วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เริ่มคบกันใหม่ๆ ทำยังไงดีน๊า

ดูซิว่ารักกันจริงป่าว พอตกลงปลงใจคบกันเป็นแฟนแล้วเนี๊ย พวกผู้ชายหลายคน มักจะมีการเปลี่ยนแปลง ทางการกระทำไปบ้าง จากที่เคยมาหารับส่งเช้า เย็น โทรหาทุกชั่วโมง
ความเป็นห่วงเป็นใย อาจจะมีลดน้อยลงไปบ้าง ไม่ต้องตกอกตกใจ ไปหรอกนะ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่จะมานั่งเฉย ๆ รอจนเค้าหายไปทีละนิดทีละหน่อย ไม่ได้หรอกนะจ๊ะ ต้องทำให้เค้าคิดถึง และสนใจในตัวเธอด้วยเหมือนกัน
อย่างเวลาที่ไม่ได้เจอกัน
อย่ามัวแต่นั่งจับเจ่าอยู่กับที่ ปล่อยใจให้สบาย ๆ แล้วไปเดินเล่นชอปปิ้ง ดูหนัง ฟังเพลงกับเพื่อน ทำกิจกรรมที่เธอชอบตามสบาย ให้เค้าได้คิดถึง โหยหาเธอบ้าง ว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน กับใคร ในการอิสระกันและกันแบบนี้ เป็นการทดสอบใจกันที่ดีอย่างนึงเลยน๊า ถึงแม้ต้องอยู่ไกลกัน แต่เธอกับเค้ายับงมีความรู้สึกที่ดี ๆ ให้กันตลอดไม่เปลี่ยนแปลง แล้วเธอจะได้ไม่ต้องหวั่นไหวงัยหล่ะ
อย่าทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของกันเชียวหล่ะ
อย่าเลยนะยะ อย่าได้ทำเป็นอันขาดเชียวกับการทำตัวเป็นเจ้าเข้า เจ้าของกันเนี่ย ทั้งการตามตื้อ บังคับ ข่มขู่สารพัด ไปไหนไม่ได้ จะคุยจะเล่นกับใครยิ่งโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยแล้วห้ามเข้าใกล้เป็นอันขาด ไม่งั้นมีอันต้องของขึ้นฟิวส์แตกกันไปข้างนึง หยุดเลยนะยะรู้จักการยับยั้ง หักห้ามใจตัวเองไว้ซะบ้าง ถึงแม้เธอเองจะเป็นคนขึ้หึงขนาดไหนก้อตาม อย่าได้ทำเชียวนะ (รู้น่าว่าแฟนข้าใครอย่าแตะ แต่มีวิธีที่ดีกว่านั้น) ถ้าเธอเกิดออกอาการขึ้นมารับรองได้เลยว่าแฟนเธอคงเตรียมเผ่นเร็ว ๆ นี้แน่นอน
อย่าไปโทรตามจิกเค้าบ่อย ๆ
ทุกคนต้องมีเวลาทำเรื่องส่วนตัวกันบ้าง ไหนจะเรียน ไหนจะกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องรับผิดชอบ ถ้ามัวแต่มาคอยนั่งรับโทรศัพท์ รายงานตัวตลอดเวลาไม่มีใครเค้าทนไหวหรอก จะทำอะไรมีคนมาคอยจับผิด ขยับตัวไปไหนไม่ได้ ต้องถามนู่นถามนี่เรื่องมากไม่เป็นอันทำอย่างอื่น คงไม่ไหวแน่ และจะทำให้เค้ารู้สึกรำคาญเปล่า ๆ รู้จักการปล่อยวางซะบ้าง พวกผู้ชายเค้าไม่ชอบการโดนบังคับหรอก เพราะเค้าจะยิ่งหาวิธีหลบหลีก จากนั้นจะตามมาด้วยการโกหกในที่สุด เชื่อเถอะว่าถ้าเธอไม่ทำแบบนี้ แล้วให้เค้ารู้สึกว่าอยู่กับเธอแล้วสบายใจ มีความสุข ถึงแม้เค้าจะมีเถลไถลไปบ้าง แต่ที่สุดแล้วเค้าจะต้องอยู่กับเธอ เพราะใคร ๆ ก้ออยากอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกดีกันทั้งนั้นแหละ หรือเธอไม่อยาก
อยากได้แบบไหนให้เริ่มทำตั้งแต่แรกเลย
ข้อนี้สำคัญเหมือนกันนะ เพราะส่วนใหญ่พอเริ่มคบกันไปนาน ๆ แล้วชอบมาบ่นกันว่า ไม่เห็นทำโน่นให้เลย ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย สารพัดสารพันที่จะพูด ทั้งที่ตอนแรก ๆ เนี่ยไม่ทำไม่เป็นไร ไม่เคยว่า ไม่เคยบ่น ผู้ชายเค้าเลยเข้าใจว่าเธอชอบแบบนั้น แล้ววันนึงอยู่ดี ๆ เกิดมาเรียกร้องเอาทีหลังใครเค้าจะรู้หล่ะ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มคบกัน อะไรที่อยากจะให้ทำ ให้เป็น ก้อทำให้เกิดขึ้นซะตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า ขืนปล่อยเลยตามเลยจนติดเป็นนิสัย แล้วใครเค้าอยากจะมานั่งปรับเปลี่ยนกันอีก
ถ้าอยากให้เค้าดูแลเอาใจใส่
อย่าทำตัวเป็นหญิงแกร่งแบบว่าไม่ต้องมาดูลาชั้น ชั้นทำเองได้ เข้าใจอะไรดีทุกอย่าง ไม่เรียกร้อง ไม่โวยวาย บอกได้เลยว่าเธอแย่แน่ ๆ รีบใช้โอกาสตอนที่พึ่งเริ่มคบกันใหม่ ๆ เนี่ยแหละ ตอนที่ยังชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ทำให้รู้เลยว่าถ้าเค้าทำดีจะได้รับอะไรตอบแทน และถ้าเค้าทำอะไรให้เธอไม่พอใจเธอจะทำยังงัย อย่างเวลาที่เค้าเอาใจใส่ เทคแคร์ ดูแลเธอดีเธอก้อจะอารมณ์ดี ไม่บ่น ไม่ว่า อยากไปไหนจะให้ไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เค้าทำให้เธอไม่พอใจ เธอไม่ต้องไปโกรธ หรือโมโหเค้าหรอก
แค่ทำตัวเปลี่ยนไปหน่อย ไม่รับโทรศัพท์ จากที่เคยเอาใจ ตามใจก้อลดลง แล้วเค้าจะรู้สึกได้เองแหละ ลองทำตั้งแต่เริ่มคบกัน จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่าทำไม่ได้ดั่งใจเลย

เค้าว่ากันว่า....

3c56d64178b45653e45973d35ddc0479_1232462653ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี
          ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม
          ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ
          ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย 
         ผู้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ
          ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย
          ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด
          ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม

เค้าว่ากันว่า.... 
          ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่
          ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ 
         ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์
          ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว
          ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์
          ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา 
          ผู้ชายที่หล่อ แต่ไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา
          ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
          ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ
          ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อาย และกลัวการเริ่มต้น
          ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

เค้าว่ากันว่า.... 
          ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ
          ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรกๆ 
         ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่ๆ มักจะรวย
          ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน
          ผู้หญิงที่ไม่โง่ รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว

เค้าว่ากันว่า...

เค้าว่ากันว่า...

1. เค้าว่ากันว่า ...อ่านหนังสือสักเล่มต้องใช้เวลา เช่นเดียวกัน เราคงไม่รู้จักใครสักคนได้ดีตั้งแต่วันแรก

2. เค้าว่ากันว่า ...อย่าตัดสินหนังสือดี ๆ แค่ปกมันสวย เช่นเดียวกัน คนหน้าตาดี อาจจะไม่ใช่คนดีเสมอไป

3. เค้าว่ากันว่า ...คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย ก็ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่ชอบไม่ได้ เช่นเดียวกัน คนที่เราไม่คิดจะอยากรู้จัก อาจจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิตเราก็ได้

4. เค้าว่ากันว่า ...การชอบหนังสือสักเล่ม ไม่ได้หมายความว่า หนังสือเล่มนั้น เนื้อหาดีทุกหน้า เช่นเดียวกัน การรู้สึกดีกับใครสักคน ไม่จำเป็นว่าเขาต้องไม่มีข้อเสียอะไรเลย

5. เค้าว่ากันว่า ...อย่ารู้สึกเสียดายเวลา กับการอ่านหนังสือบางเล่มจนจบ แล้วพบว่าเป็นหนังสือที่ไม่ชอบ เช่นเดียวกัน จงรู้สึกดี กับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็มที่ แม้ว่าวันหนึ่งจะรู้ว่า เขาคนนั้นไม่ใช่เลยสักนิด เพราะอย่างน้อย ต่อจากนี้ไป เราจะได้เลือกทางที่ถูกและคนที่ใช่ซะที

หนังสือ...ความรัก
อย่าตัดสินหนังสือว่าดี แค่ปกสวยๆ...
อย่าบอกว่า...น่ารักเหลือเกินแค่คุยกันหนเดียว
คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ..ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มแรกที่ชอบไม่ได้
คนที่บอกว่าจะไม่แต่งงาน...มักแซงหน้าแจกการ์ดก่อนคนอื่นเสมอ

การชอบหนังสือสักเล่มก็ไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มนั้นเนื้อหาดีทุกหน้า

การรู้สึกดีกับใครสักคน...ไม่จำเป็นว่าเขาต้องไม่มีข้อเสียอะไรเลย

อย่าเสียดายเวลาถ้าอ่านหนังสือบางเล่มจบแล้วพบว่า... ไม่ใช่แบบที่ชอบ

จงรู้สึกดี..กับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็มที่

เพราะอย่างน้อยที่ผ่านมา ย่อมต้องมีช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างแน่นอน แม้วันหนึ่งจะรู้ว่าเขาหรือเธอคนนั้นไม่ใช่เลยสักนิด

เพราะอย่างน้อยเราก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
และพร้อมที่จะตามหาคนของเราต่อไป

การอ่านหนังสือสักเล่มต้องใช้เวลาเช่นเดียวกับที่... ..
เราไม่สามารถรู้จักใครสักคนได้ดีตั้งแต่วันแรก

หนังสือมีสิ่งต่างๆหลากหลายให้ศึกษา ทดลองอ่านดูก่อนที่จะตัดสินใจว่าน่าเบื่อ
บางครั้งสิ่งที่เราไม่เห็นประโยชน์และมองผ่านมันไป
วันหนึ่งมันอาจจะมีค่าสำหรับเรา
แล้วในตอนจบก็จะรู้ว่าหนังสือประเภทไหนเหมาะกับเราที่สุด

เหมือนกับความรัก....
ทุกครั้งที่เรามีความรักกับใครสักคนนั้น
แม้ทุกอย่างจะเดินมาถึงจุดจบ แต่คนทั้งคู่ย่อมได้รับอะไรจากสิ่งต่างๆผ่านมาโดย
ไม่รู้ตัว อย่างน้อยที่สุดก็ได้บทเรียนที่มีค่าเพิ่มอีกบทหนึ่ง
บทเรียนที่จะนำไปสร้างความรักครั้งใหม่ให้มีรากฐานที่ดีกว่าที่ผ่านมา

เลิกรักคนที่ไม่ได้รักเรา เห็นผลภายใน 7 ขั้นตอน ..

ความ รัก เกิดขึ้นได้ ทั้งจากเหตุผล และความรู้สึก เมื่อคุณรู้สึกรักใครสักคนหนึ่ง จนก่อร่างสร้างตัว กลายเป็นความรักของคนสองคน แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง ความรักอาจไม่เป็นไปตามที่ใจคุณต้องการ ความรักที่ฝ่ายตรงข้ามเคยมอบให้คุณ ขาดหายไป แต่ความรู้สึกของคุณ ไม่สามารถตัดความรักที่เกิดขึ้นกับเค้าออกไปได้ เพียง ใช้เหตุผลสักนิด ความทุกข์ จากการรักฝ่ายเดียวของคุณ ก็จะค่อยๆ ถูกเยียวยา จนกลายเป็นความสุข ให้คุณได้เริ่มต้นใหม่ กลับมาเป็นคนเดิม ที่เห็นค่าในตัวเองอีกครั้ง

1. เมื่อ คุณได้ใช้ความพยายามยามอย่างเต็มที่แล้ว ในการดูแลสายสัมพันธ์ที่มีให้คนรัก แต่เค้ากลับไม่สนใจคุณ เตือนตัวเองเอาไว้ว่า เค้าเป็นฝ่ายปฏิเสธความรักจากคุณ ดังนั้นเค้าจึงไม่ค่อยรู้สึกทุกข์ร้อน มีแต่คุณเท่านั้น ที่กลับจะเป็นฝ่ายเจ็บมากขึ้น

2. หาก ความรักของคุณกำลังวิกฤติ เค้าไม่สนใจ และไม่ให้ความรักกับคุณอีกต่อไป สิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณคือ ยอมรับมันตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อเค้าเลิกรัก คุณเองต้องหยุดคิด ที่จะยื้อให้เขากลับมาคุณด้วย

และต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับเรื่องราวร้ายๆ ต้องหากิจกรรมดีๆ สนุกๆ ทำ หรืออกไปสังสรรค์ พูดคุยกับเพื่อนให้สบายใจ

3. เมื่อยอม รับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว ลองใช้เวลากับตัวเอง เพื่อหาต้นตอ สาเหตุที่แท้จริง ว่าทำไม คุณกับเค้า ถึงไปด้วยกันไม่ได้ ในใจของคุณอาจจะคิดวนเวียนอยู่ว่า เมื่อคุณทุ่มเทความรักไป แต่ทำไมเค้าถึงไม่ให้สิ่งเดียวกันกลับมา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจว่า คุณไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหา แต่ปัญหาก็คือ เขามีเหตุผลในใจบางอย่าง ที่ทำให้ไม่สามารถรักคุณได้

4. มีเหตุหลายๆ ข้อ ที่ทำให้คุณหยุดรักเค้าไม่ได้ อย่างเช่น 1. คุณคิดถึงแต่ด้านดีๆ ที่เคยทำร่วมกันมา 2. คุณนึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อย ที่เคยหอมหวลในอดีต เช่น ข้อความหวานๆ จาก sms, จดหมายที่เค้าเคยเขียนบอกรัก และ 3. คุณ รู้สึกผิด ที่เคยพูดโกหกในเรื่องบางเรื่อง คุณต้องมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไป จะได้ไม่จมอยู่กับความรัก ที่แปรเปลี่ยนกลายเป็นอื่นไปแล้ว

5. สิ่ง ของต่างๆ ที่เก็บความทรงจำของความรักในอดีตเอาไว้ ทิ้งมันไป อย่าปล่อยให้เกะกะสายตาและหัวใจ และคอยเตือนตัวเองให้รู้ว่า รอบๆ ข้างคุณ ยังมีคนดีๆ ให้คุณได้พบเจอ และได้ทำความรู้จักอีกจำนวนมาก คุณอาจจะได้เจอคนที่อกหัก ที่มีหัวใจที่กำลังบอบช้ำเช่นเดียวกับคุณ หรืออาจจะพบกับใครสักคนหนึ่ง ที่จะร่วมสร้างความรัก แบบที่ต่างฝ่าย ต่างทุ่มเทให้แก่กันและกัน

6. หลัง จากที่คุณ ลืมเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้มากแล้ว ต้องเปิดโอกาสให้ตัวเอง ได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ เพื่อทำให้ความสำคัญของเค้าที่มีต่อคุณลดน้อยลงไป และคุณเอง ก็ต้องเลิกให้ความสำคัญกับเค้าโดยตรงด้วยเช่นกัน เพราะคนที่จะช่วยให้คุณตัดใจจากเค้าได้เร็วที่สุด ไม่ใช่ใครคนไหน แต่คือตัวของคุณเอง

7. ท้าย ที่สุด เลิกพูดกับตัวเองว่า ผมขาดคุณไม่ได้... ฉันหยุดรักคุณไม่ได้... ผมไม่สามารถรักใครได้มากกว่านี้อีกแล้ว... เขาเหมาะสมกับฉันมากที่สุด หยุดพูดสิ่งเหล่านี้ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องปิดโอกาสตัวเอง แต่ถ้าหยุดตัวเองได้ไม่ง่ายนัก ลองปรับชีวิตประจำวัน หาอะไรดีๆ ให้ตัวเองทำเพิ่มเติม

9 เหตุผล ทำไมคุณไม่มีความรัก

สาว โสด หนุ่มโสด ทั้งหลายโปรดอ่านจ้า… คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมคุณถึงไม่มีความรักกับเขาสักที อ่ะ อ่ะ อยากรู้ใช่ไหมล่ะ แล้ววันนี้เราก็มีคำตอบมาเฉลยให้แล้ว อยากรู้คลิกอ่านเลยค่ะ
          1. หลงใหลกับสิ่งไม่แท้จริง
          ถาม ตัวเองดูนะว่าคุณละเลยความจริง ความสวยงามแท้จริง ชีวิตในด้านลึกหรือเปล่า วัน ๆ มัวแต่เสพสิ่งต่างๆ ทั้งข้าวของต่างๆ ที่เราพากันอยากได้ จนทำให้เราลืมนึกถึงเรื่องจิตใจกันไป นานเข้าก็เบื่อ เบื่อโน่นเบื่อนี่รวมทั้งเบื่อการต้องไปเดทด้วย ก็เลยทำให้คุณไม่อยากไป แล้วอย่างนี้จะมีความรักได้อย่างไรกันล่ะคะ หันกลับมาสนใจกับชีวิตในความเป็นจริงกันเถอะค่ะ
          2. ไม่เข้าใจเพศตรงข้าม
          เดี๋ยวนี้เรื่องความเท่าเทียมกันของผู้หญิงผู้ชายมาแรงมาก ใคร ๆ ก็พูดกันถึงแต่เรื่องนี้ ผู้หญิงทำงานเก่งขึ้นทุกวัน  บางครั้งมันเลยทำให้เราขาดความเคารพในความแตกต่างของเพศหญิงและชายไป เรามองข้ามไปว่าหญิงและชายสามารถสร้างความรัก ความรวมกันเป็นหนึ่งได้เมื่ออยู่ด้วยกัน ความห่างระหว่างเพศสูงขึ้นเรื่อยๆ เราเลยอาจรู้สึกว่า "ฉันเจ๋งกว่าเธอ" หรือ "ผู้ชายไม่มีวันทำให้ฉันมีความสุขได้หรอก" เราก็เลยไม่เปิดรับเพศชายเข้ามาในชีวิตเสียที เอาล่ะ เรายอมรับกันได้ในส่วนหนึ่ง แต่โดยเนื้อแท้อย่าลืมว่าผู้ชายเกิดมาเพื่อปกป้องผู้หญิง ให้เขาทำหน้าที่ของเขาเถอะนะ
           3. ฉันอยู่คนเดียวได้
          คุณอาจรู้สึกว่าก็ไม่เห็นจะต้องการใครในชีวิตเลย ถ้าเราต้องการใครมาให้ความรัก อยู่ข้าง ๆ เรา หรือคอยปลอบใจเรานั่นหมายถึงว่าเราเป็นผู้หญิงอ่อนแอ และมันเหมือนเป็นบัญญัติของสังคม ที่คอยบอกเราตลอดว่าผู้หญิงอ่อนแอน่ะ เป็นสิ่งไม่ดี คุณก็เลยพยายามทำตัว โอเคว่าฉันเข้มแข็ง ไม่มีใครฉันก็อยู่ได้ต่อไป แต่ในที่สุดก็รู้สึกเหงาจนได้
         4. ไม่กล้าเปิดใจ
          ความไร้เดียงสาอย่างหนึ่งของคนเราก็คือ เวลาเราได้เปิดใจ เปิดเผยความรู้สึกลึกๆ กับใคร มันอาจเป็นความกลัวที่สุดที่ซ่อนอยู่ก็ได้ แต่ทุกวันนี้พวกเรากลับเลือกปิดกั้นความรู้สึกจริงๆ ตรงนั้นไว้ พยายามทำตัวปกติ และนั่นล่ะเป็นตัวทำลายวิญญาณที่แท้จริงของเราไป ก็ในเมื่อเราไม่เปิดใจก่อน แล้วใครเขาจะมาเข้าใจ เขาจะก้าวเข้าสู่ความเป็นคุณได้อย่างไรล่ะ
          5. ตัดสินคนง่ายไป
          "โอ้ ย! แค่สิบห้านาทีฉันก็รู้แล้วว่าหมอนี่เป็นคนยังไง" ประโยคนี้คุ้นๆ กับคุณไหม ทุกครั้งที่คุณเจอชายหนุ่มคุณจะกำลิสท์ความต้องการในตัวชายหนุ่มของคุณในมือ ไว้ตลอด และมันยังเป็นความต้องการที่ต่อรองไม่ได้ด้วยนะ เช่น เขาจะต้องเป็นผู้ชายสูง เขาจะต้องจบปริญญาโท เพียงแค่เขาไม่มีคุณสมบัติตามลิสท์คุณ คุณก็จะบอกว่า "ไม่เอาแล้ว คนนี้ไม่ใช่แน่นอน" คุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีมุมมองความรักเป็นยังไง เขามองโลกยังไง เขาอาจจะเป็นคนที่ดีที่สุดของคุณก็ได้ การที่เราไปตัดสินคนอย่างรวดเร็วเนี่ย ก็เหมือนคุณสร้างกำแพงให้ตัวเองนั่นแหละ มันเป็นทางที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อคุณจะได้ป้องกันได้ว่าเขาจะไม่ ตัดสินคุณไปก่อนไง คุณจะไดไม่ต้องรู้สึกแย่กับตัวเอง
         6. ความสัมพันธ์ฉันต้องดีที่สุด
          คุณอาจจะมีความสุขในงานที่ทำ คุณประสบความสำเร็จในชีวิต คุณมีครอบครัวที่อบอุ่นมาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องตั้งความหวังว่าความสัมพันธ์คุณจะต้องดีมากๆ ผู้ชายคนนั้นจะต้องเพอร์เฟคสุดๆ ไปด้วย เพราะลองถามตัวเองจริงๆ คุณอาจได้คำตอบว่างานที่ฉันทำก็ไม่ได้ดีที่สุดกว่าคนอื่นตรงไหน ฉันเองก็ไม่ได้มีชีวตสมดุลไปซะทุกอย่าง และที่สำคัญฉันก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงเพอร์เฟคที่สุดซักหน่อย เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะมองหาแต่สิ่งที่ดีที่สุด ลองเปลี่ยนเป็นมองสิ่งที่ดีเฉยๆ ก็พอดีมั้ย และใครจะรู้ สิ่งนั้นล่ะอาจะเป็นความมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตคุณก็ได้
           7. จะมีความรักต้องพร้อม
          อีกเหตุผลหนึ่งที่คุณไม่มีความรักก็อาจเป็นเพราะว่า คุณมักรอให้ความรักเข้ามาตอนที่คุณต้องพร้อมในทุกด้านก่อน คุณต้องรอเวลาให้เรียนจบ มีอาชีพที่ดี และมีความเป็นอยู่แบบที่คุณอยากจะเป็น เหล่านี้จะมาก่อนความรักของคุณ ลองมองย้อนไปที่ความรักของพ่อแม่เราดูสิ ว่านั่นน่ะเป็นความรักที่เกิดขึ้นผิดเวลาก็ได้ ผิดสถานที่ก็ได้ ความสำคัญของการที่เราได้อยู่กับคนที่ใช่มันจะมาก่อนเหตุผลอื่นเสมอ เรื่องมีความรัก เรื่องแต่งงานเลยเป็นเรื่องไม่ยากเย็นอะไรนัก
           8. ใช้หัวคิดมากกว่าหัวใจ
          ยิ่งนานวันเข้า ก็ยังไม่มีความรัก เราก็จะต้องคอยไปหาหนังสืออ่านบ้าง พยายามคุยกับผู้รู้ทั้งหลาย ยิ่งถ้าเจอเพื่อนคนไหนแต่งงานสำเร็จไป เราก็จะยิ่งเจอความคิดมากมายชวนสับสนยิ่งนัก เอ! แล้วฉันจะดำเนินการตามแผนไหนดี ความรักมันเลยกลายเป็นเรื่องของหัวคิดมากกว่าหัวใจไปซะงั้น เหตุผลต่างๆ จะมาก่อนความรู้สึกจริงๆ จากใจ ไฟรักเลยมอดหายไปได้
          9. วางแผนมากไป
          แทนที่ความรักจะเป็นเรื่องของธรรมชาติหัวใจ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ปล่อยให้หัวใจพาไป ความรักกลับกลายมาเป็นเรื่องการวางแผน คุณจะคอยมีความคิดอยู่ในหัวว่า "โอ้! อาทิตย์หน้าฉันก็สามสิบแล้ว ปีหน้าเนี่ยล่ะเหมาะที่สุดที่ฉันจะมีความรัก" หรือ "ฉันมีเวลาว่างแค่ชั่วโมงเดียวหลังจากเรียนโยคะที่จะไปออกเดท เพราะหลังจากนั้นฉันต้องไปเรียนศิลปะอีก" ความรักเลยเป็นเหมือนงานอดิเรกของคุณไป คุณเลือกจะไปเดทตอนคุณสะดวกเท่านั้น ถ้าตารางคุณยุ่งแล้วก็อย่าหวังว่าหนุ่มไหนจะแทรกเวลาของคุณมาได้แล้วกัน

12 สัญญาณว่ามีการเกี้ยวพาราสี

6ce41995b9970d6722a7234cb622b68f_1290427972

12 สัญญาณว่ามีการเกี้ยวพาราสีในที่ทำงาน...เกิดขึ้นแล้ว
...เห็นกันทุกวัน เพราะทำงานที่เดียวกัน คงมีบ้างนะที่มองไปมองมา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านหัวใจในออฟฟิศหรือสำนักงานนี่แหละท่าน เป็นบ่อเกิดสร้างคู่รักมานักต่อนักแล้ว...
เมอร์ลินเลยได้ที นำเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ในสำนักงานมาโซ้ยซะเลย นัยว่ายังไม่ทันมีใครมายุก็ขอจุดประทัด ด้วยความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายให้ผู้คนหวั่นไหวเล่น ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจใน 12 สัญญาณว่ามีการเกี้ยวพาราสีในที่ทำงาน...เกิดขึ้นแล้ว (12 Signs of an office flirtation) บอกว่า ถ้าฝ่ายหญิงถูกจีบ มักแสดงอาการดีใจจนเนื้อเต้น และเก็บไว้ไม่ ค่อยอยู่นักหรอก แหม... ปูนนี้แล้ว ยังอุตส่าห์มีคนมาติดพัน มันใช่ย่อยซะที่ไหน แล้วงี้จะไม่ให้ ระริกระรี้ หน้าบานเป็นดอกทานตะวันได้ไงจ๊ะ ความรักกับผู้หญิงน่ะ เป็นของคู่กันอยู่แล้ว แต่อย่าเจอกรณี มีลูกกวนตัว มีผัวกวนตีน ก็แล้วกัน เดี๋ยวหัวใจฟกช้ำดำเขียวไปซะก่อน เมอร์ลินงี้อยากให้ดอกรักได้มีโอกาสฟูมฟักให้บานนานๆ อย่ารักง่ายหน่ายเร็วนักเลย ว่าแล้วก็เลี้ยวกลับมาเข้าเรื่องสัญญาณแต่ไม่ใช่สัญญา ที่ฝ่ายหญิงแสดงออก เมื่ออยากให้ใครมารักหรือตกหลุมรักโป๊ะเชะ มีตั้งแต่

1. ชอบเล่นผมของตัวเอง ในลักษณะของคนใจลอยบ่อยๆ หรือไม่งั้น ถ้ารู้ว่าคนที่เธอสนใจกำลังเดินผ่านมา หล่อนจะจัดแจงแต่งผมให้ได้รูปได้ทรง ยังไงซะ ผู้หญิงย่อมรักสวยรักงามวันยังค่ำ แล้ว " ความสวยความงาม" ก็ดันเป็นเสน่ห์ดึ๋งดั๋งเสียด้วยนะ ไปถามดูเถิดว่า ผู้ชายร้อยทั้งร้อยชอบคนงามหน้าตาจิ้มลิ้มหรือเปล่า ? หากยิ่งเซ็กซี่ด้วย ก็ยิ่งน่าเสียวไส้

2. จะอารมณ์ดีม้าก มาก ถ้าสืบได้ว่า ฝ่ายที่ตามจีบเธอยังเป็นโสด อย่างน้อย หนูก็ยังอยากเป็นเบอร์ 1 ไม่อยากกินน้ำใต้ศอกของใคร แถมเผลอๆ เดี๋ยวได้น้ำตาตกในละก้อ ขืนเจอโชคสองชั้นอย่างงี้ อย่าเจอกันเลยดีกว่า ใครว่า เลือกแฟนก็เหมือนซื้อลอตเตอรี่ก็ใช่ แต่โอกาสถูกเจ๋งเป๋งน้อยกว่ากันเยอะ เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอกหนู

3. ใช้ภาษาท่าทางส่ออาการว่าอยากมีรักอย่างเปิดเผย เช่น ถ้าชอบก็เชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วยการจับมือถือแขน ทำตัว สนิทสนม หรือถ้ากล้ามาก บางคนเล่นใส่เสื้อคอเว้า หวังโชว์ เนินอกก็มี เรื่องโชว์ ขอให้บอกเหอะ เพราะกลัวไม่ได้โชว์ มากกว่า... ใช่ไหมล้า

4. มักเดินผ่านหวานใจให้เห็นกันทุกวี่ทุกวัน ถ้าไม่ชอบแล้วจะพยายามขนาดนี้รึ

5. ถ้าคุยกันต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ ก็ใช้วิธีส่งอีเมล์กันเหมือนในเรื่องบริดเจท โจนส์ไดอารี่ นั่นแหละ เห็นนั่งหน้าจอคอมฯทั้งวันทั้งคืน บางทีไม่ใช่ขยันทำงานอะไรหรอก แต่พะวงเรื่องอื่นน่ะสิไม่ว่า

T160710_07C_r6. ถ้าว่างพร้อมกัน ก็ทานข้าวด้วยกัน แล้วอย่าหาว่ามัวแต่จีบกันอยู่นั่น...ไม่ได้นะ เพราะทั้งคู่กำลังเสริมสร้างความเข้าใจ ให้สอดคล้องต่างหาก คนอื่นก็อย่าอิจฉาตาร้อนกันนักเลย เป็นคนขี้อิจฉาไม่น่ารักนะเจ้าคะ

7. ก็ในเมื่อสนิท จะไปไหนมาไหน ก็มักไปด้วยกันหากโอกาสอำนวย อันเรื่องไปไหนมาไหนกับใครๆ เนี่ยนะ แม้แต่เพื่อนก็ยังไปไหนไปกัน ไม่ได้เป็นความสัมพันธ์เฉพาะคนรักกันซะหน่อย ถ้าจะจับผิดก็ควรแยกแยะซะก่อน

8. อยากรู้เรื่องของอีกฝ่ายชนิดทุกซอกทุกมุม เผื่อไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานหรือเดตา เบส ก่อนจะคบหากันให้ลึกซึ้งต่อไปก็ได้นี่ ดีซะอีกจะได้วัดกันไปเลยว่า เมื่อคบกันไปนานๆ ไอ้ที่เขาเคยพูดงั้นงี้มันจริงหรือว่าโกหกทั้งเพ

9. ต่างฝ่ายต่างชอบพูดถึงกัน ให้บรรดาซี้ซั้ว เอ้ย เพื่อนซี้ฟัง

10. บางคนพอมีความรักในที่ทำงานจะฮึดขยันขันแข็งขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ แต่บางคู่กลับตรงข้าม ยิ่งรักยิ่งกัดก็มี เรื่องพรรณนี้ มันอยู่ที่ลมเพลมพัด วันไหนดีก็ดีใจหาย วันไหนร้าย แม่มดเจอกับอสูรกายไงงั้น

11. โต๊ะทำงานเริ่มเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เลอะเทอะอีกต่อไป บอกเป็นนัยๆ นะว่า อีกหน่อยเป็นแม่บ้านแสนประเสริฐได้

12. มีขนมนมเนยที่โต๊ะทำงาน ไว้คอยรับแขกสำคัญ ถ้าไม่ใช่หวานใจฉัน อย่ามาหยิบนะเฟ้ย รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทะเลาะเบาะแว้งอย่างไร ไม่ให้รักจืดจาง


ทะเลาะเบาะแว้งอย่างไร ไม่ให้รักจืดจาง

1. ไม่ใช้คำพูดที่ถากถาง

ทุกครั้งที่มีเรื่องขัดใจกันเกิดขึ้น ถ้าคุณมัวแต่สรรหาคำพูด เพื่อต่อว่าให้เขาเจ็บปวดล่ะก้อ ลางร้ายในชีวิตคู่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วล่ะ เพราะการพูดจาดูถูกถากถาง จะทำให้ความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันลดน้อยลง แต่หากว่า คุณสามารถใช้สติตรึตรองว่า คนเรามีโอกาสผิดพลาด ใ่ช่ว่า จะหมายความถึงเขาเป็นคนไม่ดี เสียเมื่อไหร่ หรือคนเลวเสมอไป จะสามารถทำให้คุณควบคุมคำพูดได้ แม้ว่าตอนนั้นคุณจะโกรธมากๆ ก็ตาม

2. ควบคุมความโกรธ

เมื่อมีความโกรธ และ ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างกราดเกรี้ยวย่อมไม่ส่งผลดีต่อใครๆ ขณะเดียวกัน การเก็บความโกรธเอาไว้ ก็มีโทษเช่นกัน เพราะยิ่งคุณเก็บกลั้นความโกรธเอาไว้มาก ๆ จะนำไปสู่การระเบิดอารมณ์ที่รุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว จงอย่ากลั้นความโกรธ แต่ก็อย่าทำตามอารมณ์โกรธ จงหัดควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองให้ได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกโกรธ ก็บอกตัวเองไปว่า "ฉันโกรธ" แต่อย่าลืมถามตัวเองว่า ที่คุณโกรธนั้น คุณมีเหตุผลหรือไม่ อย่าใช้เขาเป็นที่รองรับอารมณ์โกรธของคุณ จะเป็นการดีหากคุณไม่ต้องเก็บความรู้สึกที่ไม่ดีเอาไว้อีกต่อไป แต่ก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องเจ็บปวดใจ พออารมณ์สงบแล้ว ค่อยมาพูดจากัน ถ้าความโกรธของคุณมีเหตุผลเขาก็จะได้รู้ถึงข้อบกพร่องของตัวเอง แต่หากความโกรธของคุณไม่มีเหตุผลพอ คุณก็จะได้รู้ที่มาของความเจ้าอารมณ์ของคุณ

3. โทษที่การกระทำ อย่าโทษที่ผู้กระทำ

การกล่าวหา หรือการใช้คำพูดที่กล่าวว่า ตำหนิ มักนำไปสู่การมีปากเสียงกันได้ง่าย เพราะไม่มีใครพอใจที่จะถูกกล่าวหาอย่างนั้นหรอก เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนก็จะพยายามปกป้องตัวเอง จอห์น เกรย์ ผู้แต่งหนังสือขายดี " Men Are FromMars Women Are From Venus " บอกว่า ผู้ชายทนกับความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันกับผู้หญิงได้ แต่เขาทนความรู้สึกว่า เธอไม่ยอมรับเขาไม่ได้ และผู้หญิงก็มักใช้วิธีซักไซ้ไล่เลียงพฤติกรรมของเขา ด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่ยอมรับ ดังนั้น ถ้าเขาสร้างความพอใจให้คุณ คุณควรมุ่งประเด็นไปที่ตัวปัญหาอย่ากล่าวโทษที่ตัวผู้กระทำ และเรียนรู้ที่จะบอกความรู้สึกของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดใจรับฟังความรู้สึกของเขาด้วยเช่นกัน

ข้อสำคัญที่จะช่วยหยุดการมีปากเสียงคือ การตระหนักถึงความรักและความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง และเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าการโต้เถียงเริ่มจะบานปลาย ควรจะหยุดพูด และเลี่ยงออกมาจากเหตุการณ์ตรงหน้าหรือ รอให้อารมณ์เย็นลง มีเวลาที่จะทบทวนตัวเอง ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วค่อยกลับมาพูดจากันใหม่




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons