วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

อย่าทำตัวห่างกัน ในขณะที่มีเรื่องไม่เข้าใจกัน

 

อย่าทำตัวห่างกัน ในขณะที่มีเรื่องไม่เข้าใจกัน

คุณจำได้ไหมในวันที่คุณพูดกับแฟนคุณว่า เราห่างกันสักพักเถอะ ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไร ... คุณรู้สึกรักเขาสุดหัวใจ หรือรู้สึกไม่อยากจะเห็นหน้าเขามากกว่ากัน? ตอบยากนะ หลายคนคงรู้สึกว่ามันเท่า ๆ กัน ไม่รู้ว่าคิดยังไงกันแน่

ฉันจะบอกให้ก็ได้ คุณน่ะต้องไม่อยากเห็นหน้าเขามากกว่าอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นไม่ตัดสินใจแยกกันไปหรอก ถ้ารู้สึกรักเขาสุดหัวใจเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่เคยบาดหมางหรือไม่เข้าใจกัน คุณจะใจแข็งกว่านั้น และคุณจะเลือกอยู่...ไม่ใช่เรื่องไป
การที่คนเราตัดสินใจห่างกันไป นั่นหมายถึงเริ่มรู้สึกว่าความรักมีปัญหาแล้วใช่ไหม? แต่ยังไม่อยากเลิกกัน แบบว่าทะเลาะเบาะแว้ง โต้เถียงกันมาตลอด จนไม่มีเวลาให้คิดไง ตราบใดที่ยังเห็นหน้ากันอยู่ เพราะเมื่อไหร่ที่เห็นหน้ากันก็ไม่มีทางรู้คำตอบหรอกว่า ยังอยากคบกันต่อหรือไม่รักกันแล้ว มันมีทางเดียวคือต้องไปคิดเงียบ ๆ คนเดียว ลองไปใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีกันและกัน ไม่คุยกัน ไม่โทรหากัน ถึงจะได้คำตอบที่แน่ใจ
หรือถ้าในกรณีที่จะเกิดผลดี ต่างคนก็ต่างทบทวนถึงการกระทำที่ไม่ดีของตัวเอง และความดีของแฟนเรา คือคิดแต่ในทางที่ดีขึ้น การที่อยู่ห่างกันแล้วทำให้คิดถึงกัน เห็นค่าของกันและกันมากขึ้น และกลับมาอีกครั้งก็ยังเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นอีก ก็มีหลายคนคิดอย่างนั้น และทำได้อย่างนั้น ก็ถือว่าเขาตัดสินใจถูก
แต่ขณะเดียวกัน การห่างกันก็มีความน่ากลัวแฝงอยู่ เพราะเมื่อไหร่ที่ตัดสินใจห่างกัน คือจุดเริ่มต้นของการไม่เห็นหน้ากัน คุณเริ่มอยากพักผ่อนสายตา พักผ่อนหัวใจ ให้มันเย็นสบาย สงบขึ้น ในที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีเขาอยู่ เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าในตอนแรก ๆ ที่ชีวิตคุณไม่มีเขา คุณจะมีความสุขมากกว่าเดิมอยู่แล้ว และพอคุณรู้จักความสุข คุณก็เริ่มรู้จักความทุกข์
คุณจะเริ่มคิดแล้วว่าที่ผ่านมา ชีวิตคุณเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี ความรักก็ไม่ดี แฟนก็ไม่ดี ทำให้เครียดและมีความทุกข์ตลอด นี่ถ้าคุณกลับไป ก็แน่นอนล่ะ ต้องเป็นเหมือนเดิมอีกแน่ ถ้ากลับไปคุณจะโง่หรือเปล่า หนีพ้นออกมาแล้ว แต่ยังย้อนกลับไปเจอปัญหาเดิมอีก และหวังไม่ได้เลยว่าแฟนคุณจะดีขึ้นหรือเปล่า ถ้าแย่ลงไปอีกล่ะ จะเป็นยังไง อย่างนั้นสู้ทำใจให้หมดรักเขาไปเรื่อย ๆ แล้วรอเจอผู้ชายให้ที่ดีกว่า เข้าใจกันมากกว่า และทำให้โลกสวยงามกว่าที่เคยเป็นไม่ดีกว่าเหรอ
เหล่านี้คือสิ่งที่คุณคิด และยิ่งคิดมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งพาตัวเองออกไปไกลขึ้น เหมือนกับว่าความทรงจำที่ไม่ดี มันจะทำให้คุณลืมส่วนดีของความรักไปหมด และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างเข้มแข็งด้วยนะ คุณจะห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงเขาอยู่ตลอดได้อย่างสบาย ๆ คุณจะรู้สึกว่าอยู่คนเดียวได้ มองหาจุดดีของการไม่มีเขาในชีวิต จนลืมเขาไปในที่สุด ในขณะที่ผู้หญิงที่อ่อนไหว ก็จะคอยคิดถึงข้อดีของการคบกัน คิดถึงความดีของคนอีกคน เป็นห่วง มีเยื่อใยอยู่ตลอด ทำให้เลือกที่จะกลับไปหาคนที่ตัวเองรัก
ผู้หญิงบางคนใช้เวลาที่ห่างกันเพื่อลืมความเจ็บปวด แต่บางคนกลับใช้ความรู้สึกเจ็บ เป็นกำแพงกั้นไม่ให้ตัวเองเดินย้อนกลับไปหาความรักอีก ความจริงก็ไม่มีใครทำถูกหรือทำผิด มันเป็นทางออกที่สุดแล้วแต่ใครจะเลือกมากกว่า
จะขอเตือนไว้อย่างหนึ่งว่า...ตอนที่คุณตัดสินใจว่าจะจบ คุณไม่สนหรอกว่าสิ่งที่กำลังจะจบคือ "ความรัก" แต่เมื่อมันจบลงไปแล้ว และเมื่อคุณขาดมันไป คุณถึงจะเริ่มรู้สึกว่าความรักมีคุณค่ากับชีวิตคุณยังไง และการจบแบบนั้นมันง่ายเกินไปจริง ๆ
อย่าเชื่อว่าการห่างกันจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเสมอไป
อย่าเชื่อตัวเองว่าการจบคือสิ่งที่คุณตั้งใจเลือกตั้งแต่แรก
อย่าตัดสินใจทำแบบนั้น...ถ้ายังไม่ได้กลับไปลองดูอีกสักครั้งว่า "ความรัก" จะดีขึ้นหรือเลวลง

ถ้าคุณจะจบ จงบอกตัวเองว่าลองอีกสักครั้ง แค่ครั้งเดียว ถ้าคุณยังเชื่อว่าคุณรักกัน...ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ^^

ที่มา ... ใยไหม
http://women.thaiza.com

ชีวิตคู่... อยู่อย่างไรให้ราบรื่น

ชีวิตคู่... อยู่อย่างไรให้ราบรื่น

ละคร ที่แฮปปี้เอ็นดิ้ง...พระเอกกับนางเอกจะจูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์ ถือเป็นการจบเรื่องอย่างสวยงาม แต่ในชีวิตจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น การจูงมือเข้าสู่ประตูวิวาห์เป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต และเป็นชีวิตคู่ที่มีอีกคนหนึ่งเข้ามามีส่วนร่วมด้วยแทบทุกเรื่อง
ดังนั้นการที่จะประคองชีวิตคู่ให้ไปตลอดรอดฝั่ง...จึงเป็นสิ่งที่ยากในสังคมปัจจุบัน ยิ่งทั้งสามีและภรรยาต่างต้องทำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่ และสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้ขีดความอดทนลดลง ขณะที่ความเก่งรอบด้านของผู้หญิงในยุคปัจจุบันมีมากขึ้น ทำให้ฝ่ายชายเกิดความรู้สึกด้อยค่า ก็อาจทำให้เป็นสาเหตุของการหย่าร้างแยกทางกันได้
น.พ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ ให้สาเหตุของการหย่าร้างแยกทางกันมากขึ้นของครอบครัวในสังคมไทยว่า สภาพสังคมไทยปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ของสามีภรรยาที่ต่างไปจากเดิม ในอดีตผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ สิ่งที่ต้องเรียนรู้คืองานบ้านงานเรือนเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้าน ขณะที่ฝ่ายชายเป็นพ่อบ้าน เป็นผู้ทำงานเลี้ยงดูครอบครัว การแต่งงานจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับชีวิตลูกผู้หญิงในอดีต
แต่ในปัจจุบัน สภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ผู้หญิงทำงานเลี้ยงตัวเองได้ บางคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง มีรายได้สูงกว่าฝ่ายชาย ระดับการพึ่งพิงฝ่ายชายก็น้อยลง โอกาสที่ครอบครัวจะเกิดปัญหาความขัดแย้งก็เป็นไปได้สูง ถ้าหากฝ่ายหญิงไม่เข้าใจถึงความเสี่ยงของการเกิดปัญหา และฝ่ายชายไม่สามารถปรับตัว ปรับใจ ยอมรับบทบาทที่เด่นน้อยลงของตนเองได้
สิ่งที่มักเกิดขึ้นในครอบครัวก็คือ สามีจะรู้สึกเสียหน้าด้อยค่าลง อาจจะนำไปสู่ปัญหาการมีภรรยาน้อยเพื่อที่จะชดเชยความรู้สึกด้อยค่าของตนเอง หรือในบางรายที่ฝ่ายหญิงให้เวลากับงานมากกว่าครอบครัว ฝ่ายชายที่มีความรู้สึกไม่มั่นคง ก็อาจจะระแวงว่าฝ่ายหญิงอาจกำลังไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นที่มีความสามารถ สูงกว่าตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งและการหย่าร้างในที่สุด

จิตแพทย์ ย้ำว่า การประคองชีวิตครอบครัวให้ไปได้ตลอดรอดฝั่งนั้น หัวใจสำคัญของการครองคู่จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และความตั้งใจในการที่จะป้องกันแก้ไขปัญหาก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งมีคำแนะนำหลัก 4 ข้อ เพื่อนำไปปรับใช้ในการครองคู่

1. สามีและ ภรรยาต้องมีเป้าหมายตรงกัน คือมีความต้องการประคองชีวิตคู่ให้ดำเนินต่อไปได้อย่างสงบราบรื่น ถ้าหากไม่มีเป้าหมายตรงกันแล้ว ย่อมไม่มีพลังหรือกำลังใจที่จะทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ
2. ความรู้สึกไม่มั่นคงภายในของฝ่ายชาย ความรู้สึกสูญเสียบทบาทความเป็นผู้นำ ในการบรรเทาผลกระทบของจุดอ่อนนี้สามารถทำได้โดยการพูดคุยทำความเข้าใจกันของ ทั้งสองฝ่ายว่าเรามีเป้าหมายร่วมกัน สิ่งใดที่ทำแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดกับครอบครัว สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ทั้งนี้ในการแบ่งบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายจำเป็นต้องมีการพูดคุยตกลงกัน ควรหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบว่าบทบาทหน้าที่ของใครสำคัญกว่ากัน เพราะเป้าหมายใหญ่คือการทำให้ชีวิตครอบครัว ราบรื่นและสงบสุข
3. สำหรับฝ่ายหญิงเมื่อรู้ว่าฝ่ายชายมีจุดอ่อนไหวเรื่องความมั่นคงภายใน ก็ควรระมัดระวังความรู้สึกของฝ่ายชายที่เกรงว่าตนเองจะด้อยค่า โดยภรรยาสามารถแสดงออกให้ สามีรับรู้ว่าตนเองยังมีคุณค่าต่อภรรยาได้หลายวิธี ตั้งแต่ การให้เวลาแก่กัน ให้โอกาสฝ่ายชายแสดงบทบาทช่วยเหลือฝ่ายหญิงบ้าง และถึงแม้ภรรยาจะเป็นหลักในการหารายได้เข้าบ้านก็ตาม ยิ่งต้องระมัดระวังความคิด ไม่หลงตัวเองหรือพลั้งเผลอคำพูด ท่าที เช่น การทวงบุญคุณเรื่องการหาเงินเข้าบ้าน จะทำให้เกิดปัญหารุนแรงได้ และถ้าเกิดความผิดพลาดดังกล่าวขึ้นมาจริงก็สมควรต้องขอโทษ อย่าถือทิฐิ ทั้งนี้ควรจะต้องเตือนตนเองบ่อย ๆ ในเรื่องการให้เกียรติสามี และการดูแลความรู้สึก
4. การแสดงความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์จากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือคนรอบข้างที่เห็นต่างออกไป สามีภรรยาจำเป็นจะเตือนตนให้มีความมั่นคงและเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองกระทำ ไม่เอาคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาใส่ใจ และเก็บมาเป็นอารมณ์ทำให้เกิดความแตกแยกในครอบครัว ให้พยายามมองว่าผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ยังไม่เข้าใจ และที่สำคัญครอบครัวของเราจะสุขจะทุกข์ เขาไม่ได้มาเกี่ยวข้องด้วย
แม้แต่ละครอบครัวจะมีรายละเอียดและพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่นี่คือหลักกว้าง ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ เพื่อให้อยู่ร่วมกันแบบ...ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร
ที่มา ... โรงพยาบาลมนารมย์

http://women.thaiza.com

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

เทคนิคหาคู่เดทออนไลน์อย่างปลอดภัย

เทคนิคหาคู่เดทออนไลน์อย่างปลอดภัย

ใครที่ชอบแชตออนไลน์หาคู่ วันนี้มีเทคนิคหาคู่ออนไลน์อย่างปลอดภัยมาฝาก...
1. เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป : ค่อยๆ สังเกตและเรียนรู้ว่าคนที่เรากำลังคบหาโดยไม่เห็นหน้าเห็นตานั้น เขาเป็นคนดีจริง ๆ หรือเปล่า โดยเราอาจจะเริ่มด้วยการสนทนากับเขาอย่างค่อยเป็นค่อยไปทาง อีเมล แล้วค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมของเขา ความขดแย้งในตัวเขา และต้องฟังคำพูดของเขา ดูว่าเขาเป็นอย่างที่เขาบอกเราจริง ๆ หรือเปล่า คุณควรจะเชื่อสัญชาตญาณของตนเอง และเมื่อไหร่ก็ตามที่พบอะไรไม่ชอบมาพากล ก็ให้เลี่ยงออกมาจากคนผู้นั้นให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
2. อย่าพยายามเปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของเราเอง : บริการหาคู่ออนไลน์ต่าง ๆ เขาก็พยายามรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล ส่วนตัวของเราในระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่สำคัญคือ ตัวคุณเองต้องแน่ใจว่า คุณไม่ใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง หมายเลขโทรศัพท์จริง ที่อยู่จริง สถานที่ทำงานจริง ในการเข้าทดลองใช้บริการตามสถานที่เหล่านี้ และถ้าหากว่าบุคคลที่คุณกำลังทำความรู้จักทางออนไลน์อยู่นั้น พยายามให้คุณเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของตัวคุณเองอย่างเร่งด่วน คุณควรจะยุติความสัมพันธ์เสีย แล้วลองหาคนใหม่ที่คุณคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่มีความกดดันจะดีกว่า
3. หัดใช้วิจารณญาณ หรือ common sense ของตัวคุณเองบ่อย ๆ : ระมัดระวัง คิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจอันจะนำไปสู่การออกเดท คุณต้องทบทวน คิดแล้วคิดอีก ว่าเราควรจะไว้ใจคนผู้นี้ดีหรือไม่อย่าให้อารมณ์มาเหนือเหตุผล ที่สำคัญคุณจะต้องจำเอาไว้เสมอว่า อย่าตกหลุมรักใครเพียงแค่ click mouse
4. ขอให้เขาส่งรูปถ่ายมาให้ดู : รูปถ่ายจะให้แนวทางดี ๆ กับคุณเสมอ หรืออาจจะเรียกว่าคุณอาจจะเห็น หรือใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจบางอย่างจาก ถ้าคุณได้ภาพถ่ายของเขามาในหลาย ๆ อิริยาบถ เพราะจะบ่งบอกบุคลิกภาพ การดำเนินชีวิต รสนิยม และข้อมูลอื่น ๆ ของเขาได้
5. คุยกับเขาทางโทรศัพท์ : การพูดคุยการทางโทรศัพท์เป็นการช่วยเปิดเผยความเป็นตัวตนของคู่สนทนาได้มากทีเดียว อย่างน้อยคุณจะสามารถรับรู้ทักษะในการสื่อสาร และการเข้าสังคมของเขาได้จากการคุยโทรศัพท์ แต่ทั้งนี้คุณไม่ควรจะใช้หมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของคุณคุยกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน อาจจะลงทุนไปใช้โทรศัพท์สาธารณะเสียหน่อย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง กระทั่งเมื่อคุณรู้สึกคุ้นเคย และไว้วางใจในตัวเขา เมื่อนั้นค่อยให้หมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวของคุณ

6. นัดพบกับเขาเมื่อคุณพร้อม : การใจร้อน...รีบร้อนอยากจะเห็นหน้าคู่สนทนาออนไลน์นั้น ย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอน ทางที่ดีควรจะค่อย ๆ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาจากการพูดคุยทางออนไลน์และลองมาประเมินดูว่า คู่สนทนาของเรานั้น เขาน่าดึงดูดใจที่จะไปพบมากน้อยแค่ไหน บางครั้งถ้ารีบร้อนไปนัดหมายกับเขาไว้ แล้วเกิดเปลี่ยนใจที่หลัง ก็สามารถทำได้ คือ ถ้าใจเราคิดว่ายังไม่พร้อมก็อย่าไปฝืนเด็ดขาด จงเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง
7. ใส่ใจกับพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก : ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธของเขา ความหงุดหงิด ความพยายามที่จะกดดันและควบคุมตัวเรา รวมทั้งพฤติกรรมที่ไม่น่ารักที่เราควรจะใส่ใจพิเศษ เพื่อนำมาประเมินว่า เราควรจะรักษาความสัมพันธ์ต่อไปอีกหรือไม่ และยังมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจอีกหลายอย่าง เช่น ไม่ให้ความกระจ่างชัดในเรื่องของอายุ ความสนใจ รูปลักษณ์ สถานภาพสมรส อาชีพ เป็นต้น
นอกจากนี้ คนที่ปฏิเสธที่จะคุยโทรศัพท์กับคุณก็ไม่น่าไว้ใจ ชอบพูดจาอ้อมค้อม คนที่เมื่อปรากฏตัวให้เห็นจริงๆ แล้ว แตกต่างจากในออนไลน์มาก คนที่ไม่เคยแนะนำคุณ ให้เพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิดรู้จัก เหล่านี้พยายามหลีกให้ไกลเลย
8. เมื่อตัดสินใจที่จะนัดพบกันแล้วให้เลือกสถานที่ที่ปลอดภัย : ก่อนที่จะออกไปพบกับบุคคลออนไลน์นี้ คุณควรจะบอกเพื่อนหรือญาติให้ทราบด้วยว่า คุณจะไปไหน ทางที่ดีให้เบอร์โทรและชื่อของคนที่คุณจะออกไปพบกับคนที่บ้านคุณด้วย และที่สำคัญอย่าให้คู่นัดครั้งแรกของคุณมารับคุณที่บ้านเด็ดขาด ถ้าหากว่าเมื่อพบกันแล้ว ต้องการจะไปต่อที่อื่น ก็ให้คุณขับรถของคุณไปเอง แบบต่างคนต่างไปจะดีที่สุด
9. กรณีที่นัดพบกันต่างจังหวัด : อย่างเช่นว่า ต้องบินไปเจอกัน คุณก็ควรจะจองที่พักของตัวเองเช่ารถของตัวเอง และอย่าเปิดเผยชื่อโรงแรมที่คุณจองให้เขาทราบ และไม่ต้องให้เขามารับที่สนามบิน เมื่อลงเครื่องก็เช่ารถและขับตรงไปที่โรงแรมเลย เมื่อถึงเวลานัดหมายก็ออกมาพบตามสถานที่ๆ นัดไว้ และถ้าหากคุณมีโทรศัพท์มือถือ ก็จงพกติดต่อไปตลอด
10. เมื่อเจอสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจให้ถอนตัวทันที : อย่าทำอะไรลงไปทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจ ถ้าหากไปถึงสถานที่นัดหมาย แล้วเจอสิ่งไม่ชอบพากล ก็ให้รีบเปลี่ยนความตั้งใจทันที อย่าเสี่ยงเด็ดขาด คุณสามารถเรียกตำรวจได้ทันทีโดยไม่ต้องรีรออะไร คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก

รู้อย่างนี้แล้วถ้าจะรักใครชอบใคร ควรจะดูให้ดีก่อนจะดีกว่า จะได้เจอคู่รักที่ถูกใจและปลอดภัยด้วย.

http://women.thaiza.com

คุณติดแฟน จนเว่อร์ไปปะ?

คุณติดแฟน จนเว่อร์ไปปะ?


คุณหนุงหนิงอยู่กะแฟนจนลืมเพื่อนไปรึเปล่าจ้า? ถามไปงั้นแหละเพราะรู้หรอกน่าว่า บางคนไม่ได้คลุกอยู่กะแฟนจนลืมเพื่อนอะไรอย่างที่โดนกล่าวหาหรอก แต่เผอิญพอได้ ใกล้ชิดกะแฟนทีไรก็ไม่อยากห่างหายกันไปไหนเท่านั้นแหละ แหม...ทำอย่างกะว่าตอนนี้แฟนหาง่ายนักนี่ ดังนั้น เมื่อมีเวลาว่างเมื่อไหร่ ถ้าไม่ ติดขัดธุระอันใดก็ต้องทุ่ม (เวลา) ให้กะแฟนอยู่แล้ว
อ้อ แล้วเรื่อง “แฟน” กะ “เพื่อน” นี่ บางคนก็ไม่สามารถแบ่งแยกออกได้แฮะว่า ควรจะให้ความสำคัญกับฝ่ายใดแค่ไหนดี? เพราะบางเวลาก็ใช่ว่าคุณอยากอยู่กะแฟนซะที่ไหน หรือหากพูดให้ตรงเป้าตรงประเด็นไปเลยก็บอกได้ว่า บางสิ่งบางอย่างแฟนก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่เพื่อนให้กับพวกเราได้...นี่หว่า เช่น บางคราวนึกอยากไปช็อปปิ้งซื้อเสื้อผ้าตามตลาดนัด เรื่องเนี้ยคงไม่ค่อยมีใครนึกอยากชวนแฟนไปด้วยหรอก เพราะตลาดนัดหรือตลาดกลางแจ้งน่ะจะให้ “มัน” ต้องเดินกะเพื่อนสิ ถึงเจ๋งเป้ง ถ้าไปกะเพื่อนจะได้ช่วยกันคุ้ยเขี่ยหาสินค้าลดราคา, เสื้อผ้าถูกๆ, รองเท้าจ๊าบๆ แล้วก็เดินไปบ่นไปได้ทั้งวัน รับรองเจ้าเพื่อนวัยซนไม่มีวันบ่นอู้อี้ว่าเหน็ดเหนื่อยแน่นอน เพราะเรารู้นี่ว่ามันก็บ้าสินค้าแบกะดินอย่างนี้เหมือนกัน
ขืนไปกะแฟนจอมสำอาง น่ะเหรอ รับรองเดินกันไม่กี่ก้าวเป็นต้องชวนให้ไปเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้ากันแหงๆ เอ...แต่ไปกะแฟนแถวๆห้างฯ ก็ดีไปอย่างนะยะ เอ้าถ้าเผื่อเจอของถูกตาต้องใจขึ้นมา คุณก็ออดอ้อนบอกแฟนให้ซื้อให้ได้ ทันที เห็นมะไปกะแฟนก็ดีงี้เอง แต่เค้าจะบ้าจี้ซื้อของที่คุณชอบให้รึเป ล่าก็ไม่รู้ดิ่ ได้แต่หวังลมๆแล้งๆไปก่อนก็เอาน่า
เกริ่นมาตั้งนานก็อยากบอกเพียงว่า บางสิ่งบางอย่างเพื่อนก็ทำแทนแฟนไม่ได้ และในทางกลับกัน บางสิ่งบางอย่างแฟนก็ทำแทนเพื่อนไม่ได้ เช่นกัน
เห็นไหมละฮ้าทั้งแฟนและเพื่อนจึงมีความสำคัญพอๆกัน แหม...ใครจะยอมมีแฟน โดยไม่มีเพื่อนมั่งล่ะ เพราะถ้าไม่มีแฟนแต่มีเพื่อนยังดีซะกว่า...อ้าว! โถอ่านแล้วอย่าเพิ่งสับสนไปซะก่อน หมายฟามว่าถ้าเกิดหาแฟนไม่ได้ ขอแค่มีเพื่อนก็อยู่ได้แย้วนั่นเอง
ว่าแต่ พอคุณมีแฟนแล้ว คุณติดแฟนจนเว่อร์ไปรึเปล่าจ๊ะ? แหม...รู้หรอกว่าเป็นปริศนาที่ใครๆก็สู่รู้...เอ๊ย อยากรู้ งั้นมาซอกแซกแอบดูพฤติกรรมของคนติดแฟนกันเถอะ ว่าเค้าเป็นกันอย่างงี้นะ เช่น
1. อยากทำงานที่เดียวกับแฟน เอ้าก็แฟนทำงานออฟฟิศไหน หนูก็อยากอยู่กะเค้าที่นั่นด้วยคนน่ะซี แต่นี่อาจเป็นได้เพียง “ในฝัน” หรือ “ในความคิด” เท่านั้นก็ได้ พวกคุณคงไม่ได้ทำงานที่เดียวกันแหง เว้น แต่เกิดปิšงรักในที่ทำงานเดียวกัน ก็คงสมใจที่ได้อยู่ใกล้ชิดกันทั้งวันทั้งคืนละสิ อ้อ แต่ไม่ได้ บอกซะหน่อย ว่าทุกคู่ที่พบเลิฟกันในที่ทำงานจะเป็น “คนติดแฟน” เสมอไป
2. คุณมักพาแฟนไปไหนต่อไหนด้วยซำเหมอ ขนาดเป็นวันฉลองพิเศษเฉพาะในหมู่เพื่อนๆ คุณก็ยังพาเค้าไปด้วยจนได้ โอ้โห...ก็คู่ของเค้าธรรมดาซะที่ไหน...ว่าเข้านั่น
3. เค้าชอบทานอะไร คุณก็โอเคตามนั้น เพราะไม่ใช่คนเรื่องมากเรื่องการกินอยู่แล้ว
4. แม้เค้าบอกว่ามีนัดกับเพื่อนเรื่องของหมู่เฮา คุณก็ยังเซ้าซี้ขอไปด้วยอยู่ดี เพราะมั่นใจมากว่า สามารถทำให้เพื่อนฝูงของเค้าไม่ขัดเขินเวลาที่คุณอยู่ด้วยรับรอง
5. คุณดิ้นรนที่จะไปดูเค้าเตะบอลให้ได้ แม้เค้านัดกลุ่มก๊วนของเพื่อนไปเต๊ะบอลกันเฉพาะสมาชิกในทีมก็ตาม แต่คุณก็ยังเจียดเวลาเกาะติดเค้าไปด้วยแทบทุกครั้งสิน่ะ

6. ถ้าแฟนต้องเดินทางไปต่างจังหวัด แล้วหากคุณตามไปด้วยไม่ได้ คุณก็จะให้เค้าโทร. มาหาทุกวันและวันละหลายครั้งด้วย
7. เพื่อนของคุณบ่นอย่างอิดหนาระอาใจเมื่อเห็นคุณพยายามหาวิธีโทรศัพท์ไปหาแฟน อยู่เรื่อยเลย แม้ตอนนั้นเค้ากับคุณแค่ห่างกันเพียงครู่เดียวก็ตาม
8. ถ้าแฟนไม่พาคุณไปงานแต่งงาน, งานเลี้ยงฉลองของที่ทำงานหรืองานปาร์ตี้ที่ไหน คุณก็จะคะยั้นคะยอขอเค้าไปจนได้...อู๊ยจะเป็นฝาแฝดกันเลยว่างั้นเถอะ
9. เวลาเพื่อนๆเม้าท์ถึงการให้อันดับของผู้ที่สมควรได้รับการจารึกชื่อว่า “ติดแฟนเหนียวหนึบ” ละก็...ชื่อของคุณจะถูกเอ่ยมาเป็นอันดับ 1 ชนิดไม่มีชื่อใครมาแซงคุณได้เลยสักคน
10. เพื่อนของแฟนรู้จักคุณครบถ้วนทุกคน เพราะเวลาเค้าไปหาเพื่อนกลุ่มไหน คุณมักไม่พลาดที่จะไปกับแฟนทุกที่ แม้เค้าจะแสดงอาการรำคาญออกมาบ้าง คุณก็ทำเป็นไม่เห็นงั้นแหละ

11. เวลาไปไหนด้วยกัน คุณมักจับมือเค้า เพื่อแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทั้งๆที่แฟนคุณก็หน้าตาธรรมด๊า ธรรมดา...อู๊ยทำเป็นจงอางหวงไข่ไปได้
12. ขนาดพ่อแม่ของคุณยังบอกเลยว่า ไม่ค่อยมีเวลาให้ท่านเลยนะ เพราะมัวแต่หนุงหนิงอยู่กะแฟนอยู่นั่นแหละ แต่คุณก็แก้ตัวเรื่อยว่า ไม่ใช่หรอกเป็นเพราะงานยุ่งต่างหาก
13. ถ้าเค้าไม่โทร.มา คุณก็จะโทร.ไปหา ก็แหม คิดถึงนี่นา...แต่ไม่รู้ว่าเค้าจะคิดถึงหรือรำคาญมากกว่ากันน่ะซี นี่ถ้าไม่รู้จักเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ระวังเค้าเซ็งเอานะ
14. คุณหัดเล่นเกมและกีฬาทุกชนิดที่เค้าชอบ...โถแม่คุณลงทุนถึงขนาดน้าน
15. ครั้งสุดท้ายที่คุณเจอเค้า ก็เพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้เอง เอ๊ะ นับไปนับมา รู้สึกเจอกันทุกวันเลย เป็นงี้ก็ทำให้คุณชื่นฉ่ำใจดีหรอก แต่ทางเค้าสิ อยากให้คุณ “ติดหนึบ” หยั่งงี้รึเปล่าน้อ?

 

http://women.thaiza.com

อย่าคิดมีแฟน ด้วยเหตุผลผิด ๆ

อย่าคิดมีแฟน ด้วยเหตุผลผิด ๆ

ใครที่อยากมีคนรักใจจะขาด อ่านสี่เหตุผลติดอันดับของคนอยากมีแฟนแบบสมควรตายต่อไปนี้ซะก่อน แล้วพิจารณาว่าคุณเข้าข่ายหรือเปล่า ถ้าใช้ขอเตือนให้รีบหยุดยั้งความต้องการแบบผิด ๆ ของตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ

อันดับ 1 มีแฟนเพราะเหงา
มาตรฐานการเลือกผู้ชายของคุณจะลอดลง อย่างเห็นได้ชัด คุณขอแค่ใครก็ได้ ช่วยทำให้ฉันหายเหงาทีเถิด พอหายเหงา เขาก็หมดความสำคัญ แล้วที่ตกลงคบกันเป็นแฟนไปแล้วล่ะ จะให้ทำไง เลิกเลยใช่มั้ย แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก เพราะถ้าคุณเหงาอีกเมื่อไร ก็ต้องหาคนแก้เหงาคนใหม่อีก
อันดับ 2 มีแฟนเพราะแรงดึงดูดทางกาย

เจอผู้ชายคนนี้ทีไร สารเคมีในร่างกายเป็นวิ่งพล่านทุกที คุณคิดว่า “ฉันพร้อมแล้วที่จะมีความรักกับเขา” ช้าก่อน! นั่นอาจเป็นแค่ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายที่ต้องกันเท่านั้น ถ้าคิดจะสานสัมพันธ์กับชายคนใด ควรให้เกิดปฏิกิริยาทางใจมากกว่า ความสัมพันธ์ทางกายกับความรักทางใจ มันไกลกันมากโขเชียวนะ
อันดับ 3 มีแฟนเพราะถูกกดดัน
คุณไม่เคยมีแฟนมาก่อน จึงอยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าคุณมีดีพอที่จะมีแฟนได้เหมือนกัน หรือมีแต่คนถามว่าอายุปูนนี้แล้ว ทำไมยังไม่มีแฟนสักที เอาล่ะสิ! ฉันต้องรีบหาแฟนก่อนจะหวำเหงอะไปกว่านี้ รู้มั้ยว่าคุณกำลังสร้างความสัมพันธ์แบบผิด ๆ อย่างใหญ่หลวง เพียงเพราะต้องการผู้ชายสักคนมาลดความกดดันของคุณเอง
อันดับ 4 มีแฟนเพราะหาความมั่นคง
ความเชื่อว่าการมีคู่รักสามารถสร้างความมั่นคงให้คุณได้ ทั้งทางสังคมและการเงิน เป็นความเชื่อที่ผิดถนัด เพราะเท่ากับว่าถ้าเลิกกับแฟนเมื่อไร ความมั่นคงในชีวิตของคุณต้องหายไปด้วยงั้นสิ? ทั้งที่ชีวิตที่มั่นคงสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยมือคุณเอง มิต้องคอยให้เจ้าชายมาสร้างให้หรอก

แล้วคุณจัดอยู่ในอันดับใดครับ?




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons