วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พุทธศาสนสุภาษิตเบื้องต้น

DSC08302

พุทธศาสนสุภาษิตเบื้องต้น

.๑ ความเบื้องต้น

พุทธศาสนสุภาษิตเกิดจากพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผลอันเกิดมาจากการค้นพบความจริงแท้ของสรรพสิ่ง จนรู้ถึงความเป็นเหตุและผลของเหตุปัจจัยต่างๆอย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่พระองค์ทรงแสวงหาคำตอบทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเปิดสิ่งที่ปิดบัง (อวิชชา) อันเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงอยู่ในวัฎฎสงสาร วิชชาที่พระองค์ทรงค้นพบและนำมาประกาศแก่ชาวโลกนั้นควรแต่ควรนำมาเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตให้พบความสุขได้ทั้งสิ้น

การหลีกเว้นสิ่งอันเป็นโทษต่อตัวเอง กล่าวคือความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นทางแห่งความทุกข์ ทางสายนี้ไม่ควรดำเนินตาม เพราะเป็นเหตุให้ชีวิตตกอยู่ในวังวนของความทุกข์ตลอดกาล แต่กระนั้นพระองค์ทรงแนะให้ชาวโลกดำเนินรอยตามทางที่พระองค์ทรงแสดงเอาไว้นั้นคือ อริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นเส้นทางของชีวิตที่โปร่งใส่และมีความสุขได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

พุทธศาสนาสอนเสมอว่าผลทั้งหลายย่อมออกมาจากเหตุเสมอ กล่าวคือชีวิตจะสุขหรือเป็นทุกข์ย่อมมีหลายปัจจัยส่งผลมาให้เสมอ ดังนั้นผลอันดีย่อมเกิดจากเหตุที่ดีด้วยเพระาฉะนั้นพระพุทธศาสนเน้นให้ชาวโลกมองชีวิตตามความเป็นจริง ตลอดถึงการปรับเปลี่ยนชีวิตที่ไม่ดีให้เดินไปในเส้นทางที่ดีและปลอดภัย นี้คือคุณค่าที่แท้จริงของพุทธภาษิตว่ากันแล้วพุทธภาษิตเสนอแนะให้ชาวโลกได้รู้ว่าชีวิตมนุษย์นั้นไม่มีใครมาลิขิตเส้นทางเดินให้มนุษย์ได้ หากแต่เป็นเพราะมนุษย์นั้นเองลิขิตวิถีชีวิตของตัวเอง ถ้ามนุษย์มีความปรารถนาสิ่งใดก็ควรเลือกสรรหลักการที่ดีให้กับตนเองได้ เพราะหลักการต่างๆของพุทธธรรมย่อมยืนอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติตามตลอดถึงกฏเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ชีวิตทั้งหลายในสากลโลกนี้ ย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามแรงกรรมของตนเอง จากสูงลงสู่ต่ำหรือจากมียศกลับเสื่อมยศ จากมนุษย์สู่สวรรค์ย่อมเกิดจากการกระทำของเจ้าของชีวิตนั้นเอง

DSC08300.๑ ความหมายของคำว่า “ภาษิต”

ภาษิต คือถ้อยคำ,คำพูดที่ออกมาดี เป็นคำพูดที่ถือเป็นคติได้หมายถึงความที่เป็นคติสอนใจให้กระทำความดี คำพูดถ้อยคำที่กล่าวออกมาสุภาษิตนั้นเป็นคำพูดดี ตามนัยแห่งพุทธภาษิตนั้นได้กล่าวถึงลักษณะแห่งคำพูดที่ดี จะต้องเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น คำภาษิตทั้งหลายยังเป็นคติเตือนใจ สำหรับนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คำพูดที่เรียก “สุภาษิต” มีคุณลักษณะของวาจา ๔ ประการ คือ

(๑) พูดดี

(๒) พูดเป็นธรรม

(๓) พูดน่าฟัง

(๔) พูดเป็นจริง

วาจาสุภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษบัณฑิตไม่ตำหนิ คำพูดที่ดีและมีประโยชน์นั้นประกอบด้วยองค์คุณ ๕ ประการ คือ

๑) พูดถูกกาล

๒) พูดคำจริง

๓) พูดไพเราะอ่อนหวาน

๔) พูดมีประโยชน์

๕) พูดด้วยจิตเมตตา

๑) พูดถูกกาลเวลา ในอภัยราชกุมารสูตร๑๒๘ ได้แสดงวาจาที่ควรพูดและไม่ควรพูด และคำพูดที่ควรพูดนั้นต้องพูดอย่างไร โดยแสดงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการพูดไว้ ๕ ประการ ดังนี้

๑.) วาจาใด ไม่จริงไม่แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของคนอื่น วาจานั้นไม่ควรพูด

๒.) วาจาใด จริงแท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่พอใจของคนอื่นวาจานั้นไม่ควรพูด

๓.) วาจาใด จริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของคนอื่น วาจานั้นต้องรู้กาลเวลาเสียก่อนแล้วจึงกล่าววาจานั้น

๔.) วาจาใด ไม่จริงไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น วาจานั้นไม่ควรพูด และ

๕.) วาจาใด จริงแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของคนอื่น วาจานั้นต้องรู้กาลเวลาเสียก่อนจึงกล่าว

DSC08812๒) พูดคำจริง หรือวาจาสัตย์ เป็นคำพูดที่เป็นจริงและพูดถูกกาลอันควรย่อมมีแต่ประโยชน์ ซึ่งตรงข้ามกับคำพูดเท็จย่อมมีแต่ความเดือดร้อนเป็นผล คนพูดจริงถ้าไม่เลือกกาลเทศะบุคคลชุมชนและโยชน์แล้วอาจกลายเป็นการพูดคำเพ้อเจ้าและก้าวร้าวอันจะเป็นอันตรายแก่ผู้พูดได้ ผู้มีปกติพูดจริง มีอานิสงส์ที่จะเห็นได้ในปัจจุบันก็คือ เป็นคนน่าเชื่อถือ มีกิริยาวาจาน่าไว้วางใจ แม้จะโผงผางไปบ้างในบางคราวคนอื่นก็ยังเคารพเกรงใจเป็นมีจิตมั่นคง ปากกับใจตรงกันดังพุทธพจน์ตรัสว่า “สจฺจํ เว อมตา วาจา สัจจวาจาไม่ตายตรงนี้หมายถึงสัจธรรมเป็นธรรมเก่า สัตบุรุษย่อมตั้งอยู่ในสัจจะที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมคือยุติธรรม”

๓) พูดคำไพเราะอ่อนหวาน คือการพูดนุ่มนวล น่ารัก ฟังแล้วสบายหูใคร่ได้ยินย่อมชื่นชอบ ตรงกันข้ามกับคำหยาบ การพูดคำอ่อนหวาน เป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของการพูดดีหรือสัมมาวาจา หมายถึงวาจาชอบ วาจาหมายถึงคำพูหรือการพูด เป็นคำกลาง ๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงการพูดผิดไม่ถูกต้อง (มิจฉาวาจา) ก็ได้ หรืออาจจะหมายถึงการพูดถูก (สัมมาวาจา) ก็ได้สัมมาวาจาในพระบาลีนั้น มีความหมาย ดังนี้ “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจาเป็นไฉน ภิกษุทั้งหลาย เจตนางดเว้นการพูดเท็จเจตจำนงเว้นการจากการพูดส่อเสียด เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่าสัมมาวาจา”๑๒๕

องค์ประกอบของสัมมาวาจาตามนัยสูตรนี้ แบ่งส่วนประกอบของวาจาได้เป็น ๔ ประการ คือ (๑) จริงหรือแท้ (๒) มีประโยชน์ (๓) เป็นที่รักเป็นที่พอใจของคนอื่น และ (๔) เหมาะกับกาลเวลา ในองค์ประกอบของสัมมาวาจาทั้ง ๔ ประการนี้ องค์ประกอบคือ มีประโยชน์มีความสำคัญมากที่สุด ส่วนประการอื่นมีความสำคัญรองลงไป แต่ถึงอย่างไรก็ตาม วาจาแม้จะเป็นคำจริงมีประโยชน์ เป็นทีพอใจของคนอื่นแล้วก็ตาม แต่การพูดวาจาเช่นนั้นก็ต้องคำนึงถึงกาลเวลา คือให้เหมาะสมกับกาลเวลาด้วย ควรเหมาะสมกับกาลเวลานั้นนับว่าเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้การพูดนั้นเกิดผลหรือประโยชน์ได้อย่างเต็มสมบูรณ์

๔ พูดมีประโยชน์ คือประสานสามัคคี ตรงกันข้ามกับพูดส่อเสียด ทำให้คนที่กำลังจะแตกกันสมานกัน ประสานผู้ที่แตกกันแล้วให้เข้ากันได้ใหม่ คนชั่วเหมือนหม้อดินแตกแล้วประสานกันได้ยาก ส่วนคนดีกับคนดีเหมือนหม้อทองเหลือง แตกแล้วประสานให้เข้ากันได้ง่าย คุณค่าของการพูดมีประโยชน์นี้เป็นที่รักของคนทั้งหลาย มีคนต้องการคบหาสมาคม และไม่แตกจากมิตรโดยง่าย มีคนด้วยกันแม้จะขาดไมตรีกันบ้างในบางครั้งบางคราว ก็ยังมีจิตเมตตาต่อกัน เหมือนก้านบัวแม้จะหักออกจากกันก็ยังมีใยติดอยู่

๕ พูดด้วยจิตเมตตา มีกล่าวไว้ในทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย๑๒๙ ได้แสดงถึงคำพูดที่พูดไว้ ๑๐ อย่าง คือ (๑) อัปปิจฉกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย (๒) สันตำฐิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ (๓) ปวิเวกกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สงัดกายสงัดใจ (๔) อสังสัคคกถา ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้ระคนด้วยหมู่ (๕) วิริยารัมภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้กระทำความเพียร (๖) สีลกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล (๗) สมาธิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้สงบ (๘) ปัญญากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา (๙) วิมุตติกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลส

DSC08813ในดิรัจฉานกถาสูตร๑๓๐ ได้แสดงถึงคำพูดที่ไม่ควรพูด เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเวลาไม่ได้ประโยชน์อะไร และไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในด้านจริยธรรมแต่อย่างไร คำพูดดังกล่าวในพุทธปรัชญาเรียกว่าดิรัจฉานกถา ดิรัจฉานกถานั้นมีหลายอย่าง เช่น การพูดถึงเรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรืองกองทัพ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องนิคม เรื่องชนบท เรื่องท่าน้ำ เรื่องบุรุษ เรื่องสตรี เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องทะเล เป็นต้น

ลักษณะวาจาทุพภาษิต ๔ อย่าง

๑) มุสาวาท การพูดไม่ตรงตามความจริง คือ คนทั้งหลายย่อมกล่าวแต่สิ่งที่ไม่เป็นจริง ให้เห็นว่าเป็นจริงด้วยเจตนานั้น ฉะนั้นเจตนาที่เป็นเหตุให้กล่าวไม่จริงนั้นชื่อว่ามุสาวาท ซึ่งมีลักษณะ ๔ อย่าง คือเรื่องนั้นเป็นเรื่องไม่จริง มีจิตคิดจะกล่าวเท็จ มีความพยายามเพื่อพูดเท็จโดยวิธีใดก็ตาม คนฟังเชื่อตามที่ตนพูดออกไป การตัดสิน

ลักษณะทั่วไปของพุทธศาสนสุภาษิตนั้นจัดแบ่งได้ ๒ ลักษณะ คือ ๑. ลักษณะทางฉันทลักษณ์ ๒. ลักษณะทางเนื้อหา

DSC01083๑. ลักษณะทางฉันลักษณ์ เป็นคำร้อยกรองในภาษาบาลีเรียกว่า ฉันทลักษณะ เป็นคำประพันธ์ที่กำหนด ครุ ลหุ กำหนดจำนวนคำตามข้อบังคับของฉันท์แต่ละชนิด ฉันท์ ๑ บท เรียกว่า ๑ คาถา ฉันท์ ๑ คาถา มี ๔ บาท ฉันท์ ๑ บาทมี ๘ คำ ไม่เกิด ๑๑ คำ หรือ ๑๔ คำ ตามประเภทของฉันท์ นี้เป็นฉันท์ประเภทหนึ่งที่เรียนรู้และรู้จักกันเป็นอย่างดีในวงการภาษาบาลีในประเทศไทย ๖ ชนิด คือ (๑ ) ปัฐยาวัตรฉันท์ (๒) อินทรวิเชียรฉันท์ (๓) อุเปนทรวิเชียรฉันท์ (๔) อินทรวงศ์ฉันท์ (๕) วังสัฏฐฉันท์ (๖) วสันตดิลกฉันท์

อีกนัยหนึ่งแบ่งตามลักษณะของวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า ลักษณะเนื้อหาของพุทธศาสนสุภาษิต ผู้เชียวชาญทั้งหลายได้แบ่งเนื้อหาของสุภาษิตในพระพุทธศาสนาออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลักษณะของรูปแบบคำสอนในพุทธศาสนาเรียกอีกอย่างว่า “นวังคสัตถุศาสตร์” คือคำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ พุทธพจน์มีองค์ประกอบ ๙ อย่าง คือ

๑ ) สุตะ คือคำสั่งสอนที่เป็นพระสูตรและพระวินัย รวมทั้งคัมภีร์ทั้งสองด้วยโดยมีลักษณะเป็นสูตร ซึ่งประกอบไปด้วยระเบียบแบบแผนมีลำดับขั้นตอนต่างๆ อันมีข้อธรรมเป็นลักษณะคือ จากข้อหนึ่งถึงสิบข้อ

๒ ) เคยยะ คือ คำสอนที่เป็นลักษณะทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน ได้แก่พระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด

๓ ) เวยยากรณะ (ไวยากรณ์) คือคำสอนเป็นแบบร้อยแก้วล้วนได้แก่พระอภิธรรมปิฏกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา

DSC01086๔ ) คาถา คือ คำสอนแบบร้อยกรองล้วนๆ เช่น ธรรมบท, เถรคาถา, เถรีคาถา

๕ ) อุทาน คือ คำสอนที่เปล่งออกมาเป็นคำที่มีความหมายต่างๆตามสถานการณ์นั้นๆ เช่น สมัยเกิดความสังเวช , สมัยเกิดความปีติยินดีบ้าง ซึ่งเป็นพระคาถา ๘๒ สูตร

๖. ) อิติวุตตกะ เป็นเรื่อง อ้างอิง คือการยกมากล่าวอ้างของพระสังคีติกาจารย์ผู้รวบรวมโดยไม่บอกว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องเหล่านี้แก่ใคร ที่ไหนชื่อพระสูตรเหล่านี้มักขึ้นต้นด้วยคำว่า วุตตัง เหตัง ภควตา (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้) เหมือนกันหมด จึงเรียกว่า อิติวุตตกะ แบ่งเป็น ๔ นิบาตมีทั้งหมด ๑๑๒ สูตร

๗ ) ชาดก คือ คำสอนที่กล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตทั้งที่เป็นเรื่องราวในอดีตของพระพุทธเจ้าบ้าง สาวกบ้าง เป็นธรรมภาษิตในลักษณะการเล่านิทานธรรมอยู่ในเรื่อง ส่วนมากจะเป็นนิบาตชาดก

๘. ) อัพภูตธรรม คือคำสอนที่เป็นเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจหรือเรื่องปาฏิหาริย์

๙. ) เวทัลละ คือคำสอนที่สูงขึ้นไปตามลำดับ อาศัยการวิเคราะห์แยกแยะความหมายอย่างละเอียด เช่นพระอภิธรรมเป็นต้น


เสฐียนพงษ์ วรรณปก. พุทธศาสนสุภาษิต (กรุงเพทฯ ธรรมสภาจัดพิมพ์เผยแพร่) , ๒๕๓๔ , หน้า คำนำ

ขุ. สุ ๒๕ / ๔๑๑/๓๕๗ , สํ. ส. ๑๕ /๒๗๗/๗๓๘

องฺ ปญฺจก. ๑๒ / ๑๙๘ / ๒๒๙

๑๒๘ ม.ม. ๑๓ / ๙๔ / ๘๒

๑๒๕ ที. ม. ๑๐ /๒๙๙ / ๒๘๗ ม. มู. ๑๒ / ๑๙๔ / ๙๙ ม. อุ. ๑๔ / ๗๐๔ / ๓๘๕ อภิ. วิ. ๓๕ / ๑๖๕ ๑๒๒,

๑๒๙ องฺ. ทสก. ๒๔ / ๖๙ / ๑๓๔

๑๓๐ สํ. มหา. ๑๙ / ๑๖๖๓ / ๕๐๙

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์. ฉันทปรารมภ์ . (กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์เลียงเชียง) , ๒๕๔๒ , หน้าคำนำ

พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ประยุตโต) . พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (กรุงเทพฯ โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ) , ๒๕๓๓ , หน้า ๑๑๖ -๑๑๗

๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัณหา

โลโก2

บทที่ ๑

การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพุทธภาษิตกับผญาภาษิต

ความนำ

๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัณหา

พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาผู้สัพพัญญู รู้แจ้งสัจธรรมในเรื่องชีวิต จิตวิญญาณและเอกภพนั้นคือคุณสมบัติตลอดน้ำพระทัยที่พระองค์ทรงตระหนักถึงความทุกข์ที่มนุษย์ทั้งหลายประสบอยู่ในชีวิต พระองค์ค้นพบสมุฏฐานแห่งทุกข์และวิธีการแก้ปัญหานี้เป็นผลสำเร็จ แล้วทรงนำมาประกาศเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลก

พุทธศาสนสุภาษิตไม่ว่าจะเป็นคำสอนในลักษณะใดคือพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมก็ล้วนแต่เป็นสามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้ ยิ่งสภาวะการของสังคมในปัจจุบัน หลักพุทธศาสนสุภาษิตเป็นคำสอนที่เตื่อนสติให้ทุกคนหันกลับมาคิดถึงชีวิตของตนเองได้ดียิ่ง เช่นหลักอัตถประโยชน์๔ หลักอริสัจ ๔ มรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น

พุทธศาสนสุภาษิตที่สอนเรื่องกฏแห่งกรรม คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หว่านพืชเช่นใดก็ย่อมได้ผลเช่นนั้น กรรมดีหรือกรรมชั่วบางชนิดให้ผลเร็ว คือให้ผลในปัจจุบัน บุญหรือบาปบางชนิดให้ผลช้า บุญหรือบาปบางชนิดส่งผลในชาติต่อๆไป ดังนั้นพุทธศาสนาจึงเน้นให้บุคคลทั้งหลายทำแต่กรรมดีและเว้นกรรมชั่วพร้อมกันนั้นก็พยายามทำให้ผ่องใส่

นอกจากนี้พุทธศาสนายังเป็นเครื่องส่งเสริมให้มนุษย์มีสติปัญญา เข้าใจกฎเกณฑ์และขบวนการแห่งธรรมชาติ และสามารปฏิบัติตนเองให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้นๆ นอกจากนั้นพุทธศาสนายังสอนให้เลือกเฟ้นประพฤติธรรมที่ดีงามและรู้จักปล่อยวางหรือเว้นสิ่งที่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์มาสู่ตน ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขของบุคคลและสังคม และยิ่งไปกว่านั้นพุทธศาสนายังเป็นที่พึ่งทางจิตใจ และเป็นที่ให้ความหวังแก่มนุษย์

34พระพุทธศาสนาคือแบบแผนความเชื่อของชาวไทย กล่าวคือมีคุณค่าและอุดมคติตลอดถึงเป็นหลักการดำเนินชีวิตและนำไปสู่การพัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น ให้รู้จักการนำเอาปัญญามาวิเคราะห์ให้รู้จักเหตุและผลให้ฉลาดกว่าสัตว์เพื่อให้หนีจากสัญชาติญาณฝ่ายต่ำคือ กิเลส กรรมและวิปาก เพราะได้อาศัยคำสอนในทางศาสนามาเป็นวิถีทัศน์ในการดำรงตนให้มั่นศีลธรรมเพื่อบรรลเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิต คือการละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว และการป้องกันบาปที่ยังไม่เกิด มิไห้เกิดขึ้นมาอีก และเร่งบำเพ็ญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นแก่ตนเองแล้วเพียรรักษาบุญที่มีแล้วให้สถาพรต่อไป นี้คือกฏเกณฑ์ทางศีลธรรมอันจะทำให้ตนเองบรรลุเป้าหมายได้แล้วแผ่ขยายไปสู่สังคมซึ่งจะเป็นการนำเอาหลักธรรมมาผสมผสานในการดำเนินชีวิตซึ่งสามารถนำพาผู้ประพฤติปฏิบัติไปสู่ความสะอาด สว่าง สงบของชีวิตทั้งกายและทางจิต แม้ว่าการประพฤติตามหลักคำสอนจะยังไม่สมบูรณ์อย่างเต็มที่ก็ยังความสันติสุขมาสู่ผู้ประพฤติดีได้ในชีวิตปัจจุบันและยังส่งผลนำไปสู่ฐานะและภพภูมิที่ดีขึ้น

ซึ่งในประเด็นนี้ชาวไทยทั้งหลายก็ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสัจธรรม ตลอดถึงยอมรับนับถือหลักธรรมในพระพุทธศาสนาและยกย่องเทิดทูนพระธรรมคำสั่งสอนมาเป็นหลักดำเนินชีวิตของตนเองสืบต่อกันมาเป็นระยะนับพันปี โดยมีหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะอิทธิพลของธรรมะในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ที่เข้ามามีส่วนในวิถีชีวิตของชนชาวไทย และทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองมีเอกราชและอธิปไตย์ของตนเอง คติธรรมที่ได้จากพุทธศาสนสุภาษิตมีส่วนสำคัณยิ่งที่ช่วยเป็นเครื่องเตือนสติแก่ชาวไทยตลอดมาและตลอดไป

ไม่เพียงเท่านั้นพระพุทธศาสนายังแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปสู่ชนชาวอีสานในอดีต โดยผ่านไปทางวรรณกรรมคำสอนต่างๆบ้าง โดยมีหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแกนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ นักปราชญ์อีสานได้นำเอาคำสอนของพระพุทธศาสนาเข้ามาประพันธ์เป็นผญาอีสาน ซึ่งเป็นคำสอนอีกอย่างหนึ่งที่เป็นคติธรรมแก่ชนชาวอีสานมานาและยังเป็นสื่อในการสั่งสอนชาวบ้านให้เข้าถึงธรรมะในพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี ตลอดหลักการดำเนินชีวิตตามธรรมของพระพุทธเจ้า คำผญาอีสานเป็นประหนึ่งว่าเป็นกุสโลบายของนักปราชญ์ชาวอีสานที่ต้องการจะสอดแทรกธรรมะของพระพุทธศาสนาให้เข้าถึงประชาชนทุกระดับชั้นและทุกเพศทุกวัย ดังนั้นคำสอนที่จัดว่าเป็นคำผญาภาษิตอีสานเหล่านี้เองที่ทำให้ชาวอีสานเป็นคนที่ยึดมั่นในศีลธรรมอันดีงามตลอดมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นทั้งคติพจน์และหลักในการดำเนินชีวิตให้พบความสงบสุข ไปจนถึงระดับธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนาคือพระนิพพานอันเป็นบรมธรรม

T020410_03P_rผู้ศึกษาวิจัยสนเป็นพิเศษยิ่งคืออิทธิพลของพุทธศาสานาที่เป็นคำสุภาษิตนั้นส่งผลอย่างไรแก่คำสุภาษิตอีสาน จนเป็นคติชนคือความเชื่อของชาวบ้านอย่างลึกซึ่งได้ กรณีอย่างนี้ยังไม่มีใครวิได้ศึษาวิจัยกันมากนัก และอีกอย่างที่สำคัญคือสนใจที่จะศึกษาเปรียบกันระหว่างพุทธภาษิตกับและผญาภาษิตอีสานมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดอย่างไรหรือไม่ ที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตของชาวอีสานออกมาอย่างไร ตลอดถึงการประยุกต์ภาษิตทั้งสองมาเป็นหลักสำหรับใช้ในการดำเนินชีวิตในสังคมจากอดีตสู่ปัจจุบัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำสอนที่ให้คติธรรมและรวมอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน

สังคมท้องถิ่นอีสานเป็นแหล่งอารยธรรมอันสั่งสมมาแต่บรรพกาล วรรณกรรมแบบมุขปาฐะและวรรณกรรมลายลักษณ์อักษรต่างๆมีปรากฏเป็นจำนวนมาก ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย สิ่งที่น่าสนใจก็คือแม้ว่าทั้งสองสุภาษิตจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตนเอง แต่ก็ส่งผลต่อกันทั้งยังเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นอยู่กับวิถีชีวิตของปวงชนมาช้านาน

พุทธศาสนสุภาษิตและสุภาษิตอีสานที่ผู้วิจัยเห็นว่าน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งก็คือ บทสุภาษิตที่เป็นหลักดำเนินชีวิตหรือที่เป็นหลักทางจริยธรรมในสังคมชาวบ้านท้องถิ่นอีสาน กล่าวคือชาวอีสานแต่โบราณในวัยหนุ่มสาวจะมีประเพณีในการจ่ายคำผญากันโดยใช้ภาษาที่ไพเราะและมีข้อคิดให้ดำเนินชีวิตในทางที่ชอบตามทำนองคลองธรรม มีลักษณะเป็นบทร้อยกรองที่มีทั้งเรียบง่ายและแฝงความหมายอันลึกซึ่งเอาไว้ด้วย คำสุภาษิตอีสานนี้ในท้องถิ่นอีสานเรียกว่า คำผญาภาษิต

ในปัจจุบันนี้ประเพณีการจ่ายคำผญาต่างๆของชาวบ้านได้เสื่อมสูญไปแล้วอย่างน่าเสียดายยิ่ง แต่อย่างไรก็ดีมรดกทางวัฒนธรรมทางภาษาเหล่านี้ย่งคงล่องลอยอยู่ในความทรงจำของผู้สูงอายุในชนบท ตลอดจนได้มีผู้ที่พยายามเก็บรวบรวมบันทึกข้อมูลทางวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้าของอนุชนรุ่นหลัง

ผู้ศึกษาวิจัยตระหนักดีถึงคุณค่าแห่งคำสอนที่ปรากฏในพุทธศาสนาและวรรณกรรมเรื่องต่างๆของชาวอีสานกว่าจะเลือนหายไปจากความคิดของชนรุ่นหลัง ประกอบยังไม่มีผู้ใดได้ศึกษาวิจัยโดยการเปรียบเทียบคำสุภาษิตทั้งสองอย่างจริงจังมาก่อน จึงเลือกที่จะศึกษาวิจัยเรื่องนี้ขึ้นมา

T060910_05P_r.๒. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

๑) เพื่อศึกษาถึงคุณค่าของพุทธภาษิตและคำผญาภาษิตที่มีต่อวิถีชีวิตโดยสังเขป

๒) เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์กันระหว่างพุทธภาษิตและคำผญาภาษิตอีสานที่มีต่อวิถีชีวิตตามหลักจริยธรรมโดยสังเขป

๓) เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของพุทธภาษิตและคำผญาภาษิตอีสานที่มีต่อภาพสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยสังเขป

๔) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบบุญบาปในพุทธภาษิตและคำผญาภาษิตอีสาน

๕) เพื่อเป็นประโยชน์แก่การศีกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพุทธศนาและสุภาษิตอีสานต่อไป

.๓ ขอบเขตของการวิจัย

๑ ) ศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวกับพุทธภาษิต ได้แก่พระไตรปิฏก และส่วนสุภาษิตอีสาน ได้แก่ คำสุภาษิตต่างๆที่ปรากฏในวรรณกรรมอีสาน และของนักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นข้อมูลทุติยภูมิในการศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบโดยสังเขป

๒) ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยธรรมซึ่งปรากฏอยู่ในพุทธศาสนสุภาษิตและสุภาษิตอีสานโดยสังเขป

๓) ศึกษาเปรียบเทียบถึงอิทธิพลของพระพุทธศาสนสุภาษิตที่มีต่อสุภาษิตอีสานในด้านคติ ความเชื้อในลักษณะที่เหมือนกันและแตกต่างกัน

๔) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคล้ายคลึงและความแตกต่างกันของคำสุภาษิตทั้งสองในด้านสำนวนโวหารและเนื้อหา

.๔ วิธีดำเนินการวิจัย

๑) ผู้วิจัยจะใช้การศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และเสนอผลการศึกษาเป็นแบบพรรณา โดยเฉพราะพุทธศาสนสุภาษิตนั้นผู้วิจัยจะศึกษาจากแหล่งข้อมูลหนังสือพระไตรปิฏกฉบับหลวง ของกรมการศาสนา โดยผู้ศึกษาจะเข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง จากเอกสารและงานวิจัย ตลอดถึงวิทยานิพนธ์และหนังสืออื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยนี้

๒) ผู้วิจัยศึกษิตสุภาษิตอีสานจากเอกสารที่ได้มีการปริวรรตเป็นสำนวนภาษิตไทยแล้ว และเอกสารงานวิจัย วิทยานิพนธิ์และหนังสืออื่นๆซึ่งเป็นเอกสารของนักปราชญ์อีสานที่ได้ทำการศึกษาเอาไว้นำมาศึกษาเปรียบเที่ยบกันระหว่างพุทธศาสนสุภาษิตกับผญาภาษิตอีสาน

.๕ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

๑) ทำให้ทราบถึงลักษณะของพระพุทธศาสนสุภาษิตและสุภาษิตอีสาน

๒) ทำให้ทราบถึงจุดประสงค์และหลักจริยธรรมซึ่งปรากฏในพุทธศาสนสุภาษิตและสุภาษิตอีสาน

๓) จะทำให้ทราบถึงอิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่อแนวคำสอนอีสานซึ่งปรากฏในผญาอีสานต่างๆตลอดถึงขนบธรรมประเพณีอันเกิดจากแรงผลักดันของพระพุทธศาสนา

๔) จะทำให้ทราบถึงแนวคิดของนักการศาสนาและนักปรัชญาอีสานซึ่งเป็น

การสงวนมรดกเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางภาษาและวรรณกรรมเอาไว้ได้อย่างหนึ่ง

๕) วิทยานิพนธ์นี้อาจเป็นประโยชน์แก่การศึกษา ค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับคำ

สุภาษิตทั้งสองต่อไปในประเด็นอื่นๆอีก

ผญาภาษิตบอกวิธีดูสาวๆมาเป็นภรรยา

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...
วรรณกรรมเรื่องท้าวคำสอน
เนื้อเรื่องย่อ
ท้าวคำสอนเป็นกำพร้าอาศัยอยู่กับพระมหาเถระ เมื่อเจริญวัยพระมหาเถระจึงสอนวิธีการเลือกคู่ครอง ซึ่งท่านได้อรรถาธิบายถึงลักษณะหญิงประเภทต่างๆท้าวคำสอนก็ลาพระมหาเถระไปหาหญิงลักษณะดีเป็นคู่ครอง ในที่สุดก็พบกับนางปังคำ เป็นคนจนอยู่กระท่อมแต่ด้วยลักษณะถูกโสลกของหญิงดีเป็นเมียแก้ว ท้าวคำสอนเกี้ยวพาราสีซึ่งตอนนี้กวีท่านได้นำเอาผญาเกี้ยวใส่เข้าไปซึ่งเป็นที่กินใจจนหนุ่มสาวนำมาเป็นผญาเกี้ยวกันสนทนากันอยู่เนืองๆ ฉะนั้นถ้ารวมรวมสำนวนผญาที่หนุ่มสาวจ่ายกันนั้นก็น่าจะเป็นสำนวนที่จดจำมาจากเรื่องท้าวคำสอนเป็นส่วนใหญ่ ค่านิยมในการเลือกคู่ของชาวอีสานนั้นไม่เน้นเรื่องความสวยงามเป็นหลัก หากแต่ว่าเน้นถึงลักษณะของสตรีที่เป็นสิริมงคล ถึงแม้ว่ารูปร่างจะด้วยไปก็ตาม แต่เน้นหญิงที่มีใจบุญสุนทาน ดังนั้นวรรณกรรมท้าวคำสอนนี้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะนิสัยการเลือกคู่ของชาวอีสานได้ดี คือเป็นเมียแก้วเมียขวัญ และควรเป็นหญิงที่นำโชคมาให้สามีและครอบครัว ใจบุญ ซื่อสัตย์ต่อสามีและเป็นแม่บ้านที่ดีเป็นแม่ศรีเรือนนั้นเอง แต่วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเพียงความพยายามที่จะกำหนดรูปแบบของหญิงที่ดีและไม่ดีเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางของการเลือกอีกวิธีหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็นจริงอย่างนั้นเสมอไป คือคนที่จะมาเป็นคู่ครองจริงอาจจะไม่มีลักษณะตรงกับที่พระมหาเถระสั่งสอนเอาไว้ก็ได้ ดังตอนสุดท้ายของเรื่องท่าวกล่าวว่าดังนี้คือ
คำสอนท้าวฟังนางเว้าม้วนถืกโสลกแท้นางแก้วตอบขานนางนั้นชื่อว่านางปังคำเจ้าคำสอนต้านกล่าวนางเว้าจ้อยๆคำสอนท้าวนั่งฟัง ท้าวก็มักยิ่งแท้ประสงค์แต่งเป็นเมีย ถืกโสลกมหาเถรยอดหญิงแปงสร้าง ชื่อว่าเป็นนางแก้วเคียงสองเสมอแว่น มหาเถรแต่งให้เห็นแล้วถืกกะใจถืกลักษณะแท้ทั้งโสลกหญิงดี บ่ได้มีทางติเยื่องประมาณพอน้อย เป็นเพราะสายมิ่งเกี้ยวปางก่อนสายแนน บุพพกรรมปางหลังจ่องดึงให้มาพ้อ ผัวเป็นเทวบุตรแท้แสวงหาเมียมิ่ง เมียเป็นเทวดาได้พ้อบุญกว้างส่งสนองแนนมิ่งนั้นคือดั่งวาสนา นั้นแล้ว ชาติก่อนพุ้นเคยได้ฮ่วมผัวเมีย แสนซิไปคนทางเกิดกันคนก้ำ แม่นซิปรารถนาเว้นก็ยังนำเฮียงฮ่วมกันดายหนีบ่ม้มเวรเกี้ยวชาติลุ้น แนมท่อ สองประสงค์เว้นภายลุนจิ่งจำจาก ผิว่าผัวบ่เว้นใจข้องต่อเมีย จักได้กันเที่ยงแท้บ่เหินห่างสายแนน ฯ94
ลักษณะของหญิงที่เป็นสิริมงคลแก่สามีและครอบครัว ซึ่งควรที่จะเลือกมาเป็นคู่ครองมีลักษณะสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ
‏א. สตรีที่นำโชคลาภมาสู่สามีและครอบครัว ซึ่งจะมีวาสนาให้สามีให้สามีเจริญรุ่งเรืองและครอบครัวมีความสุขร่ำรวย ดังนี้
เด็กหญิง๑) หญิงใดเอเลท้องปูมหลวงอุมบาตร
หญิงนั้นลอนท่อเป็นรูปร้ายบุญเจ้าหากมีแท้ดาย
ชายใดได้เข้าอยู่ซ้อนสุขร่วมบรม
สมบัติในเรือนมีพร่ำเพ็งเต็มเหย้า หั้นแล้วฯ
เด็กหญิง๒) หญิงใดคอตกปล้องหางตาแดงพอสน่อย
เมื่อนางยกย่างย้ายพอด้ามเกิ่งเสมอ
แม่นว่าท้าวเข้าได้อยู่ซ้อนเรียงร่วมเป็นเมียเมื่อใด
ยูท่างและทรงความสุขนั่งปองเป็นเจ้า
เด็กหญิง๓) หญิงใดมีปานดำขึ้นจักกกขาดูหลาก
หญิงนั้นใผผู้ใดกล่าวต้านโอมได้โชคมี แท้แล้ว
เด็กหญิง๔) หญิงใดโปแข่งน้อยคิ้วก่องกวมตา
หัวนมเป็นปานดำก็หากมีบุญแท้
ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียโชคขนาดแท้ดาย
มันหากดูประเสริฐแท้เมือหน้าบ่ขวงแท้แล้ว
เด็กหญิง๕) หญิงใดขี้แมงวันจับสบเบื้องซ้ายสมบัติมั่งบุญมีท้าวเอย
ใผผู้โอมเอาได้เป็นเมียหากคูนยิ่งจริงด้าย
เด็กหญิง๖) หญิงใดใบหูห้วนหยุดปลายพดสน่อย
หญิงนั้นเป็นแม่ค้ายังซิได้มั่งมีเจ้าเอย
ยังได้ผมดำเลื่อมหางนกยูงเสมอภาค กันนั้น
ชายใดได้เข้าอยู่ซ้อนจักเป็นเจ้าเศรษฐี
เด็กหญิง๗) หญิงใดเสียงปากต้านหวานหูเว้าม่วน
ตาเชิดซ้ายคอปล้องรูปงาม
เกศาผมยาวได้วาปลายคืบหนึ่ง
หญิงนั้นควรค่าล้านคำม่วนชอบธรรม แท้ดาย
ความหมายคำศัพท์
เอเล -กางใหญ่ ลอนท่อ- หากว่า ผิว่า พร่ำเพ็ง -มากล้น ยูท่าง -สบาย มีความสุข อยู่เย็น ด้าม เพียง ประมาณ เกิ่ง - กึ่ง ครึ่ง ซ้อน – คู่ครอง
คีค้อยคีค้อย-สม่ำเสมอ ฟู –เจริญรุ่งเรือง ฟูเฟื่อง
สาวขี้เล่นข.ลักษณะสตรีที่มีความซื่อสัตย์ต่อสามี
หญิงใดหลังตีนสูงขึ้นคือหลังเต่า
หญิงนั้นใจซื่อแท้ประสงค์ตั้งต่อผัวเจ้าเอย
ก็บ่มักเล่นชู้ชายอื่นมาชม
ก็ท่อจงใจรักต่อผัวคีค้อยคีค้อย
หญิงนั้นแม่นซิทำการสร้างอันใดก็เรืองรุ่งแท้แล้ว
แสนซิจมอยู่พื้นมาแล้วก็หากฟู
เจ้าหญิงค. ลักษณะสตรีที่เป็นแม่บ้านที่ดีคือ
หญิงใดเฮ็ดกินพร้อมพอเกลือทั้งปลาแดก
หญิงนั้นแม่นเป็นข้อยเพิ่นฮ้อยชั้นควรให้ไถ่เอา ท่านเอย
สาวขี้เล่นง ลักษณะสตรีที่มีโทษหรืออัปมงคล
๑) หญิงใดหน้าผากกว้างดังใหญ่โขโมนั้นนา
หญิงนั้นเป็นหญิงขวงอย่าเอาควรเว้นฯ
๒) หญิงใดฝาตีนกว้างกกขาทึบแข่งใหญ่
หญิงนั้นใผเข้าอยู่ซ้อนสอนได้ก็บ่ฟัง
มันก็ขี้ถึ่แท้โถงโลกโลกา แท้ดายฯ
๓) หญิงใดฝีสบดำซ้ำเสมอหมากมอญสุกดังนั้น
อันว่าตัญหาในโลกาบ่อาจมีไผ่เพี้ยง
หญิงนั้นคนมีใจถ่อยร้ายเจ้าอย่าโอมเอาแท้เน้อ
ฝูงนี้หญิงอธรรมบาปเวรนำใช้ แท้แล้วฯ95

94 พระอริยานุวัตร เขมจารี,ท้าวคำสอน,(มหาสารคาม:จัดพิมพ์โดยโครงการปริวรรคหนังสือผูกอีสานมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ) ,๒๕๒๕, หน้า ๒๔–๒๕
95 ศ.ธวัช ปุณโณทก,วรรณกรรมภาคอีสาน,(กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ,๒๕๓๗ ,หน้า ๒๕๒–๒๕๗

ผญาอีสานหมวด ก.ไก่

                                                                         กกhttp---wallpaper-hit.blogspot.com 8

กกบ่เตี้ยงตีงตายตั้งแต่ง่า ง่าบ่เตี้ยงตีงได้ตั้งแต่ใบ

อันหนึ่งกกแนนเจ้าขูลูบาบ่าว ทั้งอ่อมน้อยยังเกี้ยวกอดบ่เด

พี่อยากถามเถิงกกโกส้มกกยมเฮาเคยลอด มีผู้หักง่าชันฟันง่าเนิ้งตายเฟื้องเคิ้งลำแล้วบอ

ยำกกให้ยำเหง้า ยำเงาให้ยำกิ่ง

กุหลาบแดงกกกอเหง้าวงศ์สกุลโคตร์ย่า ให้บูชาอ่อนน้อมถนอมไว้อย่าลวน

กุหลาบแดงกกมิ่งแขวนกกแนนห้อยพันกันมาน่องนิแน่ง แนนของอ้ายขี่หน้าแนนน้องขี่หลัง

กุหลาบแดงสาวเอยสาวตั้งแต่เจ้าเป็นสาว กกขาขาวคือปลีกล้วยถอก บาดเจ้าออกลูกแล้ว กกขาก่ำคือหำลิงโทน

กุหลาบแดงเชื้อหมากต้องบ่ห่อนหล่นไกลกก แนวผมดกบ่ห่อนเป็นหัวล้าน

http---wallpaper-hit.blogspot.com 15กิน

กินผู้เดียวงูเขียวสิเกี้ยว

ของกินบ่กินมันเน่า ของเก่าบ่เล่ามันลืม

ผู้กินกินพอฮาก ผู้อยากอยากพอตาย

เอิ้นกินแล่นใส่เอิ้นใช้แล่นหนี

กุหลาบแดงยาครูเฒ่าครองสงฆ์ครัดเคร่ง ปากและท้องบ่มีไว้เพื่อกินกินมำมำบ่คลำเบิ่งท้อง

แบ่งกันกินงูเขียวจั่งบ่เกี้ยว   บ่กินผักบ่มีเหยื่อท้อง บ่เอาพี่น้องเสียหน่อเสียแนว

ยามกินบ่เฮียกยามเวียกเอิ้นใช้

T081010_03P_rตกกะเทิน

ตกกะเทินว่าได้ปล้ำสินำฮอนคู่ซู่ง่า พร้าบ่บานขวานบ่เป้จำบ้องแม่นบ่เซา

ตกกะเทินว่าได้กำคอแก้วบ่าหวังวางให้เหล้าเฮี่ย ตกกะเทินว่าได้กำคอกะท้างบ่วางให้เขี่ยขี่ดิน

ตกกะเทินว่าได้จับคันโซ้ ลงหนองสาสาด สิฟาดให้แห้งเอาปลาต้มใส่งาย

ตกกะเทินว่าได้กำคอแฮ้งสิกำแฮงแฮงให้ฮากมันออก สิจับเน้นแก่งแก้ให้คอแฮ้งขาดคา

อัตโนมัติตกกะเทินว่าได้ลงมือคั้นงมปลาหาเต่า เอาให้เหมิดซู่ซ้งลงให้เหมิดซู่ด้านสาแล้วจั่งสิเซา

อัตโนมัติตกกะเทินว่าแต่ข้อยได้เจ้า ข้าวอยู่เล่าบ่ให้ต่าวตำตัก หลัวแลฟืนบ่ให้ไปดงกว้าง สาลีข้าวฮวงเดียวบ่ให้เกี่ยว สิให้ขอดอ้อมป้อมซอมถ้าแต่แต่งโต

อัตโนมัติตกกะเทินว่าได้ลงลายม้วนบ่เป็นบุงกะให้เป็นต่า บ่เป็นกะซ่าให้เป็นข้องใส่หอย บ่เป็นกลอนเฮือนสิให้เป็นกลอนเล้า

คันบ่เป็นอนใดแท้สิถุยลุยลงให้เป็นไม้ลกไก่ คันบ่ได้แท้แท้สิยอม้วนใส่ไฟ

wallpaper-hit.blogspot.com042                 ตาย

อันว่าโลกีย์นี้บ่มีแนวตั้งเที่ยง มีแต่ตายแตกม้างทะลายล้มเกลื่อนหาย อันว่าความตายม้างไกลกันเจียระจาก คันบ่มัมโอฆกว้างสิเทียวพ้ออยู่เลิง

สงสาร นี้เวียนตายเวียนเกิด คือมดแดงไต่อบดังเวียนแล้วคอบเลิง

คึดต่อคนตายนี้ บ่มีทางสิเห็นไง่ คือดั่งไฟมอดแล้วไผสิฮู้ปล่องไป

ค้างคาวดูดเลือดความตายนี้เปิงเป็นทังโลก คันมันมาฮอดแล้วหนีได้กะบ่กลาย

ค้างคาวดูดเลือดชื่อว่าความตายนี้แขวนคอทุกบาดย่าง ไผกะแขวนอ้อนต้อนเสมอด้ามดั่งเดียว

ค้างคาวดูดเลือดคนเฮาเฒ่าตายไปขู่ฮ่วง คือดั่งดวงดอกไม้ใบแห้งห่นเหลือง

ค้างคาวดูดเลือดไผหากคองคอยถ้าคนตายว่าสิเกิด มีแต่ตายแล้วจ่อยคอยแล้วกะบ่มา

ค้างคาวดูดเลือดตายดับนกเอี้ยงฝ้ายตายวายนกเอี้ยงโหม่ง ตายดับนกอี่จู้ชูแล้วจั่งแต่งดอง

แมงวันเขียวตายย้อนขี้ สาวผู้ดีตายย้อนอ่ง

http---wallpaper-hit.blogspot.com 7ทุกข์

ทุกข์มีเสื่อผ้าฝ่าเฮือนดีพอลี้อยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้องนอนลี้อยู่บ่เป็น

อยากทุกข์ให้ไปเป็นนายคน อยากสาระวนให้เอาเมียน้อย

ทุกข์ยากฮ้ายให้ได้อยู่นำกัน กลอยมันมีจั่งค่ยอหามาเลี้ยง อ้ายนี้ทุกข์ยากฮ้ายปากก่ำกินมันหมก คันบ่กินหมกกลอยปากบ่ดำปานนี้

ทุกข์คอบปากยากคอบท้อง เคยแล้วอยู่บ่เป็น     ข้าวขาดแลงแกงขาดหม้อขอกินแต่นำเพิ่น ผ้าสิห่มแพรสิตุ้มหยิบยุ้มเข้าใส่กัน

พระอาทิตย์ทุกข์ให้เลี้ยงปากเกลี้ยงให้ไลหนี

กุหลาบแดงทุกข์เพิ่นบ่ว่าดีมีเพิ่นจั่งว่าพี่น้อง ลุงป้าเอิ้นว่าหลาน

กุหลาบแดงทุกข์บ่มีเสื้อผ้าฝ่าเฮือนเพกะพออยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้องนอนลี้อยู่บ่เป็น

กุหลาบแดงอยากทุกข์ให้เลี้ยงม้า อย่าเป็นกำพร้าให้เลี้ยงหมู

กุหลาบแดงลูกตายเสีย เมียตายจาก พรากพี่น้องหนีไปไกล ลงไปไทยค้าต่าง

กุหลาบแดงผัวเมียฮ้างป๋ากัน ไปนอนวันพรากพี่น้อง ป้องหมูน้อยลงไปขาย

กุหลาบแดงพ่อแม่ตายแสนคึดฮอด บ่มีเมียกอดนอนอยู่ผู้เดียว เที่ยวทางหลงยามค่ำ ฝนตกฮำทั้งฟ้าฮ้อง ไข้เจ็บท้องบ่มียา ทุกข์ขาหีหน่อโม้

กุหลาบแดงคาดทุกข์บ่หอนมีคาดมีบ่ห่อนไฮ้ คาดได้บ่หอนเสียคาดเป็นผัวเมียบ่หอนฮ้าง

กุหลาบแดงอยากทุกข์ให้ค้าควาย อยากรวยให้เล่นโลก อยากโชคให้เล่นการพนัน อยากเป็นคนสำคัญให้เฮียนความฮู้ อยากได้ชู้ให้ค่อยเพียรจา

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฮีตสิบสอง

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

ตกฤดูเดือนอ้าย สายลมมาหนาวหน่วง
เฮามาพากันค้ำ ทำบุญตักบาตร เดือนนี้ตกหว่างช่วง สังโฆเจ้าเพิ่นเข้ากรรม
ปริวาสซ่อยยู้ ซูค้ำศาสนา
ฮอดเดือนสองอย่าฟ้าวซ้า ข้าวใหม่ปลามัน
เชิญเจ้ามาโฮมเต้า อย่าพากันขี้ถี่ ให้เฮามาโฮมกัน แต่งบุญประทายข้าว
บุญคุณลานตั้งแต่กี้ พากันให้ฮักษา
ฮอดเดือนสามท้องฟ้า ปลอดโปร่งสดใส่
เหลียวเห็นซุมสาวน้อย พากันปั้นข้าวจี่
พ่องกะบีบข้าวปุ้น ตกแต่งอาหาร ไปทางใด๋เห็นแต่คนใจบุญ ซะแซวเป็นคุ้ม
เฮือนละสี่ห้าปั้น พอได้เข้าใส่บุญ
มีเทิงหวานและคาว หนุ่มสาวมาโฮมต้อม
ให้คอยซอมไปทางหน้า เดือนสิมาเป็นเดือนสี่
ขวางเขตบ้าน ย่านถิ่นดินอีสาน
ตกหว่างตอนคนตั้ง ใจฟังวอนวี่
มีเพียงปีละครั้ง ให้เฮาซ่อยกันสาน หลังจากบุญข้าวจี่ สิมีบุญพระเวสเจ้าเฮาสิได้แต่งทาน
สุขสำราญเหลือหลาย ม่วนมิ่งกะเลยต้อน
ตอนกัณหาชาลี สิพากพ่อแม่แก้วคนสิให้นั่งฟัง
จัดเป็นงานประเพณี ให้คนรุ่นหลังฮู้
ตกฤดูเดือนห้า สายลมบ่มาผ่าน
เดือนนี้บ่ได้ช้า ปีใหม่มาเถิง
เต่าสิถามหาบุ้น คนบุญสิมาปล่อย
เดือนนี้ม่วนจ้นๆ คนกะหลั่งมาหลาย เห็นแต่ดอกจาน บานแย้มเต็มทั่วท่งนา
ให้พากันทำบุญ ปล่อยปลาลงน้ำ
นกสิงอย ง่ายไม้คอยถ้าตั้งแต่ฝน
เอาพระทรายมากอง ก่อเป็นเจดีย์ไว้
ฮอดเดือนหกเสียงฟ้า ไขบอกข่าวทางคน
สายตามองเห็นแล้ว ในใจกะให้ม่วน
เห็นปลาข่าว ปลาซิวปลานิลปลากะเดิด
เดือนนี้เหมิดโทษฮ้าย บ่มีเรื่องเลิงหลง
เห็นแต่สิใส่เน้น วันเพ็ญสิบห้าค่ำ
ไผกะยิ้มเป้ยๆ ลงวัดเวียนเทียน มีแต่ฝนกับลม ส่งเสียงกึกก้อง
ส่วนว่าเขียดอีโม้ ลำเกี้ยวใส่ผู้สาว
แล่นหยอกล้อ กันเล่นเหลือหลาย
อัศดงดวงอาทิตย์ ค่ำลงปลายไม้
วิสาขะเลิศล้ำ ชาวบ้านบ่อยู่เสย
ได้เวียนมาเถิง นพคุณคลองเค้า
เดือนเจ็ดเผาความฮ้าย อันตรายบ่มาผ่าน
บุญสิมาซ่อยค้ำ ซูส่งราศรี
ตั้งแต่คนเฮาได้ เคยได้ยินแต่ปางก่อน นิมนต์พระขึ้นบ้าน เล็งเป้าเข้าสู่ธรรม
บารมีผลทาน สิไล่มารเลยพ้น
บุญชำฮะสละความเดือดฮ้อน เมืองบ้านสิซุมเย็น
จันทร์เพ็ญแจ้ง ทอแสงใสสง่า
เดือนนี้สงฆ์เพิ่นยั้ง เข้าอยู่จำพรรษา
เฮามาพากันเข้า ทำบุญพร้อมพร่ำ
เดือนแปดคล้อย เห็นลมทั่งใบเสียว
กบเพิ่นนอนคอยถ้า ฝนลงมาสิได้ม่วน เดือนแปดมาฮอดแล้ว สิแววขึ้นลึ่นหลัง
ภาวนาอบรม ข่มใจสู่แลงเช้า
ถวายผ้าอาบน้ำ ให้ยาท่านเพิ่นใช้สอย
เหลืยวเห็นฝูงปลาขาว แล่นมาโฮมต้อม
ลงเล่นน้ำ โซะซะซัวแซว
เดือนเก้ามาฮอดแล้ว บ้านป่าขาดอน
เถิงฤดูเดือนเก้า อีสานเฮาท้องถิ่น
พ้นจากมารหยาบฮ้าย พากันอยู่เป็นสุข
มีแต่สดใสจ้นๆ คนจนแสนม่วน
ขวางเขตบ้าน ย้านป่านาหวาย เห็นนกเขางอยคอน ส่งเสียงหาซู้
เคยได้ยินประดับดิน ทานฮอดทอดถวาย
โพยภัยทุกข์ อย่าผ่านผายมาใกล้
ต่างกะชวนพี่น้อง ลงโต้งแต่งทาน

เถิงเดือนสิบสิก่นมันมาต้ม
พ่องกะคนต่าน้อย ลงห้วยฮ่องนา
ข้าวสากลงไปวัด ให้หมู่สังโฆเจ้า
ซุบบักมี้ กะมาพร้อมพร่ำกัน พ่องกะงมกอข้าว หาเทากำลังอ่อน
เดือนนี้บ่ได้ช้า พากันแต่งทานถง
มีลาบเทา พร้อมหมกดักแด้ของดีคั่วกุดจี่

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เดือนสิบเอ็ดว่านั้น หัวลมอ่วยโซยหนาวสาแล้ว
ได้ยินเสียงลมต้อง ปลายสำสาอยู่เวิ่นๆ
นกแจนแวนออกฮ้อง หาคู่ผสมพันธ์
ฝูงปลาขาวลงโฮมต้อน ผู้สาวนอนขึ้ค้านตื่น
ฟังเสียงฟ้าฮ้องตุ้ม เอิ้นสั่งฤดูฝน
เดิกออนซอนจันทร์ใสแจ้ง ทอแสงใสสง่า
บัดนี้แล้ววัดสิเป็นกำพร้า บ่มีพระสิมานอน
ได้ยินเสียงกลองโย้น วันเพ็ญสิบห้าค่ำ ยามผู้สาวสิขาลาย ผู้ชายสิขาเกลี้ยง
หมาจอกเอิ้นสั่งซู้ กะปูหม่นเข้าฝั่งหนอง
ควายบักเทิกตกมัน แล่ต่ำแต่ต่อพร้าว
ปลาดุกบื่นค่อนสิแจ้ง หันหน้าเข้าใส่หลุม
ฝูงหมู่คนลงเลาะ ไฮ่นาปลาข่อน
ออกพรรษาห่อข้าวต้ม ลมล่อแต่หมู่ปลา
มาออนซอนแต่ทายก ไล่แต่งัวเข้ามาเลี้ยง
พระสิลาแม่ออกค้ำ ไตรมาสสิสั่งลา
เหลียวขึ้นเบิ่งท้องฟ้า เห็นแต่ว่าวเดือนสิบสอง
พอสมควรหาผ้า กฐินทานมาทอด ลมคะนองโชยพัด งายงมกะเลยมั่น
ตลอดเดือนหนึ่งพุ้น หาได้ดั่งประสงค์

เฮือน 3 น้ำ 4

 15

เฮือน 3 น้ำ 4 เป็นคำสอนของคนโบราณอีสานได้อบรมสั่งสอนให้ลูกหลานได้ประพฤติปฏิบัติ เพื่อความเป็นอยู่ที่สะอาด สุขภาพอนามัยที่ดี ผู้ใดนำไปประพฤติปฏิบัติครอบครัวก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งปราชญ์โบราณท่านได้สอนเป็นคำกลอนดังนี้

เฮือน 1 นั้นได้แก่ เฮือนครัว ของในครัวให้เรียบร้อยบายเมี้ยนแจบจม อย่าประสมประเสบ่วงจองไหหม้อ ให้มีทอเก็บถ้วยสวยดีมีตู้ใส่ อย่าสุเก็บไขว่ไว้ดูได้บ่งาม ชามหรือหม้อเกลือไหปลาแดก หม้อแตกและบ่วงซ้อนบายได้ให้หม่อมือ อย่าให้ดำปื้อๆ ถ้วยบ่วงเป็นกะหลืน เวลากลืนอาหารโรคสิไหลลงท้อง ของแนวใช้ในครัวให้เกลี้ยงหมื่น อย่าให้ปลาแดกจื้นแมงวันสิแตกวื้นมาขี้ใส่ครัว อย่าให้หมาไก่กั้วเข้าอยู่เฮือนไฟ ถืกห่าหมาจังไฮสิคาบไหเลียซ้อน อย่าให้หนอนไปคั้วแมงวันเข้าคั่ว รักษาครัวให้เรียบร้อยดูละห้อยสู่ทาง อย่าให้มีกระดูกก้างค้างอยู่ในครัว คนสิหัวขวนนางว่าบ่เคยบายเมี้ยน เฮาต้องเพียรปัดแพ้วเฮือนครัวอย่าให้เก่า เป็นดั่งคำเพิ่นเว้า เบิ่งวัดให้เบิ่งฐานเบิ่งบ้านให้เบิ่งครัว หากว่าครัวสะอาดแล้ว ไผก็ย่องว่าดี

T060910_03P_rเฮือน 2 นั้นได้แก่ เฮือนนอน ทั้งแพรหมอนเสื่อเตียงเพียงพื้น อย่าให้เฮือนเอาจื้นหมองมัวลั้วขี้ฝุ่น เฮาต้องปุนกวาดแผ้วทั้งพื้นนอกใน ให้เจ้าปัดหาดไว้เกลี้ยงหมื่นงามตา ทั้งแจฝานอกในใสเกลี้ยง เตียงหมอนมุ้งสนานอนฟูกเสื่อ เสื้อและผ้าบายเมี้ยนคล่องมือ ให้เจ้าเฮ็ดคู่มื้อปัดกวาดเฮือนนอน ตอนกลางคืนให้แต่งแปลงหมอนมุ้ง อย่าให้ผัวเฮายุ่งยามแลงแต่งบ่อน นอนตื่นแล้วบายเมี้ยนเช็ดถู โต๊ะตั่งตู้อย่าให้ไขว่เกะกะ อย่าให้ของเฮาซะทั่วเฮือนเบียนด้ง ให้เจ้าจงใจเมี้ยนเฮือนนอนให้สง่า สะอาดหูสะอาดตาหาอันใดกะได้ เวลาหายกะฮู้เวลาดูกะโก้เป็นน่านั่งนอน จ่อและแค่งม้อนอย่าให้กีดขวางเฮือน บุง เบียน เขิง ตาทอ บอเมี้ยน อย่าสิได้เอาสิ่นไปวางเทิงหัวบ่อน ผัวสินอนบ่ได้สิสูนขึ้นหยั่งคืน ของต่ำพื้นอย่าไปพาดเทิงหัว มันสิผิดครองคูบ่แม่นแนวเด้เจ้า ให้เจ้าเอาใจเมี้ยนจัดเฮือนนอนให้เป็นบ่อน จังสินอนฮอดแจ้งสิแฝงซอดเซ้าคันเจ้าแต่งดี

T010411_10Cเฮือน 3 นั้นได้แก่ เฮือนกาย ให้มีความละอายอย่าสิป๋านมโต้น คนสิเห็นผางฮ้ายเฮือนกายน้องฮั่ว รักษากายให้กุ้มกายหุ้มห่อแพร เสื้อกะอย่าสิแก้ปะปล่อยไว้หลาย ให้รักษาเฮือนกายอย่าให้เฮือนเฮาฮ้าง ให้เจ้าปุนปองล้างเฮือนกายให้สะส่วย ให้มันสวยอยู่เรื่อยดูได้สู่ยาม ให้เจ้าหมั่นอาบน้ำชำระตนโต หัวของนางให้หมั่นสระสรงน้ำ ให้มันงามเหลือล้ำดำดีอยู่คือเก่า ผมให้งามฮอดเฒ่าหวีเรื่อยอย่าเซา อย่าว่าเป็นผู้เฒ่าขายขาดมีผัว ปะให้หัวแดงหยองกะบ่งามเด้เจ้า ว่าโตมีผัวแล้วบ่สระหัวจักเถื่อ เกิดขี้คร้านนุ่งเสื้อแนวนั้นบ่ดี ครั้นพิถีพิถันไว้รักษากายให้โก้คล่อง ผัวกะมองอยู่เรื่อยเห็นหน้ากะว่างาม เฮือน 3 นี้ นารีควรฮ่ำ ธรรม 3 ข้อนี้ จำไว้อย่าหลง

น้ำ 4 นั้นให้หมั่นเพียรทำ จำคำสอนฮ่ำฮอนเด้อเจ้า

น้ำ 1 นั้นแม่น น้ำอาบสรงศรี อย่าให้มีทางอึดให้หมั่นหามาไว้ เมื่อเวลาเฮาใช้สระสีล้างส่วย อย่าให้มวยขาดแห้ง อย่าให้แอ่งขาดเกลี้ยง เมืองบ้านสิกล่าวขวัญ

น้ำ 2 นั้นแม่น น้ำดื่มเฮากิน ขอให้ยินดีหาใส่เติมเต็มไว้ รักษาไห หรือหม้อ ถัง ออม อุแอ่ง อย่าให้แมงง้องแง้งลงเล่นแอ่งกิน ขัดให้เกลี้ยงอย่าให้เกิดมีไคล ดูให้ใสซอนแลนแอ่งกินดูเกลี้ยง อย่าให้มีกะหลึนเหมี่ยงสนิมไคลใต้ก้นแอ่ง อย่าให้น้ำขอดแห้งแลงเช้าให้เกื่อยขน ก้นแอ่งน้ำอย่าให้เกิดมีตม อย่าให้มีแนวจมอยู่เนาในน้ำ อย่าให้ไผเอาข้าว ของไปหว่านใส่ บาดมันไข่พุขึ้นสิปานน้ำฮากหมา ให้รักษาแอ่งน้ำยามดื่มอย่ามีอึด คึดอยากกินยามใด๋ก็เล่าตักกินได้ มีแขกไปไทยค้าคนมาเซาแหว่ ก็ได้แวใส่ได้เอาน้ำรับรอง

น้ำ 3 นั้นได้แก่ น้ำเต้าปูน ผู้ที่เป็นแม่เฮือนให้เหล่าหามาพร้อม ให้คอยดอมเด้อหล่า หาปูนใส่กระบอก อย่าให้ซอกขาดแห้งหาไว้ใส่ขัน พันพลูพร้อมพันยาไว้ถ้าพี่ พันดีๆ ให้เรียบร้อยคอยต้อนแขกคน

น้ำ 4 นั้นแม่น น้ำกลั่นอมฤต คือน้ำจิตน้ำใจแห่งนางหนูน้อย ให้เจ้าคอยหาน้ำในใจใสแจ่ม เพียงดั่งน้ำเต้าแก้วใสแล้วบ่ขุ่นมัว อย่าให้มีหมองมัว ผัวว่าอย่าโกรธา รักษาน้ำใจดีอย่าให้มีแข็งกระด้าง ขอให้นางคานน้อยใจดีอยู่อ่องต่อง คือดั่งน้ำหมากพร้าวบ่มีเปื้อนแปดตม อย่าให้มีคำขมต่อไผพอน้อย อย่าได้คอยหาข้องอแงฮ้อยแง่ เคียดข่อหล่อแข่แหล่แนวนั้นบ่ดี คันเฮ็ดได้จั่งสี้สิมีแต่ความสุข ผัวกะสุขเมียกะสุขสิค่อยมีเงินล้าน ผัวกะหวานเมียกะอ้อยออยกันเข้าบ่อน เมียกะนอนอยู่ใกล้ผัวได้ผ่างพา ขอให้นางคานหล้าทำตามโบราณเก่า จังสิมีขึ้นได้ความไฮ้บ่แล่นเถิง

ถ้าผู้ใดนำไปประพฤติปฏิบัติจักมีชีวิตที่รุ่งเรือง แม้ว่าบางสิ่งจะพ้นสมัยไปแล้วแต่เราก็ยังสามารถประยุกต์นำมาใช้ได้เสมอ อย่าพึ่งไปคิดว่านี่เป็นของโบราณไม่เห็นจะต้องไปตักหาบน้ำหรือเตรียมเต้าปูนกินหมากแต่อย่างใด เราก็ยังสามารถประยุกต์ของใหม่ให้รับกับคำสอนของเก่าได้อยู่มิใช่หรือ?




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons