วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

รักยังสดใส อยู่ไหม

รักยังสดใส อยู่ไหม

เอ้า มาดูกันเร็ว ว่าความรักของพวกคุณยังแข็งแรง, แข็งแกร่งและมีความสุขรึเปล่าจ๊ะ? โถถามนี่ เพราะหลายคนที่ยังเป็นโฉด...เอ๊ยโสดคงนึกหมั่นเขี้ยวอยากมีแฟนกะเค้าบ้างน่ะซี่
ยิ่งช่วงเทศกาลหยุดยาวเหยียดหยั่งงี้ ก็น่าจะมีวันนึงล่ะ ที่คุณๆ ทั้งหลายควรอุทิศให้เป็น "วันครอบครัวแห่งความสุขสันต์หรรษา" เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอยากฝอยถึงความรักความผูกพันและความมีเยื่อใยกันของคนที่มีความเลิฟให้สมกับเป็นวันแห่งความรักอีกวัน...ท่าจะดี
ว่าแล้วก็อยากชวนให้คุณผู้อ่านลองตอบแบบ สอบถามเพื่อ "วัดอุณหภูมิความรัก" ที่พวกคุณมีต่อหวานใจ และหวานใจมีต่อคุณเป็นการประเดิมก่อนละกัน ซึ่งตามกติกา ก็ขอให้ตอบแค่ว่า ใช่หรือไม่ใช่ และจริงหรือไม่จริงเท่านั้น อย่าซีเรียสอะไรมากเพราะเป็นคำถามขำๆ ก็งี้แหละ เอาล่ะเริ่มเลยที่
1. คุณไม่เชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสอะไรหรอก แต่เชื่อเรื่องรักแรกพบมากกว่า เพราะการได้พบกะคนรักของคุณดันเกิดขึ้นอย่างบังเอิญมากๆ แล้วหลังจากนั้นคุณก็ปิ๊งเค้าฉับพลัน ถึงขั้นเก็บเอาไปฝัน และทำให้คุณดิ้นรนที่จะรู้จักกับเค้าให้ได้ ใช่ปะ?
2. ช่วงระหว่างวันทำงานหรือเรียนหนังสือที่ไม่ได้เจอะเจอกัน คุณมักส่งข้อความสั้น (SMS) เป็นการแสดงความห่วงใยบ้างล่ะ, คิดถึงก็บ่อย แล้วไหนจะเป็นข้อความตลก-โปกฮา รวมทั้งเตือนให้เค้าดูแลสุขภาพ อย่างน้อยวันละ 1 ข้อความ ใช่ม้า?
3. เวลาที่คุณเจอสิ่งที่คุณคาดว่าแฟนจะชอบ เช่น เสื้อตัวสวย, ผ้าขนหนูนุ่มนิ่ม, ต่างหูสักคู่, กางเกงในลูกไม้รุ่นล่าสุด, เนกไทสุดเท่ ฯลฯ คุณมักจะซื้อของเหล่านี้ติดไม้ติดมือมาฝากหวานใจอยู่เรื่อย ใช่มะ? ซึ่งการทำเช่นนี้ไม่ใช่การเล่นเกมเป็นเจ้าบุญทุ่มหรอกนะ แต่ทุ่มเทเพราะรักต่างหาก อุ๊ยไม่รู้จะหวานไปถึงไหนๆ ฮ่าฮ่า
33b628660222decd3b0bba8ff45fe324_12836726604. แม้คุณจะมีงานยุ่งวุ่นวายและหัวฟูขนาดไหน แต่ถ้าเค้าเอ่ยปากชวนไปเป็นเพื่อนทำธุระส่วนตัวของเค้าละก็ โอ๊ย คุณงี้จะรีบทำตัวให้ว่างทันทีด้วยการบอกปัดและเลื่อนนัดของคุณ เพื่อไปเป็นเพื่อนเค้าแทน จริงอ่ะ? โห เข้าตำรา "ธุระของเค้าสำคัญพอๆกะของเรา" เชียวเฟ้ย
5. คุณมักทำตัวเป็นนาฬิกาปลุกให้เค้าตื่นไปทำงานหรือไปประชุมให้ทันเสมอใช่ปะ? แหม คุณรู้นี่ว่า เค้าดูแลตัวเองในเรื่องนี้ได้ห่วยมาก จึงอาสาเป็นนาฬิกาปลุกอย่างเต็มใจแทนซะเลย
6. ถ้ามีใครแวะผ่านเข้ามาทักทายคุณ ในขณะที่คุณอยู่กะแฟนพอดิบพอดี คุณไม่เคยเขินที่จะทักทายตอบ แถมยังแนะนำแฟนให้ฝ่ายที่มาทักได้รู้จักซะด้วย อ่ะ ไม่เห็นต้องปิดบังอะไรนี่ เพราะคุณภูมิใจเสนอจะตาย...น้าน ว่ากันเข้าไปนั่น ใช่ม้า?
7. คุณไม่ค่อยตามใจแฟนหรอก แต่แฟนสิ แหม้ ตามใจคุณเหลือเกิน ใช่ป่าว? แต่เอ๊ะ นี่เป็นช่วงเพิ่งข้าวใหม่ปลามันกันรึเปล่าจ๊ะ
8. คุณรู้ใจเค้าไปเกือบหมดซะทุกอย่าง เช่น ชอบสีอะไร, ชอบทานอะไร ดังนั้น หากมีโอกาสได้แวะผ่านไปที่ร้านอาหารที่เค้าโปรดปราน คุณจะเป็นฝ่ายชวนเค้าทานอาหาร แม้ตอนนั้นคุณยังไม่หิวซะหน่อย งั้นเชียว? โห ยอมอ้วนเพื่อเค้านี่ไม่ธรรมดาแฮะ
9. คุณทั้งคู่ยังคงจับมือถือแขน หรือควงกันไปไหนต่อไหนในที่สาธารณะใช่มะ? โอ้โหสวีตกันได้ทุกเมื่อสิน่ะ
10. เมื่อถึงวันครบรอบความรักของพวกคุณเมื่อไหร่ แม้เค้าอาจลืมแต่คุณไม่เคยต่อว่าหนักๆ เพราะเค้ามักหาทางชดเชยให้คุณอย่างจั๋งหนับเสมอ เช่น แอบเข้ามาหอมแก้มยามเผลอ หรือเดินมาหาคุณข้างหลังแล้วโอบกอดบอกว่า ไม่ลืมนะ (แต่เพิ่งนึกได้) อะไรเงี้ยะใช่ม้า?
หวังว่าตอบกันได้ทุกข้อเรียบร้อยแล้วนะจ๊ะ เอาล่ะจึงขอเฉลยเลยว่า หากตอบว่า ใช่ หรือจริง มากกว่าไม่ใช่และไม่จริง ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะความเลิฟของคุณยังเหนียวหนึบและหวานจ๋อยกันอยู่ ก็ขอให้รักษาความรักดีๆ เช่นนี้ไว้นานๆ เพราะไหนๆ ก็เลิฟกันเข้าไปแล้วนี่หว่า
แล้วหากอยากให้รักของพวกคุณมีดีกรีความเข้มข้นมากกว่านี้ละก็ คราวนี้ก็มีเคล็ดขัดยอก เอ๊ย เคล็ดลับมาเล่าให้ฟังเป็นแซมเปิ้ล ดังนี้...
25_20110804221959@ อย่าอายที่จะเอ่ยคำว่ารักกับหวานใจ
ในเมื่อผูกสัมพันธ์ทางใจอย่างลึกซึ้ง ก็ควรเอื้อนเอ่ยคำหวานเป็นภาษาดอกไม้ให้กันฟังมั่ง โดยเฉพาะคำว่ารักถือเป็นธรรมเนียมที่คู่เลิฟควรทำเลยแหละ ไม่ใช่มัวอมพะนำหรือลังเลใจที่จะพูด เห็นบางคน โอ๊ยโหยว ใจน่ะรักแฟนแถมยังปรนนิบัติพัดวีไม่ขาดตกปกพร่อง แต่ดันไม่กล้าบอกแฟนว่า รักนะ หรือ รักจัง เพราะเขินหรือกลัวพูดไปแล้วจะเสียหน้ารึไงก็ไม่รุ เฮ้อ ขืนบอก รักแค่นี้ยังอายก็แย่แล้ว ไม่งั้นเค้าอาจคิดเตลิดและระแวงว่า ที่คุณไม่บอกรักเป็นเพราะหมดรักกันแล้วก็แย่ซี่
@ รู้จักใช้ภาษากายให้เป็นประโยชน์ผูกใจให้แน่นแฟ้น
แต่การใช้ภาษากายไม่ได้หมายความว่าให้หื่นกระหายนะเฟ้ย นั่นเป็นพฤติกรรมของเฒ่าหัวงูเค้าทำกัน ส่วนคู่รักน่ะมักหาโอกาสเหมาะๆ ลูบหลังลูบไหล่, จับไม้จับมือ, ลูบไล้ใบหน้า, จุมพิตกันที่หลังมือ และอื่นๆ อีกจิปาถะ เพราะการทำเช่นนี้สามารถสื่อสารภาษาใจให้รักใคร่กลมเกลียวกันได้แจ๋วดีออก
@ ถ้าผิดอย่าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ควรรู้จักขอโทษ จะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกดีขึ้น
ใครๆ ก็สามารถพลั้งเผลอทำผิดได้ทั้งน้าน โดย เฉพาะกับคนที่อยู่ด้วยกัน สามารถสร้างเรื่องผิดกติกาสากลของการเป็นคู่รักที่ดีได้เสมอแหละ ดังนั้น หากรู้ตัวว่า เผลอไปทำอะไรผิดขึ้นมาสักอย่าง ไม่ว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยหรือคอขาดบาดตาย ก็ควรรู้จักขอโทษกัน ไม่ใช่ ตัวเองผิดแต่ให้อีกฝ่ายขอโทษแทน เอ๊ะ...มันก็ชักยังไงๆ อยู่นะ เอ...เป็นคู่รักหรือคู่กรรมกันแน่ฮ้าเนี่ย

http://hot.ohozaa.com

ช่วงเวลาของความรัก

ช่วงเวลาของความรัก


ช่วงที่ 1 : ความฝัน ตอนเริ่มคบกัน
แรกๆ คุณรู้สึกหลงใหลในตัวเขา จนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่น คงเคยมีบ้างหรอก
ที่คุณเฝ้าแต่วาดรูป หัวใจมีศรปักอก แล้วสลักชื่อคุณกับเขาลงไป
เดินไปยิ้มไปคนเดียวด้วยความ คิดถึงเขา เวลาคุยกับเพื่อน
ไม่พ้นเรื่องของเขาอีกนั่นแหละ จนเพื่อนๆ เบื่อหน่าย
ในช่วงที่คุณตกหลุมรักตอนแรกๆ ยากจะบอกได้ว่า
ความรักของ คุณจะยืนยาวต่อไปหรือไม่ เพราะท่าทางพึงพอใจ
โดยเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก
โดย ไม่คำนึงถึงความรักเท่าใดนัก
บางทีเขาอาจจะทำเรื่องที่เหลวไหลหรือแย่แค่ ไหน
คุณก็มองไม่เห็น เพราะความหลงยังบังตาอยู่
แม้ความจริงเป็นสิ่ง โหดร้าย
แต่เราต้องยอมรับ เมื่อคุณพบแต่เนิ่นๆ ว่า
เขาไม่ควรค่าแก่ การที่คุณจะต้องเสียเวลากับเขา
ดังนั้นในตอนที่ความรักยังหวานชื่นอยู่ นั้น
ต้องพยายามรักษาสมองให้ปลอดโปร่ง อย่ารักจนโงหัวไม่ขึ้น
คำถาม ง่ายๆ ที่คุณควรถามตัวเองเบื้องต้นก่อน เช่น
เขาอ่อนหวานไหม
อารมณ์ รุนแรงหรือไม่ สิ่งที่เขาปฏิบัติต่อคุณ
เป็นสิ่งที่คุณชอบหรือเปล่า
ถ้า คำตอบคือ ไม่แน่ใจ
ก็ต้องทบทวนแล้วว่าความสัมพันธ์ของคุณจะเกิดปัญหา
ใน อนาคตหรือเปล่า แต่ช่วงการตกหลุมรักอย่างเป็นบ้าเป็นหลังนั้นไม่ใช่ช่วงที่ยืนยาวนัก บางครั้งหากความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อเกินไปเกิดร้าวรานได้ง่าย และหนุ่มสาวหลายคู่ทีเดียวที่เลิกรากันในช่วงนี้
T190711_10Cช่วงที่ 2 : เผชิญความจริง
ช่วง นี้เป็นระยะที่คล้ายกับคุณร่อนจากฟ้ามาสู่ดิน
ถ้าคุณบินยิ่งสูงโอกาสตกลง มายิ่งแรง ซึ่งต้องเตรียมไอน์สไตน์ หรือแฟรงเกนสไตน์
มิฉะนั้นโอกาสที่ คุณจะลุ่มหลง รูปลักษณ์ภายนอกเขาสูงกว่ามันสมองเขาแน่
จากตรงจุดนี้ คุณจะเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น เช่น
เขาเล่าเรื่องตลกให้ฟังในขณะที่ข้าว ยังเต็มปากอยู่
คุณเริ่มมองเห็นความไม่น่ารักเสียแล้ว คุณอาจพบเรื่องน่าเบื่อ
หรือไม่เข้าท่าหลายอย่างของเขา จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ
ทำให้คุณเลิกรากับเขาได้
ทั้งที่ตอนแรกคุณประทับใจเขาไปหมด ทั้งรูปร่างหน้าตา
กิริยาท่าทาง การแต่งตัว
พอมาถึงช่วงนี้ ทำไปทำมา
หลาย สิ่งหลายอย่างเริ่มขัดหูขัดตามากขึ้น
ขณะที่เขา ก็มีอาการไม่ต่างไปจากคุณเท่าใดนัก
ดังนั้นในช่วงที่คุณลังเลว่าจะไปจาก เขาหรือเปล่า
ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ทดสอบคุณทั้งสองได้ดีที่สุด
ลอง พิจารณอย่างรอบคอบว่า
จุดบกพร่องของเขา จะนำไปสู่การแตกแยกในที่สุดไหม
หรือ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ที่ไม่ตรงกับความสมบูรณ์แบบที่คุณจินตนาการหรือ คาดหวังไว้
ถ้าคุณรักเขาจริงๆ
เรื่องดังกล่าวไม่น่าเป็นอุปสรรคมาก เท่าใด
และจำเป็นต้องพิจารณาว่าข้อเสียเหล่านี้ จะทำให้ความรักของคุณ
ดำเนิน ต่อไปได้หรือไม่
ถ้าคุณตัดสินใจที่จะให้โอกาสทั้งสองฝ่ายควรพูดจาเปิดอก กัน
จะมีประโยชน์กว่า
หรือแม้กระทั่งการใช้อารมณ์ขันเข้าช่วยบางครั้ง
หาก คิดว่าข้อเสียของเขามากจนกลบข้อดีเกือบหมด
โบกมือลาคงเป็นทางเลือกที่ดี ที่สุด
6ce41995b9970d6722a7234cb622b68f_1290427972ช่วงที่ 3 : โลกของคนสองคน
เมื่อคุณโชคดีผ่านสองช่วงแรกมาได้ แสดงว่า
ความ รักเขาสู่ภาวะที่มั่นคงแล้ว
กลายเป็นโลก ของคนจะนำมาใช้เรียกคุณกับเขาในตอนนี้ และคำว่า
"ฉันรักคุณ" ก็เหมาะกับช่วงนี้เช่นกัน
เขาจะเป็นคู่ครองตัวจริงของคุณ รักและห่วงใยกันเสมอ
มีความใกล้ชิดสนิทสนม
และให้ความอบอุ่นซึ่งกัน และกันได้ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด
คนที่คุณอยากจุมพิตเพียงคนเดียว
ระบาย ความในใจและปรึกษาหารือกันได้
เริ่มวางแผนจะก่อร่างสร้างครอบครัวในอนาคต
ไม่ ว่าอุปสรรคใดมาขวางกั้น
ก็พร้อมต่อสู้และเป็นกำลังใจให้กัน
ทว่ามาถึง ขั้นนี้ ยังไม่รับประกันว่า
คุณจะครองคู่กันเป็นนิรันดร์ได้
ในช่วง นี้คุณจึงต้องดูว่า เขามีความคิดเข้ากับคุณได้ไหม
รับผิดชอบมากเท่าไร
ยัง รักที่จะใช้ชีวิตโสดร่วมกับเพื่อนๆ มากกว่าคุณหรือเปล่า
ถ้าคำตอบในคำถาม ดังกล่าวยังไม่แน่นอน แสดงว่า
ความสัมพันธ์ยังไม่แน่นแฟ้นพอจะลั่นระฆัง วิวาห์ได้
บางครั้งความจริงก็เป็นเรื่องทรมาน แต่ถ้าหลบหนี
มันคุณจะ ยิ่งเจ็บปวดทวีคูณ
ลางบอกเหตุบางย่าง เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง
และสภาพ แวดล้อมที่ตึงเครียด
แม้จะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณ ตื่นเต้นหรือหวือหวา
แต่ ถ้ามีเงาของความรุนแรงแฝงอยู่ตลอด
จนร่องรอยของความปริร้าวที่เริ่มปรากฏ การแยกจาก
ควรเป็นหนทางที่น่าพิจารณาด้วยเช่นกัน
เมื่อก้าวเข้าสู่ ช่วงที่ 3 แสดงว่า
พื้นฐานความรักคุณเริ่มลงหลักปักฐาน
แต่อย่าเพิ่ง วางใจ แม้ว่าคุณจะมีต้นทุนแน่นอนจำนวนหนึ่ง
แต่ถ้าคุณปล่อยไปตามสภาพโดย ไม่รดน้ำพรวนดินต้นรัก
ความรักจะจืดจางได้เช่นกัน
แล้วความรักของคุณตอนนี้ล่ะ อยู่ช่วงไหน ?
ขอบคุณที่ มา :: Variety เล่าสู่กันฟัง TLC
Thail.com

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

5 สิ่งที่เด็กจบใหม่ทุกคนควรรู้

5 สิ่งที่เด็กจบใหม่ทุกคนควรรู้

567273-topic-ix-0

5 สิ่งที่เด็กจบใหม่ทุกคนควรรู้
เมื่อสำเร็จการศึกษาก็ถึงเวลาที่บัณฑิตจะต้องหางานที่ใช่ของตัวเองแล้วล่ะ
งานดีๆ อาจไม่ได้ถูกประกาศ : คุณ อาจจะไม่เจอจากเว็บหางาน แต่ผ่านทางเพื่อน ญาติ หรืออาจารย์มากกว่า คุณเองต้องรู้ว่าฝันของคุณคืออะไรและบอกคนอื่นได้ว่าคุณชอบหรือไม่ชอบสิ่ง ไหน หากคุณบอกเรื่องนี้ให้ใครสักคนรู้ มีโอกาสที่เขาจะรู้จักคนที่พาคุณไปถึงฝั่งฝันได้สูงทีเดียว
สิ่งที่ต้องมองหาจากงาน : คนจำนวนมากเริ่มต้นทำงานด้วยความกลัวว่าจะไปไหนไม่รอด งานพวกนี้มักจะง่ายเกินไปหรือว่าเป็นงานที่ให้ได้แค่เงินเท่านั้น นอกเหนือจากการทำงานกับคนดีๆ แล้ว คุณควรเลือกงานที่ให้ประวัติที่ดีได้ด้วย หางานที่คุณนึกภาพว่าจะทำต่อไปอีกสัก 3-4 ปีได้ ความมั่นคงในงานถือเป็นเรื่องบวกอยู่แล้ว
เวลาเป็นเงินเป็นทอง : ความตรงต่อเวลา ทั้งในที่ทำงานและในการใช้ชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าสมมติว่าเจ้านายจ่ายให้คุณ 50 บาท/ชั่วโมง แต่คุณมาประชุมสายและอีก 3 คนรออยู่ เท่ากับว่าต้นทุน 200 บาทหายไปเปล่าๆ คุณควรเคารพเวลาของคุณอื่นถ้าอยากให้คนอื่นรักษาเวลากับคุณ
ก้าวอย่างมั่นคง : การเริ่มต้นทำงานก็เหมือนกับวิ่งมาราธอน ถ้าคุณออกตัวแรง เดี๋ยวก็หมดไฟ ความจริงคือทำงานหนักได้แต่ต้องรักษาสมดุลย์ให้ดี ช้าไปก็ไม่ก้าวหน้า แต่ถ้าใจร้อนเกินไปก็จะเครียดเสียเปล่า

คุณต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง :
ถ้าคุณรู้ว่าอาชีพไหนที่คุณเอ็นจอยและรู้จักบาลานซ์งานกับชีวิตให้ดี คุณก็มีโอกาสแฮบปี้มากกว่าคนอีก 99% ที่เหลือ สิ่งที่คุณต้องมองหาคือ ความสุข เงิน เสรีภาพ และความสำเร็จ สร้างสมดุลย์ระหว่างทั้งสี่อย่างนี้ บางทีคุณอาจจะเจอนิยามของคำว่า "ความสุข" ก็ได้


Lisa

เทรนด์ (แอบ) รัก ที่ไม่ควรมองข้าม

เทรนด์ (แอบ) รัก ที่ไม่ควรมองข้าม

ลองเช็กตัวเองดูสิว่า ทุกวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่า ที่เวลาในแต่ละวันส่วนใหญ่ต้องอยู่แต่ในที่ทำงาน จนไม่มีเวลาได้พบปะผู้คนใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตเลย ถ้าใช่ละก็...เห็นทีโอกาสที่จะปิ๊งใครก็คงไม่มีเลย นอกจากเพื่อนร่วมงานคนใกล้ชิดนี่แหละ
คุณหรือคนใกล้ตัวอาจเป็นหนึ่งที่เคยตกเป็นจำเลย (รัก) ประเภทนี้มาก่อน มีความรักไม่ได้แปลว่ามีความผิด แต่ส่วนใหญ่พอเกิดขึ้นแล้วช่างเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนเหลือเกินนะ ไหนจะต้องคอยระมัดระวังเรื่องการวางตัว หลบหนีสายตาบรรดาพวกขาเม้าท์ แล้วยังต้องประคับประคองทั้งรักทั้งงานอีก ขอเสนอเรื่องรักที่บางครั้งไม่สามารถอาจเปิดเผย หรือเปิดเผยแล้วก็อาจส่งผลกระทบต่องาน ส่วนจะเวิร์กหรือไม่ ยังไงมาติดตามอ่านกันแล้วค่อยตัดสินค่ะ
ต้องเป็นรักในออฟฟิศ?
ความรักบางครั้งอาจไม่มีเหตุผล รักในที่ทำงานก็เช่นเดียวกัน อาจไม่ใช่เพราะแค่ความใกล้ชิด แต่เป็นรักแท้ที่หามานานก็ได้ ผลสำรวจของเว็บไซต์หลายแห่งระบุว่า ทุกวันนี้มีบรรดาหนุ่มสาววัยทำงานใช้เวลามากขึ้นในที่ทำงาน มากกว่าสถานที่อื่น ๆ เสียอีก เหตุนี้การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีก เลี่ยงได้ นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งของจำนวนพนักงานบริษัทหลายแห่ง นิยมสานความสัมพันธ์ในฐานะคนรักกับเพื่อนร่วมงานด้วย ก็อย่างว่าความรักเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา จะห้ามกันได้ยังไง ทั้งนี้ ผลงานวิจัยจาก Vault’s 2005 Office Romance Survey ในประเทศสหรัฐฯ ได้เคยสำรวจเอาไว้ว่า พนักงานที่เคยมีความรู้สึกตกหลุมรักกับคนในบริษัทเดียวกันนั้น มีจำนวนถึง 58 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
"เราใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน ประกอบกับการมีผู้หญิงมากขึ้นในที่ทำงาน แถมบ่อยครั้งบริษัทยังว่าจ้างคนที่มีอะไรคล้าย ๆ กัน เพราะต้องการได้พนักงานที่เหมาะสมกับองค์กร ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดบรรยากาศ ที่พนักงานมีแนวโน้มจะถูกใจกันและกัน และนำไปสู่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ" โกลเทียร์ กล่าว
5 รูปแบบ รักกับเพื่อนร่วมงาน
ลองมาเช็กดูสิว่า สำหรับความรักของในที่ทำงานของคุณนั้น อยู่ในแบบไหนกันแน่…
1. แอบปิ๊งเพื่อนร่วมงาน
คุณอาจจะปิ๊งเขาตั้งแต่วันแรกเจอ หรือค่อย ๆ สนิทสนมจากการทำงานร่วมกัน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการแอบรักฝ่ายเดียว ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูกรักก็อย่าไปทำให้เขาชีช้ำหัวใจ หรือด่าว่าเขาให้หยุดรักคุณเลย เพราะอย่างไรก็ต้องเจอหน้ากันทุกวัน หาทางปฏิเสธเขาอย่างสุภาพดีกว่า แต่ถ้าคุณเป็นฝ่ายไปแอบชอบเขาเสียเอง แล้วรู้ว่าเขาไม่เล่นด้วยก็อย่าไปตื๊อเขาอีกเลย เรื่องของหัวใจบังคับกันไม่ได้หรอกค่ะ
2. เป็นแฟนกัน
เมื่อในวันที่คุณและเขาต่างมีความ รู้สึกเดียวกัน ก็ขยับความสัมพันธ์จากเพื่อนไปเป็นแฟนได้ไม่ยาก ซึ่งความรักแบบนี้ มักเกิดกับพนักงานใหม่ ๆ หรือพนักงานที่อายุไม่มากนัก เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของการทำงานและช่วงของการเรียนรู้นิสัยของกันและกัน รักจะหวานโรแมนติกจนใคร ๆ พากันอิจฉาเลยทีเดียว
3. เป็นสามีภรรยากัน
รูปแบบนี้มักเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ ที่เป็นแฟนมาก่อน แล้วลงหลักปักฐานแต่งงานกันเรียบร้อย ซึ่งความรักสไตล์นี้ นับได้ว่ามีผลกระทบต่ออาชีพการงานรุนแรงมากกว่าการเป็นแฟนกันเสียอีก เพราะความสัมพันธ์แบบสามีภรรยานั้น ลึกซึ้งและผูกพันกันมากกว่า ระหองระแหงกันง่าย และมีเรื่องของลำเอียงเข้ามาเกี่ยวได้มาก คุณต้องระวังวางตัวในการทำงานให้ดี อย่าให้ใครมาว่าคุณได้ละ
4. แอบเป็นมือที่สาม
รักกันแบบนี้ ขอบอกว่าน่ากลัวมากค่ะ เพราะถ้าคุณแอบไปกิ๊กกับคนที่มีเจ้าของแล้ว ไม่ว่าเขาจะมีแฟนหรือแต่งงานแล้วก็ตาม ถ้าใครต่อใครในออฟฟิศรู้ว่าคุณกับเขาคบกันแบบไหน รับรองได้ว่าคุณได้เกรียมแน่ โดนเม้าท์ โดนว่า เผลอ ๆ โดนประจานอีก และถ้าอีกฝ่ายแต่งงานแล้ว ไม่ใช่แค่กิ๊กนะคะ คุณกลับได้ขึ้นชื่อเป็นถึงชู้เลยทีเดียว เห็นแบบนี้แล้ว ถอยห่างดีกว่ากับความสัมพันธ์รูปแบบนี้ค่ะ
5. เจ้านายกับลูกน้อง
สัมพันธ์รักแบบนี้ส่งผลทั้งตัวบุคคล และองค์กรรุนแรงที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็อยากรู้อยากเห็น อยากเอาไปเม้าท์ รวมทั้งยังเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่การงาน การเลื่อนขั้นด้วย ถ้าคุณรักกับเจ้านาย อย่าแสดงตนว่าเหนือกว่าคนอื่น อย่าใช้ความรักมาเป็นบันไดก้าวสู่ความสำเร็จให้กับคนรักของตัวเอง
Woman Plus

คนที่ใช่ อาจไม่ใช่คนที่หัวใจรัก

คนที่ใช่ อาจไม่ใช่คนที่หัวใจรัก

การพบกันครั้งแรกแล้วเกิดอาการ "ตกหลุมรัก" ไม่ได้หมายความว่า "เรารักเขา" เราแค่ชอบเขา ในแบบที่เราคิดว่าเขาน่าจะ "ใช่" สำหรับเรา เพราะมันมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ก่อนจะรู้สึกได้ว่า "รัก" เมื่อคนสองคนได้พบเจอกัน
เป็นไปไม่ได้หรอกว่าจะ "รัก" กันได้ตั้งแต่แรกเห็น แม้ว่าจะมีคำที่ใช้กับอาการแบบนี้ว่า "ตกหลุมรัก" แต่ความรู้สึกนั้นมันไม่ได้เรียกว่า "รัก" หรอก มันสมควรจะเรียกว่าความ "ชอบ" มากกว่า เมื่อมีความชอบ ความถูกใจในฝ่ายตรงข้าม ความสัมพันธ์ที่มากขึ้นก็พัฒนาไปเป็นความรัก เมื่อความรักเกิดขึ้น ก็มีความผูกพันตามมา เป็นวัฏจักรของความรัก ที่ทุกชีวิตล้วนต้องเจอ
บางคน...พอได้เรียนรู้นิสัยใจคอของอีกฝ่าย กลับไม่เป็นไปตามที่ใจคิด รูปลักษณ์นอกกายต่างจากจิตใจภายใน บางคน...โชคดีได้เจอคนที่ใช่และชอบ ตรงตามที่ฝันไว้ เป็นคนรักในอุดมคติ ในที่สุดความรู้สึก "รัก" ก็ก่อตัวอย่างเต็มรูปแบบ...แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่าว่า ไม่มีใครดีพร้อมในตัวไปหมดทุกอย่าง
เราเริ่มรักเขา แต่ขณะเดียวกัน เขาอาจจะแค่ "ชอบ" เราอยู่ก็ได้ เราคิดว่าตัวเรา "ดี" สำหรับเขาแล้ว แต่ก็ย่อมมีคนที่ "ดีกว่า" เราอีกหลายคน คนบางคนรักกันได้ แต่ไม่ได้รู้สึกชอบตั้งแต่แรกเห็น อาจจะพัฒนามาจากความเป็นเพื่อน บางคนพัฒนามาจากคนรู้จัก ที่พูดคุยกันแทบนับคำได้
เห็นไหม...ความรักต้องใช้ระยะเวลา ในการเจริญงอกงาม ดังนั้น...ถ้าเราพบเจอใครที่คิดว่า "ใช่" อย่าเพิ่งรีบใส่คำว่า "รัก" ในหัวใจของเราเลย เพราะนิสัยใจคอของเขา เราเองก็ยังไม่รู้จักดีพอ ค่อย ๆ ใช้เวลาพูดคุย ทำความรู้จัก และเรียนรู้กันไปดีกว่า เพราะหากถึงวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่า "เขายังไม่ใช่" และเขาก็รู้สึกกับเราเหมือนกันว่า "เรายังไม่ใช่" คำว่า "ลาจาก" จะได้ไม่ทำให้เราเจ็บปวดมากนัก
ถ้าความรักเกิดขึ้นง่าย ๆ ในระยะเวลาอันสั้น ๆ โลกนี้คงมีแต่คนสมหวังในความรักเต็มไปหมด และความรักก็คงไม่ใช่สิ่งที่สวยงามและน่าค้นหาอีกต่อไป "ความรัก" ต้องอาศัยกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

อักขระบันเทิง

อยู่ได้ไหม... ถ้าไม่แต่งงาน

อยู่ได้ไหม... ถ้าไม่แต่งงาน

มีหลายคนชักสงสัยว่า "ทำไมทุกคนต้องมีแฟน?"..."ไม่มีแฟน จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ไหม?"
คนที่ถามส่วนใหญ่ ก็มักจะเป็นคนที่ยังไม่มีแฟน หรือมีแล้วแต่อกหัก เลิกกันไปแล้ว กำลังอยู่ในช่วงทำใจ แต่ก็ยังคิดมากอยู่ เหมือนพยายามใช้ชีวิตอยู่ให้ได้โดยปราศจากเขา
สำหรับคนที่ยังไม่มีแฟน แล้วมองเห็นคู่รักผ่านสายตาไปหลาย ๆ คู่ ข้อสงสัยนี้มักเกิดจาก อาการอิจฉาริษยาเขา ในใจลึก ๆ ก็อยากมีกับเขาบ้าง แต่ไม่มี ก็เลยพยายามคิดว่า ถ้าเกิดเราไม่มีแฟน เราควรจะใช้ชีวิตอยู่ให้ได้ แต่จะอยู่ยังไง แก่ไปจะเป็นยังไง จริง ๆ แล้วอยู่ได้จริงหรือไม่ นั่นคืออาการไม่แน่ใจ ลังเลใจ
ถ้าถามฉัน แล้วฉันตอบว่า "อยู่ได้" หลายคนก็อาจจะคิดว่า มันเป็นการปลอบใจชัด ๆ เหมือนให้กำลังใจตัวเองว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร เราก็มีความสุขดีอยู่นี่ ใช้ชีวิตให้สุขกับสิ่งอื่นได้อีกถมเถไป ครอบครัว การงาน เพื่อนฝูง หรือมีความสุขกับการท่องเที่ยว งานอดิเรก สัตว์เลี้ยงต้นไม้ มันก็มีความสุขอยู่ในแต่ละวันได้ แม้จะเป็นรักที่ต่างกัน แต่ถ้าพูดถึงอนาคตไกล ๆ ล่ะ
ถ้าถามฉัน แล้วฉันตอบว่า "อยู่ได้...แต่อย่าไปคิดมาก อย่าเห็นคนอื่นมีครอบครัวแล้วมาเปรียบเทียบกับตัวเองแล้ทุกข์ อย่าเหงา...แล้วจะอยู่ได้" คงมีคนขำ และถ่มน้ำลายใส่ฉัน "ใครจะไปทำอย่างนั้นได้วะ? ไม่ใช่พระใช่ชีนี่ ถึงทำใจได้ มันก็ต้องคิดกันบ้างล่ะ" นี่แหละ...คือคำตอบของปัญหาข้างบน
"อาการอยู่ได้หรือไม่? มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำตอบของฉันหรอกนะ มันขึ้นอยู่กันว่า คุณเข้าใจตัวเองมากน้อยแค่ไหน? คุณทำใจ และคุณมั่นใจในสิ่งที่คุณเป็นมากน้อยแค่ไหนต่างหาก จะอยู่ได้หรือไม่? ต้องถามใจคุณดู"
Portrait of young coupleถ้าคุณเชื่อในตัวเอง มั่นคงในตัวเอง ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ไม่ใช้ชีวิตโดยยึดติดกับมาตรฐานสังคมมากนัก คุณก็ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ขอเพียงคุณยอมรับได้ในสภาพที่คุณเป็นอยู่ แน่นอนว่า...เมื่อผ่านพ้นวัยหนึ่งไปแล้ว อะไรหลาย ๆ อย่างที่คุณเคยมีเวลาทุ่มเทให้มัน มันจะหายไป คุณต้องเผื่อใจไปกับการวางแผนว่า...เมื่อช่วงเวลาเหล่านั้นเกิดช่องว่าง
คุณจะทำอะไร? เช่น ช่วงเวลาที่คุณเคยมีกิจกรรมกับเพื่อน ๆ วันหนึ่ง เพื่อนคุณก็จะมีครอบครัวกันไป หรอกงานอดิเรกบางอย่าง คุณก็จะไม่สามารถทำมันได้อีก ในวัยที่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย คุณจะใช้เวลาเหล่านี้ทำอะไร ช่วงเวลาที่ครอบครัวสุขสันต์ คุณจะอยู่กับอะไรได้บ้าง ต่อให้คุณเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวใคร คุณก็ไม่สามารถเป็นครอบครัวเดียวกันกับเขาได้อย่างสมบูรณ์ พี่น้องคุณก็ต้องมีครอบครัวของเขา พ่อแม่คุณวันหนึ่งเขาก็ต้องจากคุณไป คุณจะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร และอยู่อย่างไร นี่คือสิ่งที่คุณต้องคิด
ถ้าคุณมีการวางแผนและมีคำตอบให้ตัวคุณเอง คุณก็ไม่ต้องกลัวเหงา มันมีบ้างที่เรารู้สึกโดดเดี่ยว แต่ถ้าคุณยังมีความสุขกับสิ่งรอบข้างและตัวคุณเองอยู่ มันจะสามารถทดแทนกันได้ แม้จะไม่สมบูรณ์เสียทีเดียวก็ตาม เพราะความรักในแต่ละรูปแบบ มันต่างการกระทำเสมอ มันไม่สามารถแทนกันได้จริง แต่มันสร้างกำลังใจให้ชีวิตได้เหมือนกัน ถ้าคุณให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นมากพอ
ฉันไม่อยากได้คำตอบว่า "อยู่ได้" ของฉัน ทำให้หลาย ๆ คนมองข้ามความรัก จากใครบางคนไป เพราะถึงยังไง ฉันก็ยังถือว่า..."การมีชีวิตคู่ มันมีความอิ่มเอมกว่าอยู่ดี" ไม่เช่นนั้น... ทำไมมนุษย์ถึงต้องมีสองเพศ? และการถือกำเนิดชีวิตใหม่...ถึงต้องใช้คนสองคน? (ตอนนี้มีหลายเพศ แต่เรากำลังพูดถึงการแต่งงาน จึงขอละไว้ก่อนนะ)
ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย หลายคนเมื่อเจอปัญหาคู่ของคนอื่น ก็มักจะเปรย ๆ กับตัวเองว่า "ไม่แต่งดีกว่าปัญหาเยอะ" หรือไม่ก็ประเภทที่แต่งไปแล้วมีปัญหา ก็มักจะบ่น ๆ ว่า "รู้อย่างนี้เป็นโสดจนตายดีกว่า" ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปได้ ฉันว่ายังไงเขาก็ยังเลือกที่จะแต่งงานอยู่ดี!
การได้ใช้ชีวิตร่วมกับใครอีกคน ซึ่งถือว่าเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเราในตอนแรก เพราะเราไม่รู้จักกันมาตั้งแต่เกิด มันเป็นสีสันหนึ่งของชีวิต มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าสงสัยสำหรับชีวิตมนุษย์ ต่อให้มีความทุกข์ หรือปัญหาเกิดขึ้น มันจะทำให้ชีวิตมีมิติมากขึ้น มีความลึก มีการเรียนรู้ มีการเคลื่อนไหว มีการเปลี่ยนแปลง จะเป็นด้านบวกหรือลบ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนตัวของแต่ละคู่ ว่าจะจัดการกับเรื่องของตัวเองยังไง?
มันเหมือนกับการเล่นเกม หลายคนชอบเพราะอยากเอาชนะมัน เมื่อเล่นแล้วก็ต้องเล่นให้ชนะ ชีวิตถูกส่งมาให้เราเล่นต่างกันตรงต้องคิดให้มากขึ้นกว่าเกมปกติ เพราะเล่นใหม่ไม่ได้ คงต้องไปเกิดใหม่ ตัวเราเป็นตัวเดินเรื่อง มันคงจะดีถ้าเรามีผู้ช่วยเก่งๆ มาช่วยเราใช้ชีวิต บางคนเลือกผิด ทำชีวิตเราพังก็มีบางคนเลือกถูก ก็พาชีวิตเราเดินไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ทุกคนล้วนถูกส่งผู้ช่วยมาให้เลือกกัน ทั้งนั้น ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ขัง คนที่มักพูดว่า "เดินคนเดียวดีกว่า" จริง ๆ แล้วเขาก็เลือก แต่ดันเลือกผิด คงไม่มีใครหรอกที่มีให้เลือกแล้วไม่เลือก ส่วนคนที่บอกว่า "ฉันไม่เห็นได้เลือกเลย ไม่เห็นเขาส่งใครมาให้ฉัน"
ถ้าคุณมองให้ดี ๆ ลองทบทวนอีกที อาจจะมีบางช่วงเสี้ยววินาทีที่คุณเดินอยู่ มีใครบางคนที่คุณคิดว่าไม่น่าไว้ใจผ่านมา คุณแค่ประเมินด้วยหางตา แล้วคุณก็รีบเดินห่าง ๆ หรือรีบผ่านเขาไป โดยไม่กล้าแม้จะเหล่ตามอง ได้เฉียดใกล้เขาไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ คนคนนั้น อาจเป็นอัศวินขี่ม้าขาว ที่จะช่วยคุณออกมาจากถ้ำมังกร ถ้าเพียงคุณให้เวลากับเขามากกว่านี้
อย่าบอกนะว่า...คุณไม่เคยเดินสวนกับใคร มาก่อนเลยในชีวิต!

หนังสือ : ชีวิต...เราเอาไงดี?
เขียนโดย : ว.แหวน




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons