วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผญาภาษิตคำสอนอีสาน36ข้อบอกเหตุการณ์อนาคต

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

บั้นพยากรณ์หรือกาลนับมื้อส่วย111

เป็นคำสอนที่มุ่งเตือนสติให้ตั้งมั่นอยู่ในหลักของศีลธรรม ถ้ากาลเวลาล่วงผ่านไปจิตใจของมนุษย์นั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไป และท่านได้มุ่งสอนคล้ายกับปัญหาของพระเจ้าปัสเสนทิโกศลมาทูลถามกับพระพุทธเจ้า แต่ของภาคอีสานท่านเรียกว่ากาละนับมื้อส่วย(เสื่อมถอย,หย่อนยาน)ทั้งคลองศีลธรรมและจารีตประเพณีต่างๆก็จะเสื่อมถอยไปด้วย เพราะมนุษย์มองไม่เห็นคุณค่าของศีลธรรมแต่กลับไปเชิดชูวัตถุแทน ดั่งนั้นท่านนักปราชญ์จึงได้แปลงสารเพื่อให้พี่น้องชาวพุทธได้หันกลับมาสู่หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ดังนี้คือ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑) บัดนี้กาละนับมื้อส่วยหลายปีเป็น อันต่างมาแล้ว

พระหากเทเทศน์ไว้ ภายสร้อยศาสนา

หมายถึงกาลเวลาผ่านไปหลายปีก็จะมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นก็จะมีการเสื่อมถอยหย่อนยานบั้นปลายศาสนา

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒) ฝูงหมูหญิงชายส่วยสิบสาม สิมีลูกลือแล้ว

ชายและหญิงจำถูกกิเลสเข้าครอบงำแล้วจะมีลูกก่อนวัยอันควรอย่างดาดดื่น

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓) นักปราชญ์ถมแม่น้ำนทีกว้าง ขาดเขิน

หมายถึงนักปราชญ์ไม่กล่าวสอนธรรมหรือโลกจะขาดธรรมะหรือมีดร.เต็มบ้านเต็มเมืองแต่ประชาชนไม่ได้ความรู้จากเขาเลย

เกาะที่มีต้นปาล์ม๔) แม่นว่าสังฆะเจ้าทรงธรรม ในสูตรก็ดี

ยังเล่าแปลงจ่ายเชื้อเงินด้วง คั่วขาย

แม้ว่าพระสงฆ์ก็ยังมีการชื่อขายแลกเปลี่ยนเงินตราเหมือนชาวบ้าน(ชื่อหวย)

เกาะที่มีต้นปาล์ม๕) ลางเหล่ายังจำมั่นคำสอน พุทธบาทก็มี

สังฆะสมณ์สิ่งนั้นมีน้อย บ่หลาย

บางหมู่คณะก็ตั้งมั่นในคำสอนของพระพุทธจ้าแต่ว่ามีน้อย

เกาะที่มีต้นปาล์ม๖) โจราได้ทะวาวคำ ม้าขี่ก็มี

หมายถึงข้าราชการปล้นชาติจะมีรถยนต์นั่งฟรีน้ำมันฟรี

เกาะที่มีต้นปาล์ม๗) นักปราชญ์เป็นงาวง่วงถือกระเบื้อง คั่วขอ

คนหลักเป็นคนใบ้ใจเบา คิดบ่ถืก

หมายถึงคนดีๆจะทำตัวเหมือนคนใบ้ไม่สนใจใคร คนดีจะท้อใจเพราะสังคมไม่รับรองและคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี มีแต่ความวางเฉยต่อเหตุการณ์บ้านเมือง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๘) หินแฮ่ไหลล่องแก้งโฮฮ้อง สนั่นเมือง

หมายถึงคนไม่รู้หลักการบริหารแต่ได้ดีเพราะการประจบเจ้านาย

เกาะที่มีต้นปาล์ม๙) กบเขียดฮ้องประสงค์อ่าน โคลงสาร

ฝูงหมู่งูเพาพิษเงือกสิกลัว เกรงย้าน

ถึงเวลาแล้วประชาชนจะขับไล่ไปเอง(ประท้วง)

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๐) หินอยู่น้ำไหลล่อง ตามกระแสร์

เขาก็ไลสาครไปอยู่นอน ในบ้าน

หมายถึงผู้ที่เคยมีหลักหนักแน่นก็จะเป็นไม้หลักปักขี้ควาย

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๑) ปลาบึกขึ้นหนีสาคร ค้างหาด

คึดสิขึ้นอยู่ลี้ปลายไม้ สิ่งแลน

ปูปลาฮู้เปิดน้ำหนีหน่าย วังปลา

คนดีๆมีศีลธรรมจะพากันหลีหนีไป

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๒) เขาก็แยงภูผาเถื่อนพนา เนาค้าง

สระบ่มีน้ำ เอาไปทำไว้สู่แห่ง

อุแอ่งหม้อหมางน้ำว่า สิหนี

หมายถึงผู้มีอำนาจฝ่ายปกครองจะโกงกินบ้านเมืองทำให้ประชาชนเดือนร้อน

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๓) เอี่ยนก็มาเปิดน้ำสิหนีจาก วังตม

เขาก็ไปแปงฮวงฮังอยู่เทิง ปลายไม้

หมายถึงประชาชนเบื่อละอาจริงๆ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๔) งูเงือกพร้อมหนีเขื่อน ชลธา

เขาสิเนาภูผาบ่อนมัน บ่มีน้ำ

หมายถึงลูกหลานชาวบ้านขาดการเหลียวแลจากรัฐบาลจะหนีเข้ากรุง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๕) มาลาฮ้างฮามสูญ เสียกลิ่น

หงษ์คำก้มกราบไหว้ประนมน้อม หมู่กา

หมายถึงคนดีจะทำลายศักดิ์ศรีตนเองไปหลงกราบไหว้งอนง้อคนชั่ว

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๖) หมากพร้าวมาเปิดต้นตกล่วง ลงดิน

มันบ่ยินดี ดอมผู้เฮ็ดบุญเป็นการค้า

หมายถึงผู้มีศีลจะลดตัวลงไปเป็นลูกน้องของคนชั่วที่วางตัวเป็น

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑๗) ครกมองฮ้างหมางเมิน ข้าวเปลือก

ซ้าหลอดมาเปิดเบี้ยแถมซิ้น ใส่ใน

หมายถึงคนจะหันหลังให้วัฒนธรรมของตนเอง

กุหลาบแดง๑๘) จวงจันทร์หล้างของแพง ทางเทศสเภาพุ้น

มาคั่นหิ้วหูซ่า เที่ยวขาย

หมายถึงของปลอมจะเต็มบ้านเต็มเมือง

กุหลาบแดง๑๙) มณีนีลเศร้าเสียแสง สรรพฮูปมีแล้ว

หินแฮ่เป็นหน่วยแก้ว พิลาเข็มค่าสิแพง

ยูงยางต้น ลำงามสิตายแดด

ขอนดอกไหลล่องน้ำ สั่งมาปิ้นป่องใบ

หมายถึงคนดีจะไม่ได้ดีแต่คนชั่วกลับได้ดีเพราะนายมันชั่ว

กุหลาบแดง๒๐) ไก่น้อยให้ กินนมนำกา

หมาน้อยไห้ กินนมนำเสือโคร่ง

หมายถึงชาวบ้านจะพากันขอกินผู้แทนๆ(ชื้อเสียง)ก็จะไปถอนทุนคืนเหมือนไก่ถูกกากิน หมาน้อยถูกเสือกัน

กุหลาบแดง๒๑) หมากน้ำเต้าหน่วยแห้ง สิจมลงทางลุ่ม

หินอยู่ใต้น้ำ สิฟูขึ้นดังสโน

หมายถึงคนดีจะไม่มีคนเลือกแต่จะไปเลือกเอาคนชั่วมาปกครองบ้านเมือง

กุหลาบแดง๒๒) เขาสิฆ่ากันตาย คือขอนไฮ่

มีแต่โลภอยากได้ บ่มีเอื้ออ่าวศีล

หมายถึงผู้ถูกเลือกจะฆ่ากันเองเพราะผลประโยชน์ไม่ลงรอยกัน

กุหลาบแดง๒๓) มณีนิลเศร้าเสียแสง สลับเพศ

หินแฮ่เกิดเป็นหน่วยแก้วพิลาเข้ม ค่าแพง

หมายถึงคนดีจะถูกเจ้านายชั่วเอาคนชั่วมารับความชอบแทน

กุหลาบแดง๒๔) บัวขี้แบ้บานเกิด กลางหนอง

บัวทองเกิดหัวสวน บ้านเก่าเฮาบ่อนเคยยั้ง

หมายถึงคนดีๆทนระบบไม่ไหวก็ลาออกไป

กุหลาบแดง๒๕) ฝนตกโฮ่งไหลลงโฮม โคกโท้โล้

ที่ลึกมาแล่นตื้นไปห่ง แต่บ่อนเขิน

หมายถึงคนได้ดียิ่งได้ดีหรือคนรวยยิ่งรวยคนจนยิ่งจน(ปลาใหญ่กินปลาเล็ก)

กุหลาบแดง๒๖) กาดำดั้นบินไป ลี้ลอบ

ภูใหญ่ผาแผ่นล้านตัวเต้า ต่ำปู

หมายถึงคนชั่วรอบรู้โวหารเก่งคนใหญ่คนโตยอมสยบให้

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒๗) คนเล่าพากันสร้างตันป่อง ชลธี

ปลาก็บินบนแยงเมฆพะโยม ยังฟ้า

หมายถึงการโกงกินจะมีอยู่ทุกวงการ

กุหลาบแดง๒๘) หนูซิงตะบะให้แมวบักดำ ก้มขาบ

หมาจอกมาเห่าช้าง เป็นน่าอยากหัว

หมายถึงประชาชนเจ้าของประเทศจะถูกข้าราชการผู้เป็นลูกจ้างของตนข่มเหง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒๙) หมาจอกขึ้นวอทอง คนหามแห่

คันคากมันอยากได้ฉัตรกั้น แข่งฝน

หมายถึงคนชั่วจะได้รับการยกย่อง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓๐) ขี้กระเดือนฮู้บินบน อากาศ

หินก้อนล้านฟูน้ำ ล่องไหลแท้นอ

หมายความว่าคนไม่มีความรู้ทั้งไม่มีศีลธรรมจะครองบ้านครองเมือง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓๑) พระสงฆ์เจ้าบ่มีสอน ธรรมสวากข์

มีแต่ความขี้คร้านฉันแล้ว ก็เหล่านอน

หมายความว่าพระสงฆ์ไม่เอาธุระในพระศาสนา

๓๒) ฝูงคนเฒ่าศีลธรรม บ่มีเชื่อ

เชื่อแต่คนขี้เหล้า มาเว้าแจกเงิน

หมายถึงคนเฒ่าคนแก่จะไม่มีศีลธรรม

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓๓) ความเดือนฮ้อน คนก่อให้มันเป็น

มีแต่อัปปรีย์เป็น ให้หมั่นเห็นเลิงพ้อ

หมายถึงคนจะเกิดเดือดร้อนเพราะบาปที่ตนก่อ

๓๔) คนสิตายถ้อนเข้าเหลือสาม ฮ่มโพธิ์ศรี

เขาจึงมีใจคิด เฮียกหาพระไตรแก้ว

หมายถึงเมื่อคนขาดศีลธรรมเข่นฆ่ากันเองตายมากขึ้นคนเหลือน้อยจนจะสูญพันธุ์ คนจึงใฝ่หาศีลธรรม

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓๕) ต่อจากหั่น พระยาธรรมสิมาซ่อย

หินอยู่พื้นสิจมลง คือเก่า

บักน้ำเต้าหน่วยแห้ง สิฟูขึ้นดั่งเดิม

หมายถึงเมื่อคนประพฤติแล้วธรรมก็คุ้มครอง คนชั่วจะถูกเกลียดชัง คนดีจะเป็นที่ยอมรับคือได้รับการยกย่อง สรรเสริญ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓๖) ทุกสิ่งเชื้อที่เกิดอยู่ เมืองมนุษย์

เขาสิมีความสุข ทุกข์บ่มีมาใกล้

หมายถึงว่าทุกชีวิตไม่ว่าคน,สัตว์ ต้นไม้ เขาจะไม่เบียดเบียนกันจะมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไปเพราะการรักษาศีลธรรม


111 สวิง บุญเจิม,กาละนับมื้อส่วย,(อุบลราชธานี:โรงพิมพ์ปรชามติออฟเซท) , ๒๕๓๙ , หน้า ๑๒๘–๑๓๓

ความเป็นหญิงกับการแต่งงานในสังคมอีสาน

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

                                 

                                      ความเป็นหญิงกับการแต่งงานในสังคมอีสาน
                                        ความเป็นหญิงในมุมมองสตรีนิยม


            ประเด็นเพศสภาพ(gender)ดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจและถกเถียงกันมาตลอดโดยเฉพาะใน
ระยะหลังๆ ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการยอมรับว่าเพศ(sex)เป็นข้อเท็จจริงทางชีววิทยาทางกายภาพ แต่
เพศสภาพ(gender)นั้นเป็นประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมที่สังคมมนุษย์ได้สร้างขึ้นมาและ “วาทกรรม”นั้นได้
ย้อนกลับมาส่งอิทธิพลกระทำต่อความคิดและการกระทำทางสังคม(social action) โดยเฉพาะที่ส่งเสริมและ
รองรับให้ฝ่ายชายเป็นที่ยอมรับหรือเป็นใหญ่(Patriarchy)ในสังคม ซึ่งได้ขยายไปสู่ประเด็นศึกษาแยกซอยใน
รายละเอียดต่างๆกัน(feminist Theories)อาทิ ในประเด็น “ความแตกต่าง”(difference) “ความไม่เสมอ
ภาค”(inequality) และ “การกดขี่”(oppression) อาทิ กลุ่ม Radical Feminist, Marxist-Socialist,
Psychoanalytic Feminist, Socialist Feminist, Liberal Feminist และ Postmodern Feminist เป็นต้น(สุเทพสุนทรเภสัช, 2540:280-336. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ, 2544. ปราณีวงษ์เทศ, 2544. วารุณี สมสวัสดิ์, 2545. สินิทธ์ สิทธิรักษ์, 2546. เป็นต้น)
ประเด็นหนึ่งซึ่งกลุ่มนักสตรีนิยม(Feminist)พยายามสร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นมา(กระแสตะวันตก)เพื่อช่วงชิงสิทธิ์ที่ถูกบิดเบือนและกดไว้และแสวงหาพื้นที่ของตนในสังคมอยู่นั้นขึ้นมา ทั้งนี้เพศหญิงในอดีต
เคยถูกจัดให้รวมเป็นกลุ่มคนชายขอบ(margin)ซึ่งถูกกันออกจากศูนย์กลางอำนาจในสังคม ทั้งนี้จากความเชื่อที่ว่าสิ่งที่เรียก “ผู้หญิง” “ความเป็นผู้หญิง” และ“ธรรมชาติของผู้หญิง”นั้น เป็นเพียงประดิษฐกรรมของ
สังคมประเภทหนึ่งเท่านั้น(social construct) เป็นธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นมา จึงสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง
ความหมายดังกล่าวได้ โดยทำลายเส้นแบ่งนี้เสียโดยสิ่งที่สังคม(ผู้ชาย)มอบให้นั้น ไม่ว่าจะเป็นการมองสตรีว่า “แม่ของโลก” ซึ่งนั้นเป็นเพียงการตอกย้ำเอกลักษณ์/ตัวตนความเป็นแม่ของผู้หญิงให้อยู่ในกรอบที่กำหนดว่าเป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณที่ติดมาด้วยเท่านั้น หากแต่เบื้องหลังมีผลประโยชน์อื่นๆในการสร้างความหมายดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งกลุ่มสตรี
                   นิยมเห็นว่า ถึงแม้จะมีการยอมรับความแตกต่างซึ่งความเป็นหญิงและชาย แต่ไม่ใช่การยอมรับว่าเพศชายเหนือกว่าเพศหญิง(ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร,2542:299-310 และวารุณี ภูริสินสิทธิ์,2546.)
การแต่งงาน และ ความเป็นหญิง : “ต่ำหูก ทอผ้า”การเริ่มต้นรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่แตกต่างจากการอาศัยร่วมและอยู่ภายใต้การควบคุมและปกครองของผู้ใหญ่ในเรือน แต่การออกเรือนหรือชีวิตครอบครัวต้องอาศัยการตัดสินใจด้วยตนเองหลายอย่างเพราะนอกจากต้องดูแลตนเองแล้วยังต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆด้วย ดังนั้นชีวิตคู่จึงเป็นขั้นตอนของช่วงชีวิตที่มีความสำคัญอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ชาวอีสานจึงค่อนข้างพิถีพิถันในการแต่งงานอย่างมาก ตั้งแต่การเลือกฤกษ์ยาม โดยควรห้ามแต่งงานในวันคี่ เพราะเชื่อว่าจะทำให้หย่าร้างกันหรือต้องพลัดพลาดก่อนเวลาอันควร ควรแต่งงานในเดือนคู่คือเดือน 2, 4, 6, 8(ก่อนเข้าพรรษา) และเดือน 12 (แต่บางแห่ง2อาจห้ามแต่งงานในเดือน 12 เนื่องจากเป็นเดือนที่สุนัขติดสัด ไม่เป็นมงคล) รวมทั้งควรเป็นวันขึ้น 6, 7, 10,11, 12หรือ 13 ค่ำ และวันแรม 3, 7, 9, หรือ 13 ค่ำ ถือว่าฤกษ์ดี
               น อกจากนี้ในสังคมอีสานการแต่งงานไม่ใช่เฉพาะเรื่องของคนสองคนเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมเอาคนทั้งสองครอบครัวเข้ามามีสัมพันธ์กัน ช่วยสร้างเครือข่ายให้กว้างของเครือญาติให้ขยายออกไปอีก(ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยรู้จักกันมาก่อน) หรือช่วยให้เกิดความแน่นแฟ้นในความสัมพันธ์มากขึ้น(ในกรณีรู้จักกันมาก่อนหรือคนในตระกูลก่อนหน้าได้แต่งงานกันแล้ว) โดยในวันก่อนแต่งงานซึ่งเรียกว่า “วันสุกดิบ” จะมี
การฉลองกันทั้งที่บ้านฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายจะไปร่วมงานกันโดยมีของติดมือติดไม้ไปด้วยเรียกว่าไป “เพาะบุญ” เช่น ผลไม้ หมากพลู ผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ หมอน ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ที่นอน เป็นต้นรวมทั้งแรงงานด้วยพิธีกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในวันแต่งงานคือ “การป้อนไข่” โดยในพานขวัญหรือพานบายศรีของทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะมีไข่ต้มสุก หลังจากสิ้นสุดพิธีสู่ขวัญแล้ว “หมอสูด”(สูตร)จะนำไข่จากทั้งพานขวัญฝ่ายหญิงและชายมาปอก แล้วให้ผู้เฒ่าผู้แก่พิจารณาดูอย่างละเอียดว่าไข่ใบใดมีลักษณะดีที่สุด ถ้าไข่ใบที่ถูกเลือกเป็นของฝ่ายใดแล้ว ทายว่าฝ่ายนั้นจะเป็นใหญ่ในครอบครัว ถ้าดีทั้งสองใบแสดงว่าเป็น “ผัวพร้อมเมียเพรียง” จากนั้นจึงนำไข่ดังกล่าวมาบี้กับปั้นข้าวเหนียว แล้วมอบให้คู่บ่าวสาวป้อนไข่กันต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมีการเสี่ยงดูคางไก่ด้วยเพื่อทายว่าชีวิตครอบครัวจะเป็นอย่างไรในอนาคต แต่ส่วนใหญ่จะว่าดีตามกันไปหมดเพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่คู่สมรสให้ไปด้วยดีนอกจากนี้ในวันแต่งหรือ “วันกินดอง”นั้นยังมีพิธี “สมมา” หรือขอขมาญาติฝ่ายหญิง ซึ่งเป็น
                   รูปแบบหนึ่งที่ให้ฝ่ายชายได้แสดงความรู้จักว่าฝ่ายหญิงมีญาติเท่าใด เพราะญาติที่อยู่ห่างไกลจะได้โอกาสเดินทางมาร่วมงานในวันดังกล่าว จึงนับเป็นโอกาสขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ออกไปอีก สามารถเป็นแหล่งรับประกันความอยู่รอดทั้งสองฝ่ายได้ด้วย เช่น การบอกงานบุญประเพณีต่างๆ การขอความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติ อาทิ การแลกข้าว แลกปัจจัยจำเป็นต่างๆ เป็นต้นในส่วนของการสมมาญาติฝ่ายชายโดยเจ้าสาวนั้น ค่อนข้างจะมีรายละเอียดต่างจากการสมมาญาติฝ่ายหญิงออกไปอีก ซึ่งแสดงนัยของการเข้าหาแสดงความนอบน้อมและผลผลิตจากการขัดเกลาทางสังคม(socialization)ในทางวัฒนธรรมเพราะต้องมีการ “เตรียมสิ่งของ” โดยฝีมือฝ่ายหญิงไปมอบให้ด้วย โดยฝ่าย
           หญิงต้องสืบถามว่าฝ่ายชายมีญาติเท่าใด จากนั้นจะจัดเตรียมเย็บหมอน ที่นอนและทอผ้าไว้รอตั้งแต่ก่อนแต่งงานหลายวัน เมื่อถึงเวลาก็เริ่มกราบสมมาตั้งแต่พ่อแม่สามี โดยมอบที่นอน หมอนและผ้าให้ จากนั้นจึงตะเวนมอบให้ญาติของฝ่ายชายคนอื่นๆจนครบ ถ้ามีญาติที่รักนับถืออยู่ไกลก็จำเป็นต้องเดินทางไปสมมาจนฝ่ายหญิงรู้จักญาติฝ่ายชายถ้วนทั่วหน้ากันทั้งหมด เป็นการสอนให้ผู้หญิงรักญาติสามี “ฮักผัว ให้เจ้า ฮักพี่น้องแนวน้า แม่ผัว”ประเด็นการตั้งข้อสังเกตก็คือว่า “สิ่งของขอขมา” ที่ฝ่ายหญิงเตรียมมามอบในวันงานนั้น เป็นอีกผลผลิตที่พิสูจน์ “ความเป็นหญิง” คือการเป็น “แม่บ้านแม่เรือน” ซึ่งเป็นสิ่งคาดหวังของสังคม กล่าวคือในสังคมชาวนาอีสานช่วงว่างฤดูกาลทำนาในอดีตนั้น จะใช้เวลาไปในการผลิตสร้างสรรปัจจัยสี่อื่นๆ เช่น ฝ่ายชายอาจจะตีเหล็กทำเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในครัวเรือนหรือซ่อมแซมเครื่องมือที่เก่าชำรุดเพื่อเตรียมไว้ใช้3ในฤดูกาลผลิตต่อไป บางคนอาจจะจักสานเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น แห ไซ คุตามอัธยาศัย ส่วนผู้หญิงอีสานนั้นจะใช้เวลาช่วงนี้ในการผลิตและซ่อมแซมเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น เสื้อผ้า ผ้าห่มผ้านุ่ง ผ้าขาวม้า หมอน มุ้ง เป็นต้นในลักษณะที่เรียกกันว่า “ผู่ซายตีเหล็ก จักสาน ผู่ญิงต่ำหูก”การทอผ้าถือว่าเป็นงานจำเป็นของผู้หญิงอีสานที่ต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติให้ชำนาญ เพราะการทอผ้าเป็นนั้น ไม่ได้แค่ประโยชน์ที่จะได้รับโดยตรงในรูปของผลิตผลที่จะได้จากทักษะเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องบ่งบอกและเป็นกระบวนการที่จะแสดงว่าผู้หญิงคนนั้นมีความเหมาะสมในคุณสมบัติที่สังคมคาดหวังว่าจะสามารถประกอบกิจอื่นๆโดยลำพังได้ ทำนองว่าบรรลุนิติภาวะตามภาษากฎหมายในปัจจุบันบัญญัติไว้ มีความพร้อมที่จะสามารถออกเรือนมีลูกมีผัวได้แล้ว ดังนั้นการทอผ้าจึงเป็นดังกระบวนการขัดเกลาในสังคม
เป็นบรรทัดฐานอย่างหนึ่งของสังคมที่สร้างขึ้นมาให้คนในสังคมตระหนักและรับผิดชอบในงานการหน้าที่
บทบาทของตนเองถ้าผู้หญิงอีสานคนใดยังไม่ผ่านทักษะดังกล่าวนั้นแล้วถือว่ายังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่หลายอย่างต่อไปในอนาคตได้ ทำนองว่าลำพังงานทอผ้ายังทำไม่เป็นแล้วจะไปดูแลรับผิดชอบหน้าที่ใดได้ยิ่งงานในครัวเรือน ในสังคมอีสานในอดีต ที่ต้องพึ่งพาตนเองทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นปัจจัยสี่ หากไม่สามารถผลิตได้เองแล้ว ดูจะยากในการที่สรรหามาใช้สอยในครัวเรือนได้ จำเป็นต้องเรียนรู้และต้องทำให้เป็น ดังที่มีคำกล่าวเปรียบเปรยแก่ผู้หญิงที่ยังขาดคุณสมบัติดังกล่าวว่าไม่ควรจะแต่งงานมีครอบครัว
              “ ต่ำหูกบ่เป็นแจ(เหลี่ยม)ต่ำแพร บ่เป็นฝากะต่าต้อน
               เลี้ยงหม้อนบ่ฮู้โตลุกโตนอน บ่เป็นตาเอาผัว ”( จารุวรรณ ธรรมวัตร,2538:36)
พร้อมทั้งในมาตรฐานสังคมในอดีต หนึ่งในคุณสมบัติของผู้หญิงที่กล่าวไว้ในตำราการดูลักษณะ
หญิงที่ชายควรนำมาเป็นคู่ครองนั้น การทอผ้าถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นเกณฑ์ดูลักษณะว่า
               ผู้หญิงคนนั้น เหมาะสมที่ฝ่ายชายจะร่วมหัวร่วมท้ายด้วยกันหรือไม่
          “ …หญิงใดเจรจาต้าน ตามคองเถ่าแก่ ให้ถือแท้คำเฒ่าสั่งสอน
             ตั้งเหล่า บ่ขี้คร้าน ต้ำหูกทอไหม ของแพงดีเอนกนอนในห้อง
            หญิงนั้น เขากะลือชาแท้ ทั้งแดนดาโลก ไผกะยังอยากได้เป็นแก้วมิ่งเมีย
             นางนั้นควรที่ เอากล่อมกลิ้งเป็นมิ่งเมียขวัญ    นางจักพาคูณเฮือน อยู่สบายหายฮ้อน…” (จารุบุตร เรืองสุวรรณ, 2515 : 9)
อุตสาหกรรมทอผ้าในครัวเรือนอีสานนั้น นอกจากจะผลิตเพื่อใช้สอยโดยตรงแล้ว ยังผสมผสานงานศิลป์อันประณีต ซึ่งขั้นตอนในการผลิตผ้านั้น กว่าจะได้มาแต่ละชิ้นแต่ละผืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนักจำเป็นต้องใช้ความอดทนละเอียดอ่อนและความชำนาญอย่างมากในการสร้างสรร ทั้งนี้นอกจากการผลิตใช้ในครัวเรือนแล้ว ผลผลิตบางส่วนยังได้นำเป็นสื่อทางสังคมด้วย เช่น เป็นของขวัญ ของฝากแก่ญาติมิตร คนรู้จัก เป็นของทานเพื่อบุญกุศลที่จะได้มาผ้าทออีสานได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เข้ามาบทบาทและส่วนร่วมในกระบวนการทางสังคมดังกล่าว เช่น การทอผ้าทำจีบง อังสะ สบง รวมทั้งธงหรือทุงในงานบุญงานกุศลด้วย อาทิ งานบุญผะเหวด ซึ่งถือว่าเป็นมหากุศลที่จะผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรจรรโลงความเชื่อในสังคมอีสาน ดังนั้นนอกจาก4จะเป็นการสร้างผลผลิตเครื่องใช้ในครัวเรือน ฝึกทักษะของความเป็นแม่หญิงที่สังคมต้องการแล้ว ยังเป็นเกณฑ์ทั้งฝ่ายหญิงที่ควรจะพิสูจน์ตนเองต่อสังคมว่าตนเองมีคุณสมบัติเหมาะสม(ตามบรรทัดฐานและค่านิยมของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่) และเป็นผู้ใหญ่ซึ่งพร้อมที่ออกเรือนและตัดสินใจรับผิดชอบโดยตนเองแล้ว และเป็นเกณฑ์ที่ฝ่ายชายยึดไว้สำหรับที่จะเลือกผู้หญิงมาเป็นแม่บ้านด้วย จะเห็นว่ามนุษย์สร้างสรรวัฒนธรรมขึ้นมาแล้ว วัฒนธรรมยังกลับมาเป็นตัวกระทำตอบต่อพฤติกรรมในสังคมด้วยการขัดเกลาทางสังคม: ความคาดหวังทางบรรทัดฐานทางสังคมและการปฏิบัติจริงเนื่องจากการแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่เป็นเรื่องระดับสังคม โดยเฉพาะในสังคมเกษตรกรรมขนาดเล็กของสังคมอีสาน ดังนั้นจึงเกิดกระบวนการขัดเกลาทางสังคม(socialization)ผ่านทางการสอนค่านิยมและบรรทัดฐานทางสังคมต่างๆขึ้นมา โดยเป็นทั้งกลไกในการควบคุมและสนับสนุนความประพฤติทางสังคม(social control and support) โดยเฉพาะข้อปฏิบัติของฝ่ายหญิงที่ควรประพฤติก่อนมีการแต่งงานตามประเพณี
             

        “ ยามเมื่อเป็นสาวขึ้นรักษาตนสงวนเพศนางเอย ให้นางปอดอ้อยส้อยเสมอแก้วหน่อมณี
          เพิ่นว่าเป็นสาวนี่คนดีมันหายาก ไผผู้ปอดอ้อยส้อยมีน้อยแม่นบ่หลาย”
         “หญิงใดบริสุทธิ์นั้นเทวดาซูซ่อย จักได้อ่อยห้อยหน้ามาไว้อุ่นเฮือน”
        “เป็นหญิงขอให้หญิงแท้ อย่าเป็นหญิงมักง่าย ยิงให้ยิงแท้ๆ แน(เล็ง)แล้วจังค่อยยิง…
      …เป็นหญิงนี้ เอาผัวหาง่ายจริงฤา เอาบ่ดีบัดสิเป็นเคราะห์ฮ้ายเข็ญเข้าฮ่วมเฮือน” (อภิศักดิ์โสมอินทร์. 2537: 60,64 และ 71)เมื่อเราพิจารณาบทบาทและสถานภาพสตรีอีสานดังที่เห็นในสังคม ทั้งผ่านมิติประวัติศาสตร์และสื่อทางสังคมต่างๆ โดยเฉพาะคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของเพศหญิงต่อผู้ชายผ่านกาพย์กลอน ผญาวรรณกรรมต่าง ๆในท้องถิ่นซึ่งเกิดขึ้นภายในกรอบของบริบททางสังคม เช่น อินทิญาณสอนลูก ท้าวคำสอนฮีตสิบสองคองสิบสี่ ขูลูนางอั้ว เสียวสวาทดิ์ ธรรมดาสอนโลก และสีทนมโนราห์ เป็นต้น ผสมผสานกับความเชื่อในพุทธศาสนาดังปรากฏแบบแผนปฏิบัติระหว่างบุคคลในสถานะ บทบาทต่างๆซึ่งในแบบแผนปฏิบัติที่ภรรยาควรกระทำต่อสามีนั้นมีเกณฑ์มาตรฐานสังคมตั้งไว้ เช่น

              “ เถิงยามแลงให้เจ้าหาพาข้าว เถิงยามเซ้าให้เจ้าแต่งพางาย(อาหารเช้า)อย่าได้นอนหลับหลายตื่นสายผิดฮีต ให้เจ้าจีบหมากไว้ประสงค์แต่งพางายเจ้ามีผัวให้เจ้าถิ่มใจเก่า ”(สมเกียรติ ภู่พัฒน์วิบูลย์ และ บุรินทร์ สุดใจ,2538:118)
อันเป็นการบอกกล่าวอบรมสอนให้หญิงมีความขยันในหน้าที่การงาน รู้สิ่งใดควรไม่ควร อันเป็น
นิสัยที่พึงปรารถนาในสังคม
          “...ยามเซ้าให้เจ้าตื่นก่อนสามี เถิงราตรีให้ค่อยนอนนำก้น…
        ...เป็นแม่ญิงให้เที่ยงจริงคำมั่น เถิงเวลาศีลห้าให้สมมาผัวมิ่ง
          เถิงเวลาพ่อแม่เจ้าป่วยไข้คือกัน...”(สมเกียรติ ภู่พัฒนวิบูลย์ และ บุรินทร์ สุดใจ,2538:118)
        “ ...คุณเมียประเสริฐ ทำตนเป็นดั่งข้อยผัวใช้ช่วงตีน
          เข้าและน้ำนางหากตำตัก วันคืนลุกฟ่าวมาเทียมข้าง ”
5
     “   กินงายแล้วผัวนอนวีแกว่ง บ่ให้คับแคบแท้กลัวย่านตื่นตน
      วันคืนมื้อขวนขวาย อุปถากปานดั่งข้อยผัวนั้นดั่งเดียว ” (อภิศักดิ์ โสมอินทร์., 2537.หน้า 79.)
    หรือ “…เถิงยามนอนเสื่อหมอนให้แปงไว้ ยามกินข้าวแลงงาย เพิ่นกินก่อน นางเอย
   ตั้งน้ำล้างหน้าไว้ ขันสลาพร้อมหมากพลู ตักน้ำกินน้ำใช้ให้เต็มอ่างไหไพ…
…ใผนั้นบัวระบัติ(ปรนนิบัติ)ได้ เสวยสุขเท่าชั่วชีวังแล้ว คันว่ามร(ตาย)มิ่งเมี้ยน เมือฟ้าสู่สวรรค์ นั้น
แล้ว ”(พิชัย ศรีภูไฟ,2532.หน้า 102.)
หรือหากปรนนิบัติปฏิบัติไม่ถูกต้องแล้วจะได้รับการลงโทษ เป็นบาปกรรม เช่น
        “ มันโลภกินเข้าก่อนผัว เลยเล่าเป็นบาปฮ้ายท้องใหญ่ปูมหลวง
        ก็จึ่งมาเป็นเวรบาปทันปางนี้ ” (อภิศักดิ์ โสมอินทร์.เรื่องเดิม.2537: 54)
หากหญิงใดล่วงละเมิดจะถือว่า ‘คะลำ’ อันเป็นข้อห้ามในการกระทำแสดงออกต่างๆ หรือเป็นสิ่ง
ต้องห้าม ต้องเว้น ห้ามประพฤติปฏิบัติ ไม่สมควรที่จะกระทำ ทั้งกาย วาจาและใจ หากละเลย หรือล่วงละเมิด
จะเป็นอัปมงคล เป็นบาปกรรม ผิดฮีตผิดคอง นำความเสื่อมเสีย และอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลที่ฝ่าฝืนรวมทั้งมีผลต่อสังคมที่อยู่ด้วย เช่นนั้นคะลำจึงเป็นดังมาตรการหรือข้อห้ามในการควบคุมความประพฤติของคนในสังคมและเป็นกฏเกณฑ์ในการจัดความสัมพันธ์ของคนในสังคมด้วย ซึ่งหากภรรยาล่วงเกินหรือประพฤติ
ปฏิบัติต่อสามีแล้วจะ ‘คะลำ’ อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาแล้วดูเหมือนผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ชายมากกว่า เช่น“ เมียนอนหัวสูงกว่าผัว คะลำ” “เมียกินข้าวก่อนผัว คะลำ”
         “ เมียต้องไม่เอาอาหารที่ตนเหลือกินให้ผัวกิน คะลำ” “เมียย่าง(เดิน)เอาผ้าเอาซิ่นปัดป่ายผัว คะลำ”
          “เมียบ่สมมา(ขอขมา)ผัวในวันพระวันศีลก่อนนอน คะลำ”1 เป็นต้น
จากที่กล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงวิธีการควบคุมฝ่ายหญิงในสังคมอีสาน ซึ่งดูเหมือนว่าฝ่ายหญิงจะยอมรับและปฏิบัติตาม เพื่อให้ได้ชื่อว่า “เป็นหญิง” ที่เพรียบพร้อม เป็นที่ต้องการของฝ่ายชายและสังคม(ที่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายกำหนด) เป็นครรลอง แบบแผนที่ควรประพฤติปฏิบัติและมีการแพร่กระจายถ่ายทอด ตอกย้ำผ่านสื่อกลางในรูปแบบต่างๆทั้งวรรณกรรม คำสอน ผญาภาษิต ซึ่งกระทำอยู่ในระหว่างการดำเนินชีวิตประจำวัน เสมือนเป็นธรรมชาติปกติจนดูเป็นเรื่องธรรมดาและเหมาะสมต่อความเป็น “หญิง” ที่เน้นความเป็น “แม่” และ “แม่บ้าน” ที่ดีในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่
เอกสารอ้างอิงคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ, สำนักงาน.สตรีศึกษา 2.กรุงเทพฯ:อรุณการพิมพ์,2544.จารุวรรณ ธรรมวัตร.วิเคราะห์ภูมิปัญญาอีสาน.อุบลราชธานี.โรงพิมพ์ศิริธรรมออฟเซ็ท.2538.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. รัฐศาสตร์ การบริหารรัฐกิจ ทฤษฎี: หนึ่งทศวรรษรัฐศาสตร์แนววิพากษ์.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์วิภาษา, 2540.1 สัมภาษณ์นายเดช ภูสองชั้น อายุ 62 ปี บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 15 บ้านตาหยวก อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดและนายอ่อนพลูสนาม.อายุ 82 ปี บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 2 บ้านตาหยวก ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด . วันที่ 12-13สิงหาคม 25486ปราณี วงษ์เทศ(บรรณาธิการ). เพศและวัฒนธรรม. ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ:เรือนแก้วการพิมพ์, 2544.พิชัย ศรีภูไฟ.สตรีในวรรณกรรมอีสาน. มหาสารคาม:วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม.2532.วารุณี ภูริสินสิทธิ์. สตรีนิยมขบวนการอุดมคติแห่งศตวรรษที่ 20.กรุงเทพฯ: คบไฟ,2545.สมเกียรติ ภู่พัฒนวิบูลย์ และ บุรินทร์ สุดใจ.” คุณลักษณะของสตรีอีสานที่ปรากฎในผญา “ ใน วารสารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 1,1-2 (ม.ค.-ธ.ค. 2538)สินิทธิ์ สิทธิรักษ์(บรรณาธิการ).ผู้หญิงกับความรู้ 1 (ภาค 2).กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2546.สุเทพ สุนทรเภสัช. ทฤษฎีสังคมวิทยาร่วมสมัย : พื้นฐานแนวความคิดทฤษฎีทางสังคมและวัฒนธรรม.เชียงใหม่:สำนักพิมพ์โกลบอลวิชั่น, 2540.อภิศักดิ์ โสมอินทร์. โลกทัศน์อีสาน. พิมพ์ครั้งที่ 2 มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาสารคาม, 2537.เดช ภูสองชั้น อายุ 62 ปี บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 15 บ้านตาหยวก อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด วันที่ 13สิงหาคม 2548อ่อน พลูสนาม.อายุ 82 ปี บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 2 บ้านตาหยวก ตำบลทุ่งหลวง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด. วันที่ 13 สิงหาคม 2548

ผญาภาษิตสอนให้ดูผู้ชายและหญิง(นรลักษณ์ชายดีหญิงดี)

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

วรรณกรรมเรื่องอินทิญาณสอนลูก110

เป็นการรวบรวมคำผญาภาษิตในท้องถิ่นอีสานจัดรวมเป็นหมวดหมู่ เหมือนกับเรื่องปู่สอนหลานและย่าสอนหลาน แต่เรื่องอินทิญาณสอนลูกสาวนั้นเป็นไปในลักษณะคตินิยม จารีตประเพณี ตลอดจนจริยธรรมอันดีงามของสังคมโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาประมวลรวมเป็นเรื่องราวต่างๆเหมือนวรรณเรื่องอื่นที่นำเอาชาดกบ้าง ธรรมบทบ้างมาปรับเปลี่ยนตัวละครเพื่อให้สอดคล้องกับอุปนิสัยของคนในภูมิภาคนั้นๆ เช่น เรื่องบัณฑิตหนุ่ม กับชายเจ้าปัญญาชอบบุตรสาวของเศรษฐี ได้แต่งงานกันก็ด้วยกลบาย และมีนิทานหลายเรื่องที่มุ่งสอนให้รู้จักคน โดยดูเพียงผิวเผินไม่ได้ต้องดูกันนานๆ ลักษณะวรรณกรรมเรื่องนี้เน้นให้เห็นการเลือกคบคน การเลือกสามีที่มีความขยัน มีปัญญา และใจกว้างนับถือวงศาคณาญาติ ในขณะเดียวกันก็สอนลูกสาวให้มีจริยธรรมที่ดีงาม ไม่เล่นชู้ ไม่มีความกำหนัดในกามคุณ และประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบจารีตประเพณีของบ้านเมือง ส่วนเรื่องอื่นๆก็นำเอาสุภาษิตมาอธิบาย สั่งสอนจริยธรรม คตินิยม ความเชื่อของสังคมโบราณอีสาน ดังนี้คือ

เด็กชาย๑) สอนให้รู้จักเลือกสามีที่มีปัญญาดังนี้

เพิ่งเอาผัวให้หาแนวนักปราชญ์นั้นเนอ ใจฉลาดฮู้คลองแท้สั่งสอน

หญิงใดได้ผัวนามนักปราชญ์ เป็นที่กล่าวเว้ายอย่องทั่วแดน

เด็กหญิง๒) สอนให้รู้จักการปฏิสันถาร

ยามเมื่อวงศาเซื้อทางไกลมาฮอด มักก็ปูสาดไว้จำให้นั่งเทิง

แล้วค่อยเว้าต่างแม่มาดา มันก็ทำกระบวนเหมือนพ่อบ้านใจกว้าง

เด็กชาย๓) สอนให้รู้ลักษณะชายดีหรือเลว

ชายใดใจโถงหลิ้นบ่มีหวนหาเมื่อ ผมหมีดเกลี้ยงน้ำมันไล้ลูบเลิง

แล้วเล่าบายเอาเหล้ามากินบ่มีเหือด คำปากร้ายฟู่ฟู่ความเว้าแต่โต

เฮ็ดเวียกให้เพิ่นย่องหาร่วมสาวเห็น กลางคืนเป็นกลางเว็นเที่ยวละเลนอนค้าง

มันก็โวโวเว้าคำจาบ่เห็นแก่ใผนั้น ทำเพศเพียงสกุลเซื้อลูกเสือ

ฝูงนี้นักปราชญ์เขาหลีกหนีเว็นไกล แม่นว่าเซินเซอโสมให้ค่อยเอาใจเว้น

เด็กหญิง๔) สอนหญิงให้รู้จักคุณค่าของเงิน

ยามใดเข้ามีเงินเต็มถงอย่าฟ้าวอ่ง ยามเมื่อทุกข์ขมอดไร้เงินนั้นจึงค่อยบาย

ชาตที่เป็นสาวนี้แปลงเชิงให้มันคล่อง ผ้าบ่ทันเก่าเกลี้ยงก็อย่าให้ขาดกลาง

เงินหากหมดเสียขวัญยังดอมไถ่ อันว่าผ้าขาดแล้วแครงนั้นหากซิยัง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๕) สอนให้รู้การทำบุญให้ทาน

อันหนึ่งเจ้าลุกแต่เช้าประสงค์แต่งจังหัน ยามเมื่อบายของทานให้ส่วยสีสรงล้าง

ซื่อว่ากินทานนี้ทำตัวให้ประณีต อันว่าผมเกศเกล้าเคียนไว้อย่าให้มาย

ให้ค่อยทำเพียรตุ้มเสมอยุงซุมเหยือ อย่าได้เฮ็ดตู้เตื้อตีนซิ่นไขว่พานั้นเนอ

บาดว่าบาปซอกดั้นใผบ่ห่อนหวนเห็นลูกเอย

เด็กหญิง๖ สอนให้รู้จักรักนวลสงวนเพราะผู้หญิงเปรียบเหมือนข้าวสาร

อย่าได้ทำการชู้หลายชายมักพาบกันนั้น เป็นดังไซใส่แล้วปลายไม่ถืกลมนั่นแล้ว

อันหนึ่งเป็นดังศาลากว้างทางหลวงหลังใหญ่ ซูคนสู่แวเข้าเซาแล้วก็เล่นหนีลูกเอย

หญิงใดแฮงสงวนสู้ตัณหากามโลก ฝูงหมู่เทพท่อนไท้เห็นแล้วถ่มน้ำลาย

แม่นว่ามีของได้อันใดบ่ประเสริฐ แม่นว่ามีลูกน้อยความไห้บ่เหือดคีง

เด็กชาย๗ สอนให้รู้จักฟังธรรมด้วยใจศรัทธาอย่าไม่เล่นหูเล่นตากับชายหนุ่มเดียวบุญไม่ได้เต็มที่

ยามเมื่อมหาเณรน้อยตั้งสูตรมหาชัย ให้เจ้ายอกระพุ่มมือใส่หัวประสงค์น้อม

ผายแผ่บุณโตสร้างสนองคุณพ่อแม่ อย่าได้เห็นแก่เว้าเชิงชู้สวากเสน่ห์

คำปากยังกล่าวต้านเรียกว่าเอาบุญ ใจเล่ายังพาโลกล่าวคำเซิงชู้

บุญบ่มีหวังค้างคาตัวพอถองคีงแล้ว อาบน้ำเจ้าบ่ตั้งต่ออันนั้นใจวอนแวนรีบ

เอาบุญมาคว่าได้บาปร้ายกรรมต้องตื่มเลิง

เจ้าหญิง๘) สอนให้รู้จักทำสังฆทานและเปรียบเทียบไม่ให้หญิงเข้าใกล้ชิดพระดังนี้

อันหนึ่งยามเจ้าบายของไปแจกทานนั้น ใจอย่าคิดโลดเลี้ยวเห็นใกล้แก่สมณ์

อย่าได้อคติด้วยของทานเสมอภาคกันเนอ อย่าได้เห็นแก่สังฆะเจ้าคีงเลื่อมจึงค่อยทาน

อันหนึ่งอย่าได้เข้านั่งไกล้เคี้ยวหมากนานลุก ชาติที่แนวมหาเถรดั่งกุญชโรย้อย

เพิ่นหากลือซาช้างพลายสีดอตัวอาจ ใผอยู่ลอนนั่งใกล้งาช้างซิเสียบแทงแล้ว

อันหนึ่งอย่าได้ซำเซียแวมหาเถรยามค่ำ บ่แม่นแนวลูกช้างคุมคล้องบาปซิกิน

เด็กหญิง๙) สอนให้รู้จักเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

อันหนึ่งยามใดเจ้าอยู่ห้องหนแห่งเฮือนตน ให้ซ่างแปลงกระบวนให้สมสิ่งเฮือซ้าวค้า

อย่าได้แปลงกระบวนให้สมคือเฮือซ่วง ฝูงอยู่ใกล้เห็นพื้นเพิ่นซิซังเจ้าแล้ว

๑๐) สอนในเชิงอุปมายกเอาลักษณะต่างของสัตว์มาสอนดังนี้คือ

เด็กชาย๑๐.๑) อันหนึ่งยามเมื่อวาจาต้านให้พอหูหอมม่วน

อย่าได้ไขปากต้านแฮงพ้นเพิ่นหลายพ่อท้อน

อันหนึ่งอย่าได้ทำตนเพี้ยงหัวเพียงอ้ายอึ่ง

มันหากเหลือแต่ฮ้องตายย้อยปากโต นั้นแล้ว

สาวขี้เล่น๑๐.๒) อันหนึ่งอย่าได้เทียมผู้ใบ้เป็นห่านหัวเขียวนั้นเนอ

มันก็ไลลาปละไข่กลมกลางบ้าน

มันก็ไลลาถิ้มเสียใจดอมเพื่อน

ลูกแตกออกจากท้องมันเลี้ยงบ่เป็น

เด็กหญิง๑๐.๓) เป็นหญิงนี้ทำเนียมนำไก่

มันซ่างฟักป้องปองเลี้ยงให้ใหญ่สูง

ซื่อว่าเป็นคนให้ทำเนียมนำเต่า

มันหากเมี้ยนไข่ไว้ดีแล้วจึ่งค่อยไป

ให้ค่อยทำเพียรตุ้มเสมอยูง ซุ่มเหยื่อ

อย่าได้เฮ็ดตู้เตื้อตีนซิ่น ไขว่ภาช์นั้นเนอ

อันหนึ่งเป็นคนให้ลักขณานามปลวก

หากซ่างอยู่หางซ่างอ้นคูณขึ้นใหญ่สูง

ความหมายคำศัพท์

ฮอด –ถึง เทิง -บน ข้างบน วาด -ท่าทาง ชั้นเชิง เวียก -การงาน งาน

โถง -นักเลง หลิ้น - เล่น หมีด -ดำสนิท เลิง -เรื่อยๆ เสมอๆ

บาย -ลูบคลำ กลางเว็น -กลางวัน ขะลำ -อัปมงคล คีง ตัว ตน ร่างกาย

ซูซ่อย -ชูช่วย อ่อยห่อย -บริสุทธิ์ หุ้ม คุ้มครอง อุ้ม อ่ง -หยิ่ง ทะนงตัว

ขมอด -ยากเข็ญ แครง -ผ้านุ่ง ส่วย -ล้าง ชำระ เคียน -คาด ผูกมัด

ถืก -ถูก ซุ -ทุก แว่ แวะ เซา หยุด ภาช์ -สำรับอาหาร

พาบ - รวม ร่วมกัน แฮง -มาก ยิ่ง แรง สวาก -พูดใส่ กล่าวต้าน -พูด เจรจา แปดคีง -เปื้อนร่างกาย แวน -ยิ่ง มาก

คว่า -ไขว่คว้า ตื่ม -เติม เลิง -เรื่อยๆ

ปละ -ปล่อยทิ้ง ปากโต -ปากตัวเอง ถิ้ม -ทิ้ง

เมี้ยน รักษา

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

110 ศ.ธวัช ปุณโณทก,วรรณกรรมภาคอีสาน,(กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ,๒๕๓๗, หน้า ๒๖๕–๒๗๐

ผญาภาษิตสอนนักปกครอง(นักการเมือง)

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

วรรณกรรมเรื่องพระยาคำกอง(สอนไพร่)93

เป็นวรรณกรรมคำสอนที่ท่านนักปราชญ์ได้ประมวลความรู้จากจารีตประเพณีและวัฒนธรรมตลอดถึงคติความเชื่อของท้องถิ่นเข้ามาไว้ด้วย และหลักการปกครองบ้านเมืองให้มีความสงบสุขกวีผู้ประพันธ์ได้สรุปวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นข้อบัญญัติในการอบรมสั่งสอนให้รู้จักจารีต และสั่งสอนให้ชาวบ้านรู้จักการพึ่งพาตนเองด้วยการรู้จักประกอบอาชีพเป็นต้น วรรณกรรมเรื่องนี้มีลักษณะเป็นเทศนาโวหาร หรือโคลงโลกนิติของภาคกลางอยู่บ้าง เนื้อเรื่องนั้นท่านแบ่งเป็นตอนๆไปดังนี้คือ

๑) สอนพวกเสนา มนตรี อำมาตย์ ขุน โดยสรุปได้ดังนี้คือ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑.๑) ให้อยู่ในทศพิธราชธรรม

พระได้เตินเสนามุนตรีอมาตย์ทั้งค้าย

เตินให้มาฟังแจ้งคองเมืองตั้งแต่ง

ทานศีลฮีตเค้าจ้อมเจ้าอย่าได้ไล เจ้าเอย

จาคะตั้งตกแต่งมโนมัยแลนา

บ่ให้มีโกรธรแข็งเคียดเค็มเป็นร้าย

ใจใสคือแก้วแยงเงาคือแว่ร แท้นอ

จำคำขมเคียดค้อยให้หนีเว้นหลีกไกล

ขันตีตั้งมโนมัยแข็งขมแท้ดาย

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑.๒) เป็นสนมให้ใส่ใจในระเบียงของวังจะไปทางไหนต้องได้รับอนุญาต

อันหนึ่งนั้นสนมนาถน้อยแฝงฝั่งบัวนางก็ดี

คองเวียงวังให้ใส่ใจจำไว้

จักไปใสแท้สนมนางบนบอก แท้เนอ

เมื่อบ่อนุญาตให้ ตนเจ้าอย่าลื่นความ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑.๓) อย่าดื่มสุรา ยาฝิ่น จนลืมหน้าที่ของตนเอง

อย่าได้พาโลพ้น กินสุรายาฝิ่น แท้เนอ

กินเหล้าแล้วไลถิ่มเวียกงาน แท้แล้ว

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑.๔) ไม่เก็บของที่ตกหล่นในบริเวณวัดมาเป็นของตนเอง

อันหนึ่งของเพิ่นตกเฮี่ยแท้ ในเขตสังโฆ

อย่าได้จับบายเอา บาปเวรซิตำต้อง

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑.๕) ไม่ประพฤติผิดเป็นชู้กับนางสนมกำนัน

อัปษรสาวใช้ในโฮงผาสาทเฮานี้

เว้นกาเมผิดให้ได้กรรมสร้างโทษมี

เกาะที่มีต้นปาล์ม๑.๖) ไม่ใส่ร้ายให้สามีภรรยาเขาแตกแยกกัน

ผัวใผเว้นเมียโตคณิงฮ่ำเอาถ้อน

ใยเยาะผัวเมียแตกม้างแนวนั้นโทษหลาย

เกาะที่มีต้นปาล์ม๒) สอนหญิง(ภรรยาของอำมาตย์ราชมนตรี)โดยสรุปดังนี้คือ

๒.๑) ไม่เล่นชู้ ไม่ดื่มสุรา ไม่พูดจาหยาบคาย

หญิงใดมีผัวแล้วเสนาชายอื่น

อย่าไปกล่าวเล่นชู้แลงเช้าม่ายชายแท้เนอ

อย่าไปกินเหล้าแปลงเพศมายา

จาสะหาวความยอกกันแปงลิ้น

เจ้าหญิง๒.๒) เคารพสามี ไปที่ไหนต้องขออนุญาตจากสามีก่อน

จักไปใสแท้ให้ถามผัวดูก่อน

เมื่อผัวบ่อนุญาตให้เมียนั้นอย่าไป

คืออย่าไปทำให้ยศศักดิ์ผัวต่ำแท้เนอ

เฮ็ดให้ผู้อื่นเพิ่นย้องแนวนั้นจิ่งดีเจ้าเอย

๒.๓) เคารพบุพการีของฝ่ายสามี

หญิงเคารพสกุลเชื้อผัวตัวตนจักเฮืองฮุง

ก็จิ่งสมต่อตื้อแพงล้านยอดหญิงได้แล้ว

สาวขี้เล่น๒.๔) สอนเรื่องการปรนนิบัติสามีของตนโดยเคารพ

ให้คอยบัวรบัติเจ้าผัวแพงเพียงเนต

ยินสนุกอยู่สร้างเงินล้านมั่งมีเจ้าเอย

บุญจักมาชูค้ำภายลุ้นให้เฮืองฮุ่ง

เด็กหญิง๒.๕) สอนเรื่องมารยาทของสตรี

แนวหญิงนี้อย่าได้ทำทางฮ้ายมิสสาจารทางชั่ว

ให้ค่อยผีกเว้นตมซิกลั้นเมื่อลุนแท้แล้ว

๓) สั่งสอนไพร่ฟ้าประชาชนโดยสรุปได้ดังนี้คือ

เกาะที่มีต้นปาล์ม๓.๑) สอนในเรื่องศีลธรรมระหว่างสามีภรรยาให้รู้จักเคารพกันและดูแลบ้านเรือนของตนเองให้ดูสะอาดอยู่เสมอ

แนมท่ออย่ากล่าวต้านความหยอกใสใยแท้เนอ

มันจักเป็นทางผิดฮีตคองซิเภม้างหั้นแล้ว

อย่ามีโกธาเข้มจาความเล็วด่ากันเนอ

ให้แต่โสมภาพเพี้ยงบูฮาณตั้งแต่หลังฯ

คองเฮือนซานจักหม่นหมองสูญเศร้า

เฮือนซานย้าวแปงดีปัดกวาดแท้เนอ

อย่ามีฮกเฮื้องูเงี้ยวซิตอดตาย

เจ้าหญิง๓.๒) สอนให้รู้จักทอผ้าใช้เอง และการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นต้น

อักไหมและแค่งม้อนให้ยอตั้งแต่งดี

ฟืมด้งม้อนเพียดใหญ่อักไหมเจ้า

๓.๓) สอนให้รู้จักงานหัตถกรรมต่างๆ

แม่หญิงให้เฮียนความฮู้ขิดลายต่ำหูกแท้เนอ

เฮียนเลี้ยงม้อนทอผ้าต่ำไหม

ตัดเสื้อผ้าเฮียนหยิบปักแส่ว

ทั้งย้อมไหมหูกฝ้ายเฮียนเอ้แต่งสีเจ้าเอย ฯลฯ

เด็กชาย๓.๔) สอนผู้ชายให้รู้จักเรียนรู้วิชาการเหล่านี้คือ

สร้างบ้าน ค้าขาย

ทำสวนไร่นา งานจักสานต่างๆ

ศิลปศาสตร์ ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างปั่น ช่างหล่อ ฯลฯ

งานจิตรกรรมต่างๆ สอนดนตรี

เวชศาสตร์ โหราศาสตร์

เด็กหญิง๔) สอนในเรื่องโภชนาหาร

คือสอนวิธีประกอบอาหาร ปรุงอาหารของอีสานเช่นแจ่ว หมก แกงเอาะ

อันว่าปลาแดกปลาน้อยปลาใหญ่อย่าปนกันแท้เนอ

ให้ค่อยปุงแต่งดีจักแซบนัวกินได้

อันหนึ่งหมกปลาไว้หมกกบจ้ำแจมก็ดี

เอาขิงข่าต้มมาจิ้มแซบนัวเจ้าเอย

ใผเฮ็ดหยังกินแซบนั้นเอิ้นว่า คนมีบุญ

ฝีมือดีแต่งกินแกงก้อย ฯลฯ

เจ้าหญิง๕) สอนศีลธรรม ให้รู้จักเมตตา และรู้จักให้ทานรักษาศีลห้าและศีลแปดเป็นต้น

ศีลห้าแปดนั้นโลกแต่งปางปฐมแท้ดาย

ในศีลทานเฮาหมั่นคณิงให้เห็นแจ้ง

ชายนั้นเว้นชั่วให้เฮ็ดแต่ทางดี

อย่าประมาทสีลทานชาติชายสกุลกล้าแท้แล้ว ฯ

ศีลห้าตั้งไว้ให้ใจตั้งต่อศีลแท้แล้ว

ปาณาเว้นเอาตนหนีหลีก

อย่าฆ่างัวควายข้างม้าคุณล้นยิ่งประมาณเจ้าเอย

วิหิงสาเว้นเบียนตนคนอื่น ฯลฯ


93 มนัส สุขสาย,ตำราเรียนอักษรโบราณอีสาน,พิมพ์ครั้งที่ ๒(อุบลราชธานี:โรงพิมพ์มูนมังไทยอีสาน) ๒๕๔๐ หน้า ๑๓๗–๑๕๘




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons