วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ระยะทำใจอยู่อย่างไร..เมื่อไม่มีเขา

567163-topic-ix-01. อยู่กับคนที่รักคุณ
ถึงใครคนนั้นจะไม่รับความรักที่คุณมอบให้ แต่ไม่ว่ายังไงคุณก็ยังมีคนที่รักคุณอยู่รอบ ๆ กาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง เวลาเห็นคุณรู้สึกดาวน์แบบนี้ ขอให้เชื่อเถอะว่าเขาก็อยากจะทำให้คุณรู้สึกดี อยากจะอยู่ใกล้ ๆ คอยปลอบใจ เมื่อไหร่ก็ตามคุณรู้สึกว่าอยากระบาย อยากคุยกับใครสักคน อย่าลังเลใจที่จะให้คนที่รักคุณเข้ามาแชร์ความรู้สึกเจ็บปวดของคุณไปบ้างเถอะนะ
2. อย่าปล่อยให้หัวว่าง
ช่วงเวลาหลังอกหักนี่แหละที่เรามักจะจมจ่อมอยู่กับเรื่องราวเดิม ๆ อะไรเดิม ๆ ก็พากันผุดเป็นภาพเก่า ๆ ขึ้นมาให้เห็นเป็นฉาก ๆ หลีกหนีจากความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ อยู่กับอดีตให้น้อยลง และใส่ใจเรื่องที่กำลังทำอยู่ให้มากขึ้น ลองทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำอาหาร เลี้ยงสัตว์ จัดห้องใหม่ ฯลฯ หาเรื่องที่จะดึงความคิดคำนึงของคุณให้เบนออกไปจากความผิดหวัง พยายามทำให้ได้โดยเฉพาะช่วงเวลา 2-3 สัปดาห์แรก ๆ ซึ่งนับเป็นระยะทำใจที่สำคัญ
3. ออกเที่ยวเปิดโลกกว้าง
หลายครั้งที่การอกหักกลายเป็นแรงผลักดันให้เราได้ก้าวออกไปพบอะไรใหม่ ๆ เราไม่ได้บอกให้คุณหนีปัญหา แต่แค่อยากให้คุณได้ลองเปลี่ยนสภาพบรรยากาศรอบตัวดูบ้าง ลองออกไปเยี่ยมเพื่อนที่ต่างจังหวัด ท่องเที่ยวต่างถิ่น ไปในที่ ๆ อยากจะไปแต่ยังไม่มีโอกาส เปิดใจรับเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ ๆ แล้วเมื่อทริปพักใจจบลง คุณก็จะมองเห็นโลกในแง่ใหม่ว่ามันยังสดใส ไม่ได้อึมครึมหม่นหมองอย่างที่เคยรู้สึก
4. เรียนรู้ที่จะอยู่เพียงลำพัง
นี่อาจเป็นคำแนะนำที่ฟังดูหดหู่ไปเสียหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความให้คุณอยู่โดดเดี่ยวลำพังไปตลอดชีวิตหรอกนะ แค่อยากให้ลองคิดดูว่า ใช่ว่าเราจะมีความสุขไม่ได้หากไม่มีคนคู่กายคู่ใจ บ่อยเหลือเกินที่ความรู้สึกกลัวการอยู่ตัวคนเดียว ทำให้ช่วงเวลาอกหักดูยิ่งย่ำแย่และหนักหนาเกินกว่าแค่เรื่องปัญหาหัวใจ ลองออกไปกินข้าวคนเดียวบ้าง ดูหนังคนเดียวดูบ้าง เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข แล้วคุณจะรู้ว่าอยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ได้แย่มากมายขนาดนั้นหรอก
5. ปรนเปรอตัวเองบ้าง
เวลาเศร้า ๆ ซึม ๆ เป็นการดีที่จะได้ปลอบประโลมตัวเอง ด้วยการทำอะไรตามใจต้องการ อย่าปล่อยให้ตัวเองหมกมุ่นอยู่กับความเศร้าซึม อะไรก็ตามที่คุณคิดว่าทำแล้วจะรู้สึกดีขึ้นก็ลงมือทำเสีย ถือว่าเป็นการชดเชยจิตใจที่บอบช้ำ มันจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
6. หาวิธีระบายออก
หนึ่งในการบรรเทาความอัดอั้นตันใจ ที่เสียดแทงอยู่ภายในให้ทุเลาลงได้ คือ การหาทางระบายออก ไม่ว่าจะป็นการเขียนไดอะรี่ เขียนบล็อก คุยกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว ไม่ว่าจะโดยวิธีใด การได้ระบายเรื่องราวที่รู้สึกอยู่ในใจอกไปได้ จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น บางทีคุณอาจจะได้คำแนะนำดี ๆ กลับมาด้วยล่ะ

รู้ว่าต้องเจ็บ...แต่ก็ยังทนรัก

386_imageเคยไหม...รู้ทั้งรู้ว่าหากคุณเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวา จะต้องพบเจอกับความเจ็บปวด เสียใจ เศร้าสร้อย ทรมาน อ้างว้าง ฯลฯ แต่คุณก็ยังเลือกที่จะก้าวเดินไปเผชิญกับความรู้สึกนั้น ๆ
ซึ่งจะด้วยเหตุผลของความห่างไกลเพราะเขาต้องไปเรียนต่อ...คุณเป็นตัวคั่นเวลาระหว่างที่เขารอคนรักกลับมาคืนดีด้วย...เขากำลังจะไปเป็นของคนอื่น...หรืออะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดนี้มันเรียกว่า "ความรักที่จำกัดช่วงเวลา" ประมาณว่าในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เขาเข้ามาทำให้เรารู้สึกดี มีความสุข หลงรัก แต่สุดท้ายก็จากไป ทิ้งไว้แต่เพียงภาพของความทรงจำสีจางเท่านั้น
อาจเพราะคำว่า "รัก" คอยกำหนดทิศทางให้หัวใจล่องลอยไปตามความรู้สึก จนบางครั้งก็ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่สนใจความเจ็บปวดของใคร ๆ หรือแม้กระทั่งของตัวเอง โดยคิดเพียงแต่ว่า "สุขให้พอ" อย่างน้อยทั้งคุณและเขาก็เคยมีความสุขร่วมกัน ในช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิต จึงทำให้คุณไม่ลังเลที่จะก้าวไปสู่วังวนแห่งความเสียใจ
จริงอยู่ว่าใคร ๆ ก็อยากทำทุกวันให้มีความสุขที่สุด ตามแบบฉบับของตัวเอง แต่อย่าหลงลืมว่าหากเวลาที่จำกัดมาถึง คุณจะสามารถแบกรับความรู้สึกเสียใจที่ถาโถมเข้ามาทั้งหมดได้ไหม? คุณจะทนยอมรับกับสภาพที่จะต้องพบเจอได้มากน้อยแค่ไหน?
ลองหยุดคิดสักนิด! แล้วถามใจตัวเองให้ดี ๆ หากหัวใจตอบว่า "ยังไหวอยู่" ก็ขอให้คุณเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ทำมันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ถ้าใจตอบว่า "ไม่ไหวแน่นอน" ก็ควรให้ค่อย ๆ ก้าวออกมาทีละน้อย แล้วปล่อยให้เวลาเยียวยาหัวใจ สุดท้ายความรู้สึกเจ็บปวดจะค่อย ๆ เบาบางลง และพร้อมจะยิ้มรับกับรักครั้งใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
ที่สำคัญ "ความรัก" คือการเดิมพันด้วย "ความรู้สึก" ซึ่งไม่ว่าคุณจะเจ็บปวดเจียนตายหรือสุขล้นใจ แต่ขอให้คิดซะว่า...อย่างน้อยครั้งหนึ่งคุณก็เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนที่รักมากที่สุด (จริงไหม)

15ข้อคิด ข้อเตือนใจ เรื่องความรัก

596_image1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง
2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่าน ประทานมา
3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความ รู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว
4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป
5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้นแต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอ
6. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด
7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา
8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง
9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ
10. อย่าบอกลาถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ
11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน
12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต
13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้
14. มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขา มาจากความฝันเพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น
15. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝันไปในที่ที่คุณต้องการไปเป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ

เสน่ห์ 10 ข้อ ของผู้หญิง

541_image.

…..ผู้หญิงเรา ก็เหมือนไก่ ในคำสุภาษิตที่โบราณว่าไว้ “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” เกิดเป็นผู้หญิงทั้งที จะสวยน้อยหรือสวยมากแค่ไหน ไม่อาจกำหนดเองได้ แต่สิ่งที่เราสามารถกำหนด หรือปรุงแต่งได้ นอกจากความสวยงามแล้ว คือ เสน่ห์ จากการรู้จักเลือกของแต่ละคนนั่นเองค่ะ

….. ชุดชั้นใน ถ้าคุณคิดว่าไม่สำคัญ ผิดถนัดนัก แม้นว่าชุดนี้จะซ่อนอยู่อย่างมิดชิด ควรให้ความสำคัญสักนิด เพราะอยู่ติดกับผิวกายคุณที่สุด วัสดุเนื้อผ้าการรัดตัวของชุด หรือหลวมหย่อนย้วยจนเกินไป ให้รู้สึกสบายตัวที่สุด เพื่อความรู้สึกที่ดีจากข้างในถึงข้างนอก

….. กระเป๋าถือ สิ่งนี้คือของคู่กายของคุณสุภาพสตรี เพราะเป็นแม่บุญหอบกันแทบทั้งนั้น ไหนจะกระเป๋าสตางค์ มือถือ พวงกุญแจ เครื่องสำอางเอย จิปาถะ เลือกกระเป๋าให้เหมาะสมกับเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ ดูให้เข้ากับตามโอกาส พกพาแต่ของสำคัญจำเป็นจริง ๆ 80% เก็บไว้ที่บ้าน 20% พกติดตัว แค่นั้นจึงเหมาะสม

….. หน้าตายิ้มแย้ม ถึงแม้คุณจะแต่งตัวงดงามเพียงใด หน้าตาสดสวยมีเสน่ห์ กลิ่นกายหอมชื่นใจ แต่หน้างอเป็นม้าหมากรุกบอกบุญไม่รับ กลับบ้านไปนอนดีกว่า ใคร ๆ คงไม่อยากอยู่ไกล้ แล้วมันดีตรงไหนกันละคุณ

….. รองเท้า รองเท้าที่ไม่เข้ากับชุดเสื้อผ้าที่สวมอยู่หรือสวมแล้วเป็นทุกข์เพราะเจ็บ เหลือใจ ดูไม่เหมาะถึงจะชอบใส่ขนาดไหน แต่ดูขัดกับบุคคลิก เช่น สูงปรี๊ดหรือลำลองเหมือนดูเล่นอยู่ตามตลาดสด อย่าพยายามให้อภัยที่คิดจะใส่มันเลย เสียบุคคลิกเปล่าๆ แต่ถ้ายังคิดจะใส่อยู่ ต้องมั่นใจ เดินตัวตรงอย่างสง่า นั่นแหละแน่จริง

….. กิริยาวาจา ท่าทางการเดิน วาจาบ่งบอกถึงการอบรม ถึงคุณจะสนิทรักใคร่กันมาเก็บวาจาไว้คุณกันที่ลับดีกว่า ท่าทางท่วงทีการเดินให้มีสง่าเข้าไว้ ตัวตรงหลังตึง ไปไหนมาไหนอย่าให้เหมือนพายุหมุนก็พอแล้ว

….. สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ที่สุดของสิ่งเสริมเสน่ห์ ดูปิ๊งปั๊งตั้งแต่หัวจดเท้าแต่พอเผยวาจาออกมา เพื่อนแตกฮือ ก็กลิ่นเจ้าหล่อนไม่จ๊ะจ๋าด้วย พกสเปรย์ระงับกลิ่นปากกันไว้ยิ่งเฉพาะสาว ๆ ที่ต้องจ๊ะจ๋าทั้งวันกันไว้ก่อนเถอะคุณ

….. เครื่องแต่งกาย แรกสุดคุณต้องรู้จักรูปร่างของคุณก่อน และพิจารณาสวมใส่ชุดให้เหมาะกับวาระโอกาสและสถานที่ เคารพต่อกิจกรรมที่ต้องเข้าร่วม ใส่ใจกับการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบและสีสัน ดูให้เหมาะสมกับบุคลิกของคุณเอง อย่าเดินไล่ตามหลังแฟชั่นเกินไป จนผู้คนรอบข้างตะลึงงัน

….. เครื่องสำอาง ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง หน้าตาผมเผ้า ดูแลกันนิด ประแป้งสักหน่อยเติมสีปากสักนิด จัดผมให้เข้าที่เข้าทาง อย่าถึงกลับปล่อยให้หน้าโทรมมันแผล็บ เหมือนไปวิ่งการกุศลมา แต่ขอร้องไม่ต้องพอกหน้าจนหาผิวเดิมไม่เจอก็แล้วกัน

….. เครื่องประดับ ชุดเสื้อผ้าก็ดูดีแล้ว ทั้งกระเป๋า รองเท้า หน้าตาสวยสดใส หาเครื่องประดับอีกนิดแค่เสริมเติมให้ชุดกับตัวคุณดูมีลูกเล่น ไม่ต้องมากมายแค่ดูไม่เลี่ยนจนเกินไป เพิ่มเสน่ห์หญิงขึ้นมาทันที

….. น้ำหอม เครื่องหอม น้ำปรุง หากลิ่นประจำตัวไว้ก็ไม่เลว ถึงคุณจะไม่ชอบหรือแพ้น้ำหอม แค่โคโลญจน์หรือโลชั่นทาผิวกลิ่นอ่อนๆ เดินผ่านใคร กลิ่นหอมชื่นใจติดเป็นกลิ่นประจำกายคุณได้

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

เหตุแห่งความรัก บุพเพสันนิวาส คือ...

ปุถุชนผู้ยังละกิเลสไม่ได้ เกิดมาก็ย่อมต้องมีความรักทั้งหญิงและชาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุที่ทำให้หญิงชายรู้สึกรักกันไว้ใน
สาเกตชาดก พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ดังนี้
“ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เหตุไรหนอ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้พอเห็นกันเข้าก็เฉย ๆ หัวใจก็เฉย บางคนพอเห็นกันเข้า จิตก็เลื่อมใส ”
“ ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกัน ในกาลก่อน ๑ ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน ๑ ”
เหมือนดอกอุบลและชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ประการ คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น ”
จึง จะเห็นว่าการที่หญิงชายมารักกัน ชอบกัน และอาจได้อยู่ร่วมกันนั้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่มีปัจจัยมาจาก ๒ ประการดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุให้รู้ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก คู่ครอง เนื้อคู่ ฯลฯ อีกมากมาย
คู่ บุพเพสันนิวาส คือ การได้เคยอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ จนส่งผลให้ได้มาเป็นคู่ครองกันในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดว่าเคยอยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วบุพเพสันนิวาสหมายถึงการที่อาจจะได้อยู่ร่วมกันในฐานะอื่นก็ ได้ เช่น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อครูกับศิษย์ นายกับบ่าว เป็นต้น การที่มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันนี้เมื่อเกิดมาร่วมกัน ก็มักจะสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันมา ทำอะไรตามกัน มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำให้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข
เนื้อคู่ คือ หญิงและชายที่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันมาก่อนในอดีตชาติ
คู่ครอง คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบัน
คู่กรรม คือ หญิงและชายที่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามีภรรยา แต่มักไม่มีความสุข
เนื่องจากการมาอยู่ร่วมกันนั้นเกิดจากวิบากของกรรมที่ทำร่วมกันหรือวิบากกรรมที่มีต่อกันมาส่งผล
เช่น อาจเคยทำบาปร่วมกัน หรือเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนเป็นต้น
คู่บารมี คือ เนื้อคู่ที่ได้ติดตามกันมา ส่งเสริมกันและกันในทางที่ดี ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยาร่วมกันนับชาติไม่ถ้วน และจะติดตามกันต่อไปจนกว่าจะสามารถหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ มักใช้คำนี้กับพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีกับเนื้อคู่ลำดับ ๑ ที่จะได้เป็นคู่ครองกับในชาติสุดท้าย
เหตุแห่งการได้อยู่ร่วมกัน
ดังที่พระพุทธองค์ได้แสดงเหตุที่หญิงชายได้รักและได้เป็นสามีภรรยากันนั้นมี ๒ ปัจจัย คือ
• การได้อยู่ร่วมกันในกาลก่อน
• การได้เกื้อหนุนกันในชาติปัจจุบัน
เนื่อง จากวัฎสงสารยาวไกลจนหาจุดเริ่มต้นและที่สุดไม่ได้ หญิงชายแต่ละคนจึงมีเนื้อคู่มากมายเป็นแสนคน แต่ละชาติที่เกิดมาก็อาจได้พบเจอเนื้อคู่ได้หลาย ๆ คนพร้อมกัน หรืออาจไม่ได้เจอเนื้อคู่เลยสักคนก็เป็นได้ กรณีที่ไม่เจอเนื้อคู่เลยนั้น หญิงชายนั้นก็อาจมีคู่ได้กับบุคคลใกล้ชิดที่ได้เกื้อหนุนกันในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อได้เป็นคู่กันในปัจจุบันแล้วหญิงชายนั้นก็จะได้เป็นเนื้อคู่กันต่อ ไป
ลำดับของเนื้อคู่
เพราะ เหตุที่แต่ละคนมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าแล้วใครกันเล่าที่สมควรจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันมากที่ สุด และจะมีวิธีการเลือกอย่างไร แม้จะมีเนื้อคู่จำนวนมากมาย แต่จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุด เมื่อพบหน้ากันแล้วไม่อาจตัดใจรักให้ขาดจากกันได้ บุคคลนี้คือเนื้อคู่ที่ได้อยู่ร่วมกันมามากที่สุดเป็นแสนเป็นล้านชาติ เป็นเนื้อคู่ลำดับที่ ๑ กฎแห่งกรรมจะจัดสรรการมีคู่ไว้ให้เราเรียบร้อย คือ หากเรามีเนื้อคู่เกิดมาพร้อมกัน ใจเราจะเป็นผู้เลือกเนื้อคู่ลำดับต้นเสมอ
เมื่อ เลือกแล้วคู่ลำดับอื่นเขาจะหลีกทางและไปหาคู่ของเขาต่อไป แต่กฎแห่งกรรมอีกเช่นกัน ที่บางชาติ กลับทำให้คู่ลำดับต้น ๆ ได้มาพบกันทีหลังหลังจากที่อีกฝ่ายได้เลือกคู่ครองไปแล้วซึ่งแม้จะได้พบกัน ทีหลัง แต่เพราะเป็นคู่ลำดับต้น จิตใจของทั้งคู่ก็จะร้อนรนทนไม่ไหว จึงต้องรักกันอีกครั้งซึ่งความรักครั้งนี้ต้องหัก ต้องบังคับฝืนใจกันอย่างเต็มกำลัง
กล่าวกันว่าแม้พระภิกษุผู้ มั่นคงในศีล เมื่อได้เจอเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ยังทนไม่ได้ ต้องสึกหาลาเพศมาอยู่กับเนื้อคู่ของตนจนได้ เหตุที่เนื้อคู่ลำดับต้นมาเกิดในชาติภพเดียวกัน แต่กลับไม่สมกันนั้น มีเหตุเดียว คือ กรรมพลัดพรากได้มาส่งผลเป็นวิบากแก่ทั้งคู่อย่างร้ายแรง หากกรรมนั้นใกล้จะหมดผลเขาทั้งสองก็อาจได้เป็นคู่ครองกันในชาตินั้น แต่หากกรรมนั้นยังรุนแรงอยู่ทั้งสองก็ต้องทนทุกข์ทรมานชดใช้กรรมนั้นให้หมด แล้วจึงจะได้มีวาสนาอยู่ร่วมกันในชาติต่อ ๆ ไป


เหตุที่อกหักผิดหวังในความรัก
นอก จากการผิดหวังจากเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ ซึ่งเกิดจากกรรมพลัดพรากแล้ว บางครั้งคนเราก็อาจต้องผิดหวังในความรัก โดยมีเหตุมาจากกรรมทั้งสิ้น คืออยู่กับคู่ครองไม่มีความสุข ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำหรือมีปัญหาให้ทุกข์ใจตลอด เหตุที่เป็นดังนี้ แสดงว่าคู่ครองนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ลำดับที่ ๑-๕
เนื่องจากกรรม จากการเป็นคนไม่ดี ไม่มีศีลธรรมส่งผลให้ไม่ได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ หรืออาจเป็นเพราะทั้งสองไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ทั้งคู่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ได้เคยผูกใจเจ็บกันมา ชาตินี้จึงต้องมาแก้แค้นกันเอง และแรงอาฆาตได้ผลักดันให้ทั้งสองมาอยู่ร่วมกัน และแก้แค้นกันเองตามแรงอาฆาตนั้น หรือบางคนรักเขาข้างเดียว อกหักบ่อยครั้ง โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจด้วยเลย เหตุนี้เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตชาติเคยอาฆาตเขาไว้ แต่เขาไม่ได้อาฆาตตอบและไม่ได้ถือโกรธด้วย ชาตินี้จึงต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเขาอยู่เพียงฝ่ายเดียว อย่างนี้ไม่ได้เป็นเนื้อคู่ เป็นเพียงคู่กรรมเท่านั้น
ทำอย่างไรจึงจะได้อยู่ร่วมกัน
เมื่อ ความรักหวานชื่น คู่ครองทั้งหลายย่อมต้องอยากเกิดมาเป็นเนื้อคู่กันอีก ซึ่งผลกรรมก็ได้จัดสรรการเกิดมาเป็นคู่ครองกันอีกตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่นอกจากการรอให้กรรมเป็นตัวจัดสรรแล้ว เรายังสามารถเลือกที่จะได้พบและอยู่เป็นคู่ครองกับเนื้อคู่ของเราได้ในอนาคต
โดย การอธิษฐาน แต่แม้จะมีอธิษฐานร่วมกัน สุดท้ายการได้อยู่ร่วมกันก็ยังต้องขึ้นอยู่กับกฎแห่งกรรมอยู่ดี การอธิษฐานนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษคือ ในด้านประโยชน์ ทำให้เนื้อคู่ทั้งสองมีโอกาสกลับมาเป็นคู่ครองกันในชาติต่อ ๆไป ได้ง่าย แต่ในแง่ของโทษ บางครั้งก็ทำให้การใช้ชีวิตไม่เป็นปกติสุข เช่น หากเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้ไม่ได้มาเกิด หรือมาเ กิดแล้วแต่ยังไม่ได้พบกัน ฝ่ายที่รออยู่จะไม่สามารถมีคู่ได้ จิตใจไม่รักใคร หรือแม้จะได้พบเนื้อคู่ลำดับต้น ๆ แต่ก็มีเหตุให้ไม่สมหวังทุกครั้งไป เนื่องจากแรงอธิษฐานนั้นฉุดรั้งไว้ หรือบางครั้งจิตใจมีสังหรณ์อยู่เสมอว่ารอคอยใครอยู่ ทั้งที่ไม่รู้ว่ารอคอยใคร
การแก้ปัญหาเรื่องอธิษฐาน
หาก แน่ใจว่าเนื้อคู่ที่อธิษฐานกันไว้คงไม่ได้พบเจอกันแน่แล้ว หรืออยากจะปล่อยวางเพื่อมีโอกาสได้ตัดสินใจกับเนื้อคู่ลำดับอื่น สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงอธิษฐานขออนุญาตเนื้อคู่ว่า ขอละคำอธิษฐานนั้น ขอให้ชีวิตได้พบเนื้อคู่ที่สมกัน และได้ใช้ชีวิตคู่อย่างปกติและมีความสุข
คู่บารมี
สุดท้ายคือเรื่องของคู่บารมี เป็นคู่สำคัญ เป็นคู่ที่ยาวนาน เพราะต้องร่วมกันสร้างบารมีขณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ และ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเนื้อคู่ที่จะเคียงข้างกันไป การเป็นพระโพธิสัตว์นั้นต้องการกำลังใจที่เข้มแข็ง มั่นคง และเสียสละความสุขทั้งปวงเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก พระโพธิสัตว์นั้นต้องใช้เวลายาวนานมากในการสร้างบุญบารมีกว่าที่จะสามารถ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัป และอย่างช้าก็เนิ่นนานจนถึง ๘๐ อสงไขยกับเศษแสนมหากัปเลยทีเดียว
คนที่ตั้งใจเป็นคู่บารมีจึง ต้องมีความเสียสละและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กันบุคคลผู้ปรารถนาเป็นคู่บารมีนั้น จะเป็นผู้ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุดได้เป็นคู่ครองกันมากที่สุด และเป็นเนื้อคู่ลำดับ ๑ อย่างเที่ยงแท้ การเป็นคู่บารมีนั้นลำบากมากยิ่งนัก เพราะคนเป็นคู่บารมีนั้นจะต้องพบกับสิ่งต่อไปนี้ คือ ต้องเกิดเป็นผู้หญิง ไม่ได้เกิดเป็นผู้ชาย ต้องช่วยพระโพธิสัตว์ทำงานอย่างเต็มกำลัง ในบางชาติอาจต้องร่วมสร้างบารมีกับพระโพธิสัตว์ เช่น ต้องสละชีวิตร่วมกัน ต้องถูกบริจาคลูก หรือตัวเองเพื่อเสริมบารมีให้พระโพธิสัตว์ เป็นต้น ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คู่บารมีนั้นก็ยังไม่มีโอกาสบรรลุโลกุตรธรรมได้

26 วิธีดูแลคนรอบข้างอย่างได้ผล

26 วิธีดูแลคนรอบข้างอย่างได้ผล

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะเคยเจอเหตุการณ์ที่คนใกล้ตัวกำลังตกอยู่ในภาวะเศร้า เหงา ซึม จนทำให้ที่ปรึกษา หรือคนรับฟังปัญหาอย่างเรา ๆ เป็นกังวลว่าจะมีวิธีการดูแลความรู้สึกของพวกเขาได้อย่างไรให้หายจากเรื่องทุกข์โศก ซึ่งก็ไม่ต้องคิดมากกันต่อไปนะจ๊ะ เพราะวันนี้เราได้นำข้อแนะนำดี ๆ จากเว็บไซต์ Dragosroua.com มาฝากกัน ลองมาดูกันว่า 26 วิธีดูแลคนรอบข้าง จะต้องทำอย่างไรกันบ้าง
1. ให้การสนับสนุน
พูดง่าย ๆ ก็เอาใจเขามาใส่เรานั่นแหละ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีเรื่องทุกข์ร้อนให้ไม่สบายใจ เราก็ต้องการที่จะมีใครสักคนมาคอยรับฟังเราและเข้าใจในปัญหาที่เราได้เจอะเจอ ดังนั้น ให้การสนับสนุนเขาด้วยการเป็นที่ปรึกษาที่ดี ใช้คำพูดที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และช่วยเหลือเท่าที่คุณจะทำได้ จะเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ
2. อย่ายึดความโกรธเป็นที่ตั้ง
หลาย ๆ ครั้งเมื่อเราได้รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง มีไม่น้อยเลยทีเดียวที่มีอารมณ์ร่วมไปกับผู้ที่เผชิญกับปัญหานั้น ๆ ไม่ว่าจะโกรธ หมั่นไส้ หรืออื่น ๆ อีกมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้นึกเอาไว้อยู่เสมอว่าคุณเป็นคนกลาง คุณแค่รับฟังปัญหาของเขา ไม่ใช่คนที่มีปัญหาซะเอง อย่าบุ่มบ่ามหรือตัดสินใจใด ๆ เพียงเพราะมีอารมณ์ร่วมเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้ไม่บานปลายในภายหลัง
3. ให้คำปรึกษาเท่าที่จำเป็น
อีกหนึ่งข้อที่คุณในฐานะของที่ปรึกษาและผู้รับฟังปัญหาควรจะตระหนักเอาไว้เสมอ ก็คือการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาเท่าที่จำเป็นเท่านั้น อย่าได้ช่วยเหลือเขาเสมือนว่าเป็นปัญหาที่เกิดกับตัวคุณเองโดยตรง ไม่อย่างงั้นเรื่องยุ่ง ๆ และเรื่องชวนเครียดจะมาหาคุณโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว
4. อย่ามองเป็นเรื่องเล่น ๆ
ใครที่มีนิสัยติดเล่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ก็มักจะมองเป็นเรื่องเล่น ๆ อยู่เสมอ จงหยุดไว้ก่อน เพราะคนที่เขามีปัญหากับชีวิต เขาย่อมไม่อยู่ในอารมณ์จะเล่นกับคุณด้วยแน่ ๆ แสดงให้เขาเห็นว่าคุณเป็นห่วงเขาจริง ๆ เพื่อที่เขาจะได้สบายใจมากยิ่งขึ้น

5. แบ่งปันเรื่องราวดี ๆ อยู่เสมอ
ถ้าคุณมีคำพูดดี ๆ ประโยคโดน ๆ ที่ฟังแล้วช่วยให้เกิดกำลังใจที่ดีมากขึ้น ก็ให้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ซะตอนนี้เลย เพราะอย่างน้อย ๆ ก็เป็นการแบ่งเบาความรู้สึกที่ย่ำแย่ของเขาได้อย่างดีเลยทีเดียว แถมยังจะช่วยให้เขาได้ลืม ๆ เรื่องราวอันเลวร้ายที่เกิดได้อีกด้วยนะ จะบอกให้
6. เลี่ยงคำพูดที่จะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท
ต่างคนต่างก็มีภาวะทางอารมณ์ที่แตกต่างกันไป และยิ่งถ้ามีเรื่องให้ต้องเครียดหรือคิดมากด้วยแล้วล่ะก็ เรื่องของอารมณ์นี่ยากจะเข้าถึงจริง ๆ และในเมื่อเราไม่รู้ว่าอารมณ์เขา ณ ขณะนั้นเป็นอย่างไร ขอให้ระมัดระวังในเรื่องของการใช้คำพูดให้มากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทที่มีเหตุมาจากเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง
7. รู้จักตอบแทน
ถ้าคุณได้รับคำพูดดี ๆ หรือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ขอให้นำสิ่งดี ๆ เหล่านั้นไปให้กับคนอื่น ๆ ต่อไป การทำแบบนี้จะถือเป็นการแบ่งปันความสุขที่มีให้แก่คนรอบข้าง และจะกลายเป็นลูกโซ่แห่งความสุขที่จะมีการส่งต่อ ๆ กันไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด
8. ไม่ปากสว่าง
คนที่เขามีปัญหา เขามาปรึกษาคุณก็เพราะเห็นว่าคุณเป็นคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ ฉะนั้นอย่าปากสว่างหรือนำเรื่องทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นไปป่าวประกาศให้คนอื่น ๆ ได้รู้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นคุณจะกลายเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่น่าคบหาด้วยเอาซะเลย

9. เป็นผู้ฟังที่ดี
สิ่งหนึ่งที่ควรทำอย่างมากถึงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้นั่นก็คือ การเป็นผู้ที่รับฟังปัญหาที่ดี รับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจและมีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์ร่วมในการตัดสินเรื่องราวที่เกิดขึ้น อย่างน้อย ๆ ให้คิดซะว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะถ้าเป็นเราที่มีปัญหาบ้าง ก็คงจะย่ำแย่อยู่ไม่น้อย.. จริงไหม ?
10. รู้จักให้อภัย
เรื่องอะไรที่แล้ว ๆ มาซึ่งผิดใจกันหรือเข้าใจไม่ต้องกันก็ขอให้ปล่อย ๆ ไปบ้าง อย่าถือสาหรือเก็บเอามาเป็นความเครียดแค้นให้หนักสมองและหมองใจ จะไม่มีสิ่งใดติดค้างในใจเราอีกต่อไป การรู้จักให้อภัยเป็นสิ่งที่ทำให้โลกสดใส เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดี ๆ ถ้าโกรธใครหรือมีความคิดในแง่ลบกับใครก็ลืม ๆ ไปบ้าง อย่าเก็บมาคิดให้เสียความรู้สึกเลย ปล่อยไปเถอะ แล้วคุณจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียว
11. ไม่เป็นครูที่หวงวิชา
เรื่องไหนที่เขาไม่ถนัด หรือยังทำได้ไม่คล่องมือ แต่คุณคุ้นเคยและชำนาญการก็ลองสอน ๆ เขาไว้บ้าง คนเราเกิดมาไม่ได้รอบรู้ไปซะทุกด้าน ในมุมกลับกันคุณเองก็อาจจะมีเรื่องที่คุณไม่รู้แต่เขารู้ก็เป็นได้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนความรู้กันไป จะเข้าท่าเป็นที่สุด
12. มีแรงบันดาลใจดี ๆ
การมีแรงบันดาลใจดี ๆ จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ช่วยให้สามารถจัดการเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงกระตุ้นให้ตัวเองได้มีความรู้สึกที่ดี ๆ อยู่เสมอ ๆ ฉะนั้นแล้ว มองหาสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตและลองเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ อยู่เสมอ ๆ แล้วแรงบันดาลใจพร้อมแรงกระตุ้นดี ๆ จะตามคุณเข้ามาเอง
13. มีสมาธิ
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ การมีสติ มีสมาธิอันแน่วแน่ ก็จะนำมาซึ่งความประสบความสำเร็จอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ทั้งเรื่องการเรียน หน้าที่การงาน และอื่น ๆ อีกสารพัดสารเพ ก็ขอให้ทำอย่างเต็มที่ มุ่งมั่น ตั้งใจ มีสติ จดจ่อและแน่วแน่เข้าไว้ รับรองเลยว่าความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน
14. รู้จักจดจำในเรื่องสำคัญ ๆ
ในชีวิตนี้มีเรื่องราวมากมายให้ต้องจดจำกันมากมาย ไหนจะวันเกิดของคนสำคัญ เรื่องสำคัญที่ต้องทำ และเรื่องอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน ฉะนั้นแล้วจดจำให้ดี ถ้ากลัวลืมจดบันทึกไว้ หรือจะเมมใส่ในโทรศัพท์ไว้ก็ได้ จะได้เป็นเครื่องช่วยจำเพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิต
15. ซื่อสัตย์กับตนเอง
หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่าทุกวันนี้ก็ซื่อสัตย์กับตัวเองดีอยู่แล้ว จะมาบอกกล่าวกันทำไม แต่เชื่อได้เลยว่า กว่า 80 % มักจะหลง ๆ ลืม ๆ และไม่ซื่อสัตย์กับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง ยกตัวง่าย ๆ เช่น การปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่พอมีเงินเข้าหน่อย หรือเจอของลดราคาถูกใจ ก็อดใจไม่ไหวเป็นอันต้องเสียเงินไปจนได้ ดังนั้นแล้วพยายามซื่อสัตย์กับตัวเองเข้าไว้ เพราะถ้าคุณทำได้ คุณก็จะสามารถให้ความซื่อสัตย์กับคนอื่น ๆ ได้ต่อไป
16. มีความอดทน
การมีความอดทนกับทุกสิ่งอย่าง ถือเป็นเรื่องดีที่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ แม้ว่าจะรู้สึกย่ำแย่หรืออึดอัดมากเพียงใดก็ตาม การมีความอดทนจะช่วยให้คุณได้มองเห็นปัญหาในมุมมองที่มากขึ้น ซึ่งนั่นจะช่วยให้คุณหาทางออกในการแก้ไขเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีทีเดียว

17. ตอบกลับด้วย อย่าเพิกเฉย
ถือเป็นข้อสำคัญที่ต้องใส่ใจและห้ามเมินเฉยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน การเรียน หรือเรื่องที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คนอื่น ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการติดต่อกัน ข้อควรระวังที่ต้องหลีกเลี่ยงคือการเพิกเฉย เพราะการเพิกเฉยไม่เคยส่งผลดีอะไรเลย อาจจะทำให้อีกฝ่ายไม่รู้เรื่องหรือทุกข์ร้อนกระวนกระวายใจขึ้นได้ ตอบกลับไปบ้าง เพื่อให้อีกฝ่ายได้รู้เรื่องราวและความเป็นไปที่เกิดขึ้น ห้ามนิ่งเฉยเป็นอันขาด...จำไว้ !!
18. เรื่องไหนไม่สำคัญก็ปล่อย ๆ ไปบ้าง
ชีวิตนี้มีเรื่องให้คิดให้ทำมากมาย ฉะนั้นแล้ว คัดกรองเรื่องที่จะทำไว้บ้าง เรียงลำดับความสำคัญให้ดีว่าเรื่องไหนควรจจะจัดการก่อนหลัง ส่วนเรื่องไหนที่เป็นเรื่องไม่สำคัญอะไรมากมายนักก็ปล่อย ๆ ไปบ้าง อย่าเก็บมาทำให้เกิดความเครียดสะสม ชีวิตจะได้สบาย ๆ และลงตัวมากกว่าเดิม
19. สร้างสิ่งเซอร์ไพรส์
สร้างสีสันให้ชีวิตทั้งกับตัวคุณเองและคนรอบข้างด้วยการทำเซอร์ไพรส์ดี ๆ ขึ้นมาบ้าง อาจจะเป็นวันเกิด วันครบรอบ หรือวันสำคัญ ๆ ก็เข้าท่า การสร้างเรื่องเซอร์ไพรส์ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยให้คนอื่น ๆ ได้รู้ว่า อย่างน้อย ๆ ก็ยังมีคุณที่ยังคงให้ความสนใจกับตัวเขาอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อย่าได้มีเซอร์ไพรส์ให้บ่อยครั้งไปนัก ไม่งั้นจะกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปโดยปริยาย
20. มีความคิดแง่บวก
การมีความคิดในแง่ลบมักเป็นเรื่องที่ชวนหงุดหงิดอยู่เสมอ ฉะนั้นแล้ว คิดแง่บวกเข้าไว้ มองเรื่องต่าง ๆ ในแง่ดี ๆ อยู่เสมอ จะเป็นสิ่งที่เข้าท่ากว่ากันเยอะเลย เมื่อคุณมีความคิดหรือมุมมองต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในด้านที่ดีแล้ว จะทำให้คุณมีความสุขตามมาด้วยอย่างแน่นอน
21. มีการวางแผนในเรื่องต่าง ๆ
การจะช่วยเหลือใครสักคนให้มีประสิทธิภาพและเป็นขั้นเป็นตอนก็ควรที่จะมีการวางแผนไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็น การไปที่นู่นที่นี่ กินอาหารร้านนั้น ช้อปปิ้งร้านนี้ หรืออื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมาย วางแผนสักนิด จะช่วยให้จัดสรรชีวิตได้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ลงตัวและเป็นประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย
22. พูดคุยแบบปากเปล่า
การพูดคุยกันโดยตรงแบบปากเปล่าถามไถ่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น จะเป็นวิธีการที่ดีที่ช่วยให้เข้าใจได้อย่างง่าย ๆ และรวดเร็วที่สุด แต่ถ้าหากไม่สะดวกเจอหน้าพูดคุยหรือยังไม่พร้อมก็เขียนเป็นจดหมายหรือโน้ตเล็ก ๆ ดูก็ได้ วิธีนี้ก็ให้ความรู้สึกที่ดีเหมือนกันนะ

23. โลกสวยด้วยรอยยิ้ม
ลืมกันไปแล้วหรือยังว่าประเทศไทยของเราเป็น "สยามเมืองยิ้ม" ถ้ายัง ก็ช่วยกันสานต่อคำกล่าวนั้นก็เยอะ ๆ เถอะครับ ยิ้มเข้าไว้ ชีวิตนี้จะได้มีความสุข คิดง่าย ๆ เวลาที่เราเห็นใครสักคนยิ้มให้ เราก็จะรู้สึกดีและก็ยิ้มตามไปด้วยถูกไหมครับ ยิ้มเข้าไว้ เพราะยิ้มไม่เคยทำเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ให้ ลองยิ้มด้วยความเต็มใจก็จะพบว่ามันช่างแฮปปี้ที่สุดเลย
24. ทำอาหารให้ทาน
ถ้าใครที่มีฝีมือหรือเสน่ห์ปลายจวักด้านการทำอาหาร ก็ลองลงมือทำเมนูจานเด็ดไปฝากคนรอบข้างดูสักมื้อ ทำอาหารที่เขาชอบและเป็นประโยชน์ เพื่อให้เขารู้ว่ามีคุณที่แคร์เขาอยู่ รับรองเลยว่า เขาจะต้องทานอาหารฝีมือคุณอย่างมีความสุขและหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตาเลยทีเดียว
25. ติเพื่อก่อ
บางครั้งถ้าคุณมีความคิดที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนั้น ๆ ก็ลองเสนอมุมมองของคุณให้เขาได้ทราบบ้างก็ได้ หรือหากมีเรื่องไหนที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรก็ควรที่จะติเตียน เพื่อเขาได้รู้ตัวและนำไปปรับปรุงต่อไป
26. อย่าคาดหวังให้มากจนเกินไป
เคยคาดหวังกับอะไรบางอย่างแบบมาก ๆ จนผลสุดท้ายก็เจ็บเพราะสิ่งนั้นไม่เป็นดังที่หวังกันไหม ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ขอให้ชีวิตแบบพอดี ๆ อยู่กับความเป็นจริงให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะการคาดหวังกับบางสิ่งแบบมาเกินไป ไม่เคยช่วยให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ขึ้นเลย ค่อยเป็นค่อยไปจะดีเสียกว่า
ทั้ง 26 ข้อที่ได้กล่าวไปนั้น ถือเป็นเคล็ด (ไม่) ลับดี ๆ ที่เราขอยืนยันว่าจะช่วยให้คุณสามารถดูแลและเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นของคนรอบข้างคุณได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นจะเป็นผลดีทั้งกับตัวคุณและคนรอบข้างของคุณมาก ๆ เลยด้วย

http://albumvote.postjung.com/itf59.html




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons