู่ฉะนั้น การสลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัยกระทำแล้ว ปรุงแต่งแล้ว จึงปรากฏ”๓๒

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓.) อัจจันตะ เป็นธรรมชาติที่ก้าวล่วงขันธ์ ๕ (ขันวิมุตติ) และก้าวล่วงกาลนั้น ๓ คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต (กาลวิมุตติ) ลักษณะที่ ๓ นี้เทียบได้กับที่แสดงไว้ในพระสูตร ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นอยู่ ที่ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีเลย อากาสานัญจายะตนะวิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะก็มิใช่ โลกนี้ก็มิใช่ โลกอื่นก็มิใช่ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสองก็มิใช่ เราไม่กล่าวอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไปเป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”๓๓

๔.) อสังขตะ เป็นธรรมที่มิได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยใด ๆ คือนิพพานไม่มีจิต เพราะวิชชาเกิดขึ้น เธอย่อมไม่ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร ไม่ปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร ไม่ปรุงแต่ง อเนญชาภิสังขาร เมื่อไม่คิดปรุงแต่ง ย่อมไม่กระวนกระวาย เมื่อไม่มีกระวนกระวาย ย่อมปรินิพพาน ประจักษ์ด้วยตนเอง เธอย่อมรู้ชัดว่า ชาตินี้สิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่แล้ว กรณียะได้ทำแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างไม่มีอีก”๓๔

เกาะที่มีต้นปาล์ม๕). อนุตตระ เป็นอนุตรธรรม คือธรรมอันประเสริฐ ยอดเยี่ยม อนุตรธรรมก็คือโลกุตรธรรม เป็นธรรมที่พ้นจากโลก ได้แก่โบกุตตรจิต ๘ และเจตสิก ๓๖ (อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ และ โสภณเจตสิก ๒๓ เว้นอัปปมัญญาเจตสิก ๒ ) ลักษณะที่ ๔ นี้ เทียบได้กับที่แสดงในพระสูตร ดังนี้

“ …ถึงมีชีวิตอยู่ก็ไม่เดือดร้อน ถึงจะตายก็ไม่เศร้าโศก ถ้าเป็นปราชญ์ก็มองเห็นที่หมายแล้ว ถึงอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศกก็หาโศกเศร้าไม่ ผู้มีภวตัณหาขาดแล้ว มีจิตสงบมีธรรมชาติสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่”๓๕

“ผู้ดับกิเลสแล้ว อยู่สบายทุกเมื่อ ผู้ใดไม่ติดอยู่ในกาม ผู้นั้นเป็นผู้เยือกเย็น หมดอุปธิ ตัดธรรมชาติเครื่องข้องทุกอย่าง ปราศจากความกระวนกระวายในหทัย เข้าไปสงบแล้ว ถึงความสงบใจ อยู่สบาย”๓๖

“บุคคลนั้น ไม่มีความขวนขวาย ไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความหวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งไร ๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้รู้แจ้ง ผู้นั้น เว้นจากความปรารถนามีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อมเห็นความปลอดโปร่งที่ทุกสถาน…”๓๗

ในปรมัตถทีปนีฎีกา๓๘ กล่าวว่า นิพพานนั้นเป็นที่ดับความเร่าร้อนที่เกิดจากวัฎฎทุกข์ทั้งหมดความเร่าร้อนเศร้าหมองอันเกิดจากวัฎฎทุกข์นั้น คือความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดจากกิเลส ได้แก่อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน (กิเลสวัฎฎทุกขสันตาปะ) ความเศร้าหมองเร่าร้อนที่เกิดจากกรรม (กัมมวัฎฎทุกขสันตาปะ) และความเศร้าหมองงเร่าร้อนที่เกิดจากวิบาก (วิบากวัฎฎทุกขสันตาปะ)

ถ้าพิจารณาจากพระสัทธรรม ๓ ประการ คือ ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม และปฏิเวธธรรมแล้ว ปริยัติธรรมคือพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรรถกถาและฎีกาเป็นต้น ปฏิบัติธรรมคือศีล สมาธิ และปัญญา ส่วนปฏิเวธธรรมคือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ ดังนั้น นิพพานจึงไม่เป็นปริยัติธรรมและไม่เป็นปริยัติธรรม แต่เป็นปฏิเวธธรรม นอกจากนี้แล้ว มีสูตรที่แสดงถึงนิพพานอยู่ดาดดื่นอยู่ในพุทธปรัชญา เช่น

“ภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้ เรืออันเธอวิดแล้ว จักพลันถึง เธอตัดราคะ โทสะ และโมหะ ได้แล้ว แต่นั้น จักถึงนิพพาน”๓๙

“ทางนั้น ชื่อว่าทางสายตรง ทิศนั้นชื่อว่าทิศไม่มีภัย รถนั้นชื่อว่ารถไร้เสียง ประกอบด้วยล้อคือธรรม มีหิริเป็นฝา มีสติเป็นเกราะกั้น ธรรมรถกั้นมีสัมมาทิฎฐินำหน้าเป็นสารถี บุคคลใดมียานเช่นนี้ จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เขาย่อมใช้ยานนั้นขับไปถึงสำนักแห่งนิพพานได้”๔๐

“เรากล่าวทวีปนั้น มิใช่ทวีปอื่น ซึ่งไม่มีกิเลสเป็นเครื่องห่วงกังวล ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องยึดถือ เป็นที่สิ้นรอยแห่งชราและมัจจุว่านิพพาน”๔๑

“เพราะตัณหาสิ้นไปโดยประการทั้งปวง จึงนิโรธด้วยคลายออกได้ไม่มีเหลือนั้นแหละคือนิพพาน เพราะไม่ถือมั่น ภพใหม่จึงไม่มีแก่ผู้เข้าถึงนิพพาน”๔๒

“ภิกษุเข้าไปตั้งกายาคตาสติแล้ว สังวรในบ่อเกิดแห่งผัสสะ ๖ แล้ว มีจิตมั่นคงติดต่อแล้ว พึงรู้นิพพานแห่งตนได้”๔๓

“ดูกรเหมกะ ผู้รู้ทั่วถึงบทคือนิพพานอันไม่ผันแปรเป็นที่บรรเทาฉันทราคะในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน และในสิ่งที่ได้ทราบอันน่ารัก เป็นผู้มีสติ มีธรรมอันเป็นแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว มีสติ ข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้แล้ว”๔๔

“คนที่ถูกราคะ โทสะ โมหะครอบงำ ย่อมติดในทางที่จะทำตนให้ลำบากเดือดร้อน ทำให้คนอื่นลำบากเดือดร้อน ทั้งทำตนเองและคนอื่นให้ลำบากเดือดร้อน ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ ครั้นเขาละราคะ โทสะ โมหะได้แล้ว เขาก็ไม่คิดในทางที่จะทำให้ตนเองและคนอื่นลำบากเดือดร้อน หรือไม่คิดทำให้ทั้งสองฝ่ายลำบากเดือดร้อน ไม่ต้องเสวยทุกข์โทมนัสทางใจ อย่างนี้แลเป็นสันทิฎฐิกนิพพาน เมื่อใดบุคคลนี้เสวยภาวะอันปลอดราคะโดยสิ้นเชิงภาวะปลอดโทสะอย่างสิ้นเชิงภาวะปลอดโมหะอย่างสิ้นเชิงอย่างนี้แลคือนิพพานผู้บรรลุเห็นได้เองไม่ขึ้นกับกาล ๔๕“ นิพพาน ว่างอย่างยิ่ง”๔๖ “นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง”๔๗


๒๕ ที. สี. ๓ / ๒๒๔

๒๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิจารณ์ , พิมพ์ครั้งที่ ๒๓, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย , ๒๕๒๐ ) หน้า ๕๓

๒๗ ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๒๒๘ / ๑๙๙

๒๘ บุญมี เมธางกูรและวรรณสิทธิ์ ไวทยเสวี, คู่มือพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ ๖ นิพพานปรมัตถ์,(กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์,๒๕๒๔) หน้า๑๐๑

๒๙ อง.ฺ ติกฺก. ๒๐ / ๔๙๕ / ๑๙๐

๓๐ ที. ปา. ๑๑ / ๓๑ / ๔๗

๓๑ ขุ. อุ. ๒๕ / ๑๖๑ / ๑๗๗

๓๒ ขุ.. อุ. ๒๕ / ๑๕๙ / ๑๗๖

๓๓ ขุ. อุ. ๒๕ / ๑๕๘ / ๑๗๕

๓๔ สํ. นิ. ๑๖ / ๑๙๒ / ๙๙

๓๕ ขุ. อุ. ๒๕ / ๑๐๘ / ๑๒๒

๓๖ องฺ. ติกฺก. ๒๐ / ๔๗๔ / ๑๖๔

๓๗ ขุ. สุ. ๒๕ / ๔๒๒ / ๔๖๔

๓๘ วิชิต มณโฑวงศ์ , พระอภิธัมมัตถสังคหทีปนี จิตปรมัตถ์, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บริษัท ส. พยุงพงศ์,๒๕๐๑ ) หน้า ๑๔–๑๕

๓๙ ขุ. ธ. ๒๕ / ๒๕ / ๕๔

๔๐ สํ. ส. ๑๕ / ๑๔๔ / ๔๓

๔๑ ขุ. สุ. ๒๕ / ๔๓๔ / ๔๘๗

๔๒ ขุ. อุ. ๒๕ / ๘๔ / ๑๐๖–๑๐๗

๔๓ ขุ. อุ. ๒๕ / ๗๗ / ๙๙

๔๔ ขุ. อุ. ๒๕ / ๔๓๒ / ๔๘๖

๔๕ องฺ. ติก. ๒๐ / ๔๙๕ / ๑๙๐

๔๖ ขุ. ปาฏิ. ๓๑ / ๗๓๕ / ๔๕๖

๔๗ ม. ม. ๑๓ / ๒๘๗ / ๒๔๓

๑๖ การประพฤติธรรม

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

กุหลาบแดง๑๖ การประพฤติธรรม

คำว่า ธรรม แปลว่า สภาพที่ทรงไว้คือ ทรงสัตว์ไว้มิให้ตกต่ำ หรือรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว โดยใจความก็คือความดีความชอบ ความถูกต้อง และความสมควร ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนามีจำนวนมาก แต่จะนำมากล่าวโดยสังเขปคือ กุศลกรรมบถ ๑๐ ซึ่งแยกเป็น

ไม่ฆ่าสัตว์

กายสุจริต คือความประพฤติชอบทางกาย ๓ ไม่รักทรัพย์

ไม่ประพฤติผิดในกาม

ไม่พูดเท็จ

วจีสุจริต ความประพฤติชอบทางวาจา ๔ ไม่พูดคำส่อเสียด

ไม่พูดคำหยาบ

ไม่พูดคำเพ้อเจ้อ

ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น

มโนสุจริต ความประพฤติชอบทางใจ ๓ ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น

เห็นชอบตามคลองธรรม คือเห็นว่าทำดีได้ดี

ธรรมคือกุศลกรรมบถนี้ เป็นเหตุให้ปลอดภัย เป็นเหตุให้หมดทุกข์ และเป็นทางแห่งความเจริญ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า การประพฤติธรรมนำมาซึ่งความสุขดังนี้

กุหลาบแดง๑๗ การสงเคราะห์ญาติ

คำว่า ญาติ แปลว่า พี่น้องที่ยังรับรู้กันได้ หมายถึงคนที่สืบเชื้อสายวงศ์วานกันทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา แม้คนที่มิได้สืบเชื้อสายวงศ์วานเดียวกัน แต่มีความรักใคร่คุ้นเคยสนิทสนมกันรู้สุขทุกข์ของกันและกัน ก็นับว่าเป็นญาติกันได้ ดังพุทธภาษิตว่า วิสาสา ปรมา ญาติ ความคุ้นเคยกันเป็นญาติอย่างดียิ่ง

คำว่า สงเคราะห์ แปลว่า ช่วยเหลืออุดหนุนการสงเคราะห์ญาติท่านจำแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ (๑) อามิสสงเคราะห์ ได้แก่ให้ข้าว เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคและให้ทุนทรัพย์เพื่อสร้างฐานะครอบครัว หรือช่วยเหลือทำธุระการงานของญาติให้สำเร็จตามปรารถนา(๒) ธรรมอามิส คือการสงเคราะห์โดยธรรม ได้แก่การชักชวนญาติมิตรให้เว้นการทำความชั่ว ให้ทำแต่ความดี เช่นเว้นการดื่มสุราและเว้นการเล่นการพนัน ตลอดถึงการชักชักจูงคนให้มีความเพียร ขยันทำหน้าที่การงานโดยสุจริตไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม และช่วยให้คนมีสติปัญญามากขึ้น เพื่อการเอาตัวรอดในสังคมได้ การสงเคราะห์ญาติเช่นนี้เป็นการแสดงอัธยาศัยอันดีงามเป็นเหตุให้หมู่ญาติมีความรักใคร่เคารพนับถือ ทำให้เกิดความอบอุ่น และปราศจากศัตรู

กุหลาบแดง๑๘ การงานที่ไม่มีโทษ

หมายถึงไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม มี ๔ อย่างคือ

๑) การรักษาอุโบสถศีล

๒) การขวานขวายช่วยเหลือผู้อื่นในการกุศล คือเมื่อเห็นผู้อื่นทำความดี ก็ยินดีช่วยเหลือด้วยกำลังกายและกำลังทรัพย์พร้อมทั้งกำลังปัญญา ช่วยตามกำลังความสามารถและด้วยความเต็มใจไม่นิ่งดูดาย หรือริษยาในความดีของผู้อื่น

๓) การสาธารณะกุศลต่างๆ เช่นปลูกต้นไม้ในวัดวาอาราม ขุดสระน้ำ ทำที่พักผ่อน

๔) การทำสะพาน สร้างถนน สร้างศาลาพักร้อนตามถนนหนทาง เพื่อประโยชน์ประชาชนได้พักอาศัยและได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง การทำความดี ๔ ลักษณะนี้ เป็นกรรมที่ไม่มีโทษมีแต่ประโยชน์ คือเป็นเหตุให้พ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ได้รับแต่ความสุขใจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

กุหลาบแดง๑๙ การงดเว้นจากบาป

บาปในที่ทั่วไปได้แก่ความชั่ว ความเลวร้าย ความชั่วร้าย เรื่องที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนเหตุแห่งความทุกข์ แต่ให้หลักการนี้หมายเอากรรมกิเลส คือกรรมที่ทำให้เศร้าหมองมี ๔ อย่างคือ ( ๑ ) ปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ (๒) อทินนาทาน การรักทรัพย์ (๓) กาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติในกาม (๔) มุสาวาท การพูดเท็จ ในพุทธศาสนาได้กล่าวถึงการงดเว้นไว้ ๓ อย่างคือ

๑) สัมปัตติวิรัต คือการงดเว้นเมื่อประจวบกับเหตุนั้นๆ คือไม่คิดที่จะงดเว้นมาก่อนแต่เมื่อเหตุนั้นๆมาถึงตัวเข้า จะลวงละเมิดก็ได้แต่ไม่ล่วง เช่นเห็นสัตว์ซึ่งถึงจะฆ่าก็ฆ่าได้แต่ไม่ฆ่า เห็นทรัพย์ซึ่งถ้าจะลักก็ลักได้ แต่ไม่ลัก เห็นหญิงถ้าจะล่วงเกินก็ล่วงเกินได้ แต่ไม่ล่วงเกิน ได้โอกาสที่จะพูดเท็จ แต่ไม่พูดเพราะนึกถึงชาติ ตระกูลและฐานะของตน เกิดหิริโอตตัปปะขึ้นมา เว้นความชั่วนั้นๆได้

๒) สมาทานวิรัติ คือการงดเว้นเพราะสมาทานคือ ได้ปฏิญาณไว้ว่าจะไม่ทำอย่างนั้นๆเช่น รับศีลแล้วก็รักษาได้อย่างเคร่งครัด

๓) สมุทเฉทวิรัติ คือการงดเว้นบาปได้เด็ดขาด คือไม่ทำความชั่วตลอดชีวิต เป็นการงดเว้นของพระอริยบุคคล

การงดเว้นจากบาป คือ การงดเว้นเหตุแห่งความทุกข์ ไม่ทำเรื่องที่จะให้ถึงความเดือดร้อนจึงไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อนมีแต่ความสุข ความร่มเย็นT160311_09C

กุหลาบแดง๒๐ สำรวมจากการดื่มน้ำเมา

คำว่า น้ำเมา คือน้ำที่ทำผู้ดื่มให้เมาเป็นของเสพติดให้โทษ ทำผู้ดื่มให้ขาดสติสัมปชัญญะขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำอะไรตามอารมณ์ไม่คำนึงถึงเหตุผล ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตัว จนไม่นึกถึงศีลธรรมกลายเป็นคนชั่วไป น้ำเมามี ๒ อย่าง คือ น้ำเมาที่กลั่นแล้ว เรียกว่าสุราอย่างหนึ่ง น้ำเมาที่หมักหรือแช่ คือยังไม่ได้กลั่น เรียกว่าเมรัยอย่างหนึ่ง แม้ของเสพติดให้โทษอย่างอื่น เช่น กัญชา ฝิ่น เฮโรอิน เป็นต้น ก็จัดเข้าในข้อนี้ได้ เพราะทำผู้เสพติดให้เสียคนยิ่งกว่าสุราและเมรัยเสียอีก เป็นทางแห่งความเสื่อมเรียกว่า อบายมุข

เป็นทางแห่งความเสื่อมของชีวิต ใครก็ตามที่ชอบดื่มเหล้า ชอบเที่ยวกลางคืน เที่ยวดูมหรสพ เล่นการพนันประจำ คบกับคนชั่ว และขี้เกียจทำการงาน ชีวิตของเขาก็จะมีแต่ความเสื่อมเพราะประสบความหายนะต่าง ๆ โทษของอบายมุขทั้ง ๖(ดื่มน้ำเมา) นั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อเตือนสติให้ชาวพุทธให้รู้ถึงความหายนะจะบังเกิดขึ้นได้กับคนที่มักหลงงมงายอยู่ในเรื่องเหล่านี้

การเสพสุราที่เรียกว่าสุราปานะนั้น ได้แก่ เจตนาที่เป็นเหตุแห่งการดื่มสุรานั้น สุราปานะนี้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้เป็นข้อศีลข้อหนึ่งในจำนวนศีล ๕ และได้ทรงแสดงโทษอย่างหนักของการดื่มสุราไว้ในอังคุตตรนิกายบาลีว่า “สุราเมรยปานํ ภิกฺขเว อาเสวิตํ พหุลีกตํ นิรยสํวตฺตนิกํ ติรจฺแนโยนิสํวตฺตนิกํ เปตฺติวิสยสํวตฺตนิกํ โย สพฺพลหุโก สุราเมรยปานสฺส วิปาโก โส มนุสฺสภูตสฺส อุมฺมตฺตภูตสฺส อุมฺมตฺตสํวตฺตนิโก โหตีติ” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การดื่มสุราและน้ำเมาต่าง ๆ นี้ เมื่อดื่มเสมอ ๆ ดื่มมากเข้า ดื่มหลาย ๆ ครั้งเข้า ย่อมสามารถนำเข้าไปสู่นิรยภูมิ ดิรัจฉานภูมิ เปรตรวิสัยภูมิ โทษของการดื่มสุราเมรัย อย่างเบาที่สุดนั้น เมื่อมีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์ด้วยกุศลกรรมอื่น ๆ ผู้นั้นก็ย่อมเป็นบ้าง.......”(องฺ.อฎฐก)

“ยํ เว ปิวิตฺวา ทุจฺจริตํ จรนฺติ กาเยน วาจาย ว เจตสา จ

นิรยํ วชนฺติ ทุจฺจริตํ จริตฺวา ตสฺสา ปุณฺณํ กุมฺภมิมํ กิณาถ”(ขุ.ชา)

แปลว่า “บุคคลที่ดื่มสุราแล้ว ย่อมประพฤติด้วยกาย วาจาและใจครั้นประพฤติแล้วก็ต้องไปตกนรก ขอท่านจงช่วยซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยสุรานั้นไว้”

ในทางพระพุทธศาสนาสอนให้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา เพราะการดื่มน้ำเมา เพราะการดื่มน้ำเมานั้นถือว่าเป็นฐานของการประมาท ถ้าจะว่าตามกฎเกณฑ์ของศีลแล้ว ขึ้นชื่อว่าน้ำเมา ดื่มเข้าไปก็ต้องเมา เมื่อเมาก็ต้องเป็นฐานประมาทเช่นนั้น ต่างกนแต่ว่าประมาทน้อยหรือประมาทมากเท่านั้น(สมเด็จพระญาณสังวรฯ) การดื่มน้ำเมาจัดเป็นอบายมุขเพราะอาจมีโทษในแง่ของการผิดกฎหมาย เมื่อหลงลืมสติไปกระทำขึ้น ทางพระพุทธศาสนาจึงมีคำสอนในเรื่องการรักษาศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นประจำ อันหมายถึงคุณธรรมของมนุษย์หรือธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ ๕ ประการ(เว้นจากการปลงชีวิต)

คนที่งดการดื่มสุรา ก็หมายถึงผู้ที่ไม่ก่อเวร เนื่องจากการเป็นผู้ไม่ประมาทและมีสติอยู่ทุกเมื่อจึงได้ชื่อว่าผู้มีเจตนาขับไล่เวร ชื่อว่าเป็นมงคลเพราะตรงกันข้ามกับเจตนาของผู้ก่อเวรนั้น ในเรื่องนี้ พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า

T251109_04CC“ความงดและความเว้นจากบาปนั้นแม้ทั้งนั้น พระหัวใจสีแดง

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชื่อว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุ

แห่งการละมีละภัยและเวรอันเป็นไปในทิฎฐธรรมและเป็น

ไปในสัมปรายภพเป็นต้นและบรรลุคุณวิเศษมีประการต่าง ๆ

ก็เพราะเหตุที่บุคคลผู้มักดื่มน้ำเมา ย่อมไปอรรถไม่รู้ธรรม

ย่อมทำอันตรายแก่มารดา บิดา ย่อมทำอันตรายแม้แก่พระ

พุทธะ พระปัจเจกพุทธ และสาวกของพระตถาคต ย่อม

ถูกครหาในทิฎฐธรรมถึงทุคติในสัมปรายภพ ถึงความ

เป็นบ้าในภพต่อ ๆ ไป ส่วนผู้สำรวมจาการดื่มน้ำเมาย่อม

ถึงความเข้าไปสงบ โทษเหล่านั้นและคุณสมบัติอันตรงกัน

ข้ามจากโทษนั้น เพราะฉะนั้น ความสำรวมจากการดื่มน้ำ

เมานี้ บัณฑิตพึ่งทราบว่าเป็นมงคล”(มงฺคลตทีปนี)

พุทธปรัชญากล่าวว่า เป็นทางเสื่อมและชี้ถึงโทษภัยไว้ ๖ อย่าง คือ (๑) ทำให้เสียทรัพย์ (๒) ทำให้ทะเลาะวิวาท (๓) ทำให้เกิดโรคภัย (๔) ถูกติเตียน (๕) ไม่รู้จักอาย (๖) ทอนปัญญา ดังนั้นควรระมัดระวัง และงดเว้น ไม่ดื่ม การงดเว้นของมึนเมาและของเสพติดให้โทษต่างๆได้เป็นเหตุให้พ้นจากโทษ ๖ อย่าง และทำให้เป็นคนมีสติสัมปชัญญะ มีหิริโอตตัปปะ รู้ผิดชอบชั่วดี รู้การอันควรและไม่ควร




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons