วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

21.ความสัมพันธ์กันระหว่างเพลงลูกทุ่งกับศาสนพิธี

กุศลพิธี
    กุศลพิธี  แปลว่า  บุญความดี  ฉลาด  สิ่งที่ดี  กรรมดี  เป็นต้น  กรรมดีและการกระทำดี  หรือกุศลกรรม  ก็คือการกระทำที่เกิดเจตนาดี  ซึ่งต่างจากอกุศลกรรมคือการทำชั่ว  เป็นเจตนาที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับทุกข์    เจตนาดีและเจตนาชั่วนั้นเกิดขึ้นในใจ  การพิจารณาว่าเจตนาใดเป็นเจตนาดีหรือชั่วจึงต้องพิจารณาถึงสภาวะในใจว่า  มีเหตุผลแห่งเจตนาเป็นกุศลหรืออกุศล (พระมหาเอกนรินทร์)   เรื่องนี้  พระเทพเทวี  ได้ตีความกุศลและอกุศลเอาไว้ว่า
    “...กุศลและอกุศล  เป็นสภาวะที่เกิดในจิตใจและมีผลต่อจิตใจก่อนแล้ว  จึงมีผลต่อบุคลิกภาพ   และแสดงผลนั้นออกมาภายนอก  ความหมายของกุศลและอกุศลจึงเพ่งไปที่พื้นฐาน   คือเนื้อหาสาระและความเป็นไปภายในจิตใจเป็นหลัก...กุศล  แปลตามศัพท์ว่า  ฉลาด  ชำนาญ  สบาย  เชื่อหรือ  เกื้อกูล  เหมาะ  ดีงาม  เป็นบุญ  คล่องแคล่ว  ตัดโรคหรือสิ่งชั่วร้ายที่น่ารังเกียจ  ส่วนอกุศล  ก็แปลว่า  สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล   หรือตรงข้ามกันกับกุศล  เช่นว่า  ไม่ฉลาดไม่สบาย   เป็นต้น  (พระเทพเวที)
    พิธีมงคลบวชนาคเป็นพิธีมโหฬาร  และสำคัญสำหรับชาวไทยผู้เป็นผู้พุทธศาสนิกชนและผู้ที่จะมานั้นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธี  คือ
    ๑)  ระเบียบการกราบไหว้
    ๒)  ระเบียบการกรวดน้ำ
    ๓)  ระเบียบการรับประทาน
    เมื่อใกล้วันบวชตามนิยมกันทั่วไป  ผู้ที่จะบวชต้องมีดอกไม้  ธูปเทียน  เที่ยวลาญาติพี่น้องและญาติผู้ใหญ่  ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ  เป็นการแสดงความเคารพและขอขมากรรมที่ได้พลาดพลั้งล่วงเกินทั้งต่อหน้าและลับหลัง  ญาติพี่น้องและญาติผู้ใหญ่นั้น  ก็ขอรับขมาพร้อมกับให้พรบทเพลงลูกทุ่งได้กล่าวถึงเรื่องขอลาบวช  เช่น
    “...พวกพ้องน้องพี่ลาทีลาก่อน   ผมบวชแน่นอน  บอกกันต่อไป  ผมเคยโกรธเคืองมีเรื่องกับใคร  จงโปรดอภัยอโหสิกรรม
    ลาแล้วความรักอกหักหลายหนพ่อนาคคนจนต้องฝังใจว่ากุศลบุญช่วยหนุนน้อมนำ...”
        (บวชนาค  :  ไวพจน์   เพชรสุพรรณ)
    การบวชนาคทำให้พ่อแม่ปีติยินดีทำให้ท่านสบายใจ  เพราะการบวชเป็นการสนองคุณทางจิตใจของท่าน  สิ่งที่จะทำให้พ่อแม่โดยทั่วไปดีใจนั้นคงไม่มีอะไรเกินกว่าได้เห็นลูกเป็นคนดีดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง
    การบวชเป็นพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาย่อมช่วยให้ได้รับความสุขปีติยินดี ความสุขใจที่ได้เห็นลูกอยู่ในร่มเงาผ้ากาสาวพัสตร์ย่อมช่วยต่อชีวิตของผู้นั้นให้ยืนยาว(พระครูปลัดสุวัฒนพรหมคุณ) 
    บทเพลงลูกทุ่งที่กล่าวถึงกุศลเจตนาที่นาคได้ทำได้ทำต่อบุพพการีคือพ่อแม่  ดังเพลงว่า
    “ศรี  ศรี  วันนี้  ฤกษ์ดีมงคล  พ่อนาคเอ๋ย  เธอจะได้ทำ
    การบรรพชานับว่าเป็นบุญกุศลเจตนา  ที่พ่อนาคมีต่อผู้มี
    บุพพการี  คือบิดามารดาขอให้สุโขภิญโญสโมสร  ดังจะให้
    สุนทรพรรณนา
    พ่อนาคเอ๋ย  ฟังเอื้อนเอ่ยวาจา  วันนี้เธอบรรพชาใน
    ศาสนาพระพุทธองค์  โกนคิ้ว  โกนผม  ปลดปลงสละกิเลส
    ไปเป็นเพศสงฆ์ศิษย์องค์พระศาสดา
    ประเพณีบรรพชา  มีแต่ครั้งโบราณ  ดำรงคงยืนมานาน
    จึงเป็นการสมควรที่พ่อนาคเอ๋ย  เธอได้โอกาสฤกษ์ดี”
    (พ่อนาคเอ๋ย  :  ไพบูลย์  บุตรขัน)
    เมื่อพระอุปัชฌาย์กำหนดวันเวลาบวชให้แน่นอนแล้ว  เจ้าภาพจะต้องจัดแจงเตรียมหาเครื่องบริขารไว้ให้ครบ  เครื่องบริขารที่จำเป็นต้องใช้ในการบวชซึ่งจะขาดเสียมิได้มีอยู่  ๘  อย่าง  เรียกว่า  อัฎฐบริขารกล่าวคือ  บาตร  อันตรวาสก  ผ้าสบง  อุตราสงค์  ผ้าจีวร  สังฆาฎิ  ผ้าห่มซ้อน  กายพันธนะ  ผ้าประคตเอว  ปริสสาวนะ  ผ้ากรองน้ำ  สูจิเข็ม  พร้อมด้วย  วาสี  มีดพับหรือมีดโกน
    บทเพลงลูกทุ่ง  กล่าวถึงการที่ต้องใช้เงินซื้อบาตรและผ้าไตรของนาคคนจน  พร้อมกับบอกกล่าวให้คนมาร่วมงานกุศล  คือ  การบวชดังบทเพลงว่า
    “...ช้ำเหลือทน  แม่ผมจนขาดคนที่เหลียวมอง  ใคร
    เล่ากอดเงินทอง  เหลียวมองจงอย่าทำขรึม  ให้ขอยืมเงินก่อน
    สึกเมื่อใดผมจะใช้เงินผ่อน  จะคราดไถนาดอน  ขอยืมเงิน
    ก่อนได้ไหม
    ใช้หลายบาทเลี้ยงญาติ  ซื้อบาตร  และซื้อผ้าไตร  ขอแผ่
    กุศลทั่วไป  นาคกำพร้าเมืองไทย ขอจงอย่าได้ตัดรอน
    ขอวอนมาร่วมกุศลบวชคนจนกัน  ได้แว่วเสียงแตร  ผมจะ
    แลหาใคร  บวชปีนี้วันใด  ขอเชิญชาวไร่ชาวนา”
        (ขอยืมเงินบวช  :  จิ๋ว  พิจิตร)
    เทศกาลเข้าพรรษาเป็นฤดูกาลที่พุทธศาสนิกชนมีโอกาสได้
บำเพ็ยกุศลมากที่สุดคือครบทั้ง  ๓  พิธี  ได้แก่บุญพิธี  และทานพิธีพอถึงเทศกาลเข้าพรรษา  พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าจะมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษที่จะบำเพ็ยกุศล  บางพวกก็บำเพ็ญกุศลพิธี  คือการอบรม  พัฒนาจิตใจตนเองให้มีคุณธรรมประจำใจที่สูงขึ้น   ได้แก่  การบวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณร  บางพวกก็เริ่มสมาทานรักษาศีล  ๕   และอุโบสถศีลตลอดพรรษาบางพวกก็ตั้งสัจจะอธิษฐานของดเว้นอบายมุข  เช่น  สุรา  การพนัน  สิ่งเสพย์ติดบางชนิดนับว่าเทศกาลเข้าพรรษาเป็นพิธีกรรมที่สามารถลดอบายมุขลงได้
    บทเพลงลูกทุ่ง  กล่าวถึง  การปลูกศรัทธาในการชัดชวนกันไปทำบุญที่วัดและเมื่อถึงวันสำคัฯญในทางพระพุทธศาสนาก็ชักชวนกันไปเวียนเทียนที่วัดเพื่อเป็นพุทธบูชา  ธรรมบูชา  สังฆบูชา  อันหมายถึง  กุศลพิธี  ดังบทเพลงว่า
    “พี่น้องทั่วไปร่วมใจช่วยกัน        วันนี้เป็นวันเข้าพรรษา
    เข้าหรือออกก็บอกบุญมา    ให้ร่วมศรัทธากันทั่วเมืองไทย
    วัดมีมากมายอยู่หลายตำบล        ทางวัดรอคนศรัทธาเลื่อมใส
    ทำบุญกันบ้างว่างว่างก็ไป        วัดเหนือวัดใต้ก็ไปทำบุญ
    วันนี้ตั้งใจจะไปชวนแฟน    เพื่อหาคะแนนมาช่วยเกื้อหนุน
    ร่วมเรียงเคียงใกล้ร่วมใจเจือจุน    ช่วยสมทบทุนด้วยใจศรัทธา
    ทำบุญที่ไหนก็ไปด้วยกัน    วันที่สำคัญทางศาสนา
    คิดถึงความหลังที่นั่งมองตา    อยู่บนศาลาทำบุญร่วมกัน
    เราสบตากันสวรรค์นำส่ง    ก็เลยตกลงมีความสัมพันธ์
    ต่างคนต่างอยู่ต่างรู้ใจกัน    ยังไม่ถึงวันที่ร่วมวิวาห์
    ใครใครก็ชมว่าสมกันดี    พ่อแม่ปรานีไม่เคยกันท่า
    เหมือนคู่บุญอบอุ่นหัวใจ    ไปไหนก็ไปทั้งน้องและพี่
    วันไหนวันว่างเราสร้างความดี    ทำตามหน้าที่การงานเรื่อยมา
    ตั้งใจแน่วแน่ไม่แปรผันเปลี่ยน    จะไปเวียนเทียนวันเข้าพรรษา
    ขอให้ผลบุญเกื้อหนุนนำพา    เป็นคู่วิวาห์ชื่นชมสมปอง”
            (เพลงรักเข้าพรรษา : ขับร้อง  พิมพา  พรศิริ)

bandonradio

20.ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนพิธีกับผญาอีสาน 2

บุญพิธี
    การทำบุญในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนพากันปฏิบัติทั่วไป  ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นความพยายามองชาวพุทธที่จะปฏบัติตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์  คือการทำความดีหรือบุญให้ถึงพร้อม  เพื่อเป็นการปูพื้นฐานแก่คุณธรรมที่สูงขึ้นไป
    พจนานุกรมฉบันราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของคำว่า “บุญ” ว่าบุญคือเครื่องชำระสันดาน, ความดี , กุศล , ความสุข,
    อย่างไรก็ดี บุญนี้เมื่อว่าโดยความเป็นสาเหตุหรือเป็นชื่อของเหตุคือ ข้อปฏิบัติอันบุคคลจะต้องปฏิบัติ, ต้องทำ, ต้องบำเพ็ญ, ต้องเจริญ, ต้องประพฤติ เมื่อกล่าวโดยความเป็นผลหรือเป็นชื่อของผลบุญ  ก็คือความสุขอันเกิดแต่บุญ เช่น บุญส่งผลให้มีทรัพย์ มียศ มีผิวพรรณงดงามเป็นต้น  สมด้วยพุทธภาษิตที่มาในจตุตถปัณณาสก์  จตุกนิบาต  อังคุตตนิกาย  พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบถึงความแตกต่างกันของมนุษย์เป็นด้วยมูลเหตุดังข้อความว่า
“มัลลิกา  มาตุคามบางคนในโลกนี้  เป็นคนขี้โกรธ  มากด้วยความอึดอัด  ถึงถูกว่าเพียงเล็กน้อยก็ขัดใจ  ก็โกรธก็ปองร้ายก็ตั้งตัวเป็นข้าศึกกระทำความโกรธ  ความฉุนเฉียว  ความไม่ดีใจให้ปรากฏ  ทั้งเข้าไม่ได้ให้ทาน  ข้าวน้ำ  เครื่องนุ่งห่มยานพาหนะ  ดอกไม้ของหอมเครื่องย้อมทา  ที่นอนที่อาศัย  ประทีปดวงไฟแก่สมณพราหณ์  ทั้งเป็นคนมีความริษยาคือไม่ยินดีต่อลาภสักการะความเคารพนับถือกราบไหว้บูชาที่ผู้อื่นได้  ถ้าเขาตายแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  เขาก็มีผิวพรรณรูปร่างไม่สวยงามทั้งเป็นคนยากจนขัดสน  มียศศักดิ์น้อย
    

            มาตุคามบางคนเป็นคนขี้โกรธ  มากไปด้วยความอึดอัด  ถูกว่าเพียงเล็กน้อยขัดใจก็โกรธ  ก็ปองร้ายก็ตั้งตัวเป็นข้าศึก  กระทำความโกรธ  ความฉุนเฉียวความไม่ดีใจให้ปรากฏ  แต่เขาได้ให้ทาน  ข้าวน้ำ  เครื่องนุ่งห่ม  ยานพาหนะ  ดอกไม้ของหอมเครื่องย้อมทา  ที่นอน  ที่อาศัย  ประทีปดวงไฟแก่สมณพราหมณ์  และไม่ความริษยาใคร  เวลาเขาตายแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์  ก็มีผิวพรรณรูปร่างไม่สวยงาม  แต่เป็นคนมั่งมี  มียศศักดิ์มาก  บางคนเป็นคนไม่ขี้โกรธ  ไม่มากไปด้วยความอึดอัด  ถึงถูกว่ามากก็ไม่ขัดใย  โกรธ  ไม่ปองร้าย  ไม่ตั้งตัวเป็นข้าศึกไม่กรทำความโกรธ  ความโกรธ  ความฉุนเฉียว  ความไม่ดีใจให้ปรากฏ  แต่ไม่ได้ให้ทานข้าวน้ำ  เครื่องนุ่งห่ม  ยานพาหนะ  ดอกไม้ของหอม  เครื่องย้อมทา  ที่นอน  ที่อยู่อาศัย  ประทีปดวงไฟแก่สมณพราหมณ์เลย  ทั้งมีความริษยา  ไม่ยินดีต่อลาภสักการะ  ความเคารพนับถือความกราบไหว้บูชาที่ผู้อื่นได้  ถ้าเขามาเกิดเป็นมนุษย์นี้อีก  เขาก็มีรูปร่างผิวพรรณวรรณะสวยงาม  แต่ยากจนขัดสน  มียศศักดิ์น้อย  มาตุคามบางคนเป็นคนไม่ขี้โกรธ  ไม่มากไปด้วยความอึดอัด  ถึงถูกว่ากล่าวมากก็ไม่ขัดใจ  ไม่โกรธ  ไม่ปองร้าย  ไม่ตั้งตัวเป็นข้าศึก  ไม่กระทำความโกรธ  ความฉุนเฉียว  ความไม่ดีใจให้ปรากฏ  ทั้งได้ให้ทานข้าวน้ำ  เครื่องนุ่งห่มยานพาหนะ  ดอกไม้ของหอม  เครื่องย้อมทา  ที่นอน  ที่อาศัย  ประทีปดวงไฟ  แก่สมณพรหมณ์  และไม่มีความริษยาผู้อื่น  ถ้าเขามาเกิดเป็นมนุษย์นี้อีกเขาก็มีรูปร่างผิวพรรณสวยงาม  เป็นคนมั่งมี  เป็นคนมียศศักดิ์มาก ฯ 
       อันนี้แหละมัลลิกาเป็นเหตุ  เป็นปัจจัยให้มาตุคามบางคนมีรูปร่างผิวพรรณวรรณะไม่สวยงาม  เป็นคนยากจนขัดสน  มีทรัพย์ยศน้อยให้มาตุคามบางคนมีรูปร่างผิวพรรณไม่สวยงาม  แต่มั่งมี  มียศศักดิ์มาก  ให้มาตุคามบางคนมีรูปร่างผิวพรรณสวยงาม  แต่ยากจนขัดสน  ไม่มียศศักดิ์  ให้มาตุคามบางคนมีรูปร่างผิวพรรณสวยงามด้วย  มั่งมีด้วย  มียศศักดิ์มากด้วย
       เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนี้แล้วพระนางมัลลิการาชเทวีก็ทูลว่า  เมื่อชาติก่อนหม่อมฉันคงเป็นคนคนไม่ขี้โกรธ  มาชาตินี้จึงไม่สวยงาม  เมื่อชาติก่อนหม่อมฉันคงได้ให้ทานไว้  มาชาตินี้หม่อมฉันจึงมีทรัพย์สมบัติมาก  เมื่อก่อนหม่อมฉันคงไม่ได้ริษยาใคร  มาชาตินี้จึงมียศศักดิ์มาก  ถึงหม่อมฉันเกิดในตระกูลต่ำ  ไม่ใช่ตระกูลกษัตริย์พราหมณ์คฤบดีหม่อมฉันก็ยังได้เป็นใหญ่กว่านางกษัตริย์  นางพราหมณ์  นางคฤบดีอีก  นับแต่วันนี้ไปหม่อมฉันจะไม่ขี้โกรธจักยินดีถวายทาน จักไม่ริษยาใคร  พระเจ้าข้า  พระไตร/21/275
   

บางครั้งคำว่าบุญ ก็ใช้คู่กันกับคำว่า “บุญกุศล” ก็มีเป็น “บุญกิริยา” ก็มี และใช้เป็นกรณียกิจคือกิจอันพึงกระทำก็มี  แม้จะใช้คู่กันกับคำอื่นดังกล่าวมา  แต่ความหมายก็คงไม่ผิดแผกแตกต่างกันออกไปเท่าไรนัก  คงหมายถึงความดีอันเป็นเครื่องยังจิตใจ กาย วาจาของผู้ประพฤติปฏิบัติให้สะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง
    คำสอนอีสาน  กล่าวถึงวิธีการทำบุญไว้อย่างมากมายและสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของชาวอีสานที่ยังมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  คำสอนเหล่านี้ได้สะท้อนถึงแนวความเชื่อของคนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี  ตลอดถึงคติธรรมต่างๆที่กล่าวสอนให้รู้ว่าบาปบุญ นรกสวรรค์ไว้อย่างมากมาย  สำหรับในเรื่องนี้มักจะเน้นพิธีอันเกิดจากอิทธิพลทางวรรณกรรมในพระพุทธศาสนาที่ส่งผลให้เกิดพิธีกรรมต่างๆ เช่น การบวช การทำบุญตักบาต ในเทศกาลต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ ทอดผ้าป่า กฐิน สงกรานต์ ลอยกระทงเป็น
 

  ๑.๒.๑  การบำเพ็ญบุญที่ปรากฏในวรรณกรรมอีสาน
    วัดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้หรับชาวบ้าน  ความยึดมั่นในพระพุทธศาสนามาเช่นนี้สังคมเมืองหลวงปัจจุบันลดน้อยลงไป  แต่ในชนบทยังคงมีความผูกพันกันวัดอย่างใกล้ชิด  เพราะในสังคมชนบทเป็นสังคมเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ต้องการความหรูหรา  ฟุ่มเฟือยมากมายอะไร  ซึ่งก็เป็นผลมาจากคำสอนในพระพุทธศาสนาที่สั่งสอนให้คนเรารู้จักคำว่าพอเพียงแก่ฐานะของตนเอง  คือมีความมักน้อยสันโดษตามมีตามได้แห่งตนเอง
(…ใสสุภาษิตไป)
สำหรับสังคมชาวอีสานโดยทั่วไปมีประเพณีประจำท้องถิ่นที่พากันยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ในอดีตจนกระทั้งถึงปัจจุบัน ชาวอีสานรู้จักกันดีว่า ฮีตสิบสองครองสิบสี่(จารีตประเพณีทำบุญสิบสองเดือน) 
   
๑) พิธีทำบุญมงคล
    ในสังคมชนบทวันธรรมสวนะหรือวันพระเป็นเสมือนตารางเรียนของชาวพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปเพราะเป็นการกำหนดตายตัวแน่นอนว่า  เมื่อถึงวันธรรมสวนะ  พุทธศาสนิกชนจะต้องหยุดงานประจำวันแล้วพากันไปวัด  เพื่อทำบุญกุศล คือการรักษาศีลและฟังธรรม เรียกว่าบุญพิธี  เพื่อทำกาย  วาจา และใจให้สงบ  และขัดเกลากิเลสให้เบาบางลง  บางคนก็ได้รับการพัฒนาจิตใจสูงขึ้นจนเกิดศรัทธาอาจหาญ  สามารถละโลกียสุขเสียได้  อันเป็นไปเพื่อหิตประโยชน์  คำสอนในของชาวอีสานนั้นมักจะแสดงออกถึงการการบำเพ็ญบุญในลักษณะต่างๆซึ่งมีคำสอนโบราณอีสานที่คุณย่ามักจะกล่าวสอนลูกหลานเสมอๆให้รู้รักทำบุญรักษาศีลว่าจะมีอานิสงส์มากซึ่งจะส่งผลให้ถึงฝั่งพระนิพพานได้ดังคำสอนว่า
    “บัดนี้ย่าสิพาพวกเจ้าตกแต่งกองบุญ    มื้อนี้เป็นวันศีลเวียกเฮาเซาไว้
    ย่าสิไปไหว้ยาครูสังฆราชเจ้า        ไปตักบาตรแลหยาดน้ำฟังเจ้าเทศนา
    ไปฮักษาศีลสร้างภาวนานำเพิ่น        ให้พวกเจ้าพี่น้องจำไว้ย่าสิสอน
    เพิ่นว่าวันศีลนั้นให้ทำบุญตักบาตร    คันผู้ใดอยากขึ้นเมืองฟ้าให้หมั่นทาน
    ให้หมั่นทำขัวข้วมยมนาให้ม้มฝั่ง    หวังนิพพานไจ้ไจ้ปานนั้นจิ่งเผื่อพอ”106
หรืออีกนัยหนึ่งที่ชาวอีสานมักจะเห็นความสำคัญของพระศาสนามาก  ถึงกับว่าจะไปที่ไหนจะต้องฝากให้ผู้อยู่บ้านได้ช่วยดูแลส่งอาหารแก่พระสงฆ์ผู้อยู่วัด  อย่าปล่อยให้ท่านไม่ได้ฉันภัตตาหารเพล  การไปวัดของชาวบ้านมักจะเรียกว่าไปจังหัน  ก็คือการนำอาหารไปถวายพระสงฆ์ ดังคำสอนที่ว่า
    “คันแม่นเจ้าไปบ้านใต้ขอฝากห่อเกลือ      คันแม่นเจ้าไปบ้านเหนือของฝากห่อข้าว
      คันเจ้า    อยู่บ้านขอฝากจังหัน   พร้อมทั้งของพาเพลแก่หมู่สังโฆเจ้า   คันแม่นทุกข์ยากฮ้ายขอฝาก    แลงงาย   บ่ฮอนลืมศีลธรรมหมั่นเพียรฮักษาไว้  บ่ฮอนไลลืมถิ่มครองธรรมศีลเก่า  ครอง    พระพุทธเจ้าเฮาได้สั่งสอน  แม่นสิท่วมและแล้งปากแหว่งบ่สมบูรณ์  ประเพณีเฮาทำบุญ    พ่อแม่เฮาบ่เคยถิ่ม  เอาความดีเป็นลิ่มสลักใจให้ชมซื่น  สามัคคีกันยึดไว้บ่เคยถิ่มฮีตครองมุยๆฆ้องสังโฆป่าวประการความดี  ยามวันศีลวันพระบาปบุญให้หวนฮู้  พวกผู้ญ่าครูเฒ่าปฏิบัติธรรมเพียรพร่ำ  เป็นผู้นำส่องให้จิตได้แจ่มใส
จากลักษณะคำสอนของชาวอีสานสะท้องถึงความห่วงพระศาสนามาก  กลัวว่าพระสงฆ์จะลำบากสะท้อนให้เห็นประเพณีวัฒนธรรมที่พ่อแม่รักษาพระศาสนามาให้ได้  และยังมีการบำเพ็ญบุญกุศลแก่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี การทำบุญนี้อาจจะแยกประเภทได้เป็น ๒ ประเภทคือ พิธีทำบุญมงคล และพิธีทำบุญอวมงคล    พิธีทำบุญในงานที่เป็นมงคลนี้  ส่วนใหญ่ชาวพุทธจะรู้จักและเข้าใจพิธีกรรมอยู่แล้ว  เพราะโดยทั่วๆไปก็มีหลักบุญกิริยาวัตถุ คือ
    ทานมัย        บุญสำเร็จด้วยการให้ปันสิ่งของเป็นทาน
    สีลมัย        บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
    ภาวนามัย    บุญสำเร็จทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือการฝึกอบรมจิตใจ
    ตามนัยแห่งการทำบุญสามแบบนี้  การทำบุญซึ่งเป็นหลักบำเพ็ญความดีและทำในกรณีต่างๆกันตามเหตุที่ปรารภจึงเกิดพิธีกรรมขึ้นหลายประการเมื่อพิธีกรรมใด  เป็นที่นิยมและรับรองปฏิบัติสืบๆกันมาจนเป็นประเพณี  พิธีกรรมนั้นก็กลายเป็นศาสนาพิธีขึ้น (….) วรรณคดีอีสานได้กล่าวถึงพิธีทำบุญงานคลอยู่หลายเรื่อง  ส่วนมากจะเป็นฮีตสิบสองเดือนซึ่งเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชาวอีสาน
    
    วรรณกรรมคำสอนอีสาน  สะท้อนให้เห็นถึงการยึดมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนา  มีศรัทธาจึงต้องทำบุญตักบาตรทุกวันเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาก็จะพากันเข้าวันทั้งข้าราชการและประชาชนทั่วไป ตลอดถึงหนุ่มสาวก็มีโอกาสได้ไปทำบุญและอธิษฐานรักด้วยกันและสอนให้รู้จักฟังธรรมด้วยใจศรัทธาอย่าไม่เล่นหูเล่นตากับชายหนุ่มเดียวบุญไม่ได้เต็มที่
    ยามเมื่อมหาเณรน้อยตั้งสูตรมหาชัย    ให้เจ้ายอกระพุ่มมือใส่หัวประสงค์น้อม
    ผายแผ่บุญโตสร้างสนองคุณพ่อแม่    อย่าได้เห็นแก่เว้าเชิงชู้สวากเสน่ห์
    คำปากยังกล่าวต้านเรียกว่าเอาบุญ        ใจเล่ายังพาโลกล่าวคำเซิงชู้
    บุญบ่มีหวังค้างคาตัวพอถองคีงแล้ว    อาบน้ำเจ้าบ่ตั้งต่ออันนั้นใจวอนแวนรีบ
    เอาบุญมาค่ำว่าได้บาปร้ายกรรมต้องตื่มเลิง

    เมื่อมีการทำบุญก็จะได้มีการบูชาเคารพพระรัตนตรัย  พระรัตนตรัยนั้นเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่ลึกซึ้งที่สุดในทางจิตใจ  เมื่อเราเข้าถึงพระรัตนตรัยแล้ว  จิตใจก็จะมีความเข็มแข็งมีศรัทธาแรงกล้าในการสร้างความดีต่อๆไปอีก ซึ่งบุญจะส่งผลให้เกิดความสงบร่มเย็นขึ้นแก่ตนเอง
    อันนี้เป็นบุญแท้ของเฮาให้ตั้งต่อหลายเอย    คันว่าบุญบ่ให้เขาสิใช้แต่เฮา
    บุญมีได้เป็นนายใช้เพิ่น                คอยแต่บุญมาค้ำบ่ทำการมันบ่แม่น
    คอยแต่บุญส่งให้มันสิได้ฮ่อมใด            คือจั่งเฮามีข้าวบ่เอากินมันบ่อิ่ม
    มีลาบคันบ่เอาข้าวคุ้ยทางท้องก็บ่เต็ม107

bandonradio

19. ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนพิธีกับผญาอีสาน


๒.๒.ผญาภาษิตอีสานโดยสังเขป
ภูมิหลัง
วิถีชีวิตของคนแต่ละท้องถิ่นในปัจจุบันย่อมมีพื้นฐานมาแต่อดีต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือถูกเรียกขานว่าภาคอีสาน  เมื่ออดีตนั้นได้อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง  ซึ่งเป็นอาณาจักรอ้ายลาวเมื่อก่อนเจริญรุ่งเรืองมาในอดีต  โดยมีอาณาเขตแผ่มาครอบคลุมตลอดดินแดนภาคอีสานในปัจจุบัน  อาทิเช่น  เวียงจันทร์  หลวงพระบาง  นครจำปาศักดิ์  ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ได้อพยพมาตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบที่ราบสูง  ต่อมาอาณาจักรล้านช้างก็เสียอิสรภาพแก่กรุงธนบุรี  ดินแดนบริเวณนี้จึงถูกแบ่งออกเป็น  ๒  ส่วน  โดยสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส  ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖  ได้ยกดินแดนอาณาจักรล้านช้าง(ลาว)  ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้เป็นของฝรั่งเศส  ส่วนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง  คือพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมดยกให้เป็นของประเทศไทย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานปัจจุบันแบ่งออกเป็น  ๑๙  จังหวัด  ดังนั้นชาวอีสานจึงเป็นชนชาติที่รวมกลุ่มกันมาแต่โบราณกาล  พร้อมทั้งมีวัฒนธรรมประเพณีตลอดถึงอักษรใช้เป็นของตนเอง  โดยเฉพาะฮีตสิบสองคลองสิบสี่  (วิมลพรรณ  ปีตธวัชชัย, ฮีตสิบสอง, (สำนักพิมพ์มหาชน,กรุงเทพฯ หน้า ๒๗)  ภาคอีสานจึงเป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย  คือบ้านเชียงจังหวัดอุดรธานีในปัจจุบัน  สิ่งเหล่านี้ยืนยันถึงความเจริญในอดีตของดินแดนบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี
วิวัฒนาการของบทผญาช่วงแรกๆนั้นเป็นแบบมุขปาฐะ(Oral tradition)  คือการจำต่อๆกันมาต่อมา  แล้วมีการแตกย่อยคำผญาออกเป็นแขนงต่างๆอีกมากมาย  คำผญานั้นเป็นภูมิปรัชญาของอีสานโดยแท้จริง  ซึ่งช่วยผสานความสามัคคีระหว่างชนเผ่าต่างๆให้เชื่อมโยงเข้ากันได้เป็นอย่างดี  ตลอดถึงช่วยเป็นเครื่องจรรโลงใจ  เนื่องจากคำผญาบ้างคำก็เป็นบทผญาที่มีมาแต่เก่าแก่  ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ  บางครั้งก็เป็นปริศนาธรรม  ซ่อนเงื่อนปุ่มประเด็นเอาไว้ให้คนคิดกัน  ส่วนมากมักจะมีความเชื่อมโยงถึงหลักธรรมในทางพุทธศาสนาเป็นสำคัญปัจจัยที่ทำให้เกิดอีกอย่างคือ ความเชื่อ  วัฒนธรรม  ประเพณี
๑ )  เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน  ซึ่งต้องเผชิญกับปัณหาต่างๆ  ทั้งสุขและทุกข์อันเกิดจากความไม่เท่าทันต่อภาวะแห่งธรรมชาติของชีวิต  จึงเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดคำประพันธ์ในเชิงนี้ออกมา  ซึ่งจะพบมากในเรื่องความรัก  ผิดหวัง  ทุกข์
๒)  เกิดขึ้นจากประเพณีที่ถือสืบๆกันมา เช่น การชุ่มนุมในงานบุญต่างๆ
๓)   เกิดขึ้นจากอิทธิพลทางศาสนา 
๔)  เกิดขึ้นมากจากความเป็นไปในสังคมและสิ่งแวดล้อมอื่น เช่น หนุ่มสาวเกี้ยวพาราสีกัน  ดังนั้นสุภาษิตจึงได้เจริญมาหลายกรณี  คือ ใช้ภาษาท้องถิ่นในการจารึก  และใช้อักษรตัวธรรมใช้บันทึกคำสอนในด้านศาสนา  และอักษรไทยน้อยใช้จารึกนิทานธรรมเรื่องต่าง ๆ  และจารึกในทางฉันทลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นภาคอีสาน  คือโคลงสาร  กาพย์  และร่าย(ฮ่าย)
๒.๑  ความหมายของผญา
ก.  ความหมายตามรูปศัพท์
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัฒนธรรม  วรรณกรรม  และนักปราชญ์ทั้งหลายได้กล่าวว่า “ผญา”หมายถึง “ปัญญา ,  ปรัชญา, ความฉลาด,”  มีลักษณะเป็นคำภาษิตที่มีหมายลึกซึ่ง  เรียกว่าผญา  และคำว่า  “ภาษิต”  หมายถึงคำพูดที่เป็นคติ  คำพูดดี1
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์  (ติสฺสมหาเถระ)  ได้ให้ความหมายว่า  “  ผญาหรือผะหยา” คือปัญญา, ปรัชญา  ความฉลาด  ,เป็นคำพูดที่มีความหมายลึกซึ่งในเชิงเปรียบเทียบ2
จารุบุตร  เรื่องสุวรรณ  ผู้เชี่ยวชาญทางวรรณกรรมอีสานได้ให้คำนิยามว่า  “ผญา”  เป็นคำนาม  แปลว่า  ปัญญา, ปรัชญา, ความฉลาด3
ร.ศ.  บุปผา  บุญทิพย์  ได้ให้ความหมายของผญาว่า  ผญาเป็นคำภาษาอีสาน  สันนิษฐานว่ามาจากปรัชญา  เพราะภาษาอีสานออกเสียงควบ “ปร” ไปเป็นเสียง “ผ” ดังในคำว่า  “เปรต”เป็นเผด  โปรด  เป็นโผด  หมากปราง  เป็น  หมากผาง  แปรง เป็น แผง  ดังนั้นคำว่า  “ปรัชญา” อาจเป็น ผัชญาแล้วเป็น  “ผญา” อีกต่อหนึ่ง  ผญาคือคำพูดของนักปราชญ์  ซึ่งแฝงไว้ด้วยคติ  แง่คิด  คำพูดที่เป็นหลักวิชา  อันแสดงถึงความรอบรู้  ความสามารถของผู้พูด4 
อ. ธวัช  ปุณโณทก  ได้ให้ความหมายของคำว่าผญาภาษิตว่า  หมายถึงถ้อยคำหรือกลุ่มคำที่มีความหมายให้สติเตือนใจ  หรือข้อความพิเศษที่จะสั่งสอน5
สวิง  บุญเจิม  ได้ให้คำนิยามของคำว่า “ผญา”ไว้ว่า  เป็นคำคล้องจองที่นักปราชญ์โบราณอีสานคิดขึ้น  เพื่อให้ในกรณีต่างๆ อาทิ  ใช้ในด้านคำสั่งสอน เรียกว่า “ผญาภาษิต”  หรือใช้ในการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาว  เรียกว่า “ผญารักหรือผญาเกี้ยว”  และใช้ในกรณีที่เป็นเชิงเปรียบเทียบให้คิดเรียกว่า  “ผญาปริศนาธรรม” 
จากทัศนะของนักปราชญ์ทั้งหลาย  พอสรุปได้ว่า  “ผญา”  ตรงกับคำว่า  “ปรัชญา  ในภาษาสันสกฤตและคำว่า  “ปัญญา”  ในภาษาบาลี  ดังนั้นคำว่า  “ผญา”  จึงแปลว่า  “ปรัชญา, ปัญญา, หรือความรอบรู้  หมายถึงถ้อยคำหรือข้อความที่ฉลาดหลักแหลมและคมคายลึกซึ่งยิ่งนัก  รวมความไปถึงถ้อยคำอันแสดงให้เห็นถึงปัญญาความรอบรู้ของผู้พูดด้วย  ดังคำพังเพยแต่โบราณอีสานบทหนึ่งกล่าวว่า  “ มีเงินเต็มภาชน์  บ่ท่อมีผญาเต็มพุง”  (มีเงินเติมภาชนะไม่เท่ามีปัญญารอบรู้ในวิทยาการต่างๆ) หรือ  “อดได้เป็นพญา  เพราะมีผญาแพ้เพิ่น”  (ไม่ได้เป็นเจ้าคนนายคนเพราะมีไม่ปัญญาเท่าเข้า)  นอกจากนั้นยังช่วยเตือนสติได้เป็นอย่างดี
๒.๑.๒  รูปแบบของคำผญาอีสาน
ลักษณะของคำผญามองในด้านภาษาศาสตร์จะพบว่า  ผญามีรากศัพท์มาจาก “ปัญญา”ในภาษาบาลี  ในภาษาสันสกฤตใช้ว่า “ปรัชญา”  แต่เมื่อพูดในภาษาท้องถิ่นจะเพี้ยนมาเป็นคำ “ปร” เป็น “ผ”ซึ่งมีหลายคำเช่น  เปรต  ชาวอีสานออกเสียงเป็น เผด  โปรดออกเสียงเป็นโผด  ดังนั้นคำผญาภาษิตอีสานจึงเป็นกลุ่มคำที่มีลักษณะดังนี้คือ
๑)  มีลักษณะคล้องจ้องกันในด้านสัมผัส  ฟังแล้วรื่นหูมีทั้งที่เป็นกาพย์ หรือกลอน
๒)  มีความหมายที่ลึกซึ่งผู้ฟังหรือผู้อ่านต้องใช้ปัญญาหยั่งรู้จึงจะเข้าใจในความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในข้อความหรือกลุ่มคำนั้นๆ
๓)  เป็นหมู่คำที่แสดงออกในเชิงการมีไหวพริบปฏิภาณของผู้พูด
๔)  เป็นหมู่คำที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตและใช้เป็นปรัชญาในการดำเนิดชีวิตได้
ลักษณะของคำประพันธ์อีสานนั้นมี  ๔  ประการ1  ซึ่งแต่ละลักษณะจะแตกต่างกันไม่เด่นชัดนัก  ได้แก่ กาบ (กาพย์)  โคง(โคลง)  ฮ่าย (ร่าย)  และกอน(กลอน)  บทร้อยกรองที่เป็นที่นิยมของชาวอีสานนั้นมีอยู่  ๓  ชนิด5  คือ
๑)  ชนิดที่ไม่มีสัมผัส  แต่อาศัยจังหวะของเสียงสูงต่ำของวรรณยุกต์และจังหวะของคำเป็นเกณฑ์  คำผญาเหล่านี้ก็คือโคลงดั้น  หรือกลอนอ่านวิชชุมาลีนั่นเอง  ดังตัวอย่างนี้คือ
    (ครันเจ้า)  ได้ขี่ช้าง    กั้งฮ่มเป็นพญา
        (อย่าสู้)     ลืมความหลัง    ขี่ควายคอนกล้า    ๒  บาทแรก
        ไม้ล้อมรั้ว    ลำเดียวบ่ข่วย
        ไพร่บ่พร้อม    แปลงบ้านบ่เฮือง    ๒  บาทหลัง
บทผญาของภาคอีสานมีลักษณะที่ตัดมาจากโคลงดั้นวิชชุมาลี  โดยตัดมาเพียงบาทเดียวหรือ ๒ บาท  และ ๓ บาท  ก็ได้  ที่นิยมก็คือมักตัดมาใช้  ๒  บาทหลังของโคลงคือบาทที่  ๓ และ ๔  เป็นส่วนมาก  ลักษณะอย่างนี้ทำให้สามารถที่จะเพิ่มคำแทรกลงภายหลังในวรรคได้ซึ่งมักเป็นคำเดี่ยวมีเสียงเบาและสามารถมีคำสร้อยอยู่ท้ายวรรคได้อีก ๒ คำ  ดังนั้นบทผญาก็ดี  หรือรูปแบบของโคลงในวรรคกรรมลายลักษณ์ก็ดี  ในยุคแรกนั้นไม่มีสัมผัสเลย  แต่มาในยุคหลังก็ได้พัฒนามามีสัมผัสมากขึ้น  โดยได้รับอิทธิพลมาจากร่ายและโคลงนั้นเอง 
๒)  ชนิดที่มีสัมผัสแบบร่าย  คือใช้สัมผัสระหว่างวรรคต่อเนื่องรับกันไปเหมือนลักษณะของร่ายเกิดเป็นโคลงดั้นที่มีสัมผัสอย่างร่าย ดังตัวอย่างนี้
    “ ครันเจ้า    คึดฮอดอ้าย    ให้เหลียวเบิ่งเดือนดาว
        สายตาเฮา    จวบกันเทิงฟ้า
จะเห็นว่ามีสัมผัสรับกันแห่งเดียวคือตรงคำว่า  “ดาว” กับ “เฮา”  ลักษณะการรับสัมผัสแบบร่ายนี้ได้พัฒนามามีสัมผัสมากขึ้นในยุคหลัง  ซึ่งจะเห็นได้จากลักษณะของกลอนลำต่างๆ 
๓) ชนิดที่มีสัมผัสแบบโคลง  โคลงดั้นวิชชุมาลีของอีสานแบบเก่าไม่มีสัมผัส  ต่อมาก็ได้พัฒนาโดยวางสัมผัสแบบโคลงอย่างของภาคกลาง  มีทั้งลักษณะสัมผัสแบบโคลงดั้นบาทกุญชรและโคลงดั้นวิวิธมาลี  และมีทั้งลักษณะสัมผัสแบบโคลงสุภาพ  ซึ่งในตำราล้านช้างเรียกว่า  “มหาสินธุมาลี”  ไม่ค่อยได้รับนิยมเท่าไหร่  บทร้อยกรองในภาคอีสานได้พัฒนามาจากรูปแบบที่ยึดถือเรื่องจังหวะคำและระดับเสียงสูงต่ำเป็นเกณฑ์  โดยไม่มีสัมผัสเลยไปสู่รูปแบบที่มีสัมผัสเพิ่มมากขึ้นในยุคหลัง  ด้วยเหตุนี้ โคลงห้า  ผญา  โคลงดั้นวิชชุมาลี  (หมายรวมถึง โคลงสาร, กลอนอ่านวิชชุมาลี, กลอนอักษรสังวาส,กลอนเทศน์)  และกลอนลำของอีสานจึงล้วนมีพัฒนาการร่วมเส้นทางเดียวกันมา  ในขณะที่พัฒนาการอีกเส้นทางหนึ่งคือ คำประพันธ์ของอีสานที่เรียกว่า  กาพย์และฮ่าย(ร่าย)   ซึ่งมุ่งเรื่องสัมผัสเป็นเกณฑ์  ก็ได้มามีอิทธิพลผสมผสานกันนี้คือพื้นฐานของบทร้อยกรองที่ปรากฏในผญาของภาคอีสาน ลักษณะทั่วไปของผญาอีสานยังแบ่งออกได้อีก  ๒ ประการคือ
๑)  จัดแบ่งตามแบบฉันท์ลักษณ์ของบทผญา
๒)  จัดแบ่งตามลักษณะเนื้อหาของบทผญา
๒.๓.๓  จัดแบ่งตามรูปแบบทางฉันทลักษณ์ของผญา 
ยังแบ่งย่อยออกมาได้อีก  ๒  ประการคือ
๑.๑.)  บทผญาที่มีสัมผัส  การใช้ถ้อยคำให้เกิดความคล้องจองกันเป็นลักษณะประจำที่มีสอดแทรกในชีวิตประจำวันของชาวอีสาน  หรือ  ถือเป็นความนิยมในการพูด  คำผญาประเภทนี้มักมีอยู่ในรูปของร้อยกรอง  มีสัมผัสระหว่างวรรคติดต่อกันโดยตลอด  และมีสัมผัสภายในวรรค  สัมผัสในบทผญาอีสานยังแบ่งออกเป็นสัมผัสสระและสัมผัสอักษรดังนี้คือ
๑.๑.๑)  สัมผัสสระ  คือคำที่ผสมด้วยเสียงสระเดียวกันและเสียงตัวสะกดเดียวกัน  การสังสัมผัสจะส่งระหว่างวรรคต่อเนื่องกันในผญาบางบทจะส่งสัมผัสภายในวรรคก็มี เช่น        “มีเฮือนบ่มีฝา    มีนาบ่มีฮ่อง        มีปล่องบ่มีฝาอัด
มีวัดบ่มีพระสงฆ์    มีถ่งบ่มีบ่อนห้อย        ของแนวนี้กะบ่ดี
(  มีบ้านไม่ฝา  มีนาไม่มีร่องน้ำ  มีปล่องไม่มีฝาปิด  มีวัดไม่มีพระสงฆ์  มีถุงไม่มีที่ห้อย ของเหล่านี้ก็ไม่ดี)
“ตกหมู่ขุนซ่อยขุนเกื่อม้า  ตกหมู่ข้าซ่อยข้าพายโซน  ตกหมู่โจร  ซ่อยโจรหามไหเหล้า”
(ตกไปอยู่ในพวกขุนนางต้องช่วยเขาเลี้ยงม้า  ตกไปอยู่กับพวกข้าต้องช่วยข้าสะพายสิ่งของตกไปอยู่ในพวกโจรต้องช่วยโจรหามไหเหล้า)
จากผญาที่ยกมานี้  จะสังเกตเห็นว่า  คำสุดท้ายของแต่ละวรรคจะส่งสัมผัสไปยังวรรคต่อๆไปอย่างต่อเนื่อง
๑.๑.๒.)  สัมผัสอักษร  คือคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน  คำที่มีสัมผัสอักษรเป็นที่นิยมมากในบทผญาอีสาน  สัมผัสอักษรส่วนมากจะสัมผัสภายในวรรค  และจะมีสัมผัสระหว่างวรรคบ้างเล็กน้อย  เช่น
“  โมโหนี้พาโตตกต่ำ    ให้ค่อยคึดค่อยต้านยังสิได้ต่อนคำ”
(ความโกรธนี้พาตัวเองให้ตกต่ำ(มีคุณค่าน้อยลง)  ควรคิดให้รอบคอย  จึงจะมีประโยชน์)
“  เชื้อชาติแฮ้งบ่ห่อนเซิ่นนำแหลว    แหนวนามหงส์บ่อห่อนเซิ่นนำฝูงฮุ้ง”
(เชื้อชาติแร้งไม่ควรบินไปกับเหยี่ยว เชื้อชาติหงส์ไม่ควรบินไปกับฝูงนกอินทรีย์)
“  ชื่อว่าสงสารซ้ง        กงเกวียนกลมฮอบ
เวรหากมาคอบแล้ว        วอนไหว้กะบ่ฟัง”
(ชื่อว่าสังสารวัฏนั้นกลมเหมือนล้อเกวียน  เมื่อผลกรรมมาถึงแล้ว  ถึงแม้จะขอร้องอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่สามารถห้ามได้)
๑.๒.)  ผญาที่ไร้สัมผัส  หมายถึงบทผญาที่ไม่ได้ส่งสัมผัสต่อเนื่องกันไป  ผญาชนิดนี้มีเสียงสูงต่ำของเสียงวรรยุกต์และจังหวะของถ้อยคำเป็นสิ่งที่ช่วยให้มีเสียงไพเราะ เช่น
“  อย่าได้หวังสุขย้อน    บุญเขามาเพิ่ง
สุขกะสุขเพิ่นพุ้น    บ่มากุ้มฮอดเฮา”
(อย่าได้คิดหวังถึงความสุขจากคนอื่น  สุขก็สุขของเขาไม่มาถึงเรา)
“สัจจาแม่หญิงนี้    คือหินหนักหมื่น    ถิ้มใส่น้ำ    จมปิ้งแม่นบ่ฟู
( สัจจะของผู้หญิงนี้หนักแน่นเหมือนก้อนหิน  ทิ้งลงน้ำจมสู่พื้นไม่โผล่ขึ้นมา)
“ของกินให้    ซมดูดมดูด    มันหาก    เป็นโทษแล้ว วางถิ้มอย่ากิน”
(ของกินให้พิจารณาดู  ดม ดูด หากเป็นโทษแล้ว  จงวางทิ้งอย่ากิน)
๒.๒  ประเภทผญาภาษิตตามลักษณะของเนื้อหา 
ลักษณะเนื้อหาของผญา  ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้แบ่งเนื้อหาของผญาออกเป็นประเภทต่างๆ  หลายประเภทแต่ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน  ตามที่ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้จัดแบ่งประเภทผญาตามลักษณะของเนื้อหาไว้นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก
คำผญาที่เป็นคำภาษิตคือเป็นข้อความสั้นๆ  แต่เน้นความลึกซึ้ง  และต้องเป็นสอนไปในตัว  หรือให้เกณฑ์อันใดอันหนึ่ง  ที่แสดงถึงความเป็นไปของโลกหรือชี้ให้เห็นสัจจะแห่งชีวิต  ผญาภาษิตอีสานนั้นเป็นทั้งปรัชญาธรรมและปัญญาธรรม  ซึ่งเป็นคำสอนของนักปราชญ์  อันแฝงไปด้วยคติ  แง่คิด  เป็นคำกล่าวที่เป็นหลักวิชา  อันแสดงถึงความรอบรู้ความสามารถของผู้พูด  ผญาที่เป็นภาษิต  ใช้พูดสั่งสอนหรือเตือนใจใช้ในโอกาสเหมือนภาษิตภาคกลาง  เช่น  ต้องการสั่งสอนบุตรธิดา  ท่านก็เล่านิทานเป็นเชิงอุทาหรณ์แทรกคติธรรม  และภาษิตที่เป็นผญาเตือนใจทำให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งประทับใจและจดจำไว้เป็นแบบอย่างของการครองชีวิตต่อไป
ผญาภาษิตนี้มักไม่กล่าวสอนอย่างตรงๆ  ทั้งนี้เพราะคนอีสานนิยมสอนบุตรธิดาของตนโดยทางอ้อม  ไม่ได้สอนโดยทางตรง  เมื่อท่านจะสอนในเรื่องใดท่านมักจะผูกเป็นคำอุปมาอุปไมย  โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงคือความเป็นอยู่และกิริยาอาการหรือความประพฤติของคนหรือสัตว์  ไม่ว่าในทางดีหรือทางชั่วอันเป็นไปในทางรูปธรรม  เพื่อให้เกิดแง่คิดในทางนามธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบกับรูปธรรม  ผญาภาษิตเมื่อนำมาจัดแบ่งตามลักษณะของเนื้อหาแล้ว ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้แบ่งเนื้อหาของผญาออกเป็นประเภทต่างๆ  หลายประเภทแต่ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน  คือ
จารุบุตร  เรืองสุวรรณ  ได้กล่าวถึงคำผญาว่ามี  ๒  ประเภท  คือผญาย่อย  เป็นคำพูดเปรียบเปรย  เย้าแหย่  ขำขัน  สนุกสนาน  แต่ก็แฝงคำคมเป็นคติและอีกประเภทหนึ่งคือ  ผญาภาษิต  เป้นถ้อยคำแบบฉันทลักษณ์  ที่มีความไพเราะเป็นคติเตือนใจ  ลึกซึ่ง  แฝงคติธรรม(  จารบุตร  เรืองสุวรรณ  ๒๕๒๐ หน้า ๑๗๙ 
สาร  สาระทัศนานันท์  ได้กล่าวถึงลักษณ์ทางเนื้อหาของคำผญาว่าเป็นคำกลอนสดที่คิดได้หรือจำมาก็มี และส่วนใหญ่ไม่ได้พรรณาอย่างตรงไปตรงมา  คือมักเป็นคำพูดที่เป็นเชิงเปรียบเทียบให้ตีความเอาเอง  และได้แบ่งเนื้อหาผญาออกเป็น  ๔  ประการ คือ (สาร  สาระทัศนานันท์ ๒๕๒๔ หน้า ๔(๑)  ภาษิตหรือคติเตือนใจ (๒)  คำพังเพยหรือคำคม (๓)  คำอวยพร (๔)  คำที่หนุ่มสาวใช้พูดจากัน
บุปผา  ทวีสุข  กล่าวว่า  แต่เดิมนั้นคำผญามักจะเป็นคำภาษิต  เป็นคำนักปราชญ์  ต่อมามีผู้คิดผูกคำผญาเป็นทำนองเกี้ยวพาราสีเพื่อหลีกเลี่ยงการพูกฝากรักโดยตรง  ให้ผู้ฟังสังเกตเอาจากนัยแห่งคำพูดเอง  แล้วพูดโต้ตอบกันด้วยคำในลักษณะเดียวกัน  ดังนั้นคำผญาจึงแบ่งเป็นลักษณะได้  ๒  ประการ  คือผญาที่เป็นคำคม  สุภาษิต คำสอน  และผญาที่เป็นทำนองเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว  นอกจากนี้  บุปผา  ทวีสุข  ยังได้แบ่งผญาออกเป็น  ๓  ประเภท  คือ  ผญาภาษิต  ผญาย่อย  และโตงโตยหรือยาบสร้อย (บุปผา  ทวีสุข  ๒๕๒๐  ๙๗–๙๙
จารุวรรณ  ธรรมวัตร  ได้กล่าวถึงลักษณะของผญาไว้ว่า  ผญาเป็นคำพูดที่มีองค์คุณอยู่  ๕  ประการ  คือ  คำพูดที่มีประโยชน์หนึ่ง  เป็นคำพูดที่เหมาะสมแก่กาลหนึ่ง  พูดคำสัจจะหนึ่ง  พูดคำอ่อนหวานหนึ่ง  พูดด้วยเมตตาจิตหนึ่ง  และยังแบ่งประเภทของผญาได้  ๕  ประการ คือ (จารุวรรณ  ธรรมวัตร) ๒๕๒๖ ๑๑๒ (๑)  ผญาเกี้ยวพาราสี (๒)  ผญาภาษิต (๓)  ผญาอวยพร (๔)  ผญาเกี้ยวแบบตลก (๕)  ผญาเกี้ยวแบบสาส์น์รัก
ประเทือง  คล้ายสุบรรณ์  ได้แบ่งประเภทของผญาตามลักษณะของเนื้อหาและโอกาสที่ใช้ไว้อย่างละเอียดและสอดคล้างกันที่พรชัย  ศรีสารคามได้แบ่งได้ดังนี้  (ประเทือง  คล้ายสุบรรณ์ ๒๕๒๘ หน้า๗๖–๘๓ (๑)  ผญาภาษิต (๒)  โตงโตยหรือยาบสร้าย (๓)  ผญาย่อยหรือคำคม (๔)  ผญาคือหรือผญาเกี้ยว (๕)  ผญาอวยพร  ตามที่ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้จัดแบ่งประเภทผญาตามลักษณะของเนื้อหาไว้นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก  โดยสรุปแล้วมีเนื้อหาของคำผญาได้เป็น  ๔  ประเภท คือ
๑ )  ผญาภาษิต
คำผญาที่เป็นคำภาษิตคือเป็นข้อความสั้นๆ  แต่เน้นความลึกซึ้ง  และต้องเป็นสอนไปในตัว  หรือให้เกณฑ์อันใดอันหนึ่ง  ที่แสดงถึงความเป็นไปของโลกหรือชี้ให้เห็นสัจจะแห่งชีวิต  ผญาภาษิตอีสานนั้นเป็นทั้งปรัชญาธรรมและปัญญาธรรม  ซึ่งเป็นคำสอนของนักปราชญ์  อันแฝงไปด้วยคติ  แง่คิด  เป็นคำกล่าวที่เป็นหลักวิชา  อันแสดงถึงความรอบรู้ความสามารถของผู้พูด  ผญาที่เป็นภาษิต  ใช้พูดสั่งสอนหรือเตือนใจใช้ในโอกาสเหมือนภาษิตภาคกลาง  เช่น  ต้องการสั่งสอนบุตรธิดา  ท่านก็เล่านิทานเป็นเชิงอุทาหรณ์แทรกคติธรรม  และภาษิตที่เป็นผญาเตือนใจทำให้ผู้ฟังเกิดความซาบซึ้งประทับใจและจดจำไว้เป็นแบบอย่างของการครองชีวิตต่อไป
ผญาภาษิตนี้มักไม่กล่าวสอนอย่างตรงๆ  ทั้งนี้เพราะคนอีสานนิยมสอนบุตรธิดาของตนโดยทางอ้อม  ไม่ได้สอนโดยทางตรง  เมื่อท่านจะสอนในเรื่องใดท่านมักจะผูกเป็นคำอุปมาอุปไมย  โดยกล่าวถึงข้อเท็จจริงคือความเป็นอยู่และกิริยาอาการหรือความประพฤติของคนหรือสัตว์  ไม่ว่าในทางดีหรือทางชั่วอันเป็นไปในทางรูปธรรม  เพื่อให้เกิดแง่คิดในทางนามธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบกับรูปธรรม  ผญาภาษิตนี้ส่วนมาจากคำสอนในหนังสือวรรณคดีเรื่องต่างๆ
๒)  ผญาอวยพร
การอวยพรมักจะใช้ในโอกาสต่างๆ  ส่วนมากเป็นคำพูดของคนสูงอายุ  ผู้อาวุโสหรือคนรักใคร่นับถือกันและเจตนาดีต่อกัน  พูดเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้ฟัง  หรือผู้รับพร  เพื่อให้กำลังใจ  และหวังให้ผู้ฟังได้รับความชื่นใจ  ความสบายใจอาจใช้ในพิธีต่างๆเช่นในการสู่ขวัญ  ผูกข้อต่อแขน  หรือในโอกาสอื่นๆแล้วแต่ความเหมาะสม  ผญาอวยพรเป็นบ่อเกิดสำคัญทางสุนทรียภาพอันเป็นอาหารทางจิตใจ  ผญาอวยพรนี้ยังสะท้อนถึงความเชื้อของคนในท้องถิ่นภาคอีสานได้เป็นอย่างดี 
๓)  ผญาพังเพย
คำผญาพังเพยนี้มักจะกล่าวสอนขึ้นมาลอยๆ  เป็นคำกลางๆเพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง  คำพังเพยคล้ายสุภาษิต  มีลักษณะเกือบเป็นสุภาษิต  เป็นคำที่มีลักษณะติชม  หรือแสดงความคิดเห็นอยู่ในตัว  เช่น  ทำนาบนหลังคน  คำพังเพยไม่เป็นสุภาษิตเพราะไม่เป็นคำสอนแน่นอน  และไม่ได้เน้นคำสอนในตัวเอง
ลักษณะของคำพังเพยอีสานนี้เรียกอีกอย่างว่า  คำโตงโตยหรือยาบสร้อย  บางท้องถิ่นนิยมเรียกว่า  ตวบต้วยหรือยาบเว้า  เป็นข้อความในเชิงอุปมาอุปไมยที่ไพเราะสละสลวยและมีความหมายลึกซึ่งคมคายเช่นเดียวกับผญาภาษิต  บางคำมีความหมายลึกซึ้งเข้าใจยากกว่าผญาภาษิตมาก  ต่างก็กับผญาภาษิตตรงที่คำพังเพยหรือยาบสร้อยนี้ไม่เป็นคำสอนเหมือนผญาภาษิต  เป็นเพียงคำเปรียบเทียบที่ให้ข้อเตือนใจหรือเตือนสติให้คนเรานึกถึงทางดีหรือทางชั่วนอกจากเป็น
๔)  ผญาเกี้ยว

๒.๓  ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนสุภาษิตกับผญาอีสาน
เมืองไทยเป็นเมืองพระพุทธศาสนา  มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  ด้วยว่าคนไทยส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา  ได้ยกย่องเทิดทูนพระพุทธศานาเป็นสรณะแห่งชีวิตสืบทอดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านานนับพันปี
    แม้แต่องค์พระมหากษัตริย์  ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระประมุขของชาติไทยทุก ๆ  พระองค์ก็ทรงเป็นพุทธมามกะ  ทรงดำรงอยู่ในฐานะองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก  ทรงยกย่องเชิดชูและเคารพพระพุทธศาสนาพระองค์ทรงนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักคำสอนในการบริหารและพัฒนาชาติบ้านเมืองสืบเนื่องต่อกันมานบแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
    หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง  ที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาชาติบ้านเมืองทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจสังคมไทยจึงมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาหมายถึงคำสอนที่พระองค์ทรงส่งสาวกไปประกาศคำสอน  ตั้งแต่แรกจนกระทั่งสืบทอดมาเรื่องจนถึงปัจจุบันที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะให้เป็นเช่นนั้น  คำสอนที่ออกมานั้นเป็นคำสอนทางพระพุทธศาสนา

๓.๑ ความสัมพันธ์ทางศาสนาพิธี
    สภาพสังคมชนบทที่ปรากฏในคำสอนชาวบ้านในภาคอีสานนั้น  นักการศาสนาได้สอดแทรกคำสอนในทางพระพุทธศาสนา  โดยมีหลักธรรมมากมายปรากฎอยู่ในวรรณกรรมต่างของชาวอีสานและได้ประยุกต์ให้เข้ากับวิธีกรรมที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตในระดับต่าง ๆและได้ถูกกับอุปนิสัยของคนในท้องถิ่น  โดยเฉพาะหลักคำสอนเรื่องกรรมและผลของกรรมเป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเนื่องจากหลักกรรมนี้เองทำให้เกิดความเชื่อในด้านการเกิดใหม่ด้วยอำนาจแห่งผลกรรมซึ่งเป็นหลักปฏิบัติทางศีลธรรมต่าง ๆ
    พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา  ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยดำรงความเป็นชาติเอกราชมานี้  พระพุทธศาสนาได้ผสมผสานกลมกลืนและเข้ากันได้กับอุปนิสัยใจคอของคนไทยภาคอีสานเป็นอย่างดีทุกยุคทุกสมัยจนอาจกล่าวได้ว่า  ความเป็นไทยชาวอีสานกับพระพุทธศาสนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนแยกไม่ออก  จนกลายเป็นพิธีการทุกอย่างจะต้องสอดคล้องกับพระพุทธศาสนา
    ศาสนพิธี  เป็นพิธีการทางศาสนาซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของสถานบันศาสนา  ในฐานะเป็นสถานหนึ่งของสังคมไทยก็มีพิธีกรรมหลายรูปแบบและพระพุทธศาสนามีระเบียบการบริหารหมู่คณะ  คือ  พระธรรมวินัย  ผู้บริหารเป็นแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น  และพระสงฆ์สาวกผู้นำสืบต่อกัน  การเป็นพระสงฆ์สาวกก็ดี  เป็นพุทธบริษัทอื่น ๆ  ก็ดี  ต้องเป็นขึ้นโดยพิธีการที่ถูกต้องตามนิยมของพระธรรมวินัยและผู้ถือปฏิบัติคือพุทธบริษัททุกคนต้องรักษาขนบธรรมเนียมปฏิบัติถูกต้องตามวิธีการนั้น ๆ  สืบต่อกันมา
    ดังนั้น  พระพุทธศาสนาจึงยังคงเป็นสถาบันที่มั่นคงอยู่ได้นานเท่านาน  ตราบเท่าทุกวัน  ศาสนาพิธี  ก็คือพิธีการที่นิยมทำขึ้นตามพระธรรมวินัยดังกล่าวนั่นเอง  จึงนับเป็นส่วนสำคัญของสถาบันพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง   จำเป็นที่พุทธบริษัททุกคนต้องเข้าใจ  เพื่อจะได้รับปฏิบัติถูก  ซึ่งเป็นการจรรโลงสถาบันของพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบต่อไป
    คำผญาคำสอนที่ชาวอีสานได้รับมาประพฤติและปฏิบัติจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีนั้นได้มาจากหลักศาสนาพิธีโดยตรง  หรือมีเนื้อหาสาระที่แฝงหลักทางพิธีกกรรมและสอดคล้องกับศาสนาพิธีเข้าในหมู่บ้าน  ด้วยเหตุที่ลักษณะหรือสภาพของแต่ละท้องถิ่น  หรือแต่ละสังคมมักจะแตกต่างกันออกไป  ศาสนพิธีนั้น   ผู้ศึกษามุ่งเอาเฉพาะหลักศาสนพิธีของพระพุทธศาสนาพิธีของพระพุทธศาสนาเท่านั้น  และในหลักศาสนพิธีนั้น  แบ่งออกเป็น  ๓  หมวดด้วยกัน  คือ  กุศลพิธี  บุญพิธี  ทานพิธี

๑    กุศลพิธี
    กุศลพิธี  แปลว่า  บุญ  ความดี  ฉลาด  สิ่งที่ดี  กรรมดีเป็นต้น  กรรมดีและการกระทำดีหรือกุศลกรรมก็คือการกระทำที่เกิดเจตนาดี  ซึงต่างจากอกุศลกรรมกคือการทำชั่ว  เป็นเจตนาที่เป้นไปเพือ่เบียยดเขบียนผุ้อื้นใหได้รับความทุกข์  เจตาดีและเจตนาชั่วนั้นเกิดขึ้นในใจ  การพิจารณาว่าเจตนาใดเป็นเจตาดีหรือชั่วจึงต้องพิจารณาถึงสภาวะในใจว่า  มีเหตุผลแห่งเจตนาเป็นกุศลหรืออกุศล  เรื่องนี้พระธรรมปิฏกได้ตีความกุศลและอกุศลเอาไว้ว่า
    “กุศลและอกุศลเป็นสภาวะที่เกิดในจิตใจและมีผลต่อจิตใจก่อนแล้วจึงาผลต่อบุคลิกภาพ  และแสดงผลนั้นออกมาภายนอก  ความหมายของกุศลและอกุศลจึงเพ่งไปที่พื้นฐาน  คือเนื้องหาสาระและความเป็นไปภายในจิตใจเป็นหลัก…กุศล แปลตามศัพท์ว่า ฉลาด ชานาญ สบาย เชื่อหรือเกื้อกูล  เหมาะ ดีงาม  เป็นบุญ คล่องแคล่ว  ตัดโรคหรือสิ่งชั่วร้านที่น่ารังเกียจ  ส่วนอกุศลก็แลว่า  สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล  หรือตรงข้างกันกับกุศล  เช่นว่า ไม่ฉลาดไม่สบายเป็นต้น (พระธรรมปิฏก (ประยุทธ์  ปยุตโตป พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงขยายความ(กรุงเทพฯ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ๒๕๓๒, หน้า ๑๖๔
    จากเหตุผลข้างต้นนั้น  พระธรรมปิฏกให้ทัศนะว่า  การกระทำที่เป็นกุศลจะต้องเป็นการการกระทำที่มีเจตนาเป็นกุศล  คำสอนอีสานกล่าวถึงพิธีกรรมอันเป็นกุศลไว้มากมาย  การบวชเพื่อสนองคุณค่าน้ำนมของบิดามารดา  เพื่อเชื่อว่าการบวชเรียนในพระพุทธศาสนาจะตอบแทนคุณบิดามารได้หมด  ดังคำสู่ขวัญนาคก่อนบวชมักจะเป็นการพรรณนาถึงคุณพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดมา  ว่าท่านทั้งสองมีความทุกข์ยากลำบากอย่างไรกว่าจะคลอดบุตรออกมาและเลี้ยงลูกให้เติมโตจนอายุได้  ๒๐  ปี  ครบบวชและแสดงให้เห็นว่าการสนองคุณบิดามารดานั้นมีอย่างไร   และทัศนะทางพุทธปรัชญาในเรื่องการบวชมีอะไรหมอทำขวัญจะทำหน้าพรรณนาไว้ครบเพื่อเป็นการอบรมจิตใจของเจ้านาคให้ระลึกรู้คุณบุพการีของตน  และสั่งสอนให้เจ้านาคหมั่นประพฤติปฏิบัติตนเองให้เป็นบุญเป็นกุศลเพื่อสนองคุณพ่อแม่ตน ผญาคำสอนอีสานได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องความกตัญญูกตเวทีต่อบุพพการีของตนเองไว้ว่า
ก่อนสิได้มาเกิดจากท้องมารดา    ได้เลี้ยงมาเป็นอันยากเลี้ยงลำบากทุกค่ำคืน
แม่ทนฝืนหนักหน่วงท้อง    นอนเก้าเดือนเฮ็ดล่องง่องอยู่ในครรภ์
แสนรำพันฮักห่อลูกของพ่อดั่ง    ดวงตาออกจากท้องมารดาลูกเกิดมาเลิศแล้ว
เป็นเจ้านั่งเป็นสมภารให้ได้เป็นอาจารย์    นักบวชให้ได้สวดปาฏิโมกข์
ให้เจ้าฝังในศาสน์ฉลาดเหลือคน    มาเยอขวัญเอย
ให้ลือชาศาสนาของพระพุทธเจ้า            ให้นาคเจ้ามีเดชะให้ชนะฝูงมาร
เป็นอาจารย์ผู้วิเศษละกิเลสหายหนี         ดั่งอินทราธิราชเจ้าภูมินทร์
ทั้งแดนดินโอยอ่อนน้อย    ทุกท่านพร้อมสาธุการ
ให้เจ้ามีความรู้หลื่นสมภาร    ใหว้อาจารย์ทุกเมื่อเฮืองเฮื่อแก้วเงินคำ
บูชาธรรมอย่าได้ขาดให้ฉลาดพระวินัย  ให้สดใสปานแว่นให้ถึงแก่นคำสอน
คนสะออนชมซื่นให้เจ้าหลื่นมนุษย์และเทวา
อย่าได้คาขัดข้องให้เจ้าท่องพระบาลีให้มีหวัง
ครองสืบสร้างธุระ๒ประการ    เฮียนกรรมฐานให้ถี่ถ้วนครบสิ่งล้วน
๘หมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์    ด้วยปัญญาเร็วพลันตรัสส่อง
สมองปล่องเร็วไว้ศีลสดใส่    บ่ประมาทมีอำนาจในศาสนา
อย่าโสกาโศกเศร้า    ให้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าสืบพระศาสนา
    ๔)  สอนให้รู้หลักสัจธรรม
    เจ้าจักพลัดพรากห้องเคหา    จักได้ลาปิตามารดาออกไปบวช
    สร้างผนวชในศาสนา    เจ้าก็คิดเห็นสังขารเป็นทุกขัง
    อนิจจังอนัตตาบ่มั่น        เที่ยงฮู้บิดเงี่ยงไปมา
    เป็นอนิจจาบ่เลิกแล้ว        บ่ได้ว่าเฒ่าแก่แลชรา
    ฮู้บังเกิดโรคาแลพยาธิ        บ่ได้ขาดจากมรณา136
ในเรื่องการบวชนี้มีเรื่องเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลซึ่งมีปราฏในปิณโฑลยสูตร ความว่า”
พวกเธอมาบวชอยู่ในพระธรรมวินัยนี้จุดประสงค์เพื่อทำที่สุดทุกข์  ถ้ามากด้วย
อภิชฌามีความกำหนัดในกาม มีจิตพยาบาท มีความดำริชั่ว หลงลืมสติ  ไร้
สัมปชัญญะ ใจไม่เป็นสมาธิ  จิตหมุนไปผิดทิศทาง  ไม่สำรวมอินทรีย์
จะทำที่สุดทุกข์ได้อย่างไร  คนที่มีลักษณะดังนี้ เรากล่าวว่าเขาเสื่อมจากโภคะ
แห่งคฤหัสถ์  ไม่ทำความเป็นสมณะให้บริสุทธิ์  ด้วยอุปมาเหมือนดุ้นฟื้นในที่
เผาศพติดไฟทั้งสองข้าง  ตรงกลางเปื้อนคูถ จะใช้เป็นฟื้นในบ้านก็ไม่ได้ในป่าก็ไม่ได้”(สังยุต.ขันธวรร
    ๑)  สอนการเสียออกบวชของพระพุทธเจ้าดังนี้
    หวังไปสวดบำเพ็ญศีล        ดั่งพระอินทร์ถวายบาตร
    พรหมราชยอพาน        ถวายทานพระศรีธาตุ
    คราวพระบาทออกไปบรรพชา    อยู่ฝั่งน้ำอโนมา
    พร้อมนายฉันท์และม้ามิ่ง    ลายยอดแก้วปิ่งสิ่งพิมพา
    ทั้งราหุลออกบวช        ไปผนวชเป็นคนดี
    เจ้ามีใจในธรรมอันล้ำเลิศ       

สอนให้รู้จักฮีตวัดครองสงฆ์
        ให้เจ้าเตรียมตัวบวช        ให้มาเข้าผนวชเป็นสงฆ์
        ให้เจ้าลงมาสมสู่สังฆา        ปฏิมายอดแก้วใจผ่องแผ้วเหลือหลาย
        ยามเดือนหงายอย่าได้ล่วง    ให้เจ้าห่วงครองธรรมให้เจ้านำครองปู่
        ให้มาอยู่จำศีลให้มากินข้าวบาตร    มานั่งอาสน์นำสงฆ์ให้มาลงในโบสถ์
        ละความโกรธและโทสา        ให้เจ้าได้เทศนาสอนสั่ง

    พิธีมงคลบวชนาคเป็นพิธีมโหฬาร  และสำคัญคนไทยผู้เป็นพุทธศาสนิกชนและผู้ที่จะมาบวชนั้นต้องเรียนรู้เกียวกับระเบียบวิธี  คือ
    ๑) ระเบียบการกราบไหว้
    ๒) ระเบียบการกรวดน้ำ
    ๓) ระเบียบการรับประเคน
    เมื่อใกล้วันบวชตามนิยมกันทั่วไป  ผู้ที่จะบวชต้องมีดอกไม้  ธูป  เทียน  เที่ยวลาญาติพี่น้องและญาติผู้ใหญ่  ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือเป็นการแสดงความเคารพและขอขมากรรมที่ได้พลาดพลั่งล่วงเกินทั้งต่อหน้าและลับหลัง  ญาติพี่น้องและญาติผู้ใหญ่นั้น  ก็ขอรับขมาพร้อมให้พร ค่านิยมในการบวชลูกหลานเพื่อเป็นการสืบอายุพระศาสนาชาวอีสานเมื่อได้ลูกชายมักจะมีคตินิยมอวยพรกันว่า “ใหญ่พอบวชพ่อสิให้บวช    ให้ท่องสวดคัมภีร์  เฮียนบาลีค่ำเช้าครองพระเจ้าศีลทาน”131
    การบวชนาคทำให้พ่อแม่ปีติยินดีทำให้ท่านสบายใจ  เพราะการบวชเป็นการสนองคุณทางจิตใจของท่าน  สิ่งที่จะทำให้พ่อแม่โดยทั่งไปดีใจนั้นคงไม่มีอะไรเกินกว่าได้เห็นลูกเป็นคนดีดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง  การบวชเป็นพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาย่อมช่วยให้ได้รับความสุขใจ  ปีติยินดี  ความสุขทางใจที่ได้เห็นลูกอยู่ในร่มเงาผากาสาวพัสตร์  ย่อมช่วยต่อชีวิตอายุของพระศาสนาให้ยืนยาว  ชาวอีสานมีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนอย่างแรงกล้าถึงกับจัดเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งในจารีตประเพณีประภาคอีสานเรียกว่า ”ฮีตวัด”90 จะกล่าวว่าเป็นธรรมนูญชีวิตแบบชาวอีสานก็ได้  เพราะว่าเป็นหลักสำหรับบุคคลที่จะต้องยึดถือปฏิบัติในระหว่างชาวบ้านต่อพระศาสนา  ๑๔ ประการ  คือ
    ๑)  เมื่อข้าวหรือผลไม้ผลิตดอกออกผลให้นำไปถวายพระภิกษุเสียก่อนแล้วตนเองจึงบริโภคภายหลัง
    ๒)  อย่าทำตาชั่งปลอมหรือแปลงตาชั่ง  อย่าปลอมแปลงเงินตรา(อย่าจ่ายเงินแดงแปงเงินกว้าง)และอย่ากล่าวคำหยาบต่อกัน
    ๓)  ให้พร้อมกันทำรั้วหลักและกำแพงล้อมวัดวาอารามและบ้านเรือนของตน  กับให้ปลูกหอบูชาไว้ทั้งสี่มุมบ้านเรือน
    ๔)  ก่อนจะขึ้นบนบ้านให้ล้างเท้าเสียก่อน
    ๕)  เมื่อถึงวันพระ ๘–๑๔–๑๕ ค่ำให้ทำการคารวะเตาไฟบันใดและประตูบ้านที่ตนอาศัยเข้าออกทุกคืน
    ๖)  ก่อนเข้านอนให้ล้างเท้าเสียก่อน
    ๗)  เมื่อถึงวันพระให้เมียเอาดอกไม้ธูปเทียนทำการคารวะผัวของตน(ผัวที่ดี)  และเมื่อถึงวันอุโบสถให้จัดดอกไม้ธูปเทียนไปถวายแด่พระภิกษุกับให้ทำการคารวะบิดามารดาปู่ย่าตายายด้วย
    ๘)  ถึงวันพระเดือนดับ(ข้างแรม) และวันพระเดือนเพ็ญ(ข้างขึ้น)ให้นิมนต์พระภิกษุมาสวดมนต์ที่บ้านและทำบุญตักบาตรถวายทานท่าน
    ๙)  เมื่อพระภิกษุสามเณรมาบิณฑบาตอย่าให้ท่านคอย  เวลาใส่บาตรอย่าให้ถูกตัวท่านและอย่าสวมรองเท้า กางร่ม  ให้ผ้าโพกศรีษะ  หรือถือศาสตราอาวุธเวลาใสบาตร
    ๑๐)  เมื่อพระภิกษุเข้าปริวาสกรรมให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปถวายท่าน
    ๑๑)  เมื่อเห็นพระภิกษุผ่านมาให้นั่งลงยกมือไหว้แล้วจึงพูดจากับท่าน(ในข้อนี้ผู้วิจัยยังพบว่าชาวลาวยังยึดถือปฏิบัติอย่างมั่นคงอยู่ส่วนชาวอีสานก็มีบ้างท่านเท่านั้น)
    ๑๒)  อย่าเหยียบเงาพระภิกษุสามเณรผู้ทรงศีล
    ๑๓)  อย่านำเอาอาหารที่ตนเหลือกินไปถวายพระภิกษุสามเณร
    ๑๔)  อย่าเสพกามคุณในวันพระ  วันเข้าพรรษา  วันออกพรรษา  และวันสงกรานต์ควรสำรวมในเรื่องเหล่านี้บ้าง  ส่วนคลองสงฆ์น่าจะเป็นกิจวัตร  ๑๐  อย่างที่พระสงฆ์ทุกรูปควรปฏิบัติดังนี้คือ
    ๑)  ลงอุโบสถ        ๖)  อยู่ปริวาสกรรม
    ๒)  บิณฑบาตเลี้ยงชีพ    ๗)  โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ
    ๓)  สวดมนต์ไหว้พระ    ๘)  ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติอาจารย์
    ๔)  เทศนาบัติ        ๙)  กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์
    ๕)  รักษาผ้าครอง    ๑๐)  พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง 91๔

    เมื่อพระอุปัชฌาย์กำหนดงันเวลาบวชให้แน่นอนแล้วเจ้าภาพจะต้องจัดเตรียมหาเครื่องบริขารให้ครบ  เครื่องบริขารไว้ให้ครบ  เครื่องบริขารที่จำเป็นต้องใช้ในการบวชซึ่งจะขาดเสียมิได้มีอยู่  ๘  อย่าง  เรียกว่าอัฏฐบริขาร  กล่าวคือ  บาตร  ,อันตราวาสก  ผ้าสบง, อุตราสงค์  ผ้าจีวร,  สังฆาฏิ  ผ้าห่มซ้อน,กายพันธนะ  ผ้าประคตเอว, ปริสสาวนะ  ผ้ากลองน้ำ,  สูจิเข็ม  พร้อมด้าย ,  วาสีมีดพับหรือมีดโกน  ภาษิตโบราณ
    (………..)
เทศกาลเข้าพรรษาเป็นฤดูกาลที่พุทธศาสนิกชนมีโอกาศได้บำเพ็ญกุศลมากที่สุดคือครบทั้ง  ๓ พิธี  ได้แก่บุญพิธี  กุศลพิธี  และทานพิธีพอถึงเทศกาลเข้าพรรษา  พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าจะมีการกระตือรือร้นเป็นพิเศษที่จะบำเพ็ญกุศล  บางพวกก็บำเพ็ญกุศลพิธี  คือการอบรม  พัฒนาจิตใจตนเองให้มีคุณธรรมประจำใจที่สูงขึ้น  ได้แก่  การบวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณร  บางพวกก็เริ่มสนทนารักษาศีล ๕ และอุโบสถศีลตลอดพรรษาบางพวกก็ตั้งสัจจะอธิษฐานของดเว้นอุบายมุข  เช่น  สุรา  การพนัน  สิ่งเสพติดบางชนิดนับว่าเทศกาลเข้าพรรษาเป็นพิธีกรรมที่สามารถลดอุบายมุขลงได้  โบราณคำสอนของชาวอีสานได้กล่าวถึง  การปลูกศรัทธาในการชักชวนกันไปทำบุญที่วัดและเมื่อถึงวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนาก็ชักชวนกันไปเวียนเทียนที่วัดเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา  สังฆบูชา อันหมายถึงกุศลพิธี ดังคำสอนโบราณอีสานว่า

bandonradio

16.เพลงบรรเลงและเสียงธรรมชาติ



เพลงบรรเลงและเสียงธรรมชาติประกอบซาวน์


Air  Earth Fire sound%20of%20the%20night

 คลิกฟังออนไลน์ : Magic Winds

 คลิกฟังออนไลน์ : After The Rainmp3

 คลิกฟังออนไลน์ : New Morning

 คลิกฟังออนไลน์ : Golden Wings

 คลิกฟังออนไลน์ : The Miracle Of Your Eyes

 คลิกฟังออนไลน์ : Indian Dreams

 คลิกฟังออนไลน์ : Earth Melody

 คลิกฟังออนไลน์ : Birds Over The Rainbow

 ฟังออนไลน์ : Machu_Picchu

 ฟังออนไลน์ : Breath_Of_The_Mayas

 คลิกฟังออนไลน์ : Song_Of_The_Mayas

 คลิ๊กฟังออนไลน์ : Mother_Nature

 คลิกฟังออนไลน์ : Solar_Winds

 คลิกฟังออนไลน์ : Sunset_Glow

 คลิกฟังออนไลน์ : Endless Blue Sky

 ฟังออนไลน์ : Velvet Green

 ฟังออนไลน์ : Endless Blue Sky

 ฟังออนไลน์ : Sunset Prayer

 ฟังออนไลน์ : Light Spirit

 ฟังออนไลน์ : Scene In A Dream

 คลิกฟังออนไลน์ : The Skipping Song

 คลิกฟังออนไลน์ : Caring Friend

 คลิกฟังออนไลน์ : Wending Our Way Home

 คลิกฟังออนไลน์ : The Glistening Pond

 คลิกฟังออนไลน์ : A Thousand Miles Away

 คลิกฟังออนไลน์ : Gifts Along The Way

 คลิกฟังออนไลน์ : Always Near

 คลิกฟังออนไลน์ : Time Windows

 ฟังออนไลน์ : Twilight's Embrace

 ฟังออนไลน์ : Twilight's Embrace

 คลิกฟังออนไลน์ : Wonderful Glider

 คลิกฟังออนไลน์ : Buchanan Mist

 คลิกฟังออนไลน์ : Gone

 คลิกฟังออนไลน์ : Renouncement

 คลิกฟังออนไลน์ : The Frontier In Her Eyes

 คลิกฟังออนไลน์ : Chinese classical music - Guzheng solo

 คลิกฟังออนไลน์ : Lin Yingping - Crying Sands

 คลิกฟังออนไลน์ : Lin Yingping - View The Rain Of Taipei In Winter

 ฟังออนไลน์ : Liquid Mind-Relax A Liquid Mind Experience - 01.Teach Me To Whisper

 ฟังออนไลน์ : Liquid Mind-Relax A Liquid Mind Experience - 02.Serenity

14.ฟังเพลงไวพจน์ ชุดเก่าๆ

8d46c637d27020064975b02c1802a818

ไวพจน์ ลาบวช 1-2


Artist: ไวพจน์ เพชรสุพรรณ

 คลิกฟังออนไลน์ :
01 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ลาบวช 21 มิถุนา.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
02 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ต้นฉบับลาบวช.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
03 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - โห่ 3 ลา ไวพจน์

 คลิกฟังออนไลน์ :
04 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - เบิกบายศรี(โห

 คลิกฟังออนไลน์ :
05 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทำขวัญนาค.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
06 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระดีกว่า.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
07 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ไวพจน์กล่อมนา.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
08 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - เหยียบโลกผิด.mp3

 ฟังออนไลน์ :
09 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ให้พี่บวชเสีย.mp3

 ฟังออนไลน์ :
10 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - -หนุ่มน้อยลาบ

 คลิกฟังออนไลน์ :
01. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ไวพจน์ลาบวช.mp3

 คลิ๊กฟังออนไลน์ :
02. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - เกิดเป็นชายต้.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
03. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระเถิดหนุ.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
04. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ให้พี่บวชเสีย.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
05. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชเสียก่อนเถ.mp3

 ฟังออนไลน์ :
06. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระดีกว่า.mp3

 ฟังออนไลน์ :
07. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระแหล่ะดี.mp3

 ฟังออนไลน์ :
08. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชแทนค่าน้ำน.mp3

 ฟังออนไลน์ :
09. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ไวพจน์กล่อมนา.mp3

 ฟังออนไลน์ :
10. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทำขวัญนาค.mp3

 คลิกฟังออนไลน์ :
11 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทิดใหม่ใจเศร้.mp3

ไวพจน์ ลาบวช 1

01. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ไวพจน์ลาบวช
02. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - เกิดเป็นชายต้องบวช
03. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระเถิดหนุ่มน้อย
04. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ให้พี่บวชเสียก่อน
05. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชเสียก่อนเถิดพี่
06. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระดีกว่า
07. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระแหล่ะดี
08. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชแทนค่าน้ำนม
09. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ไวพจน์กล่อมนาค
10. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทำขวัญนาค
11. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - เบิดบายศรี ( โห่ 3 ลา )
12. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - โห่ 3 ลาไวพจน์กองยาว
13. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทิดใหม่ใจร้อน
14. ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทิดใหม่ใจเศร้า


ไวพจน์ลาบวช 2

01 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ลาบวช 21 มิถุนา
02 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ต้นฉบับลาบวช
03 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - โห่ 3 ลา ไวพจน์กลองยาว
04 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - เบิกบายศรี(โห่ ลา)
05 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทำขวัญนาค
06 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชพระดีกว่า
07 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ไวพจน์กล่อมนาค
08 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - เหยียบโลกผิด
09 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ให้พี่บวชเสียก่อน
10 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - หนุ่มน้อยลาบวช
11 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - ทิดใหม่ใจเศร้า
12 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - บวชแก้บน
13 ไวพจน์ เพชรสุพรรณ - คำสอนก่อนบวช

bandonradio




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons