วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

เทคนิคการเข้าหาผู้ชายแบบเนียนๆ

เทคนิคการเข้าหาผู้ชายแบบเนียนๆ

วันนี้จะพาคุณผู้หญิงที่ยังโสดทั้งหลายไปจีบผู้ชายกัน อ๊ะ..อ๊ะ…แค่จีบนะคะยังไม่ได้ให้รีบร้อนเอามาเป็นแฟนอย่าใจร้อนกันนะ 55555+ เพราะการที่เราเจอผู้ชายในสเปกและทำให้เค้ารู้จักเราแล้วยังต้องดูอีกว่าเค้ามีแฟนหรือภรรยาแล้วหรือยัง ไม่งั้นอาจเกิดเป็นโศกนาฎกรรมเกี่ยวกับความรักขึ้นมาทีหลังได้ เทคนิคเล็กๆน้อยๆในการที่จะให้ผู้ชายที่เราหมายตาได้รู้ว่าเรามีตัวตน มันก็ไม่ยากเพียงแต่ทำให้เนียนเป็นธรรมชาติหน่อยนะคะจะได้ไม่ดูเป็นการอ่อยจนเกินงาม

ถ้าคุณไปเจอผู้ชายในสเปกที่ร้านขายหนังสือ ดูสักพักว่าเขาสนใจหนังสืออะไรอยู่ พยายามทำทีเหมือนเรากำลังหาหนังสือประเภทนั้นๆเหมือนกัน เมื่อเข้าใกล้เป้าหมายพอสมควรถ้าเห็นเขากำลังเอื้อมมือจะหยิบหนังสือให้คุณทำแบบเดียวกันโดยให้มือเราไปกระทบโดนเค้าแล้วหันไปเอ่ยปาก”ขอโทษค่ะ” ด้วยเสียงนุ่มๆพร้อมทั้งยิ้มแต่พองาม แล้วลองชนเค้าคุยเกี่ยวกับหนังสือที่เค้าและคุณกำลังสนใจเหมือนกัน และอาจจะเลยเฉไฉถามไปว่าเค้าทำงานอยู่แถวนี้รึเปล่า เริ่มต้นได้ก็คุยไปถึงเรื่องอื่นๆได้โดยที่พยายามจับจุดให้ได้ว่าเค้าสนใจอะไรบ้างที่เหลือก็แล้วแต่คุณแล้วค่ะจะทำให้เค้าอยากรู้จักคุณมากขึ้นกว่านี้ได้หรือเปล่า อ้อ…..คุณต้องมั่นใจว่าเสื้อผ้าหน้าผมของคุณต้องดูดีด้วยนะถ้าเป็นยายเพิ้งละคงไม่มีใครอยากสานสัมพันธ์กับคุณแน่ๆ และอย่าทำท่าให้เค้ารู้ว่าคุณอยากรู้จักเค้ามากแค่ไหนเป็นอันขาด ทำให้เค้ารู้สึกว่าที่คุณคุยกับเค้าเพราะเหมือนเจอเพื่อนที่สนใจและคุยถูกคอในเรื่องเดียวกัน ถ้าเค้าสนใจคุณเค้าจะเป็นฝ่ายรุกเอง

ถ้าคุณผู้หญิงท่านอื่นๆไปเจอเค้าที่คุณถูกใจในที่อื่นๆก็พยายามทำแบบเดียวกับข้อที่เจอในร้านหนังสือ การที่คุณแสดงให้เค้าเห็นว่ากำลังสนใจในสิ่งเดียวกันเป็นการดึงดูดความสนใจจากเค้าได้อย่างดีทางนึง การพูดจาอ่อนหวานและคุยแบบสบายๆเป็นเสน่ห์อีกข้อของผู้หญิงเราค่ะ อย่าเอาแต่ตั้งคำถามเพียงอย่างเดียวในเรื่องที่คุยกับเค้าคุณควรจะโต้ตอบออกความเห็นบ้างนะคะ การเริ่มต้นนำพาไปสู่มิตรภาพและอะไรๆอีกมากมาย แต่ยังไงก็อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจนะคะว่าเค้าที่คุณหมายตาไว้ยังโสดสนิทจริงๆ ใช้เวลาในการคบหาให้นานหน่อยจะดีกว่ารีบร้อนแบบรวบรัดนะคะ เทคนิคเล็กๆสำหรับวันนี้ค่ะลองทำดูนะคะ

นางมารพิฆาตผู้ชาย

7สิ่งที่ทำให้หญิงเบื่อชาย

379_image7สิ่งที่ทำให้หญิงเบื่อชาย

1. ต่อมรับรู้อารมณ์ "เสื่อม"
ผู้ชายชอบยึดมั่นว่า ตัวเองนั้นเป็นเพศที่ใช้เหตุผล มากกว่าอารมณ์ จึงเห็นว่า การแสดงอารมณ์ของผู้หญิงไม่ว่า จะเป็นอาการน้อยใจ หึง โกรธ คิดมากนั้น เป็นเรื่องไร้สาระ จึงทำตัวเฉยเสีย ไม่สนใจ คิดไปเองว่า เป็นได้ ก็หายเอง ... อ้าว ! คุณคะ ถ้าเค้าไม่รักคุณ เค้าจะน้อยใจ จะหึง จะโกรธคุณเหรอคะ ... ระวังนะคะ ถ้าแฟนสาวของคุณเริ่มมีอาการ เฉยๆ ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ยิ้ม รับง่าย ๆ ไม่ว่าคุณจะไปทางไหนล่ะก้อ ขอให้รับทราบได้เลยว่า เจ้าหล่อนหมดรักคุณไปเรียบร้อยแล้วค่ะ
2. ต่อมเสมอต้นเสมอปลาย "วาย"

ตอนจีบใหม่ ๆ เอาใจสารพัด เช้าถึง เย็นถึง จะทำอะไร จะไปไหนเนี่ย "อย่าลืมทานข้าวนะจ๊ะ" ... "อย่านอนดึกนะจ๊ะ" ... จะหันไปทางไหน ตามพันแข้งพันขา เรียกได้ว่า เป็นช่วงทองของคุณผู้หญิงเลยนะคะ เพราะหลังจากที่คุณตกลงปลงใจกับพ่อหนุ่มตัวดีเรียบร้อยแล้ว ขอให้พึงสังวรได้เลยว่า จะไม่ได้รับการปฏิบัติหรือ เอาใจเยี่ยงนี้อีกแล้ว เพราะต่อมความเสมอต้นเสมอปลายของพ่อตัวดีนั้น วาย ไปซะแล้ว
3. เริ่มแสวงหา "งู" มาเป็นสัตว์เลี้ยง

ก็เข้าใจนะคะว่า อาการเจ้าชู้ กับ ผู้ชายน่ะเป็นของคู่กัน แหม ... อยากให้เราปลง ทีเราหึง ซึ่งเป็นอาการปกติของผู้หญิง ก็มาว่าเราไร้สาระ ... อดไม่ได้หรอกค่ะ ช่วงเดือนแรก ไปไหนมาไหน กินอะไร นั่งมองแต่เรา จนเราเขิลลลล ... แต่นาน ๆ ไปชัก สอดส่ายสายตาไปทั่ว ถ้าไม่เรียกให้รู้สึกตัว ก็มองตามไปนู่น แม่สาวสายเดี่ยวที่เพิ่งเดินสวนกันไป นี่มันอะไรกันจ๊ะ ไหนว่าไม่อยากให้หึง แล้วทำตัวหัวงูทำไม ?
4. ต่อมวิเคระห์เหตุผล ผิดปกติ

ไม่รู้ไปฝังหัวความเชื่อกันมาจากไหนกันว่า "ผู้ชายชอบใช้เหตุผล ผู้หญิงชอบใช้อารมณ์" ยันกันได้เลย ดิฉันว่า เหตุผลที่พวกผู้ชายเค้าว่า ก็แค่ เหตุผลที่เค้าคิดขึ้นมาเองมากกว่า ยกตัวอย่างง่าย ๆ ผู้หญิงซื้อเสื้อผ้า ก็ว่า ... ไร้สาระ อ้าว !! ที่พวกคุณบ้า กอล์ฟ คอมพิวเตอร์ รถกระป๋อง นั้น มีสาระมาก ๆ ล่ะสิคะ คิดว่าคุณผู้หญิงบางท่าน บางครั้งต้องเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องถามตัวเองว่า เอ๋ ?? นี่ชั้นไร้เหตุผล หรือ เค้าไร้สาระกันแน่นะ ทำไมล่ะคะ ต่างตนต่างมีงานอดิเรกที่ชอบ มีสิ่งที่ทำแล้วสบายใจ การที่คุณจะตีค่าว่า สิ่งที่อีกคนนั้นเป็นสิ่งไร้สาระนั้น ไม่แสดงว่าคุณใจแคบไปหน่อยเหรอคะ ถ้าคุณผู้ชายทั้งหลายคิดว่าตัวเองเป็นเพศที่มีเหตุผลแล้วไซร้ ดิฉันว่าน่าจะลองคิดตริตรอง และเปิดใจกว้างกว่านี้อีกสักนิด .. จะน่ารักมาก ๆ
5. ชอบวางอำนาจ ใจร้อน

สงสัยจะเข้าใจคำว่า "ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง" ผิด ... จึงได้ชอบออกคำสั่ง ผมต้องเป็นผู้นำ สิ่งที่ผมคิดเนี่ย ถูกที่สุดแล้ว !! เอ๋ ?? เข้าใจไรผิดไปเปล่าคะ (O_o) สำนวนข้างต้นเนี่ย มาจากธรรมชาติของช้างที่ว่า เวลาเดิน ช้างจะยกเท้าหลังก่อน แล้วเท้าหน้าจึงก้าว ... ดังนั้นโบราณเค้าหมายความว่า ผู้หญิงน่ะ เป็นผู้นำ เจ้าค่ะ มีอะไรต้องฝังเพศแม่บ้าง เพศหญิงเนี่ย เป็นเพศที่มีความละเอียด รอบคอบ ค่อยคิดค่อยทำ ไม่บ้าเลือด นี่ไงล่ะคะ ผลสำรวจถึงได้ว่า ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย ก็ผู้ชายน่ะใจร้อน บางครั้งเลยเอาปากไปแหย่เท้า ผู้มีอำนาจ เลยซี้ม่องไปซะก่อนวัยอันควร ผู้หญิงเราบางครั้งก็ระอากับ อาการใจร้อน ยอมไม่ได้ของคุณ ๆ เหมือนกันนะคะ ... ขอบอก
6. ลำเอียง เข้าข้างตัวเอง

คิดว่าข้าเก่ง ... ข้าแน่ ... ผู้ชายชอบคิดเข้าข้างว่าตัวเอง เก่ง เจ๋ง ... แหม ไม่อยากจะพูดก็ต้องพูด เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชายหลายคนเนี่ย มาจากการมีคู่คิด คู่เคียงที่ดีนะเจ้าคะ แต่ด้วยความเป็นผู้หญิง ก็ไม่อยากจะล้ำหน้า เดี๋ยวจะโดนใบแดงออกจากสนาม ... ก็ได้แต่ เป็นผู้สนับสนุน ปิดทองหลังพระ โดยไม่มีใครรู้ ... จนบางครั้งทำให้พวกหนุ่ม ๆ ลืมตัวไปว่า กว่าจะมีวันนี้ เพราะมีใครคอยช่วยหนุนหลัง คอยเป็นกำลังใจ ข้าได้ดี เพราะข้าเองนี่แหละ อันนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง ...
สมัยที่ บิล คลินตัน ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อครั้งไปเยี่ยมประชาชนที่รัฐๆ หนึ่ง ขณะนั่งในรถและกำลังเดินทางกลับ ก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ยืนโบกมือให้ และภรรยาของเขา ฮิลลารี่ คลินตัน ได้โบกมือตอบ จึงถามไปว่า
บิล : นั่นใคร ?
ฮิลลารี่ : อ๋อ แฟนเก่าชั้นเอง เค้าเป็นเจ้าของฟาร์ม อยู่ที่นี่
บิล : (หัวเราะ) นี่ถ้าคุณตกลงแต่งงานไปกับเค้า ตอนนี้คุณก็คงได้เป็นแค่ เมียเจ้าของฟาร์มล่ะสิ
ฮิลลารี่ : ไม่หรอก ถ้าชั้นแต่งงานกับเค้า ประเทศเราจะมีประธานาธิบดี ที่อดียเคยเป็นเจ้าของฟาร์มต่างหาก
บิล : !!???!!??!!
ว่ากันว่า ผู้นำหลายคนในโลกนี้ ล้วนประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากมีผู้หญิงเป็นแรงหนุนที่ดี แต่สงสัยว่าบรรดาคุณผู้หญิงเหล่านี้ จะเห็นว่า บรรดาผู้ชายล้วนหลงตัวเอง และไม่เห็นบุญคุณ สมัยนี้เราจึงเห็น ผู้หญิง หลายคนก้าวขึ้นมามีบทบาทในตำแหน่งผู้นำกันเอง ไม่ว่า จะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ ผู้นำประเทศก็ตาม
7. ต่อมรัก "เพื่อน" แตก !!

ประการที่ 7 นี้เป็นสิ่งที่คุณผู้หญิงทั้งหลายต่างทราบกันดี ว่าผู้ชายของเรานั้น ล้วนรักเพื่อนมากมายขนาดไหน แล้วจะไม่ให้เราเบื่อได้ไงล่ะคะ ก็นัดเราอยู่ดี ๆ พอเพื่อนโทรมา กลับเลื่อนนัดเราซะได้ หรือไม่เวลาเราชวนไปไหน บอกไม่ว่างร่ำไป แต่พอเพื่อนโทรมากริ๊งเดียว ถึงกับแล่นออกไปในทันที ก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ขนาดนี้ ทีหลังก็ให้เพื่อนนั่นแหละค่ะ มาพัดมาวี มาเอาอกเอาใจแทนแล้วกัน แหม ... พูดแล้วหงุดหงิดใจ
เอาแค่เบาะ ๆ แค่ 7 ข้อแล้วกันนะคะ เพราะเค้าว่าพูดหญิงน่าเบื่อแค่ 7 ข้อ เราก็เบื่อคุณผู้ชายแค่ 7 ข้อ พอหอมปากหอมคอ อย่าเคืองกันแล้วกันนะ...พ่อคุณ ไหน ๆ คุณก็ว่าพวกเราว่า ขี้บ่น อยู่แล้วนี่นา บ่นแค่นี้ก็อย่าถือเลย ถือว่าเป็นแค่อารมณ์เล็ก ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งแล้วกันจ๊ะ

คุณประโยชน์ของ ฟ้าทะลายโจร

คุณประโยชน์ของ ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculaga Wall. Ex. Ness

ลักษณะ : ฟ้าทะลายโจร เป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ ๗๐ ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม ใบมีสีเขียวเข้ม ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๓-๑๒ ซม. รูปร่างเรียวยาว ปลายแหลม ดอกขนาดเล็กสีขาว ด้านในมีกระสีม่วงแดง ฝักแขนคล้ายฝักต้อยติ่ง ทุกส่วนของฟ้าทะลายโจร มีรสขมจัด พืชชนิดนี้เป็นสมุนไพรพื้นเมืองของจีน มานานแล้ว โดยชาวจีนใช้ในการรักษาอาการเจ็บคอ ไข้ทอนซิลอักเสบ และในประเทศอินเดีย ใช้เป็นยาขมเจริญอาหาร รักษาอาการท้องร่วง

ส่วนที่ใช้เป็นยา : ใบ

รสและสรรพคุณยาไทย : รสขมจัด

คุณประโยชน์ด้านการแพทย์ : ใบฟ้าทะลายโจร มีสารกลุ่ม diterpene lactone หลายชนิด ที่สำคัญและมีปริมาณสูง คือ Andrographolide, 14-deoxy-11, 12-didehydro andrographolide, neo-andrographolide and deoxy andrographolide-19-B-D-glucoseฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาสรรพคุณแล้ว พบว่า สามารถรักษาโรคอุจจาระร่วงและบิดมีเชื้อ ได้ผลใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน และฟ้าทะลายโจร ยังสามารถลดอาการไข้ และเจ็บคอในผู้ป่วยได้

การเตรียมยาและการใช้ : เป็นไข้ ใช้ใบสด ๒๕ กรัม หรือ ใบแห้ง ๓ กรัม ต้มนานราว ๑๕ นาที อาการท้องเสีย ใช้ใบสด ๒๕-๗๕ กรัม หรือใบแห้ง ๓-๘ กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ ๒ ครั้ง หรือทำเป็นแคปซูลขนาด ๕๐๐ มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ ๒ เม็ด วันละ ๔ ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน อาการเจ็บคอ รับประทานแบบแคปซูล เม็ดละ ๕๐๐ มิลลิกรัม ครั้งละ ๒ เม็ด วันละ ๔ ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

คำเตือน : สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อรุนแรง มีไข้สูง หนาวสั่น ในเด็กเล็กและคนสูงอายุ และผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจ ควรใช้อย่างระมัดระวัง บางคนอาจมีอาการแพ้ยา เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ปวดเอว เวียนหัว ให้หยุดยาแล้วเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น

ขอขอบคุณ

บทความภาพและประกอบ

จาก

http://atcloud.com/stories/85356

10 สัญญาณอันตราย! จับไต๋"ผู้ชายจอมลวง"

10 สัญญาณอันตราย! จับไต๋"ผู้ชายจอมลวง"

เขาเป็นชายหนุ่มที่น่ารักจนเหลือเชื่อ แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่คุณอดคาใจไม่ได้ มีอะไรที่จะบอกถึงความจริงใจของชายหนุ่มได้บ้าง? อย่างแรกสัญชาตญาณของคุณนั่นแหละ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเราต้องฟังและเชื่อความรู้สึกของตัวเอง แต่ถ้ายังไม่แน่ใจเรามีสัญญาณบางอย่างที่บอกได้ว่า เขากำลังจริงใจหรือเปล่า
1. เขาชอบทวนคำถามซ้ำ

เวลาที่คุณถามว่า "คุณทำอะไรเมื่อคืนนี้" แล้วชายหนุ่มของคุณก็ทวนคำถามซ้ำว่า "เอ้อ ผมทำอะไรเมื่อคืนนี้น่ะหรือ" ผู้เชียวชาญบอกว่าผู้ช่ยมักทวนคำถามถ่วงเวลาและคิดหาคำตอบ เพราะความจริงนั้นเขาควรที่จะบอกออกมาได้ทันทีอยู่แล้ว ในอีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ เขาเอาแต่ถามกลับว่า "อะไรนะครับ" ถ้าเขาไม่หูตึง เขาก็คงกำลังถ่วงเวลาเพื่ออะไรบางอย่างอยู่เช่นกัน
2. เขาชอบให้คุณเล่าเรื่องของตัวคุณเอง

เขากำลังหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องของตัวเองอยู่หรือเปล่า? จงระวังให้ดี ผู้ชายส่วนใหญ่ของพูดเรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อเขากำลังสร้างความประทับใจอยู่ ถ้าเขาบ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่คุณถามบางอย่างเกี่ยวกับเขา มันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างอยู่แน่นอน
3. หรือไม่ก็พล่ามมากกว่าที่คุณถาม
ในอีกทางหนึ่ง คนที่กำลังโกหกอยู่อาจวิตกจริตกับการไม่ซื่อสัตย์ของตัวเอง จนกระทั่งต้องให้รายละเอียดมากกว่าที่คุณถาม เพื่อที่จะได้ดูเหมือนบริสุทธิ์ใจ
4. เชื่อผมสิ

การป้องกันตัวเองแบบสุด ๆ อาจเป็นการแสดงออกถึงการรับผิดก็ได้ ฉะนั้น ด้วยคำพูดว่า "เชื่อผมสิ" หรือ "ผมพูดจริงนะ" ที่คุณกำลังเจอก็คือ คนที่กำลังทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นจากการโกหกของตัวเอง
5. เขาหลีกเลี่ยงการสบตา
คนโกหกมักมีแนวโน้มไม่มองหน้าคุณเวลาพูด นอกจากนี้ มือไม้ที่อยู่ไม่สุก การเขย่าขา ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งของอาการปั่นป่วนใจ ในกรณีที่เพิ่งรู้จักกันสำหรับผู้ชายบางคน นี่อาจเป็นอาการของความอาย แต่มันก็เป็นสัญญาณที่คุณไม่ควรมองข้าม ถ้ามันเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ มันก็คงมีอะไรผิดปกติแน่
6. เขานิ่งผิดปกติ

ในทางตรงกันข้าม เป็นไปได้เช่นกันว่าคนโกหกจะไม่ค่อยขยับแขนขา หรือกระพริบตาน้อยครั้ง การใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจำให้ได้ว่าตัวเองพูดอะไรไปแล้ว อาจทำให้คนโกหกต้องจำกัดความเคลื่อนไหวของตัวเอง และมักมีการโน้มน้าวที่จะพูดผิดน้อยกว่าคนที่พูดความจริง เพราะเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเรียบเรียงเรื่องที่เล่านั่นเอง
7. เขาไม่ยอมให้คุณพบเพื่อนของเขา
การพบกับเพื่อน ๆ ของเขาเป็นวิธีหนึ่งที่จะประเมินได้ว่า โลกที่แท้จริงของเขาเป็นยังไงกันแน่ แต่ถ้านานวันผ่านไป และก็ยังบ่ายเบี่ยงที่จะให้คุณได้รู้จักเพื่อนของเขาอยู่ละก็ สัญญาณอันตรายชัด ๆ เลยล่ะ
8. คำพูดกับการกระทำไม่ไปด้วยกันเลย

ลองมองคำพูดปะจำวันของเขาให้ดี ๆ ถ้าเขาบอกว่าจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ แต่มาทำงานเป็นช่างทาสี คุณก็คงต้องตรวจสอบกันซะหน่อยแล้วล่ะ เขาอาจเป็นช่างทาสีที่มีการศึกษาดีที่สุดในโลกก็ได้ แต่เขาอาจเป็นอย่างอื่นด้วยก็ได้นะ
9. เขาเตรียมการอย่างดีเสมอ
ถ้าเขาดูเหมือนจะเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ดีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไปไหนกันดี กินอะไรดี สิ่งที่คุณเจออาจมากไปกว่าคนชอบโกหก เขาอาจเป็นคนที่มีชีวิตอยู่กับโลกอันจอมปลอม หรือมีปัญหาในการไว้วางใจอย่างรุนแรง คนพวกนี้มักไม่ชอบการเปลี่ยนแผนอย่างปัจจุบันทันด่วน หรือไม่ชอบการทำโดยไม่วางแผน เพราะนั่นอาจทำให้เขาถูกจับได้
10. เขาถูกจับได้ว่าโกหกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

ถ้าคุณพบกับเชขาเพียงไม่กี่ครั้ง แล้วจับได้ว่าเขาโกหกคุณในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เรื่องว่าเขาทำอะไรตอนสุดสัปดาห์ มันก็ถึงเวลาที่จะชิ่งแล้วล่ะ เพราะถ้าโกหกคุณแม้แต่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ มันก็คงมีอะไรอีกหลายอย่างที่ซ่อนอยู่แน่นอน หรือหากคุณพบกับเขามาพอสมควรแล้ว และพบว่าเขาชอบโกหกคุณในเรื่องที่อาจจะดูไม่ร้ายแรง แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะเลือกคบกันคนที่ไม่ซื่อสัตย์แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อยแบบนั้น ชิ่งเจ้าหนุ่มจอมโกหกซะเถอะ ชีวิตคุณจะดีขึ้นอีกเยอะเลย

ที่มา... Lisa

7 ขั้นตอน "ทำงาน" ไม่เครียด

7 ขั้นตอน "ทำงาน" ไม่เครียด

1. เตรียมพร้อมตั้งแต่ที่บ้าน
นอกจาก นอนหลับให้เต็มอิ่ม วิธีผ่อนคลายง่ายๆคือ ควรเลือก สวมชุดทำงานที่มีเนื้อผ้านุ่มสบาย ไม่รัดแน่น

หรือพอดีตัวจนอึดอัด ยิ่งเป็นเนื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติจะยิ่งดี และควรรับประทานอาหารเช้า

เพราะเป็นมื้อสำคัญที่ช่วยให้สมองทำงานได้ดี
2. สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน
จัดโต๊ะให้เป็นระเบียบ ไม่ปล่อยให้โต๊ะรก เพราะเห็นแล้วจะยิ่งทำให้จิตใจเครียด ไม่แจ่มใส พานรู้สึกว่าสะสางอย่างไร

ก็คงไม่เสร็จเสียที นอกจากนี้ควร สร้างบรรยากาศด้วยภาพ เช่น การติดภาพธรรมชาติ หรือภาพคนที่รัก รวมถึงสีที่เห็นแล้วสบายตา

เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน สีฟ้า ซึ่งช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น หรือการวางผลไม้สดไว้บนโต๊ะทำงาน ก็สามารถช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น

และลดความเครียดได้อีกวิธีคือ ปลูกต้นไม้ไว้ใกล้ที่ทำงาน เพราะการได้เห็นสีเขียวของต้นไม้ก็ช่วยคลายเครียดได้ดี
3. เตรียมกาย-ใจก่อนทำงาน เริ่มจาก
หลับตานิ่งๆ สัก 1 - 2 นาที และสลัดทิ้งภาพที่พบเจอมาตลอดเช้าไม่ว่าจะเป็นสภาพการจราจรที่แน่นขนัด ผู้คนแออัด

หรือเหตุการณ์ไม่สบอารมณ์ใดๆ
หากเป็นไปได้ควรดื่มน้ำผลไม้สักแก้วก่อนเริ่มงาน จะช่วยให้แจ่มใสขึ้น
จัดลำดับงานว่าชิ้นไหนควรทำก่อน-หลัง นอกจากช่วยบริหารเวลา นการทำงานได้ ยังช่วยให้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
4. การสร้างมุมมองที่ดีในการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น
ต้องทำงานอย่างมีวินัย คิด และแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบโดยยึดหลักเหตุและผล
เปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งที่มีโอกาสรู้ล่วงหน้าและไม่คาดคิดมาก่อน
เรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่นรวมถึงตัวเอง เพราะไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์
เรียนรู้ที่จะปล่อยวางปัญหาเล็กๆ ที่ยิ่งเก็บมาคิดจะยิ่งเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ
5. วิธีรับมือกับความเครียด
ในกรณีที่แม้คุณจะพยายามทำตามทุกขั้นตอนข้างต้นมาแล้ว แต่ความเคร่งเครียดบางอย่างที่อาจควบคุมไม่ได้ยังคอยตาม

มากดดันตัวคุณอีก ลองใช้วิธีต่อไปนี้
หยุดสิ่งที่ทำ ให้เครียด แล้วเบี่ยงเบนความสนใจ ด้วยการฟังเพลง หรืออ่านหนังสืออ่านเล่น
พักสั้นๆ ด้วยการลุกไปดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำล้างหน้าหรือออกไปยืดเส้นยืดสายเพื่อผ่อนคลาย
จดบันทึกทุกครั้งที่เครียด เพื่อตรวจเช็คความถี่และพิจารณาว่าปัญหาใดที่ทำให้เราเครียดได้บ่อยที่สุด เมื่อรู้แล้วจะได้หลีกเลี่ยงถูก
หาตัวช่วยในการคิด อาจเป็นเพื่อนร่วมงานที่รู้จักเราดีหรือคนใกล้ชิดก็ได้ เนื่องจากการเล่าปัญหาจะช่วยให้เรายอมรับเรื่องนั้นได้ง่ายขึ้น
6. หาวันหยุดให้กับตัวเองบ้าง
ถือเป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้ เพราะเป็นการชาร์จพลังที่ดีเพื่อจะกลับมาเริ่มงานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น นอกจากนี้ควร

ให้รางวัลกับชีวิตบ้าง เพราะการให้ของขวัญตัวเองจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความกระตือรือร้นในการทำ งานได้มากขึ้น
7. ทิ้งทุกเรื่องของงานไว้ที่โต๊ะ
และกลับบ้านด้วยใจที่โล่ง ไม่คั่งค้าง และควรระลึกไว้เสมอว่า "เมื่อไรที่จิตใจเครียด ร่างกายก็จะเครียดตาม" และทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้น

สาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกกัน

435_imageสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกกัน

ทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป : ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลา ส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

หึงแบบไร้ขีดจำกัด : คงจะห้ามกันได้ยาก เรื่องความหึง แต่ต้องมีลิมิตกันบ้าง

บอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะ : วิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้น แต่หลัง ๆ อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า
เชื่อเพื่อนมากเกินไป : บางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอ สำหรับคุณหรือเปล่า

โกรธแล้วไม่พูดด้วย : เรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูดกัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้

นัดแล้วไม่เป็นนัด : การเลื่อนนัด ประเภท เลื่อนแล้วเลื่อนอีก รอบ่อย ๆ เขาก็อาจจะเลิกรอ

โกหก : บางคนโกหกเป็นนิสัย ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้ น้อยคนนัก ถึงจะยอมเข้าใจ

อ่านแล้ว ก็ปฏิบัติตัวให้ดีๆ จะได้ไม่ถูกใครบอกเลิกได้

เครดิต:kapook.com

คนเจ้าชู้มากรัก...รู้จักไว้บ้างก็ดี !!

คนเจ้าชู้มากรัก...รู้จักไว้บ้างก็ดี !!

มีคนจำนวนมากไม่ว่าทั้งชายและหญิงมักประสบปัญหาเรื่องการใช้ชีวิตคู่

ต้องอยู่ด้วยความหวาดผวาและหวาดระแวงว่าคู่ของตนจะนอกใจอยู่ร่ำไป

ส่วนใหญ่ไม่รู้จักวิธีแก้ปัญหา และมักจะลงเอยคล้ายๆ กัน เช่น การใช้ความรุนแรง ทะเลาะเบาะแว้ง

สุดท้ายจบลงด้วยน้ำตาแห่งความผิดหวัง...
คนมากรัก...กับคนเจ้าชู้
ความจริงแล้ว ความหมายของ 2 คำนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไร คนที่เคยมีประสบการณ์จะรู้ว่า...

มีคำเรียกคนเจ้าชู้อีกหลายคำ เช่น “หลายใจ” “มากรัก” หรืออาจแย่ไปถึงคำว่า “สำส่อน” ก็ได้

ซึ่งล้วนหมายถึงคนที่ชอบหว่านเสน่ห์ คาดหวังกับการได้รับการชื่นชมกลับมาด้วยวิธีการต่างๆ ของตนเอง

มักจะอ้างแบบข้างๆ คูๆ ว่าหลงรักคนโน้น คนนี้เข้าแล้ว ประมาณว่าแจกรักไปทั่ว ซึ่งคำว่า “รัก” ที่คนเหล่านี้มีมากมาย

เผื่อแจกคนอื่นนั้น เป็นเพียงความรักจอมปลอมมากกว่า เป็นคำอ้างเพื่อหวังจะได้ความสุขหรือความพึงพอใจของตนเอง

หาใช่เป็นการมอบความรักหรือความสุขให้แก่คนอื่นด้วยความ จริงใจไม่ !!
ทำไมคนจึงเจ้าชู้มากรัก?
คนเจ้าชู้ หรือคนที่ไม่รู้จักพอในเรื่องความรักไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย โดยทั่วไปเรามักจะโยนความไม่ดีตรงนี้

ไปให้ฝ่ายชายทั้งที่ความจริงแล้วหญิงเจ้าชู้มากรักก็มีไม่น้อย คนเหล่านี้เป็นคนที่ต้องการความรักจากคนจำนวนมาก

มีคู่คนเดียวไม่พอหรืออย่างไร? เป็นประเด็นที่น่าขบคิดและน่าทำความเข้าใจ

คงไม่ใช่เจ้าชู้เพราะทำตามค่านิยมของสังคมอย่างเดียว หากแต่มีสาเหตุทางจิตวิทยาด้วยว่า

ความรู้สึกแบบนี้มันมีที่มาอย่างไร ตัวอย่างเช่น
• เกิดและเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่เป็นแบบนี้ มีคนในครอบครัวทำให้เห็นเป็นตัวอย่างเป็นประจำ

แม้ว่าตอนเด็กๆ อาจจะไม่ชอบหรือรังเกียจพฤติกรรมนี้ แต่เมื่อโตขึ้นกลับทำตามเพราะเกิดการเรียนรู้

และเปลี่ยนการรับรู้ใหม่ว่าใครๆ เขาก็ทำกันไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด จนในที่สุดก็มองพฤติกรรมเจ้าชู้มากรัก

เป็นเรื่องธรรมดา ลักษณะแบบนี้พบได้บ่อยในครอบครัวที่พ่อหรือแม่เป็นคนเจ้าชู้ หรือสำส่อน ขาดระเบียบวินัยในครอบครัว

ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีปัญหาซับซ้อน บางครอบครัวที่พ่อหรือแม่แสดงพฤติกรรมเหล่านี้ก็มักเป็นครอบครัวที่

ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ขาดคุณธรรม เห็นแก่ตัว และมีความมักมากในกามคุณ
• มองความเจ้าชู้มากรักเป็นเรื่องธรรมดาๆ ด้วยเหตุผลว่าเป็นค่านิยมที่ใครๆ ก็ทำกัน สร้างความกระชุ่มกระชวยหัวใจ

จึงทำซ้ำๆ บ่อยๆ จนในที่สุดเมื่อเจอสถานการณ์หรือคนมากระตุ้นก็อดใจไม่ไหว มีการตอบสนอง

และมองว่าถ้าไม่ได้ทำคงไม่สบายใจ เหมือนคนที่มีความต้องการทางเพศซึ่งมักคิดว่าต้องได้รับการตอบสนองทันท่วงที

จึงทำบ่อยจนเคยชิน พบมากในกลุ่มคนที่มีนิสัยคล้ายๆ กันมาคบหาสมาคมกัน ใช้ชีวิตเสเพลแบบเดียวกัน
• เป็นคนใจอ่อน ชอบสงสารผู้อื่น (แม้จะไม่สร้างสรรค์ก็ตาม) อยากให้เขาสมหวังมากกว่าผิดหวัง

ไม่กล้าปฏิเสธเมื่อมีคนมาหลงรักหรือชอบ จนอาจไม่สามารถแยกแยะระหว่าง “การให้” คือการช่วยเหลือแบบไม่หวัง

สิ่งตอบแทน กับการต้องยอมตามความต้องการของคนอื่นและตนเอง ในที่สุดจึงนำไปสู่การนอกใจคนรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

โดยทั่วไปคนแบบนี้มักถูกเลี้ยงมาในครอบครัวที่ทำให้ไม่กล้าคิดกล้าตัดสินใจ และเมื่อมีปัญหาก็ใช้วิธีหลีกหนีปัญหาหรือ

เฉไฉไปเรื่อย จนสุดท้ายปัญหาคาราคาซังไม่ได้รับการแก้ไข
• ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต ข้อนี้น่าจะสำคัญที่สุด เพราะถือว่าเป็นต้นตอของพฤติกรรมมากรักหรือเจ้าชู้ เช่น

ขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง รอคอยการยอมรับจากคนอื่น ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะดีพอ และมักมองว่าการที่ตัวเองดีพอ

หรือไม่ขึ้นอยู่กับการที่มีคนมาสนใจหรือให้ความสำคัญกับตนเองเท่านั้น วิธีการพิสูจน์ตัวเองที่คนประเภทนี้คิดว่าดี

ก็คือการทำอย่างไรให้เห็นว่าตนเองมีค่า ด้วยการหว่านเสน่ห์ไปเรื่อยๆ เช็คเรตติ้งว่ามีใครมาสนใจหรือไม่

จนในที่สุดกลายเป็นคนที่มีแฟนหรือมีกิ๊กเต็มไปหมด ปัญหาก็อาจจะยุ่งเหยิงอีรุงตุงนัง ยิ่งแก้ยิ่งพันกันมั่ว
• สาเหตุทางจิตใจอีกอย่างหนึ่งที่พบบ่อย คือ เคยมีประสบการณ์ทางเพศที่ไม่ดี และเก็บสะสมเรื่องเหล่านี้

ไว้ในใจ เช่น เคยถูกลวนลามทางเพศ โดยสถานการณ์ตอนนั้นทำให้ทุกข์ทรมานใจไม่สามารถแก้ไขได้

มักมองตนเองเป็นคนผิดที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ การมีเพศสัมพันธ์สำส่อน เปลี่ยนคู่บ่อยๆ

จึงทำให้รู้สึกว่าตนอยู่เหนือคนอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทดแทนปมด้อยในอดีต อยากให้ตนเองมีอำนาจควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง

โดยเฉพาะเรื่องที่ตนเองเคยทำไม่ได้ เป็นการย้ายความโกรธจากสถานการณ์หนึ่งในอดีตมาแก้แค้นผ่านคนอื่นหลายๆ คน

(ที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับในอดีตเลย) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกลไกทางจิตที่ไม่เหมาะสม

ต่อกรกับคนเจ้าชู้อย่างไรดี?
..... วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับคนเหล่านี้ คือ ....


• ค่อยๆ ทบทวนว่ามีสาเหตุมาจากที่กล่าวข้างต้นหรือไม่
ถ้าใช่ก็ควรแก้ไขให้ตรงสาเหตุ

ดีกว่าใช้อารมณ์ เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง หรือใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
• ไม่สนับสนุนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในครอบครัวหรือชีวิตคู่ แม้กระทั่งในสังคม เช่น สมาชิกในครอบครัว

ควรแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่าไม่ยอมรับพฤติกรรมเจ้าชู้ รวมถึงสื่อต่างๆ ไม่ควรนำเสนอเรื่องราวของคนเจ้าชู้ว่าเป็น

ความเท่ทันสมัยยอมรับได้ หรือเป็นเรื่องตลกขบขันสบายๆ เพราะในความเป็นจริงคนที่เจอปัญหาแบบนี้กับตัวเอง

คงไม่มีวันสบายใจได้เป็นแน่
• วิธีการที่ดีที่สุด คือ การปรับใจยอมรับคนที่เป็นแบบนี้ และหาทางแก้ไข โดยทำให้คนที่มีพฤติกรรมเจ้าชู้

เหล่านั้นตระหนักถึงปัญหาที่จะตามมา การเพิ่มความภาคภูมิใจในตัวเองให้กับเขาน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแม้จะไม่ง่ายนัก

อาจปรึกษากับจิตแพทย์ นักจิตวิทยาเพื่อทำจิตบำบัดร่วมด้วย แต่หากพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้วคนเหล่านั้นยัง

ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง คนที่เป็นคู่ก็ไม่ควรทนแบกรับความทุกข์ต่อไป การเลิกรากันคงจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
• ในกรณีที่การกระทำเกิดจากนิสัยที่เห็นแก่ตัว ขาดศีลธรรมดังที่กล่าวมาข้างต้น มักแก้ไขได้ยากเกินเยียวยา

ใครที่เป็นคู่คนแบบนี้คงต้องกลับมาทบทวนตัวเอง เปลี่ยนที่ตัวเองให้ตัดใจเสียดีกว่าทนอยู่ต่อไป มิเช่นนั้นคงต้องเจอ

กับปัญหาอีกมากมายไม่รู้จบให้เสียสุขภาพจิตอย่างแน่นอน
คนเจ้าชู้อาจจะไม่ใช่คนที่เลวร้าย น่ากลัวเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนที่เป็นแบบนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

มีบางท่านกล่าวว่าโลกนี้อาจจะไม่มีคนเจ้าชู้มากรักก็เป็นได้ มีแต่คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตเสียมากกว่า เมื่อเจอคนแบบนี้

หรือคุณเองที่เป็นคนแบบนี้ การกล่าวโทษ การรังเกียจเดียดฉันท์ หรือการใจอ่อนยอมทนอยู่กับคนเหล่านี้

คงไม่ใช่หนทางที่เหมาะสมสักเท่าไร
การทำความเข้าใจ รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเองหรือใครบางคนที่เป็นแบบนี้

จะช่วยให้ยอมรับและให้อภัยได้ อีกทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเพื่อชีวิตคู่ที่มีความสุขอย่างแท้จริง

มิต้องมานั่งหวาดระแวง หงุดหงิดอารมณ์เสียกับความคาดหวังในผู้อื่นที่มีข้อจำกัดมาก

ซึ่งมักจะลงเอยด้วยความช้ำใจในที่สุด ในเดือนแห่งการส่งเสริมสถาบันครอบครัว

บทความนี้คงช่วยสร้างความเข้าใจและเป็นสื่อประสานความสัมพันธ์ในครอบครัวของคุณ

อย่างน้อยการเริ่มรู้จักและเข้าใจคนประเภทนี้คงจะช่วยให้การแก้ปัญหาสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ
ที่มา .... Health Today




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons