วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

อยู่ได้ไหม... ถ้าไม่แต่งงาน

อยู่ได้ไหม... ถ้าไม่แต่งงาน

มีหลายคนชักสงสัยว่า "ทำไมทุกคนต้องมีแฟน?"..."ไม่มีแฟน จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ไหม?"
คนที่ถามส่วนใหญ่ ก็มักจะเป็นคนที่ยังไม่มีแฟน หรือมีแล้วแต่อกหัก เลิกกันไปแล้ว กำลังอยู่ในช่วงทำใจ แต่ก็ยังคิดมากอยู่ เหมือนพยายามใช้ชีวิตอยู่ให้ได้โดยปราศจากเขา
สำหรับคนที่ยังไม่มีแฟน แล้วมองเห็นคู่รักผ่านสายตาไปหลาย ๆ คู่ ข้อสงสัยนี้มักเกิดจาก อาการอิจฉาริษยาเขา ในใจลึก ๆ ก็อยากมีกับเขาบ้าง แต่ไม่มี ก็เลยพยายามคิดว่า ถ้าเกิดเราไม่มีแฟน เราควรจะใช้ชีวิตอยู่ให้ได้ แต่จะอยู่ยังไง แก่ไปจะเป็นยังไง จริง ๆ แล้วอยู่ได้จริงหรือไม่ นั่นคืออาการไม่แน่ใจ ลังเลใจ
ถ้าถามฉัน แล้วฉันตอบว่า "อยู่ได้" หลายคนก็อาจจะคิดว่า มันเป็นการปลอบใจชัด ๆ เหมือนให้กำลังใจตัวเองว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร เราก็มีความสุขดีอยู่นี่ ใช้ชีวิตให้สุขกับสิ่งอื่นได้อีกถมเถไป ครอบครัว การงาน เพื่อนฝูง หรือมีความสุขกับการท่องเที่ยว งานอดิเรก สัตว์เลี้ยงต้นไม้ มันก็มีความสุขอยู่ในแต่ละวันได้ แม้จะเป็นรักที่ต่างกัน แต่ถ้าพูดถึงอนาคตไกล ๆ ล่ะ
ถ้าถามฉัน แล้วฉันตอบว่า "อยู่ได้...แต่อย่าไปคิดมาก อย่าเห็นคนอื่นมีครอบครัวแล้วมาเปรียบเทียบกับตัวเองแล้ทุกข์ อย่าเหงา...แล้วจะอยู่ได้" คงมีคนขำ และถ่มน้ำลายใส่ฉัน "ใครจะไปทำอย่างนั้นได้วะ? ไม่ใช่พระใช่ชีนี่ ถึงทำใจได้ มันก็ต้องคิดกันบ้างล่ะ" นี่แหละ...คือคำตอบของปัญหาข้างบน
"อาการอยู่ได้หรือไม่? มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำตอบของฉันหรอกนะ มันขึ้นอยู่กันว่า คุณเข้าใจตัวเองมากน้อยแค่ไหน? คุณทำใจ และคุณมั่นใจในสิ่งที่คุณเป็นมากน้อยแค่ไหนต่างหาก จะอยู่ได้หรือไม่? ต้องถามใจคุณดู"
Portrait of young coupleถ้าคุณเชื่อในตัวเอง มั่นคงในตัวเอง ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ใช้ชีวิตโดยยึดติดกับมาตรฐานสังคมมากนัก คุณก็ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ขอเพียงคุณยอมรับได้ในสภาพที่คุณเป็นอยู่ แน่นอนว่า...เมื่อผ่านพ้นวัยหนึ่งไปแล้ว อะไรหลาย ๆ อย่างที่คุณเคยมีเวลาทุ่มเทให้มัน มันจะหายไป คุณต้องเผื่อใจไปกับการวางแผนว่า...เมื่อช่วงเวลาเหล่านั้นเกิดช่องว่าง
คุณจะทำอะไร? เช่น ช่วงเวลาที่คุณเคยมีกิจกรรมกับเพื่อน ๆ วันหนึ่ง เพื่อนคุณก็จะมีครอบครัวกันไป หรอกงานอดิเรกบางอย่าง คุณก็จะไม่สามารถทำมันได้อีก ในวัยที่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย คุณจะใช้เวลาเหล่านี้ทำอะไร ช่วงเวลาที่ครอบครัวสุขสันต์ คุณจะอยู่กับอะไรได้บ้าง ต่อให้คุณเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวใคร คุณก็ไม่สามารถเป็นครอบครัวเดียวกันกับเขาได้อย่างสมบูรณ์ พี่น้องคุณก็ต้องมีครอบครัวของเขา พ่อแม่คุณวันหนึ่งเขาก็ต้องจากคุณไป คุณจะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร และอยู่อย่างไร นี่คือสิ่งที่คุณต้องคิด
ถ้าคุณมีการวางแผนและมีคำตอบให้ตัวคุณเอง คุณก็ไม่ต้องกลัวเหงา มันมีบ้างที่เรารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ถ้าคุณยังมีความสุขกับสิ่งรอบข้างและตัวคุณเองอยู่ มันจะสามารถทดแทนกันได้ แม้จะไม่สมบูรณ์เสียทีเดียวก็ตาม เพราะความรักในแต่ละรูปแบบ มันต่างการกระทำเสมอ มันไม่สามารถแทนกันได้จริง แต่มันสร้างกำลังใจให้ชีวิตได้เหมือนกัน ถ้าคุณให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นมากพอ
ฉันไม่อยากได้คำตอบว่า "อยู่ได้" ของฉัน ทำให้หลาย ๆ คนมองข้ามความรัก จากใครบางคนไป เพราะถึงยังไง ฉันก็ยังถือว่า..."การมีชีวิตคู่ มันมีความอิ่มเอมกว่าอยู่ดี" ไม่เช่นนั้น... ทำไมมนุษย์ถึงต้องมีสองเพศ? และการถือกำเนิดชีวิตใหม่...ถึงต้องใช้คนสองคน? (ตอนนี้มีหลายเพศ แต่เรากำลังพูดถึงการแต่งงาน จึงขอละไว้ก่อนนะ)
ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย หลายคนเมื่อเจอปัญหาคู่ของคนอื่น ก็มักจะเปรย ๆ กับตัวเองว่า "ไม่แต่งดีกว่าปัญหาเยอะ" หรือไม่ก็ประเภทที่แต่งไปแล้วมีปัญหา ก็มักจะบ่น ๆ ว่า "รู้อย่างนี้เป็นโสดจนตายดีกว่า" ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้ ฉันว่ายังไงเขาก็ยังเลือกที่จะแต่งงานอยู่ดี!
การได้ใช้ชีวิตร่วมกับใครอีกคน ซึ่งถือว่าเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเราในตอนแรก เพราะเราไม่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิด มันเป็นสีสันหนึ่งของชีวิต มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสงสัยสำหรับชีวิตมนุษย์ ต่อให้มีความทุกข์ หรือปัญหาเกิดขึ้น มันจะทำให้ชีวิตมีมิติมากขึ้น มีความลึก มีการเรียนรู้ มีการเคลื่อนไหว มีการเปลี่ยนแปลง จะเป็นด้านบวกหรือลบ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของแต่ละคู่ ว่าจะจัดการกับเรื่องของตัวเองยังไง?
มันเหมือนกับการเล่นเกม หลายคนชอบเพราะอยากเอาชนะมัน เมื่อเล่นแล้วก็ต้องเล่นให้ชนะ ชีวิตถูกส่งมาให้เราเล่นต่างกันตรงต้องคิดให้มากขึ้นกว่าเกมปกติ เพราะเล่นใหม่ไม่ได้ คงต้องไปเกิดใหม่ ตัวเราเป็นตัวเดินเรื่อง มันคงจะดีถ้าเรามีผู้ช่วยเก่งๆ มาช่วยเราใช้ชีวิต บางคนเลือกผิด ทำชีวิตเราพังก็มีบางคนเลือกถูก ก็พาชีวิตเราเดินไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ทุกคนล้วนถูกส่งผู้ช่วยมาให้เลือกกัน ทั้งนั้น ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ขัง คนที่มักพูดว่า "เดินคนเดียวดีกว่า" จริง ๆ แล้วเขาก็เลือก แต่ดันเลือกผิด คงไม่มีใครหรอกที่มีให้เลือกแล้วไม่เลือก ส่วนคนที่บอกว่า "ฉันไม่เห็นได้เลือกเลย ไม่เห็นเขาส่งใครมาให้ฉัน"
ถ้าคุณมองให้ดี ๆ ลองทบทวนอีกที อาจจะมีบางช่วงเสี้ยววินาทีที่คุณเดินอยู่ มีใครบางคนที่คุณคิดว่าไม่น่าไว้ใจผ่านมา คุณแค่ประเมินด้วยหางตา แล้วคุณก็รีบเดินห่าง ๆ หรือรีบผ่านเขาไป โดยไม่กล้าแม้จะเหล่ตามอง ได้เฉียดใกล้เขาไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ คนคนนั้น อาจเป็นอัศวินขี่ม้าขาว ที่จะช่วยคุณออกมาจากถ้ำมังกร ถ้าเพียงคุณให้เวลากับเขามากกว่านี้
อย่าบอกนะว่า...คุณไม่เคยเดินสวนกับใคร มาก่อนเลยในชีวิต!

หนังสือ : ชีวิต...เราเอาไงดี?
เขียนโดย : ว.แหวน

จะทำอย่างไร เมื่อเขานอกใจ

จะทำอย่างไร เมื่อเขานอกใจ

ความรัก

จะทำอย่างไร @ เมื่อเขานอกใจ (แม่บ้าน)
เรื่อง : รศ.สุพัตรา สุภาพ
การนอกใจกันเป็นเรื่องทำให้ครอบครัวแตกแยกล่มสลายได้ จนยากที่จะทำใจแผ่เมตตาให้อภัยกันง่าย ๆ เพราะเมื่อรู้ว่าคู่ของเรามีคนอื่น ก็ต้องโกรธแค้นแทบจะฆ่ากันตายไปข้างหนึ่ง (ถ้าไม่กลัวติดคุกจนแทบเป็นบ้า) ส่วนมากพอรู้ว่าเขาเป็นอื่น จะบอกว่า "รับไม่ได้ ทนไม่ไหว"
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีวิตคู่ให้ข้อคิดเรื่องนอกใจกัน (ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง) อย่างน่าทึ่งว่า…
1. มีนอกใจกันบ้าง
และคนนอกใจมักจะเป็นชายมากกว่าหญิง ผลก็คือผู้หญิงกลัวเขาจะนอกใจ บางคนเลยคอยตามล่าตามล้างกลัวเขาเป็นอื่น พอหวงห่วงห้อยตามเขามาก ๆ เขาเลยเป็นอื่นจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดมีอะไรกับใคร
2. ต้องรับรู้
แม้จะไม่อยากรู้ หรือทำใจไม่ได้ก็ตาม ก็คนเป็นผัวเมียกันมักจะพอดูออกว่าเขาเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไป เช่น เคยสนใจเราก็ไม่ใส่ใจเท่าที่เคย จนเราหงุดหงิดโมโหโกรธาเอาง่าย ๆ หรือเขาดูดีผิดปกติ (ก็คงพยายามปกปิดที่ไปมีกิ๊กนั่นแหละ) ให้เราตายใจ
Dr.Frank S.Pittman นักจิตวิทยาชื่อดังเตือนใจผู้เป็นภรรยาว่า ถ้าผู้ชายมีอาการแปลก ๆ (ไม่ได้แปลว่าบ้า) แถมไม่ค่อยพูด ทั้ง ๆ ที่เคยพูดอะไรให้ฟังบ่อย ๆ ซึ่งที่เป็นเช่นนี้เขาอาจกลุ้มใจเรื่องงาน เลยหาทางชดเชยไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน จนอยากฟาดฟันให้เดี้ยงกันไปข้างหนึ่ง หรือภรรยานอกใจสามีอาจจะอยากหาคนมาเอาใจ เพราะไม่ได้จากที่บ้าน
Dr.Pittman บอกว่า น่าจะให้อภัยมากกว่าคับแค้น โดยคนนอกใจต้องขอให้คู่ให้อภัย แม้จะทำใจยากก็ควรจะทำถ้ายังอยากอยู่ด้วยกันต่อไป หรือไปหาผู้เชี่ยวชาญช่วยแก้ปัญหาให้เท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าปล่อยให้คาราคาซัง โดยเฉพาะถ้าเราเป็นคนผิด
3. ไม่จำเป็นต้องเลิกกันเสมอไป
เลิกทำไมให้คนอื่นดีใจเปล่า ๆ คิดแก้แค้นแม้จะสะใจแต่ใช่ว่าเป็นสิ่งดีเสมอไป การหย่าร้างเลิกรากันอาจเป็นทางแก้ปัญหาที่ไม่เคยแก้ได้ก็ได้
Dr.Harold Taylor นักจิตวิทยาชื่อดังเสริมในเรื่องนี้ว่า สามีภรรยาควรจับเข่าคุยกัน (กลัวคุยไม่ไหวเพราะอยากหักเข่ากันมากกว่า) เป็นการคุยว่าเรื่องเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรถึงจะไม่มีปัญหาในอนาคต นี่คือโอกาสที่คุยกันได้
4. ยังรัก
ส่วนมากคนที่นอกใจมักจะรักคู่ของตัวน้อยลง หรือเริ่มไม่รักเขาหรือเธอแล้ว แต่มีเหมือนกันที่ยังรักกันอยู่แต่อดเจ้าชู้หรือหาเศษหาเลยไม่ได้ให้เจ็บปวดกัน เรื่องนี้มีคำพังเพยว่า คนเราจะรักคนสองคนในเวลาเดียวกันได้ เพราะตอนนั้นกำลังหลงอีกคน แต่ยังห่วงใยและรักคู่ของตัวอยู่
Dr.Avodah K.Offit นักจิตวิทยากล่าวว่า จากที่เขาศึกษาวิจัยมาพบว่า สามีภรรยาที่นอกใจกัน รวมทั้งพวกเจ้าชู้เป็นนิสัย ก็ยังผูกพันครอบครัวไม่อยากเลิกรากันไป ที่เขานอกใจเป็นแค่อาการชดเชยทางอารมณ์ที่มีปัญหาค้างคาใจแต่เด็ก เช่น พ่อแม่เข้มงวดคอยสั่งให้ทำอะไรอยู่เรื่อย พอมีคู่เลยพยายามไม่ให้คู่มามีอิทธิพลเหนือตัว และการนอกใจจึงเป็นเครื่องแสดงว่า "ชีวิตเป็นของเรา เราเป็นเจ้าชีวิตของเราเอง"
อีกฝ่ายเลยอยากฆ่าให้หายแค้น ก็ขนาดไม่ได้มีใครมาบังคับอะไรมากนักก็ยังนอกใจได้ ที่เขาเป็นเช่นนี้เพราะภรรยาน้อยไม่เรียกร้องอะไรหรือมีกฎเกณฑ์อะไรมากเท่าภรรยาหลวง หากภรรยาน้อยมีกฎเกณฑ์มากเท่าไร เขาก็จะตีตัวออกห่างเพราะเขาเริ่มรู้สึกว่าเมียน้อยเริ่มเป็นเมียหลวงเข้าไปทุกที
5. หันมาดูตัวเอง
นักสังคมวิทยาและนักจิตวิทยาแนะนำว่า ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่อาจจะทำให้เราไม่สบายใจ เราต้องทำใจกว้าง ๆ ประดุจถนนสายมหึมา ที่เขาเป็นอย่างนั้นเป็นความผิดของใคร เราหรือเขา ส่วนมากคนเจ้าชู้จะคิดว่า ภรรยาแย่เขาถึงเป็นอื่น ถ้าเขาคิดแบบนี้เขาจะไม่รู้สึกผิดและนอกใจไปเรื่อย ๆ (น่าฆ่าให้ตายเป็นของแถม)
นอกจากนี้ การนอกใจมีสาเหตุมากจากการหวังเกินความเป็นจริง เพราะไปคิดว่าการมีคู่คือหลักประกันความสุข หากวันไหนไม่มีความสุขก็จะกล่าวโทษอีกฝ่าย
6. เปลี่ยนบรรยากาศ
เป็นการหาทางไปให้พ้นจากบรรยากาศเดิม ๆ ที่น่าหดหู่ เช่น ไปเที่ยวตามลำพังเพื่อรำลึกความหลังครั้งยังหวานชื่น ชีวิตจะได้ดีขึ้น รวมทั้งเวลามีปัญหาต้องอดทนที่จะแก้อย่างจริงใจ โดยไม่คิดแต่เอาชนะคะคาน หรือห้ำหั่นกันให้เสียหาย เป็นการยอมรับ เป็นการทำใจให้อภัย แม้อยากจะด่าหรือต่อว่าให้หายคาใจ แต่ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกันก็คงต้องแผ่เมตตาให้อภัยเพื่อจะได้เริ่มต้นกันใหม่ เพราะนี่คืออุบัติเหตุชีวิตที่เกิดขึ้นได้ ขอแค่มีใจต่อกันที่จะร่วมกันแก้ไข
Maslow ให้ข้อคิดเรื่องปัญหาในครอบครัวว่า การนอกใจกัน จะให้หายง่าย ๆ คงยาก ขอแค่พยายาม (กัดฟัน) ทำใจเรื่องที่เขานอกใจคงจะดีขึ้นภายใน 3-6 เดือน (นานไปไหม) และส่วนมากมักจะเอาใจกันมากกว่าเก่า โดยเฉพาะคนที่นอกใจ เช่น ซื้อข้าวของให้ พาไปเที่ยว ออกไปกินอาหารนอกบ้าน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คนที่นอกใจต้องรู้จักทำตัวให้ดีขึ้น เพื่อเห็นแก่ครอบครัวและตัวเองจะได้ไม่ต้องมีอันเป็นไปก็เข้าทาง อย่าทำตัวเจ้าชู้ไม่มี พ.ศ. ซ้ำซากไง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ปีที่ 35 ฉบับที่ 506 กรกฎาคม 2554

วิธีสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี

วิธีสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี

บุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นปราการด่านแรกที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จที่คาดหวังไว้ มีวิธีการสร้างบุคลิกภาพให้ดูดีมาแนะนำ
เริ่มจาก การมอง
เพราะสายตาสามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกได้ เช่น ความรัก ความเกลียด ความโกรธ ความเคารพ หรือความเหยียดหยามดูหมิ่นดูแคลน ดังนั้น เวลามองผู้อื่นควรใช้สายตาที่แสดงถึงความสุภาพเรียบร้อย การเดิน ต้องใส่ความมั่นใจและสง่างาม คือเดินตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ก้าวเท้ายาวพอประมาณและสอดคล้องกับเสื้อผ้าหรือรองเท้าที่สวมใส่
ถัดมาคือ การแต่งกาย
ที่บ่งบอกถึงการเอาใจใส่ตัวเอง เพราะการแต่งกายจะทำให้ดูดีหรือดูแย่ได้ ดังนั้นควรเลือกเครื่องแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ สะอาดเรียบร้อย
มาถึงหัวใจสำคัญ คือ การพูด
การพูดต้องมีศิลปะ พูดเพื่อให้ชนะใจผู้ฟัง โดยคำพูดต้องสุภาพ มีเหตุผล น้ำเสียงไพเราะชวนฟัง และการใช้คำพูดควรเหมาะสมกับผู้ฟัง โดยคำนึงถึงวัย เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ และความสนใจพิเศษของผู้ฟัง
สุดท้ายที่ สุขภาพ
คือ สุขภาพดี ไม่มีโรคภัย ร่างกายแข็งแรง เพราะคนป่วยออด ๆ แอด ๆ จะดูอ่อนแอ ไม่คล่องแคล่ว บางโรคส่งผลถึงความซีดเซียว ห่อเหี่ยวหม่นหมอง จนขาดสง่าราศรี ฉะนั้นการดูแลสุขภาพให้ดีคือต้นทุนของการพัฒนาบุคลิกภาพที่สำคัญ
เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

กลวิธีสร้างเสน่ห์ดึงดูดใจชายหนุ่มและหญิงสาว

กลวิธีสร้างเสน่ห์ดึงดูดใจชายหนุ่ม

เรื่อง ของเสน่ห์ชวนหลงใหลของผู้หญิงเรานั้นมีหลายร้อนเล่มเกวียนจริงๆ ค่ะ ที่พูดเช่นกันก็เป็นเพราะว่าสาวๆ แต่ละคนนั้นเค้ามีเทคนิคการดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้ามที่แตกต่างกันนั่น เองค่ะ และความน่าสนใจของสาวๆ นั้น จะเป็นการเชิญชวนให้ฝ่ายชายอยากที่จะเข้าใกล้คุณอย่างจัง ฟังแบบนี้เหลือเชื่อเลยใช่มั้ยล่ะ เอาเป็นว่าเรามาดูพร้อมๆ กันดีกว่าว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง..

พยายามเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด
เพราะว่าผู้หญิงที่ทำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติ ขำๆ ฮาๆ สบายๆ กับทุกสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ จะได้รับความสนใจมากกว่าผู้หญิงที่ดูดีมีฟอร์มอยู่ตลอดเวลา สาวๆ ส่วนใหญ่เวลาอยู่ในที่สาธารณะมักจะสร้างกำแพงให้กับตัวเอง โดยลืมคิดไปว่าการทำตัวสบายๆ ผ่อนคลายในที่สาธารณะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชายดีๆ เข้ามาใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์ร่วมกันในอนาคต
เจาะจงสถานที่
คุณจะต้องเลือกหาสถานที่นิดนึงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือว่าร้านกาแฟ ก็ให้บรรยากาศสบายๆ ได้ไม่แพ้กันค่ะ สถานที่แบบว่าสามารถนั่งแช่จิบกาแฟอ่านหนังสือหลังจากเดินช้อปปิ้งมาทั้งวัน หรืออาจเป็นร้านอาหารโปรดประจำแก๊งก็เวิร์คนะคะ เพราะยังไงซะคุณก็ต้องคุ้นเคยกับบริการ พนักงานเสิร์ฟของร้านนั้นได้เป็นอย่างดีค่ะ
มองหาเพื่อสนิทของคุณไปช่วยสร้างเสน่ห์
เมื่อคุณตัดสินใจเลือกหาสถานที่ได้แล้วก็เริ่มทำตัวสบายๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ทานอาหารกับคู่ซี้สาวอย่างเป็นกันเองพูดคุยหยอกล้อแบบว่าได้อารมณ์น่ารักๆ ในบรรยากาศผ่อนคลาย อันจะเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจชายหนุ่มอย่างหนึ่งที่เป็นจุดสนใจมากๆ วิธีนี้จะทำให้ฝ่ายชายอยากที่จะรู้จักและเข้าใกล้คุณมากขึ้นด้วยค่ะ
พยายามทำชีวิตให้สดชื่นอยู่เสมอ
เมื่อซักครู่ที่เราแนะนำให้คุณชวนเพื่อนสาวไปนั่งชิลๆ กันในร้านอาหารโปรด ขอบอกว่า ที่คุณอยู่กับเพื่อนสาวคุณจะต้องทำตัวให้รื่นเริงบันเทิงใจแบบว่า หัวเราะต่อกระซิกกันตามประสาสาวๆ จุดนี้แนะนำให้คุณหัวเราะและยิ้มบ่อยๆ เลยค่ะ และในขณะที่คุณกำลังยิ้มแย้มเบิกบานอยู่นั้นก็ใช้สายตาหวานๆ ของคุณกวาดไปรอบๆ ร้านอย่างตั้งใจ แบบว่ากำลังเช็กเรตติ้งว่างั้นเถอะ ให้มองไปรอบตัวบ่อยๆ สบตากับใครสักคนบ้างเพื่อเป็นการบริหารเสน่ห์ยังไงล่ะคะ
กลวิธี ที่เรานำมาฝากกันนี้ขอบอกว่าสาวๆ หลายคนใช้ได้ผลมานักต่อนักแล้วล่ะค่ะ ขอเพียงคุณพยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ ที่เหลือก็เสน่ห์ส่วนตัวของคุณล้วนๆ ที่จะช่วยดึงดูดใจฝ่ายชายให้เข้าใกล้ รู้แล้วอย่าลืมบอกต่อนะจ๊ะ...

ที่มา .. woman's story

ผู้หญิงเรียบง่าย สาวในฝันของหนุ่ม 2009

ผู้หญิงเรียบง่าย สาวในฝันของหนุ่ม 2009

ผู้หญิงในอุดมคติของผู้ชายหลายคนนั้นย่อมแตกต่างไปตามความชอบ บางคนอาจจะชอบผู้หญิงผอมบาง อ้อนแอ้น ไร้เดียงสา หรือบางคนก็อาจจะชอบสาวอวบอึ๋มหุ่นเนื้อนมไข่ หรือแม้กระทั่งผู้หญิงเก้งก้างหุ่นนางแบบ ก็อาจจะเป็นสาวในฝันของผู้ชายบางคน
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเปิดเผยผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่สำรวจจากทัศนคติของ สุภาพ บุรุษในยุค 2009 ว่าหนุ่ม ๆ ส่วนใหญ่เขาลงความเห็นให้ผู้หญิงที่ดูเรียบง่ายนี่แหละที่ครองใจ เป็นสาวในอุดมคติของผู้ชายหลาย ๆ คน โดยพวกเขาขนานนามให้เธอว่า "Miss Average"

ด้านนักวิจัยหนุ่มชาวออสซี่จากมหาวิทยาลัยนิวเซาวท์เวลส์ ได้ทำแบบสำรวจถึงเรื่องนี้ไปยังชายหนุ่ม 100 คน ผ่านรูปวาดสาวในฝันของพวกเขา ปรากฏว่า รูปของผู้หญิงในอุดมคติกว่า 200 คน ของผู้ชายเหล่านั้นมีทรวดทรงองค์เอวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นสามารถหาข้อสรุปผ่านค่าเฉลี่ยที่หนุ่ม ๆ ส่วนมากยืนยันว่า สาวในฝันของพวกเขา จะต้องมีสัดส่วนความสูงประมาณ 160 ซม. รอบเอว 30 นิ้ว และสะโพกที่ใหญ่ถึง 40 นิ้ว หรือจะเทียบเคียงกับสาวยุโรปที่มีไซส์ 14 นั่นเอง แต่ที่น่าแปลกใจอยู่ตรงที่ว่า ไม่มีใครให้ความสำคัญกับขนาดของหน้าอกเลย
แต่ฝั่งนักวิจัยชาวเยอรมนีจากมหาวิทยาลัยรีเจนส์เบิร์กได้ศึกษาจนพบ ว่า ผู้หญิงเอวคอดกิ่ว (รูปร่างคล้ายกับนาฬิกาทราย) อย่าง Marilyn Monroe จะมีแรงดึงดูดทางเพศมากกว่าผู้หญิงที่มีรูปร่างสมส่วนเสียอีก ซึ่งผลงานวิจัยชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนเว้าส่วนของโค้งของผู้หญิงนั้น เป็นเสน่ห์ทางเพศที่น่าสนใจมากกว่าสาวหุ่นนักกีฬาที่มีช่วงขาเรียวยาว หน้าอกใหญ่คล้ายกับตุ๊กตาบาร์บี้
ดร.มาร์ติน กรันดล์ กล่าวว่า "จะให้อธิบายเรื่องนี้คงยาก เพราะทัศนคติของผู้ชายส่วนมากมักจะมองและชอบผู้หญิงที่สวยแบบธรรมชาติจริง ๆ "

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยที่บอกว่าสเปกสาวในอุดมคติของผู้ชายส่วนใหญ่นั้น อาจจะแปรผันและขึ้นอยู่กับสถานะการเงินของหนุ่ม ๆ ในช่วงนั้นก็เป็นได้ เช่น ในช่วงเศรษฐกิจดีอย่างเช่นยุค 60s ที่ผู้ชายมั่งมีเงินทอง ก็มักจะมองผู้หญิงตาโต ร่างบาง อ่อนแอ้นและแขนขาเก้งก้าง อย่าง Audrey Hepburn มาครอบครอง
แต่ในช่วงที่สภาวะการเงินและสังคมย่ำแย่ ผู้ชายส่วนมากก็มักจะมองหาสิ่งพักผ่อนหย่อนใจจากผู้หญิงหุ่นเนื้อนมไข่ อย่าง Kate Winslet และ Nigella Lawson เพราะเชื่อว่าเย้ายวนและสามารถปลอบประโลมความเครียดได้นั่นเอง

ที่มา .. ไทยโพสต์

ทำอย่างไรเมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า

ทำอย่างไรเมื่อต้องทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้า

การทำงานในออฟฟิศนั้นจะทำให้ประสบความสำเร็จก็ยากพอควรแล้ว และยิ่งต้องมาทำงานกับคนที่เราไม่ชอบหน้าอีกก็ยิ่งเป็นการยากไปกันใหญ่ ยิ่งใครที่เป็นหน้าใหม่ในออฟฟิศจึงไม่รู้วิธีการ เฟค เข้าหาคนที่ไม่ชอบหน้า เพราะส่วนใหญ่ในตอนเรียนถ้าเราไม่ชอบหน้าใครก็สามารถแสดงออกมาได้
แต่ในชีวิตการทำงานเราไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ถ้าอยากจะเป็นสาวออฟฟิศมือโปรแล้วล่ะก็ จะต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้อยู่หมัด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงจำนวนคนที่เราไม่ชอบหน้าในออฟฟิตมักจะมากขึ้นได้เรื่อยๆค่ะ เราจึงขอแนะแนวทางดังนี้ค่ะ

1 ตั้งมั่นในการทำงาน ให้ตั้งมั่นไว้ในใจเสมอว่า ฉันมาทำงาน ใส่ใจงาน ไม่ต้องไปใส่ใจคนมากนัก โดยเฉพาะคนที่เราไม่ปลื้ม เป้าหมายหลักคืองานและผลงานที่จะออกมา แต่ถ้ามีเนื้อหางานที่เกี่ยวข้องกัน ก็ให้เน้นคุยเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ให้เลี่ยงหัวข้อสนทนาต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องซะ

2 ใช้เสียงแทนการพบหน้า ถ้ารู้สึกว่าทนไม่ไหว หมั่นไส้ ไม่อยากเห็นหน้า เห็นแล้วอารมณ์เสียทุกครั้งไป แต่ต้องคุยงานกันก็ให้คุยงานทางโทรศัพท์ หรือฝากโน้ตไปถึงเขา แทนการไปคุยต่อหน้ากัน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ให้นึกถึงข้อ 1 เป็นหลัก คืองานเท่านั้น

3 เปิดใจให้กว้าง ในการทำงานร่วมกันนั้นขนาดเป็นเพื่อนๆกันยังมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันได้ แล้วยิ่งเป็นคนที่เราไม่ชอบหน้าด้วยแล้วก็ยิ่งเกิดอคติ ดังนั้นเราจึงควรเปิดใจให้กว้างหากมีประเด็นไหนที่เราไม่เห็นด้วยกับเขา ก็ให้เก็บอาการหน่อย แล้วก็ลองพิจารณาความเห็นของเขาโดยใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้งานเสียหายได้ค่ะ

4 ไม่นินทา วิถีทางในการเป็นมืออาชีพในการทำงานได้นั้น คือ การไม่นินทาว่าร้ายลับหลังเด็ดขาด แม้ว่าคนนั้นคุณจะไม่ชอบหน้าเขาก็ตาม และไม่ว่าจะเป็นการนินทาให้คนอื่นฟัง หรือแม้แต่เพื่อนสนิทด้วยกันในออฟฟิตก็ไม่ควร เพราะความลับไม่มีในโลก ถ้ารู้ไปถึงหูคนๆนั้น ก็จะเกิดสงครามเย็นย่อยๆขึ้นได้เลยทีเดียว

5 จดประเด็นสำคัญ ถ้าจำเป็นจะต้องคุยงานกับคนที่คุณไม่ชอบหน้า ก็ให้ร่างประเด็นเอาไว้อย่างถี่ถ้วน ครบทุกเม็ด เพื่อให้การพูดคุยนั้นกระชับ ตรงประเด็น ไม่เสียเวลาคุยยาว และลดความเสี่ยงที่จะเกิดการวิวาทกันด้วยค่ะ

6 รายงานให้เจ้านายทราบ สุดท้ายถ้ามันหนักหนาสาหัส จนคุณไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกับคนนั้นได้เลย คุณจำเป็นต้องรายงานให้หัวหน้างานของคุณทราบอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้อาจจะถูกมองว่าไม่เป็นมืออาชีพ แต่มันก็เวิร์คกว่าที่จะทำให้ผลงานออกมาไม่ดี หรือเสียงาน เพราะคุณไม่สามารถจะทำงานเป็นทีมเวิร์คกับคนคนนั้นได้

อย่างไรก็ตามเราก็ขอแนะนำว่าอย่าสร้างศัตรู หรือคิดว่าเพื่อนร่วมงานเป็นศัตรูเลยนะคะ เพราะมันจะทำให้คุณไม่มีความสุขในการงานเลยค่ะ

ขอบคุณ : thaieditorial.com

มาหาข้อดีของแฟนตัวเองกันดีกว่า

มาหาข้อดีของแฟนตัวเองกันดีกว่า

ถ้าคุณเริ่มมีอาการเบื่อแฟนหรือเริ่มมองหากิ๊กเพื่อมาเติมสีสันให้กับหัวใจคุณแล้ว หยุดความคิดนั้นไว้ก่อนครับ เรามาลองหาข้อดีของแฟนเราก่อนที่จะบอกเลิกหรือก่อนที่จะนอกใจดีกว่าครับ

ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว

คบกันมาตั้งนานแล้วถึงแม้ว่าเค้าจะเฉยชา เฉื่อยแฉะ ไม่แสดงให้รู้ว่ารักมากน้อยขนาดไหน หึงก็ไม่หึง แต่เค้าไม่เคยนอกใจเราซักครั้งเดียว ไม่มีเรื่องของมือที่สามมาให้ปวดใจแม้แต่น้อย แค่นี้ก็เรียกว่าดีมากแล้วใช้ไหมครับ
ประหยัด ใช้เงินเป็น

ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ติดหรู เป็นคนติดดิน กินของข้างทางได้ รู้จักเก็บหอมรอมริบ เป็นการการันตีได้ว่า เค้าจะไม่มีปัญหาเรื่องเงินต้องมารบกวนเรา ที่สำคัญยังสามารถสอนให้ลูกในอนาคตให้รู้จักการประหยัดและการบริหารการใช้เงินให้เป็น
มนุษย์สัมพันธ์ดี

การเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดีเป็นพฤติกรรมซึ่งเลียนแบบกันไม่ได้ ลองสังเกตุคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายนั้นมักจะเป็นที่รักของคนรอบข้าง เวลามีปัญหาจึงมีแต่คนอยากยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ถ้าคุณมีแฟนแบบนี้เวลาไปซื้อของเค้ายังสามารถเจรจาต่อรองราคาให้คุณได้ เวลาหลงทางก็ไม่ใช่เรื่องยากจะขอความช่วยเหลือ เห็นไหมล่ะครับมีแต่ข้อดีทั้งนั้นเลย
รักสะอาด

เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในคนยุคนี้ (จริงไหมล่ะครับ) ถ้าคุณมีแฟนเป็นคนรักสะอาด เป็นคนมีระเบียบ นอกจากความสะอาดที่เกี่ยวข้องกับตัวเค้าแล้ว เรื่องนี้ยังเผื่อแผ่มาถึงตัวคุณด้วยอีกต่างหาก เวลาคุณมีลูกด้วยกัน คุณสามารถวางใจได้ว่า ลูกคุณโตขึ้นมาจะต้องเป็นคนมีระเบียบวินัยตามแบบอย่างที่ดีด้วยครับ
อบอุ่น

ความอบอุ่นเป็นอีกหนึ่งนิสัยที่แสแสร้งแกล้งทำกันไม่ได้ อธิบายยากด้วยคำพูดแต่สามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก ถ้าคุณมีแฟนเป็นคนอบอุ่น คุณจะรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยเวลาคุณมีเค้าอยู่เคียงข้าง
ตลก อารมณ์ดี

คนตลกและอารมณ์ดีใครอยู่ใกล้ด้วยก็มีความสุข สามารถเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกเวลาคุณรู้สึกแย่ให้ดีขึ้นได้ คนตลกเป็นข้อดีซึ่งไม่ต่างกับคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีแต่คนอยากอยู่ใกล้ สามารถทำให้คุณตลกกับมุขหรือท่าทางของเค้า ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า คารมเป็นต่อรูปหล่อเป็นรองยังไงล่ะครับ
มองโลกในแง่ดี

คนที่มองโลกในแง่ดีนั้น นอกจากตัวเค้ามีจิตใจดีแล้ว ยังสามารถทำให้คนที่อยู่ใกล้มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตเวลาคุณพบเจอกับอุปสรรคต่างๆ มุมมองของคนประเภทนี้ยังช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น เป็นมุมมองที่มีแต่ด้านดี มีแต่แง่บวก ถ้าแฟนคุณเป็นคนแบบนี้การันตีได้เลยว่าเวลาคุณเจอปัญหาหรือเรื่องที่เลวร้าย คุณสามารถจะผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดีแน่นอน
ผู้ฟังที่ดี

เวลาคนเรามีปัญหา สิ่งที่ต้องการมากที่สุด ณ เวลานั้น อาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาร้อยแปดพันประการ แต่เป็นเพียงแค่ใครสักคนบนโลกใบนี้ที่ยินดีจะรับฟังปัญหานั้นก็เพียงพอแล้ว ถ้าแฟนคุณมีคุณสมบัติข้อนี้ คุณควรจะดีใจว่า คนที่คุณอยากระบายความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ โกรธ เศร้า เสียใจ อัดอั้นหรืออยากร้องไห้ด้วยที่สุดคือคนที่คุณรักนั่นเอง
เรื่องของการมองหาข้อดี ไม่ต่างกับเรื่อง “รักให้ยืนยาวด้วยการคิดบวก” ถ้าคุณผู้อ่านมัวแต่หาข้อเสียของแฟน คงมีแต่เรื่องให้คุณต้องทุกข์ใจ หนักใจ เสียใจ ทำไมไม่เปลี่ยนมามองหาแต่จุดดีของเค้าล่ะครับ แน่นอนว่าคนเรามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีใครดีหรือว่าเสียไปซะทุกอย่าง เพียงแต่เราจะมองมุมไหนของคนๆนั้นต่างหาก ก่อนจะนอกใจหรือแอบมีกิ๊กล่ะก็ ถ้าคุณค้นพบข้อดีของเค้าแล้ว คงไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะทำให้คนรักของคุณเสียใจหรอกครับ

ขอบคุณ : naddate.com




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons