วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

จะรู้ได้ไงว่าหนุ่มคนนั้นเขาปิ๊งคุณอยู่

จะรู้ได้ไงว่าหนุ่มคนนั้นเขาปิ๊งคุณอยู่

ความรัก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
คิดว่าคงมีสาว ๆ ไม่น้อยที่ประสบปัญหาเช่นนี้ คือมีหนุ่มเข้ามาสนิท ทำท่าทีเหมือนคุณเป็นคนพิเศษ แต่ก็ไม่เคยพูดอะไรที่บ่งบอกว่าเขาชอบหรือจะจีบคุณเลยสักนิด แต่ก็นี่ละคือธรรมชาติของคุณผู้ชายส่วนใหญ่ ชอบทั้งทีจะให้เดินมาบอกกันโต้ง ๆ ก็ดูทื่อ ๆ ไปหน่อย หนุ่ม ๆ เขาก็เลยมีวิธีการแสดงออกว่าเขาก็สนใจในตัวคุณอยู่เหมือนกันนะ (รู้ตัวไหมจ๊ะคนดี) แล้วสาว ๆ อย่างเราจะอ่านสัญญาณเหล่านั้นออกได้อย่างไร อยากรู้ลองมาดูกันค่ะ
ภาษากายและสายตา
หากหนุ่ม ๆ ปิ๊งใครอยู่ละก็ เขามักจะหันหน้าหรือหันตัวมาในทิศทางเดียวกับคนที่เขาชอบเสมอ นอกจากกายแล้วสายตาก็ยังมักเผลอจับจ้องมาทางสาวคนนั้นอยู่บ่อย ๆ ตาจะดูจะดูจับจ้องอย่างตั้งใจเป็นพิเศษ แล้วก็จะกะพริบตาบ่อยครั้งกว่าปกติ ลองสังเกตดูสิว่าเขามีอาการแบบนี้บ้างหรือเปล่า
หาเวลาพูดคุย อยู่ด้วยกัน
ส่วนใหญ่คุณผู้ชายก็มักจะชอบไปแฮงก์เอาท์เฮฮากับเพื่อนหนุ่ม ๆ ด้วยกันมากกว่า แต่หากคุณพบว่าเขาชอบหาเวลามาคุยด้วย พยายามมาเจอหน้า ไม่ว่าเขาเองจะงานยุ่งแค่ไหนก็ตาม อย่างเลิกงานขอแค่เดินเป็นเพื่อนคุยไปถึงหน้าลิฟต์ก็ยังดี คุณจะเดินไปซื้อของหน้าออฟฟิศก็อาสาไปเป็นเพื่อน ออนเอ็มทุกวันและไม่พลาดที่จะทักคุณทันทีที่เห็นคุณออนไลน์ ฯลฯ เท่านี้ก็บ่งบอกได้ไม่ยากเลยค่ะว่าคุณน่ะเป็นคนพิเศษของเขา
เขาจำวันสำคัญของคุณได้
แม้ว่าผู้ชายจะขึ้นชื่อเรื่องความขี้ลืมไม่เอาใจใส่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาจดจำวาระสำคัญของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันที่คุณผ่านโปรฯทดลองทำงาน วันรวมรุ่นกับเพื่อนเก่า คุณอาจจะเห็นได้จากของขวัญเซอร์ไพรส์ ดอกไม้สวย ๆ หรืออาจจะเป็นข้อความถามไถ่ว่ารู้สึกอย่างไร สนุกไหม หรือจำได้ว่าคุณชอบกินอะไร แปะเพลงโปรดของคุณในเฟซบุ๊ก นี่แหละวิธีการแสดงออกถึงความรู้สึกของเขา ก็เดาไม่ยากเนอะ
อ่านแล้วคงรู้เนอะว่าเขาส่งสัญญาณขนาดนี้ ไม่แคล้วก็คงชอบคุณอยู่นั่นแหละ สาว ๆ บางคนอาจจะรู้แต่ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง เอาน่า.. เขาบอกเป็นนัย ๆ ขนาดนี้แล้วก็ลองเออออกับเขาดูสักตั้งแล้วกัน มันอาจยังไม่ใช่ความรัก แต่ก็นับว่าคุณเป็นคนพิเศษสำหรับเขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ถ้าแอบมีใจให้เขาอยู่เหมือนกันอย่างนี้ก็ลงล็อคเลย
ส่วนสาวบางคนหนุ่มข้างกายคุณก็เพียรพยายามส่งสัญญาณมาตั้งนานแล้ว แต่พอดีเครื่องรับสัญญาณสาว ๆ ไม่ทำงานหรือเปล่านะ สัญญาณก็เลยส่งไปไม่ถึงสักที เอ้า...ลองจูนเครื่องดูใหม่นะคะ แล้วคุณจะได้รู้ว่าหนุ่มคนนั้นเขาปิ๊งคุณอยู่หรือเปล่า :)

ขอบคุณข้อมูลจาก

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ผู้ชายกับผู้หญิง

36028e8c5c81bd00297ba674597a47ea.th1.ความคิดถึง
ผู้หญิง = เพิ่งแยกจากเรามาแค่ครู่เดียวเองก็คิดถึงอยากเจอหน้าเจาอีกแล้วน่ะ
ผู้ชาย = ความคิดถึงก็เหมือนการได้ลงเตะฟุตบอลที่เราอยากเตะ พอได้เตะแล้วก็หายอยาก
2.การจีบ
ผู้หญิง = เขาเข้ามาคุยกับเราบ่อยๆอย่างนี้ เขากำลังจีบเราอยู่แน่เลย
ผู้ชาย = บางครั้งการจีบก็เป็นแค่การทดสอบความสามารถของตัวเอง
ไม่ได้รู้สึกจริงจังเลย
3.การตกหลุมรัก
ผู้หญิง = การก้าวขาหล่นลงไปในหัวใจของเขา ลึกจนยากจะปีนขึ้นมาง่ายๆ
ผู้ชาย = การเดินสะดุดขาอ่อนของเธอ
อาจจะเซไปบ้างแต่ไม่ถึงกับทำให้เสียการทรงตัว
4.หัวใจ
ผู้หญิง = อวัยวะที่ยกให้เขาไปแล้ว
ก็ไม่อยากให้เขาส่งคืน
ผู้ชาย = อวัยวะที่ให้ในการหายใจอ่ะดิ
5.แฟนเก่า
ผู้หญิง = คนรักของวันวาน ที่ถ้าบังเอิญเจอหน้าในวันไหน ก็ทำให้ใจสั่น
ผู้ชาย = ใคร เธอคือใครหรอ จำไม่ได้แล้วอ่ะ
6.แฟนใหม่
ผู้หญิง =คนรักของวันนี้ ที่เราอยากให้เป็นคนรักของวันหน้าไปนานๆ
ผู้ชาย = แฟนของวันนี้ แต่วันหน้าค่อยว่ากันอีกที
7.โทรศัพท์
ผู้หญิง = เครื่องมือสื่อสารที่ช่วยสื่อความคิดถึง
ผู้ชาย = เครื่องมือสื่อสารที่เธอมีไว้คอยโทรจิกตามตรวจสอบเราทุกที่ ทุกเวลา
8.ความเหงา
ผู้หญิง = แค่ไม่มีเขา เราก็เหงาเหลือเกิน
ผู้ชาย = 365 วันไม่เหงา เพราะเราไม่ขาดเพื่อน
9.ดอกไม้
ผู้หญิง = เดินผ่านร้านดอกไม้ทีไร อยากให้เขาซื้อให้เรา แค่ดอกเดียวก็พอ
ผู้ชาย = ก็แค่ดอกไม้ดอกเดียว ทำไมเธออยากได้อะไรนักหนา
10.จูงมือ
ผู้หญิง = เป็นแฟนกันแรกๆ
เขาจูงมือเราไม่ยอมปล่อย
ผู้ชาย = โอ๊ยยยยย ผมไม่ได้เด็กๆแล้วนะ ต้องจูงมือข้ามถนนด้วย
11.หึง
ผู้หญิง = รักคือหึง หึงคือรัก ไม่รักไม่หึง ไม่หึงถ้าไม่รัก
ผู้ชาย = ที่ผมเผลอลงไม้ลงมือกับคุณน่ะ เพราะผมหึงนะ
12.น้ำตา
ผู้หญิง = เครื่องมือที่ช่วยลดความเครียดตามธรรมชาติ
546_imageผู้ชาย = เครื่องมือเรียกร้องความสนใจของผู้หญิง
13.เดทครั้งแรก
ผู้หญิง = เหตุการณ์ตื่นเต้นที่สุดอีกครั้งในชีวิต เขาจะพาเราไปนั่งกินอาหารร้านไหนนะ
ผู้ชาย = เหตุการณ์ผลาญเงิน หวังว่าเธอคงไม่เห็นแก่กิน เลือกร้านแพงๆเหมือนยัยคนก่อน
14.ช้อปปิ้ง
ผู้หญิง = กิจกรรมสุดโปรด ได้ทำแล้วเหมือนมีสารเอ็นโดรฟินหลั่งออกมา
ผู้ชาย = เครียดก็ช้อป มีความสุขก็ช้อป อารมณ์ปกติก็ช้อป ผู้หญิงโรคจิต
15.การสารภาพรัก
ผู้หญิง = เป็นแฟนกันมาตั้งนาน แค่คำว่ารักคำเดียว เขายังไม่เคยพูดให้เราได้ยินเลย
ผู้ชาย = เป็นแฟนกันมาตั้งนาน
คำว่ารักคำเดียวจะสำคัญอะไรนักหนา
16.อกหัก
ผู้หญิง = ทำลายของๆเขา ฉีกรูปคู่ทิ้ง เก็บตัวอยู่ในห้อง ฯลฯ เจ็บนี้อีกนาน
ผู้ชาย = กินเหล้า,จีบดะ,เที่ยวกระจาย ฯลฯ 3 วันหายอกหัก
17.งอน
ผู้หญิง = ดูเขาเถอะ หาเรื่องให้เราต้องงอนอีกแล้ว
ผู้ชาย = ดูมัน งอนได้ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ
18.ง้อ
ผู้หญิง = ดีใจจัง เขาง้อเราแสดงว่าเขายังรักเราอยู่
ผู้ชาย = เซ็ง ต้องแกล้งง้อไปงั้นแหล่ะ ดีกว่าต้องทนเห็นหน้าที่เป็นก้นของเธอ

ระยะทำใจอยู่อย่างไร..เมื่อไม่มีเขา

567163-topic-ix-01. อยู่กับคนที่รักคุณ
ถึงใครคนนั้นจะไม่รับความรักที่คุณมอบให้ แต่ไม่ว่ายังไงคุณก็ยังมีคนที่รักคุณอยู่รอบ ๆ กาย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง เวลาเห็นคุณรู้สึกดาวน์แบบนี้ ขอให้เชื่อเถอะว่าเขาก็อยากจะทำให้คุณรู้สึกดี อยากจะอยู่ใกล้ ๆ คอยปลอบใจ เมื่อไหร่ก็ตามคุณรู้สึกว่าอยากระบาย อยากคุยกับใครสักคน อย่าลังเลใจที่จะให้คนที่รักคุณเข้ามาแชร์ความรู้สึกเจ็บปวดของคุณไปบ้างเถอะนะ
2. อย่าปล่อยให้หัวว่าง
ช่วงเวลาหลังอกหักนี่แหละที่เรามักจะจมจ่อมอยู่กับเรื่องราวเดิม ๆ อะไรเดิม ๆ ก็พากันผุดเป็นภาพเก่า ๆ ขึ้นมาให้เห็นเป็นฉาก ๆ หลีกหนีจากความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ อยู่กับอดีตให้น้อยลง และใส่ใจเรื่องที่กำลังทำอยู่ให้มากขึ้น ลองทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำอาหาร เลี้ยงสัตว์ จัดห้องใหม่ ฯลฯ หาเรื่องที่จะดึงความคิดคำนึงของคุณให้เบนออกไปจากความผิดหวัง พยายามทำให้ได้โดยเฉพาะช่วงเวลา 2-3 สัปดาห์แรก ๆ ซึ่งนับเป็นระยะทำใจที่สำคัญ
3. ออกเที่ยวเปิดโลกกว้าง
หลายครั้งที่การอกหักกลายเป็นแรงผลักดันให้เราได้ก้าวออกไปพบอะไรใหม่ ๆ เราไม่ได้บอกให้คุณหนีปัญหา แต่แค่อยากให้คุณได้ลองเปลี่ยนสภาพบรรยากาศรอบตัวดูบ้าง ลองออกไปเยี่ยมเพื่อนที่ต่างจังหวัด ท่องเที่ยวต่างถิ่น ไปในที่ ๆ อยากจะไปแต่ยังไม่มีโอกาส เปิดใจรับเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ ๆ แล้วเมื่อทริปพักใจจบลง คุณก็จะมองเห็นโลกในแง่ใหม่ว่ามันยังสดใส ไม่ได้อึมครึมหม่นหมองอย่างที่เคยรู้สึก
4. เรียนรู้ที่จะอยู่เพียงลำพัง
นี่อาจเป็นคำแนะนำที่ฟังดูหดหู่ไปเสียหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความให้คุณอยู่โดดเดี่ยวลำพังไปตลอดชีวิตหรอกนะ แค่อยากให้ลองคิดดูว่า ใช่ว่าเราจะมีความสุขไม่ได้หากไม่มีคนคู่กายคู่ใจ บ่อยเหลือเกินที่ความรู้สึกกลัวการอยู่ตัวคนเดียว ทำให้ช่วงเวลาอกหักดูยิ่งย่ำแย่และหนักหนาเกินกว่าแค่เรื่องปัญหาหัวใจ ลองออกไปกินข้าวคนเดียวบ้าง ดูหนังคนเดียวดูบ้าง เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข แล้วคุณจะรู้ว่าอยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ได้แย่มากมายขนาดนั้นหรอก
5. ปรนเปรอตัวเองบ้าง
เวลาเศร้า ๆ ซึม ๆ เป็นการดีที่จะได้ปลอบประโลมตัวเอง ด้วยการทำอะไรตามใจต้องการ อย่าปล่อยให้ตัวเองหมกมุ่นอยู่กับความเศร้าซึม อะไรก็ตามที่คุณคิดว่าทำแล้วจะรู้สึกดีขึ้นก็ลงมือทำเสีย ถือว่าเป็นการชดเชยจิตใจที่บอบช้ำ มันจะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
6. หาวิธีระบายออก
หนึ่งในการบรรเทาความอัดอั้นตันใจ ที่เสียดแทงอยู่ภายในให้ทุเลาลงได้ คือ การหาทางระบายออก ไม่ว่าจะป็นการเขียนไดอะรี่ เขียนบล็อก คุยกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว ไม่ว่าจะโดยวิธีใด การได้ระบายเรื่องราวที่รู้สึกอยู่ในใจอกไปได้ จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น บางทีคุณอาจจะได้คำแนะนำดี ๆ กลับมาด้วยล่ะ

รู้ว่าต้องเจ็บ...แต่ก็ยังทนรัก

386_imageเคยไหม...รู้ทั้งรู้ว่าหากคุณเลี้ยวไปทางซ้ายหรือขวา จะต้องพบเจอกับความเจ็บปวด เสียใจ เศร้าสร้อย ทรมาน อ้างว้าง ฯลฯ แต่คุณก็ยังเลือกที่จะก้าวเดินไปเผชิญกับความรู้สึกนั้น ๆ
ซึ่งจะด้วยเหตุผลของความห่างไกลเพราะเขาต้องไปเรียนต่อ...คุณเป็นตัวคั่นเวลาระหว่างที่เขารอคนรักกลับมาคืนดีด้วย...เขากำลังจะไปเป็นของคนอื่น...หรืออะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดนี้มันเรียกว่า "ความรักที่จำกัดช่วงเวลา" ประมาณว่าในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เขาเข้ามาทำให้เรารู้สึกดี มีความสุข หลงรัก แต่สุดท้ายก็จากไป ทิ้งไว้แต่เพียงภาพของความทรงจำสีจางเท่านั้น
อาจเพราะคำว่า "รัก" คอยกำหนดทิศทางให้หัวใจล่องลอยไปตามความรู้สึก จนบางครั้งก็ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่สนใจความเจ็บปวดของใคร ๆ หรือแม้กระทั่งของตัวเอง โดยคิดเพียงแต่ว่า "สุขให้พอ" อย่างน้อยทั้งคุณและเขาก็เคยมีความสุขร่วมกัน ในช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิต จึงทำให้คุณไม่ลังเลที่จะก้าวไปสู่วังวนแห่งความเสียใจ
จริงอยู่ว่าใคร ๆ ก็อยากทำทุกวันให้มีความสุขที่สุด ตามแบบฉบับของตัวเอง แต่อย่าหลงลืมว่าหากเวลาที่จำกัดมาถึง คุณจะสามารถแบกรับความรู้สึกเสียใจที่ถาโถมเข้ามาทั้งหมดได้ไหม? คุณจะทนยอมรับกับสภาพที่จะต้องพบเจอได้มากน้อยแค่ไหน?
ลองหยุดคิดสักนิด! แล้วถามใจตัวเองให้ดี ๆ หากหัวใจตอบว่า "ยังไหวอยู่" ก็ขอให้คุณเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ทำมันอย่างเต็มที่แล้ว แต่ถ้าใจตอบว่า "ไม่ไหวแน่นอน" ก็ควรให้ค่อย ๆ ก้าวออกมาทีละน้อย แล้วปล่อยให้เวลาเยียวยาหัวใจ สุดท้ายความรู้สึกเจ็บปวดจะค่อย ๆ เบาบางลง และพร้อมจะยิ้มรับกับรักครั้งใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
ที่สำคัญ "ความรัก" คือการเดิมพันด้วย "ความรู้สึก" ซึ่งไม่ว่าคุณจะเจ็บปวดเจียนตายหรือสุขล้นใจ แต่ขอให้คิดซะว่า...อย่างน้อยครั้งหนึ่งคุณก็เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนที่รักมากที่สุด (จริงไหม)

15ข้อคิด ข้อเตือนใจ เรื่องความรัก

596_image1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง
2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ท่าน ประทานมา
3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความ รู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว
4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป
5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลงประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้นแต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่เปิดไว้รอ
6. เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกัน อย่างประทับใจที่สุด
7. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา
8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง
9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ
10. อย่าบอกลาถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ
11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน
12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต
13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้
14. มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขา มาจากความฝันเพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น
15. ฝันถึงสิ่งที่คุณต้องการฝันไปในที่ที่คุณต้องการไปเป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ

เสน่ห์ 10 ข้อ ของผู้หญิง

541_image.

…..ผู้หญิงเรา ก็เหมือนไก่ ในคำสุภาษิตที่โบราณว่าไว้ “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” เกิดเป็นผู้หญิงทั้งที จะสวยน้อยหรือสวยมากแค่ไหน ไม่อาจกำหนดเองได้ แต่สิ่งที่เราสามารถกำหนด หรือปรุงแต่งได้ นอกจากความสวยงามแล้ว คือ เสน่ห์ จากการรู้จักเลือกของแต่ละคนนั่นเองค่ะ

….. ชุดชั้นใน ถ้าคุณคิดว่าไม่สำคัญ ผิดถนัดนัก แม้นว่าชุดนี้จะซ่อนอยู่อย่างมิดชิด ควรให้ความสำคัญสักนิด เพราะอยู่ติดกับผิวกายคุณที่สุด วัสดุเนื้อผ้าการรัดตัวของชุด หรือหลวมหย่อนย้วยจนเกินไป ให้รู้สึกสบายตัวที่สุด เพื่อความรู้สึกที่ดีจากข้างในถึงข้างนอก

….. กระเป๋าถือ สิ่งนี้คือของคู่กายของคุณสุภาพสตรี เพราะเป็นแม่บุญหอบกันแทบทั้งนั้น ไหนจะกระเป๋าสตางค์ มือถือ พวงกุญแจ เครื่องสำอางเอย จิปาถะ เลือกกระเป๋าให้เหมาะสมกับเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ ดูให้เข้ากับตามโอกาส พกพาแต่ของสำคัญจำเป็นจริง ๆ 80% เก็บไว้ที่บ้าน 20% พกติดตัว แค่นั้นจึงเหมาะสม

….. หน้าตายิ้มแย้ม ถึงแม้คุณจะแต่งตัวงดงามเพียงใด หน้าตาสดสวยมีเสน่ห์ กลิ่นกายหอมชื่นใจ แต่หน้างอเป็นม้าหมากรุกบอกบุญไม่รับ กลับบ้านไปนอนดีกว่า ใคร ๆ คงไม่อยากอยู่ไกล้ แล้วมันดีตรงไหนกันละคุณ

….. รองเท้า รองเท้าที่ไม่เข้ากับชุดเสื้อผ้าที่สวมอยู่หรือสวมแล้วเป็นทุกข์เพราะเจ็บ เหลือใจ ดูไม่เหมาะถึงจะชอบใส่ขนาดไหน แต่ดูขัดกับบุคคลิก เช่น สูงปรี๊ดหรือลำลองเหมือนดูเล่นอยู่ตามตลาดสด อย่าพยายามให้อภัยที่คิดจะใส่มันเลย เสียบุคคลิกเปล่าๆ แต่ถ้ายังคิดจะใส่อยู่ ต้องมั่นใจ เดินตัวตรงอย่างสง่า นั่นแหละแน่จริง

….. กิริยาวาจา ท่าทางการเดิน วาจาบ่งบอกถึงการอบรม ถึงคุณจะสนิทรักใคร่กันมาเก็บวาจาไว้คุณกันที่ลับดีกว่า ท่าทางท่วงทีการเดินให้มีสง่าเข้าไว้ ตัวตรงหลังตึง ไปไหนมาไหนอย่าให้เหมือนพายุหมุนก็พอแล้ว

….. สเปรย์ระงับกลิ่นปาก ที่สุดของสิ่งเสริมเสน่ห์ ดูปิ๊งปั๊งตั้งแต่หัวจดเท้าแต่พอเผยวาจาออกมา เพื่อนแตกฮือ ก็กลิ่นเจ้าหล่อนไม่จ๊ะจ๋าด้วย พกสเปรย์ระงับกลิ่นปากกันไว้ยิ่งเฉพาะสาว ๆ ที่ต้องจ๊ะจ๋าทั้งวันกันไว้ก่อนเถอะคุณ

….. เครื่องแต่งกาย แรกสุดคุณต้องรู้จักรูปร่างของคุณก่อน และพิจารณาสวมใส่ชุดให้เหมาะกับวาระโอกาสและสถานที่ เคารพต่อกิจกรรมที่ต้องเข้าร่วม ใส่ใจกับการตัดเย็บเสื้อผ้าแบบและสีสัน ดูให้เหมาะสมกับบุคลิกของคุณเอง อย่าเดินไล่ตามหลังแฟชั่นเกินไป จนผู้คนรอบข้างตะลึงงัน

….. เครื่องสำอาง ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง หน้าตาผมเผ้า ดูแลกันนิด ประแป้งสักหน่อยเติมสีปากสักนิด จัดผมให้เข้าที่เข้าทาง อย่าถึงกลับปล่อยให้หน้าโทรมมันแผล็บ เหมือนไปวิ่งการกุศลมา แต่ขอร้องไม่ต้องพอกหน้าจนหาผิวเดิมไม่เจอก็แล้วกัน

….. เครื่องประดับ ชุดเสื้อผ้าก็ดูดีแล้ว ทั้งกระเป๋า รองเท้า หน้าตาสวยสดใส หาเครื่องประดับอีกนิดแค่เสริมเติมให้ชุดกับตัวคุณดูมีลูกเล่น ไม่ต้องมากมายแค่ดูไม่เลี่ยนจนเกินไป เพิ่มเสน่ห์หญิงขึ้นมาทันที

….. น้ำหอม เครื่องหอม น้ำปรุง หากลิ่นประจำตัวไว้ก็ไม่เลว ถึงคุณจะไม่ชอบหรือแพ้น้ำหอม แค่โคโลญจน์หรือโลชั่นทาผิวกลิ่นอ่อนๆ เดินผ่านใคร กลิ่นหอมชื่นใจติดเป็นกลิ่นประจำกายคุณได้

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons