วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ทำไหมผู้หญิงถึงรักผู้ชายเลว ทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชายดี ๆ

ทำไหมผู้หญิงถึงรักผู้ชายเลว

ทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชายดี ๆ

ทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชายดี ๆ

ทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบผู้ชายดี ๆ
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่แปลกเมื่อได้ยินได้ฟังหรอก…

ผู้ชายหลายคนมักจะตั้งคำถามแบบนี้เสมอ ๆ
ยิ่งเมื่อเห็นผู้หญิงที่ตัวเองชอบไปเลือกคบกับไอ้หนุ่มที่ท่าทางเจ้าชู้
และไม่น่าไว้วางใจสักนิดเดียว แทนที่จะเลือกคบกับตัวเขา..
ถึงแม้ว่าผู้ชายทั้งหลายละทิ้งอคติ..
ที่มองว่าตัวเองดีกว่าชาวบ้านเสมอไป แล้วก็ตาม
แต่คำถามนี้ก็ยังคงไม่หายไปจากโลกง่ายๆ..
เพราะว่าความเข้าใจในความ "ดี"
ที่ผู้หญิงและผู้ชายมองนั้นแตกต่างกันไป...
ผู้ชายมักจะมองว่าผู้ชายที่ดี ที่ผู้หญิงควรจะเลือกคือ
ผู้ชายที่เรียบร้อย ไม่เจ้าชู้ ไม่ยุ่งกับอบายมุข
เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้หญิงพอใจที่จะเลือกเป็นคู่ครอง
ทว่า.. ผู้ชายมองอะไรที่ตื้นเขินเกินไป ในความเป็นจริงแล้ว
ผู้หญิงทุกคนจะให้คำจำกัดความของคำว่า "ดี" คือ
ผู้ชายที่รักเธอจริง และแสดงออกว่าเธอเป็นคนสำคัญ
มีความเป็นผู้นำ รวมทั้งฉลาดพอที่จะต่อกรกับเธอได้
จะเห็นได้ว่าคำว่า "ดี" ที่ผู้หญิงกับผู้ชายคิดนั้น
แทบจะหาความเกี่ยวข้องกันไม่ได้เลย..
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมผู้ชายหลายคน
ถึงไม่อาจยอมรับการตัดสินใจเลือกคบกับใครสักคนของผู้หญิงได้
เพราะว่าเธอเลือกผู้ชายที่ไม่ดีในสายตาเขา
แต่เป็นผู้ชายที่ดีในสายตาของเธอ..
ในอีกกรณีหนึ่ง..
ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าสมบูรณ์แบบเพียบพร้อมทุกประการก็เจอกับปัญหานี้เช่นกัน
แต่ไม่ใช่เพราะว่าคำว่า "ดี"
หากแต่เป็นเพราะความสมบูรณ์แบบของเขาต่างหาก …
ที่ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าเลือกผู้ชายคนนี้มาเป็นคู่ครอง...
ผู้ชายที่เป็นคนดีเกินไปนั้น..
อาจจะทำให้ผู้หญิงอึดอัดทั้งกายและใจในการที่จะอยู่ด้วย
มากกว่าผู้ชายที่มีข้อบกพร่องบ้าง
เพราะว่าผู้หญิงก็รู้ตัวดีอยู่ว่าตัวเองนั้นไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบเท่าไหรนัก
ถ้าผู้ชายที่เธอคบด้วยเป็นคนสมบูรณ์แบบเกินไป
ก็จะทำให้เธอขาดความมั่นใจ
และไม่สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงที่มีข้อบกพร่องต่อหน้าเขาได้
เพราะว่าเขาสมบูรณ์แบบเสียจนเธอไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจเรื่องบกพร่อง
ในบางครั้งเขายังทำลายความมั่นใจในตัวผู้หญิงได้อย่างไม่รู้ตัว
และสุดท้ายคือ ผู้หญิงกลัวที่จะสูญเสียเขาไปเมื่อเขารู้จักเธอมากพอ...
เมื่อรู้ว่าเธอไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่เขาอยากได้…
ดังนั้นผู้หญิงเลยเลือกที่จะไม่สนใจผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ต้นเสียดีกว่า
โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีใครอยากได้คู่ครองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเลวหรอก..
ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย
เราทุกคนต่างก็เสาะหาคนดีๆ กันทั้งนั้น
ดังนั้นสิ่งที่จะสามารถผูกมัดอีกฝ่ายหนึ่งไว้ได้คือ..
จงทำตัวเหมือนหนังสือที่มองภายนอกแล้วน่าสนใจ..
เปิดมาอ่านภายในแล้ววางไม่ลง..
แต่อ่านเท่าไรก็ไม่สามารถหาตอนจบได้พบ
..................................................................
ผู้ชายดีๆ (ทำงานเก่ง เรียนเก่ง ขยัน ไม่กินเหล้า
ไม่สูบบุหรี่ ไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุข ไม่เจ้าชู้ Perfect !!!
มักจะเป็นคนดีจริงๆ
แบบว่าดีในเรื่องที่เค้าสนใจ
แต่มักจะด้อยในเรื่องที่เพศตรงข้ามสนใจ
จนอาจจะละเลยหรือหลงลืมการกระทำบางอย่าง...
ที่ควรจะทำกับเพศตรงข้ามไปโดยไม่รู้ตัว
ผู้ชายที่ไม่ค่อยจะดี (กินเหล้า สูบบุหรี่ เจ้าชู้
เรียนพอเอาตัวรอดได้ ทำงานไปวันๆ เจ้าชู้นิดๆ เพลย์บอยหน่อย ๆ )
ส่วนมากมักจะรู้ในสิ่งที่ผู้หญิงต้องการ และดูน่าค้นหาน่าเปิดอ่าน
ถ้าเปรียบเป็นปกหนังสือ
ผู้ชายดีๆ ก็จะเหมือนหนังสือดีๆ ทั่วๆ ไป เช่น หนังสือให้ความรู้
เชิงวิชาการ หรืออะไรเทือกๆ นี้ ออกแบบปกได้ไม่น่าสนใจ
แต่เนื้อหาข้างในแน่นปึ้กเหมาะที่จะไว้ใช้อ้างอิงได้ตลอดเวลา
ไม่ค่อยน่าหยิบมาอ่าน อยากอ่านก็ต่อเมื่อมีเรื่องเดือดร้อน
หรือมีความจำเป็นที่จะต้องอ่านเท่านั้น
ผู้ชายที่ไม่ค่อยจะดีก็เหมือนปกหนังสือ
ที่ออกแบบได้โดดเด่น แปลกแหวกแนว
น่าหยิบมาอ่านจากแผงหนังสือที่มีทั้งหนังสือปกสวยๆ
และไม่สวยเบียดๆกันอยู
ออกแบบปกได้สวย แต่หาสาระอะไรไม่ค่อยจะได้ อ่านเอาสนุก
อ่านเพื่อความบันเทิง แต่เมื่ออ่านจบแล้ว
ก็ยังอยากที่จะหยิบมาอ่านซ้ำอีก
แต่...ผู้ชายที่เลวสุดๆ (อบายมุขทุกอย่าง เอาหมด ค้ายาเสพติด
เจ้าชู้มาก งานการไม่ทำ ขี้เกียจ เรียนไม่ จบซักที่ ฯลฯ)
อย่างนี้ก็คงไม่มีใครเอาเหมือนกัน...

5 ทริคเด็ด รักตัวเองให้เป็นเสียที

5 ทริคเด็ด รักตัวเองให้เป็นเสียที

\

.คุณรักตัวเองเป็นไหม…? คำถามง่ายๆ ที่อาจทำให้คุณ ต้องกะพริบตาปริบๆ ก่อนนิ่งไป พักใหญ่ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณไม่แน่ใจ เพราะการรักตัวเอง“เป็น” กับสัญชาตญาณรัก แบบเห็นแก่ตัวนั้น มีความหมายใกล้ กันแค่คืบ
…..ความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “ฉันรักเขา” ดูจะเป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนที่สุด ถ้าคุณอยากจะวัดปริมาณความรักที่ คุณมีต่อตัวเอง คุณสามารถ เอาเรื่องรักกุ๊กกิ๊กระหว่างเขาและคุณมาเป็นข้อชี้ชัดได้ ถ้าคุณกำลังเข้าข่ายหน้ามืด ตามัว มองว่าหนุ่มของคุณคือพ่อเทพบุตรมาโปรด กรณีนี้ขอให้คุณจงรับรู้เอาไว้ ว่าคุณกำลังเข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์ กับตัวเองเสียแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคุณกำลังละทิ้งหน้าที่สำคัญที่ควรทำเป็นที่สุด นั่นคือการ “รักตัวเอง” ซึ่งมีค่า มากกว่าสิ่งไหน
…..นี่จะเป็นเพียงข้อชี้แนะ เล็กๆ เพื่อให้คุณได้ค้นพบว่า เมื่อคุณมอบ “ความรัก” ให้ใครสักคน ทัศนคติที่คุณมีต่อเขาจะต้องเปลี่ยน ไปด้วย แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อใคร…ก็เพื่อตัวคุณเองนั่นแหละค่ะ
ปรับทัศนคติ คิดเชิงบวกให้มากๆ
…ข้อนี้สำคัญมาก ถือว่าเป็นพื้นฐานในการที่คุณจะรักตัวเอง การปรับทัศนคติย่อมส่งผลให้ตัวคุณเป็นผู้หญิง ที่มองอะไรกว้างขึ้น เพราะการคิดในเชิงบวกคือ การหว่านพืชทางด้านความคิด มองอะไรเป็นเหตุเป็นผล แต่…ก่อนอื่นคุณต้องยินดีที่จะทำการเปลี่ยนแปลงด้วย
…..ในกรณีนี้คุณอาจเริ่มต้นด้วย มองชายหนุ่มของคุณเป็นเพียง ผู้ชายคนหนึ่ง ที่เขามีความรักให้กับคุณและคุณ ก็มีความรักให้กับเขา (ในระดับเท่าๆ กัน) อย่าได้เผลอคิดไป ว่า คุณรักเขาเหลือเกิน (พยายามอย่าคิดว่าความรักเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต) เพราะนั่นเป็นเพียงจิตใต้สำนึก ที่กำลังออกคำสั่ง ให้คุณทำตามเท่านั้น การคิดเชิงบวกยังรวมถึงการไม่คิดเข้าข้างตัวเอง เพราะการคิดเช่นนั้น จะทำให้คุณคิดเองเออเองไปเสียทุกอย่าง และถ้าไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคิด คุณก็อาจจะเจ็บตัวเจ็บใจเอาได้ ง่ายๆ
….. เลิกมองตัวเองในแง่ร้าย …หลังจากที่คุณปรับความคิดในเรื่องของความรักแล้ว สิ่งที่คุณควรกระทำต่อมาคือการหยุดมองตัวเองในแง่ร้าย ขั้นตอนนี้เราสังเกตได้ง่ายมาก เช่น ถ้าคุณกำลังวิตกว่าคุณดูอ้วนไป ผอมไป หรืออะไรก็ตามแต่ความคิด ที่จะตามมาก็คือ “แล้วเขาจะรักฉันไหม?” ลองละทิ้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในหัวของคุณเสียหน่อยดีกว่า เพราะอย่าง น้อยๆ อาจจะทำให้คุณได้หยุดมองตัวเองอย่างที่คุณเป็น และไม่ดูถูกตัวเอง จากสถิติที่ผ่านมาผู้หญิง ถึงร้อยละ เก้าสิบคิดเอาเองก่อนทั้งนั้น ว่าเราต้องสวยเขาถึงจะรัก ทางแก้ของการมองตัวเองในแง่ร้ายก็คือ ต้องวางเป้า หมายของเราให้ชัดเจน อย่างเช่น ถ้าคุณอ้วนไปและจะลดน้ำหนักก็เพื่อสุขภาพของตัวเอง ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหวาดหวั่นกับคำพูดใดๆ และต้องเชื่อในคุณค่าของตัวเองอยู่เสมอ
….. จัดรูปแบบของความรัก …การจัดรูปแบบความรักที่ดี จะส่งผลให้คุณรู้คุณค่าของความรัก รวมถึงตัวคุณเอง ซึ่งอาจจะคล้ายๆ กับการ วางแผนชีวิต เหตุผลทั้งหมดคือ เพื่อป้องกันตัวเอง และทำให้คุณเห็นค่าตัวเองมากขึ้น คุณอาจจะทำข้อตกลง กับตัวเอง โดยการแบ่งหัวใจของคุณเป็นวงกลม แล้วแบ่งวงกลมนั้นเป็นสี่ส่วนเท่าๆ กัน จากนั้นให้คุณจับจอง อัตราสามในสี่ ส่วนเป็นของคุณ และหนึ่งส่วนที่เหลือคือ พื้นที่ของเขา สิ่งสุดท้ายคือการเขียนข้อตกลงของตัว คุณเอง เช่น ถ้าเราทะเลาะกันฉันจะไม่เสียใจ หรือฉันจะพูดกับเขาด้วยเหตุผลในทุกๆ ครั้ง การจัดรูปแบบจะ ทำให้คุณไม่ลดค่าตัวเองลง ซึ่งคุณจะรู้เองว่าเมื่อคุณทำตามนั้นได้จริง คุณจะดูมีค่ามากแค่ไหน
….. อย่าเอา “ความรัก” นำทาง …ตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณกำลังเลิฟอยู่กับหนุ่ม A และเขาก็ดูรักคุณอย่างเหลือกำลัง พร้อมมี ดอกไม้ช่อใหญ่ให้ คุณในทุกๆ เช้า คุณสามารถตอบรับกับสิ่งที่หนุ่ม A ทำให้กับคุณได้ด้วยการแสดงออกแต่พองาม เช่น การ ส่งการ์ดขอบคุณให้เขา ด้วยข้อความที่ว่า ‘ขอบคุณสำหรับดอกไม้ค่ะ’ หรืออะไรสั้นๆ ทำนองนี้ จะทำให้เขา รู้ว่าคุณก็สนใจเขา แต่ก็ไม่ถึงกับคลั่งไคล้จนเกินเหตุ อย่าลืมว่าถ้าคุณมัวแต่หลงระเริงกับความสุขที่ได้จนมาก เกินไป นั่นอาจจะทำให้คุณอ่อนแอที่สุด และเมื่อคุณยับยั้งไม่ให้ความรักมาอยู่เหนือใจตัวเองแล้ว ทุกสิ่งทุก อย่างจะดูเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังทำให้คุณดูดี ไม่เป็นที่ตำหนิในสายตาคนอื่นๆ อีกด้วย
….. หนักแน่นเข้าไว้ …ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองและได้ผ่านกระบวนการทั้งสี่ข้อที่ว่ามาแล้ว ความหนักแน่นจะเกิดกับคุณ ไม่ว่าจะ เรื่องราวใดๆ ที่ทำให้คุณผิดหวังหรือทำให้คุณเสียใจ คุณจะผ่านมันไปได้อย่างที่คุณอาจจะแปลกใจ ต้องมั่น ใจด้วยว่าไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม คุณจะเผชิญกับปัญหา นั้นไหว ความหนักแน่นเท่านั้นที่จะสามารถ ทำให้คุณยืนแล้วสู้กับทุกสิ่งได้
…..เมื่อใดก็ตามที่สติของคุณ เริ่มไม่อยู่กับตัว จำเอาไว้ว่า “ความ สามารถของการรักตัวเอง ก็จะลดลงไปด้วย” ทางที่ดีคุณควรรักษาความซื่อสัตย์ที่เกิดกับตัวเอง และควบคุมเหตุผลให้ อยู่เหนืออารมณ์ให้ได้ในทุกๆ วินาที เพียงแค่นี้คุณก็จะรักตัวเองและเข้าใจตัวเอง อย่างที่คุณก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเกิดกับคุณได้ค่ะ

http://hot.ohozaa.com

ห่วงมากไป ก็ทำให้เลิกกันได้

ห่วงมากไป ก็ทำให้เลิกกันได้

อยู่ไหน...ไปทำไม...ทำอะไร...กับใคร...กลับบ้านกี่โมง...ทำไมยังไม่กลับอีก ฯลฯ
คำ ถามยอดฮิตที่มักพรั่งพรูออกมาจากปากแฟนหนุ่ม ก็รู้ค่ะว่าเป็นเป็นห่วงเป็นใย แต่บางทีมันก็มากเกินไปโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว เพราะขณะที่หนุ่ม ๆ เอ่ยปากถามเพียงเพราะเป็นห่วง พร้อม ๆ กับอยากรู้ว่าแฟนสาวกำลังทำอะไรอยู่ ตามวิสัยคนคบหาดูใจเป็นปกตินั้น
แต่ บางทีคุณสาว ๆ ก็อดคิดแบบพาล ๆ เหวี่ยง ๆ ไปถึงเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่แฟนหนุ่มไม่มีให้เอาซะเลย ก็แหม...เล่นยิงคำถามซะละเอียดยิบซะขนาดนั้น เผลอ ๆ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เลิกรากันได้ง่าย ๆ เพราะการแสดงออกซึ่งอาการเป็นห่วงจนเกินพอดี มันก็สร้างความน่าเบื่อ น่ารำคาญทีละนิด ๆ และสะสมจนกลายเป็นสาเหตุ ๆ หลักในการทะเลาะกันเพราะความไม่เข้าใจ
ทางที่ดีเอาเป็นว่า...ห่วงหากันแบบพอดี ๆ ไม่ต้องเยอะเกินไป หรือน้อยเกินไปซะจนไม่ถามไถ่ -_-' ความรัก...คือการเติมเต็มให้กันและกัน มากไปก็ล้น น้อยไปก็แห้งเหือด ความพอดีคือทางสายกลางที่ทำให้รักยืนยาวที่สุด

http://hot.ohozaa.com/

นิยามความรัก 21 ข้อ

นิยามความรัก 21 ข้อ

1.รัก เริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม, เติบโตด้วยการจุมพิต และจบลงด้วยน้ำตา
2.อย่า เสียน้ำตาให้กับคนที่ไม่เคยเสีย น้ำตาให้คุณ
3.ถ้าความรักไม่ใช่เกม,ทำไมจึงมีผู้เล่นเกมรักหลายคน
4.เพื่อน ที่ดีนั้นหายาก แต่ยากกว่าในการจะลาจาก และเป็นไปไม่ได้ที่จะลืมเลือน
5.คุณ ไปได้ไกลเท่าที่คุณผลักดันตัวเอง
6.การกระทำดังกว่าคำพูด
7.สิ่ง ที่ทำยากที่สุด คือ การมองดูคนที่คุณรัก ไปรักคนอื่น
8.อย่าให้อดีต ยึดคุณไว้ คุณจะพลาดสิ่งดีๆที่จะผ่านมา
9.ชีวิตนั้นสั้นนัก ถ้าครั้งหนึ่งในชีวิต คุณไม่หยุดมองดูมันให้กว้างๆ ทั่วๆ สักครู่ คณจะพลาดมัน
10.เพื่อน ที่ดีที่สุดเหมือน ใบไม้สี่กลีบ(สัญลักษณ์แห่งความโชคดี) ยากที่จะหาพบ และ โชคดีที่มีมัน
11.คนบางคนทำให้โลกนี้เป็นโลกที่แสนพิเศษเพียงแค่มี เค้าอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น
12. มิตรแท้ คือ พี่-น้อง ที่พระเจ้า ลืมให้มาเกิดในครอบครัวเดียวกันกับเรา เท่านั้นเอง
13.เมื่อคุณเจ็บ ปวดที่จะมองกลับหลัง และ หวาดกลัวที่จะมองไปข้างหน้า เพียงคุณ มองไปข้างๆ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณจะอยู่ที่นั่น
14.สัมพันธภาพที่แท้จริงไม่ มีวันจบสิ้น
15.เพื่อนจะคงอยู่ตลอดไป
16.เพื่อนที่ดีเหมือนดวงดาว คุณจะไม่ได้เห็นพวกเขาตลอดเวลา แต่คุณจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นเสมอ
17.อย่า ขมวดคิ้วเลย เธอไม่เคยรู้หรอกว่ามีใครบางคนหลงรักรอยยิ้มของเธอ
18.คุณ จะทำอย่างไร เมื่อคุณรู้ว่าเพียงคนๆเดียวที่จะทำให้คุณ
หยุดร้องไห้ได้ คือคนที่ทำให้คุณร้องไห้
19.ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งคุณตกหลุมรักเขาแล้ว (เมื่อคุณหลงรักใคร คุณจะคิดว่าเขาสมบูรณ์แบบ)
20.ทุกสิ่งทุกอย่าง จะ OK ตอนจบ ถ้าไม่แล้ว แสดงว่านั่นยังไม่ใช่จุดจบ
21.คนส่วนมาก ผ่านมาและผ่านไปในชีวิตคุณ แต่มีเพียงเพื่อนเท่านั้นที่ทิ้งรอยเท้าไว้ในหัวใจคุณ

http://hot.ohozaa.com

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ทำอย่างไร? ถึงจะให้เขามาหลงรัก

ทำอย่างไร? ถึงจะให้เขามาหลงรัก

ทำอย่างไร? ถึงจะให้เขามาหลงรัก

"ความรักไม่ใช่ความลุ่มหลง และไม่ใช่อะไรที่เกินการควบคุม" "ความรักเป็นการผสมกลมกลืนทางเคมี ชีวภาพและจิตวิทยา ซึ่งคนที่อยากริรักต้องรู้จักวิธีเข้าหา และหว่านเสน่ห์ให้เพศตรงข้าม ประทับใจในตัวคุณอย่างถึงที่สุดด้วย ถึงจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ชอบ ขึ้นมา ก่อนที่จะลงท้ายที่ "รัก" "
เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะรัก ไม่ใช่จะเตือนว่า อย่าลืมคำว่า เสียใจ อย่าเข้าใจผิด แต่ความจริงแล้ว เมอร์ลินอยากให้ถือคติ จงมุ่งมั่นต่อสิ่งที่คุณปรารถนาอย่างถึงที่สุด ชนิดที่เรียกว่า ถ้าจะกัดต้องกัดไม่ปล่อยไม่งั้น รักลอยหลุดมือหายไปในอากาศแน่ๆ
เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเจ้าของความตำราเค้าบอกว่า ความรักจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความตั้งมั่นที่จะเอาชนะใจใครคนนั้นไว้ด้วย ไม่ใช่ว่า รักอย่างเดียว แล้วก็ช่างสิว่า เขาจะรักเราตอบหรือไม่ ขืนเป็นแบบนี้อีกกี่ชาติเขาจะรู้ล่ะว่า เรารักเขา
ดัง นั้นเพื่อให้ชัวร์ เพื่อพิชิตใจเขาให้ได้ ก็ลองทำตามเคล็ดวิชา ทำอย่างไรให้ผู้ชายมาหลงรักก็แล้วกัน ไม่ยากหรอกท่าน แต่ต้องอาศัยความหน้าด้านอยู่บ้าง ถ้าไม่อยากเป็นโสดก็ต้อง คิดไว้เลยว่า"รักเป็นคำกิริยา" ไม่ใช่คำนามเฉยๆ ดังนั้น จึงต้องมีการแสดงออก
ถ้า คุณไม่เคยรู้จักมักจี่กับคนที่คุณแอบ "มีใจ" ให้มาก่อน เห็นที คุณต้องทำตัวให้เป็นที่รู้จักของเขาเสียแล้วล่ะ ถามว่าจะทำยังไง ?แหม…ง่ายเหลือเกินจ้ะ ขนาดเมอร์ลินยังทำไม่ได้ ถ้าน้องทำได้ก็ข้ามหน้าข้ามตาพี่ไปได้เลย ฮิ ๆ อย่าตกใจ พูดขู่ไว้งั้น แค่นี้ต้องทำหน้างอด้วย เอาเป็นว่า ใช้สายตา มองเขาบ่อยๆ เพราะความรู้สึกทางสัมพันธภาพของร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้เขารู้ว่า กำลังมีคนมองเขาอยู่ แล้วถ้าสำเร็จ คือ เขาหันมาหาคุณ ก็อย่ากระบิดกระบวน หลบตา ทำเป็นอายไปซะก่อนล่ะ
พูดกับเขาด้วยวาจา ที่จะไพเราะเพราะพริ้ง ผู้ชาย มักจะอ่อนระโหยโรยแรงทุกทีที่ได้ยินคำพูดหวานๆ ของผู้หญิง แล้วเวลาพูดกันก็ไม่ต้องเกร็ง ทำตัวสบายๆ เหมือนเป็นเพื่อนดีกว่า ตอนแรกไม่ต้องให้เขารู้หรอกว่า รัก เดี๋ยวจะเตลิดไปซะก่อน ผู้ชายบางคนพอรู้ว่า มีใครมาหลงรัก ทำเป็นแอ๊ค เต๊ะท่าก็มีแยะ
ทำ ให้เขารู้สึกว่า คุณนั้นเป็นเลิศกว่าใครๆ ในโลกนี้ จะหาผู้หญิงที่แสนจะเอาใจเก่ง, ฉอเลาะ น่ารักและไม่จุกจิกจู้จี้อย่างคุณน่ะ ไม่มีอีกแล้ว เมื่อเป็นดังนี้ ไฉนเลยเขาจะปล่อยให้คุณหลุดมือไปง่ายๆ
อย่าคิดว่า ถ้าจบกันบนเตียงแล้วจะมัดใจเขาได้เสมอไป เซ็กซ์น่ะสำคัญ ไม่มีใครเถียงหรอก แต่หญิงที่มีสมอง คงไม่ใช้ "สมบัติที่แม่ให้มา" เพื่อแลกกับ"ความรับผิดชอบ" ของหนุ่มสักคนหรอกนะ
รู้จักเป็นฝ่ายฟัง ไม่ใช่พูดเป็นนกแก้วนกขุนทอง
ถ้าบีบให้เขามาหลงกลถึงขนาดนี้ แล้วยังไม่ติดกับเราสักที สงสัยเป็นเกย์แน่เลยค่ะ
ที่มา:thaifitway

ใจแบบไหน ที่ควรหลีกเลี่ยง

ใจแบบไหน ที่ควรหลีกเลี่ยง

การทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร การกระทำของเราจะดีจะชั่ว เหมาะสมหรือไม่ ถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับใจเราว่ามีเจตนาเช่นไร

ในที่นี้อยากบอกเล่า ใจ 5 ประเภท ที่ควรเลี่ยงและไม่ควรเป็น เพราะจะทำให้เรากระทำไม่ดีทำไม่ถูกต้อง ตัดสินใจพลาด และอาจหมายถึงการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด และทำให้ชีวิตครอบครัวล้มเหลว

ประเภทที่ 1

ประเภทที่ 2

ใจเบา หมายถึง คนที่เชื่อใครง่ายๆ เรามักพูดถึงคนประเภทนี้ว่า พวกหูเบา เมื่อได้ยินสิ่งใด ไม่เคยได้คิดไตร่ตรองว่าควรเชื่อหรือไม่ หรือต้องตรวจสอบก่อนหรือเปล่า ถ้าเราเป็นคนเช่นนี้ สุดท้ายอาจตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวดีไม่ดีต้องเสียเพื่อน เสียลูกน้อง ที่หนักกว่าก็คือ อาจต้องเสียคนรัก เพราะความหูเบาของเรานี่แหละ

ใจรั้น ที่เป็นแบบนี้เพราะเชื่อมั่นตนเองเกินไป จนไม่ฟังความเห็น ข้อแนะนำหรือข้อท้วงติงจากผู้อื่น พวกคนดื้อรั้นอาจสูญเสียโอกาสดีๆไป เพราะคิดว่าตัว เองถูกเสมอ หรือบางครั้งก็ไม่ดูจังหวะจะโคน สร้างความเสียหายได้เช่นกัน


ประเภทที่ 3

ใจชอบยึดติด คนแบบนี้จะกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่กล้าคิดทำสิ่งใหม่ๆ หรือเป็นพวกติดกรอบ ไม่กล้าคิดนอกกรอบ กลายเป็นกบ ในกะลา ถ้าเราเป็นแบบนี้คงหาความก้าวหน้าในชีวิตได้ยาก จัดอยู่ในพวกหัวโบราณเป็นแน่แท้

 

ประเภทที่ 4

ใจผูกพยาบาทจองเวร พวกนี้คิดอยู่เสมอว่า แค้นนี้ต้องชำระ เพราะฉะนั้น ถ้าใครทำให้โกรธหรือเจ็บแค้น จะจดจารึกไว้ในสมองอย่างดี และคอยหาจังหวะล้างแค้นกลับ เพราะฉะนั้น ใจจึงมีแต่ทุกข์ ในทรวงมีแต่ไฟ หามีสุขไม่

ประเภทที่ 5

ใจบาป คิดแต่จะเอาเปรียบและมุ่งร้ายต่อผู้อื่นขอเพียงแต่ทำแล้วตนได้ดีเป็น ใช้ได้ ใครเดือดร้อนฉันไม่สน ไม่คิดถึงใจเขาใจเรา เอาแต่ใจตนเอง พร้อมที่จะใช้คนอื่นเป็นสะพานข้ามไปสู่ความสำเร็จ เหยียบได้เหยียบ ข้ามได้ข้าม


ใจทั้ง 5 ประเภทนี้ จึงควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง อย่าให้มาครอบงำจิตใจเราได้ ทางแก้ไม่ยาก คิดตรงข้าม อย่าใจเบาหูเบา ฟังแล้วคิดไตร่ตรอง รับฟังความเห็น ไม่ยึดติด รู้จักให้อภัยและที่สำคัญ มีใจเมตตา ถ้าทำได้ตามนี้ ดีเลิศ ประเสริฐศรีเป็นแน่แท้

จงรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตนเอง

69 สิ่งในสมองผู้ชาย? (ที่คุณยังไม่รู้)!!!

69 สิ่งในสมองผู้ชาย? (ที่คุณยังไม่รู้)!!!

386_image1. ฝันที่อยากให้เป็นจริงของเรานั่นคือ เราอยากมีเซ็กซ์กับผู้หญิงสองคนพร้อมกัน แต่เรารู้ว่าถ้าขอจากคุณเป็นเรื่องแน่ เราจึงรอให้คุณเป็นฝ่ายเสนอ
2. ถ้าเราทำงานดึกคืนวันอาทิตย์โดยปิดมือถือ แสดงว่าเรากำลังคั่วกับสาวคนใดคนหนึ่งอยู่ ไม่ว่าเราจะมีข้ออ้างอะไรก็ตาม
3. เราเห็นแก่ตัวมากเรื่องเซ็กซ์ ถ้าเรากำลังทำอะไรบางอย่างให้คุณและคุณชอบ เราจะพยายามบอกว่าเราอยากทำให้มันเสร็จๆ ไปซะ
4. รีโมทคอนโทรลเป็นอวัยวะเทียมอันหนึ่งของเราที่เคลื่อนที่ได้ แม้ว่าเราจะไม่ได้ถือมันอยู่ก็ตาม
5. ไม่ว่างานวิจัยจะมีผลมาว่าอย่างไร เรายื่นยันว่าเราก็สามารถทำสองอย่างในคราวเดียว(เว้นการดูทีวีและคุยกับคุณไปด้วย)
6. เวลาเราเพิ่งเริ่มความสัมพันธ์กับใคร เราจะพยายามปกปิดจุดอ่อนทางกายอย่างยิ่ง แต่หลังผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว เราจะเริ่มตดเสียงดังอีกครั้ง
7. การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองก็เหมือนการเอารถเข้าศูนย์บริการ ถ้าไม่ทำทุกอย่างก็จะเริ่มติดขัด
8. ความเป็นสุภาพบุรุษยังไม่ตายจากโลกนี้ แต่ถ้าคุณอยากให้หยิบของในกระเป๋าของคุณให้ เราก็จะลืมไปซะว่ามีมันอยู่ในโลกนี้
9. เราไม่ใช่คนทรงเจ้า บอกเราเถอะว่าอยากได้อะไร ไม่งั้นคุณจะได้ของที่ไม่ต้องการในวันเกิดแม่
10. ถ้าคุณถาม เราจะบอกเสมอว่าคุณดูสวย แม้จะไม่จริงก็ตาม
11. เรารู้ว่ารถสวยและแพงทำให้คุณประทับใจ แม้คุณจะไม่ยอมรับว่า...ใช่
12. ผู้ชายส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีเซ็กซ์กับโสเภณีไม่ถือเป็นการนอกใจ
13. เป็นเรื่องของพันธุกรรมที่ทำให้เราชอบกีฬา ในช่วงหนึ่งของชีวิตของเราอยากเป็นผู้ชนะในเรื่องอะไรสักอย่าง
14. เราจะไม่มีวันทิ้งคุณแล้วหนีไปกับเลขาฯหน้าห้อง เราเลือกที่จะแอบคบเธอไปพร้อมกันมากกว่า
15. แม้เจ้าหนูของเราจะพร้อมเป็นสิ่งแรกยามตื่นนอน แต่ส่วนอื่นของร่างกายยังหลับอยู่
16. อย่าหวังมารยาทจากเรา ถ้าเราไม่โทร.หาคุณภายใน 3 วันหลังมีเซ็กซ์ แสดงว่าเรื่องนี้จบแล้ว
17. เราไม่เข้าใจว่าคุณเห็นอะไรดีในตัว ออร์แลนโด บลูม
18. ควรรู้ไว้ว่าผู้หญิงอ่านแผนที่ไม่ได้ และผู้ชายก็จะไม่ถามทาง อย่าทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้เลย
19. แม้แต่เกย์ก็ยังเหลียวดูเวลาผู้หญิงหุ่นเซ็กซี่เดินผ่าน คุณเองก็ยังมอง คิดดูเถอะ! ดังนั้นอย่ามาตบตีเราต่อหน้าคนอื่น มันน่าอาย
20. เรารู้ว่ามันตลก ที่เชื่อว่าผู้หญิงจะใส่ชุดชั้นใน หยิบหมอนทุบตีกันเวลาไม่มีเราอยู่ด้วย
21. ถึงเรามักจะคาดว่าต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินเลี้ยงข้าวคุณ แต่ความเป็นชายของเราไม่บุบสลายหรอกถ้าคุณเป็นฝ่ายเลี้ยง
22. เราไม่มีวันสนิทกับพ่อของคุณได้ เขาเกลียดเรา เราคงรู้สึกแบบเดียวกันถ้าเป็นเขา
23. เราชอบให้ความสัมพันธ์มีความยืดหยุ่น เราถึงสนับสนุนให้คุณเล่นโยคะและพีราตีส
24. ถ้าคุณถาม เราจะบอกเสมอว่าคุณดูสวย แม้จะไม่จริงก็ตาม
25. เราจะไม่พาคุณไปดูหนังของวิน ดีเซล ถ้าคุณตกลงจะไม่พาเราไปดูหนังเรื่องต่อไปของเม๊ก ไรอัน
26. การดื่มเบียร์กับผู้ชายบ่อยๆ จะทำให้เราคิดว่าคุณเป็นแค่เพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง
27. ไม่น่าเกลียดหรอกที่จะมีอะไรกันในเดทแรก จริงๆนะ!!!!
28. การแพร่หลายของภาพโป๊ในอินเตอร์เน๊ต เป็นตัวบอกคร่าวๆว่าเราหลงใหลเซ็กซ์กันขนาดไหน คุณควรใช้มันหาข้อมูลว่าอะไรปลุกเร้าอารมเราได้
29. สิ่งเลวร้ายที่สุดที่คุณทำได้คือการนอนกับเพื่อนคนหนึ่งของเรา
30. กลิ่นปากหลังตื่นนอนทำให้เราหมดอารมณ์
31. 100% ของผู้ชายมีประสบการณ์ทางเพศครั้งแรกกับตัวเอง
32. ไม่ว่าคุณจะแน่ใจขนาดไหนว่าไม่มีทาง เราก็มั่นใจว่าอย่างน้อยเพื่อนคนหนึ่งของคุณชอบเรา
33. ถ้าคุณบอกเราว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เราจะเชื่อคุณ
34. กรุณาอย่าให้เราเลือกระหว่างคุณกับฟุตบอล เรารักสองอย่างเท่าเทียมกัน
35. ถ้าเพื่อนสนิทของคุณเป็นผู้ชาย แล้วเราบอกว่าไม่ได้คิดอะไร เรากำลังโกหก
36. เราดูหนังเรื่อง Charmed ก็เพราะเสื้อคว้านต่ำของอลิซซ่า มิลาโน่
37. เราไม่มีวันดู Sex And The City เพราะแคร์รี่ย์ไม่เซ็กซี่สำหรับเรา
38. หน้าอกปลอม ยอมรับได้ ผิวแทนปลอม เรารับไม่ได้
39. เราไม่ชอบที่คุณปล่อยตัวหลังแต่งงาน การใส่รองเท้าแตะไม่เซ็กซี่ ควรใส่บู๊ตสูงถึงเข่าจะดีกว่า
40. เรายอมรับว่าคุณใช้เครื่องสำอางทำให้ตัวเองดูดี แต่ถ้ามากเกินไป ไม่แต่งหน้าเลยจะดีกว่า
41. เราชอบกระโปรงสั้นๆและบทสนทนาสั้นๆ
42. เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณไม่สนุกกับการถูกจั๊กจี้ทั้งที่เราสนุกที่ได้จักจี๊คุณ
43. รถของเราไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าหนูของเรา แต่เราชอบรถคันใหญ่และเร็ว
44. เราพอจะเข้าใจที่คุณบ้าซื้อรองเท้า แต่จะไม่ยอมบอกให้คุณรู้ว่าเราเข้าใจ
45. ผู้ชายส่วนใหญ่ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์แต่เราจะขอบคุณถ้าคุณไม่บอกเพื่อนของเรา
46. เบียร์เป็นเพื่อนสนิท อย่าพยายามแยกเราจากกัน
47. ระหว่างมีเซ็กซ์ เราชอบให้คุณอยู่บนเพราะเราขี้เกียจ
48. เต้าหู้ไม่ใช่อาหาร
49. อย่ามาเห็นเจ้าหนูของเราเป็นของเล่น เรารู้ว่ามันออกจะใหญ่แบบประหลาดๆ
50. ถึงเราจะบื้อแต่ก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับซูเปอร์โมเดล มีแค่บางคนเท่านั้นที่อยากได้ภรรยาหน้าอกใหญ่ที่ทำอาหารเป็น
51. เราชอบไขมัน ถ้ามันอยู่ในเบคอน
52. อย่าฟังเวลาเรากำลังคุยกับเพื่อน เราจำต้องแสดงท่าทีห้าวหาญต่อหน้าชายอื่น ซึ่งอาจต้องพูดอะไรบางอย่างที่คุณไม่ชอบใจ
53. ถึงคุณจะไร้เหตุผลช่วงวันนั้นของเดือน เราก็จะปล่อยให้คุณคิดว่าคุณพูดถูก เราจะได้ไม่โดนคุณอาละวาดใส่!
54. บางครั้งเราก็ไม่อยากมีเซ็กซ์ซะเฉยๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลยจริงๆ
55. เมื่อก่อนวิธีเอาชนะใจผู้ชายคือทำอาหารอร่อยให้เขา เดี๋ยวนี้ต้องให้เขาเล่นเพลย์ สเตชั่น
56. ถึงเราจะแก่ขึ้นทางกาย แต่สมองของเราไม่เคยเกินเด็ก 8 ขวบ
57. เราตกอยู่ใต้อำนาจของเจ้าหนูของเราอย่างสิ้นเชิง เหตุผลและสามัญสำนึกจะหลุดลอยทันทีเมื่อเราเกิดความต้องการทางเพศ เหมือนเวลาคุณมีประจำเดือนนั่นล่ะ
58. เจ้าหนูของเราจะแข็งตัวในสถานที่ที่ไม่สมควร ส่วนใหญ่จะในขนส่งมวลชน อยากรู้ว่าคนไหนก็ให้ดูผู้ชายที่กำลังนั่งขยับตัวกระสับกระส่าย มีกระเป๋าวางบนตัก
59. มือใหญ่และเท้าใหญ่มีความเหมือนที่คุณคิดนั่นล่ะ
60. เราไม่เคยคิดว่า "ขน" เป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายเลยนะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะไปแว๊กซ์หรือย้อมสียังไงก็แล้วแต่...เราไม่รู้สึกว่ามันเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่หรอก
61. คุณอาจเป็นเจ้านายเราเมื่อยู่บ้าน แต่เราจะเป็นเจ้านายคุณเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น
62. เราใช้เวลาเล่นกอล์ฟกับเพื่อนเพื่อสร้างความสมดุลกับเวลาที่คุณใช้ช้อปซื้อรองเท้า
63. น้ำหอมที่ใส่มากเกินไปก็เหมือนกลิ่นตัวเหม็นๆ
64. เราพูดไม่เก่ง ถ้าเรามีเรื่องปิดบัง เราจะให้ของขวัญ ถ้าเราให้บ่อยๆ ให้จ้างนักสืบติดตามเราได้
65. เราไม่ชอบเลยเวลาคุณเอาเสื้อผูกรอบเอวเพื่อซ่อนสะโพก
66. เวลาคุณสั่งสลัดเป็นมื้อเย็น เราคิดว่าคุณคงมีปัญหาเรื่องกิน ดังนั้นกินให้มากขึ้น!
67. อย่าพยายามแข่งกับแม่ของเรา อาหารที่คุณทำไม่มีวันสู้ของแม่ได้
68. เราจะดู Friends และ Gilmore Girls กับคุณต่อเมื่อเราอยากทำอะไรบางอย่างต่อจากนั้น
69. เราดื่มเบียร์ ขับรถบุ่มบ่าม และคิดถึงเซ็กซ์ตลอด 24 ชม. อย่าพยามเปลี่ยนแปลงเรา มันไม่ได้ผลหรอก!!!!!
ขอบคุณที่มา:pooyingnaka.com




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons