วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ผู้ชายรัก...ไม่รัก ดูได้จากตรงไหน

ผู้ชายรัก...ไม่รัก ดูได้จากตรงไหน


เมื่อตาประสานตา เมื่อความรักแรกพบหรือรักหลายพบได้ก่อกำเนิดขึ้นในใจ ทำเอาสาวๆ อย่างคุณพาลคิดไปเองต่างๆ นาๆ ว่า การที่ผู้ชายจับจ้องสายตามองแต่คุณนั้น เรียกว่า "เขาตกหลุมรักคุณ" เข้าให้แล้ว และด้วยเหตุผลของการคิดไปเองนี้ทำให้สาวๆ หลายคน ต้องอยู่ในวังวนของการรักเขาข้างเดียว
ดังนั้นการเริ่มต้นสังเกตพฤติกรรมชายหนุ่มที่คุณคิดว่ารัก ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แถมยังเป็นการเมคชัวร์อีกว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเรียกว่าเขารักคุณหรือเปล่า
เริ่มต้นขอนัดเดต
การที่ผู้ชายขอเดต อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าเขาชอบคุณเข้าอย่างจังแล้ว แต่การนัดครั้งต่อไปของเขาต่างหาก ที่เป็นคำตอบว่า เขาอยากรู้จักและใช้ชีวิตอยู่กับคุณมากขึ้น ดังนั้นหากคุณออกเดตกับเขาครั้งแรก และเขาเอ่ยปากนัดคุณอีกครั้ง คำว่า "รัก" คงอยู่ไม่ไกลแล้วล่ะ
รสชาติและวิธีการจูบของเขา เมื่อตกลงปลงใจยอมรักชายสักคน การสังเกตวิธีการจูบของเขาว่ามีความโรแมนติกที่มาพร้อมกับคำว่าเซ็กซ์ด้วยไหม ถ้าเขาสักแต่จูบคุณเพื่อปลุกอารมณ์ความไคร่ โดยหาความรักและโรแมนติกไม่มีเลยนั้น เขาคิดกับคุณเป็นเพียงคู่นอนแล้วล่ะ
ความใส่ใจ หนุ่มที่คุณคิดว่าเขารักจะใส่ใจคุณมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการที่เขาจำรายละเอียดในเรื่องที่คุณบอกไปทุกเรื่อง อย่างเช่นปัญหาในการทำงานของคุณวันนี้ แล้วเขายังถามถึงปัญหาเหล่านี้จากคุณในอีกวันรุ่งขึ้น
ความรู้สึกปลอดภัยที่เขาหยิบยื่นให้คุณ อะไรจะสร้างความมั่นใจให้กับคุณสาวๆ เท่ากมารสร้างความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ๆ เขา อีกทั้งการที่เขาไม่ปล่อยให้คุณโดดเดี่ยว ด้วยการผิดนัด มาช้า หรือ ไม่ติดต่อหาคุณเลยจนคุณต้องโทรเช็ค เรียกได้เลยว่า เขาเริ่มห่วงใยและสนใจคุณ
ความโรแมนติกที่มีให้กับคุณ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการโทรหรืออีเมวมาบอกคุณ ถึงความประทับใจในการออกเดตกับคุณแต่ละครั้ง ก็เป็นสิ่งที่คุณควรรับรู้ว่า เขารักคุณเข้าแล้ว
เปิดเผยชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และเพื่อนฝูง การที่เขายอมเล่าเรื่องชีวิตการทำงาน การใช้ชีวิต พาคุณไปแนะนำให้เพื่อนๆ ในก๊วนของเขาให้รู้จัก และสุดท้ายถ้าเขาพาไปพบพ่อแม่ของเขา ก็หมายความว่า เขารักคุณหมดทั้งใจแล้ว
เขากล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคุณ
แม้หลายคนจะปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงเพื่อคนรักเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง ยั่งยืน แต่การที่เขากล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างการแต่งตัว เปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ ก็โปรดยืนยันกับตัวเองไว้ได้เลยว่า คุณทำให้ชายหนุ่มคนนี้ยอมรับและรักผู้หญิงอย่างคุณแล้ว
แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณคิดว่า ไม่ได้มีส่วนในการรู้จักกับความรักของผู้ชาย แต่สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยให้คำตอบว่า คุณคิดเอาเองฝ่ายเดียว หรือเขาร่วมเข้ามาเป็นคู่คิดของคุณด้วยอีกคน...
ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก ผู้หญิงนะคะ.คอม

เหตุผลที่สาวๆ ควรรักกรดอะมิโน

เหตุผลที่สาวๆ ควรรักกรดอะมิโน

สำหรับสาวๆ ที่อายุเริ่มไต่ระดับขึ้นเลข 3 ยิ่งต้องรักโปรตีนให้มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นองค์ประกอบหลักของความสดใสเปล่งปลั่งของผิว ผม และเล็บ แต่ส่วนใหญ่พอถึงวัยนี้เรามักจะเลี่ยงเนื้อสัตว์ ด้วยเหตุผลที่ว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ย่อยยาก ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก
แต่เราไม่สามารถงดหรือขาดโปรตีนได้ เพราะร่างกายต้องใช้กรดอะมิโน ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของโปรตีนไปเป็นอาหารของเซลล์ ในทุกส่วนของร่างกาย เราจึงเริ่มมองหาวิธีการทดแทนโปรตีนให้ร่างกายด้วยวิธีอื่นที่ง่ายกว่าและดีกว่า

มาทำความเข้าใจกับหน้าที่และประโยชน์ของกรดอะมิโนกันหน่อย
1. เพราะกรดอะมิโนเปรียบเสมือนอาหารของเซลล์ ดังนั้นร่างกายจะนำกรดอะมิโนไปสร้างโปรตีนในเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งจำเป็น สำหรับกระบวนการเติบโตและการซ่อมแซมร่างกาย
2. สร้างสารควบคุมการทำงานของร่างกาย ได้แก่ เอ็นไซม์ ฮอร์โมน และภูมิต้านทานโรค
3. รักษาสิ่งแวดล้อมภายในร่างกายให้อยู่ในสภาพคงที่ ได้แก่ รักษาความเป็นกรดด่างในร่างกาย และช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย
4. ให้พลังงานและความร้อน โดยเมื่อใดที่ร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันไม่เพียงพอ ร่างกายจะเผาผลาญโปรตีนแทน
5. ช่วยในการขนส่งสารต่างๆ ในเลือด เช่น ฮอร์โมน วิตามิน ไขมัน เกลือแร่ ฯลฯ ช่วยให้ร่างกายสามารถนำเอาสารอาหารต่างๆ ไปใช้ งานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แล้วกรดอะมิโนสำคัญกับผิวยังไงบ้างนะ ?
ยกตัวอย่าง สาวๆ ที่อยู่ระหว่างควบคุมน้ำหนักมักมีผิวพรรณซูบซีด ไม่สดใสหรือหมองคล้ำ ร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อไปช่วยเสริมสร้าง ร่างกายและกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเป็นปกติ ผิวพรรณดีขึ้น
นั่นเพราะการได้รับกรดอะมิโนอย่างพอเพียง สัมพันธ์โดยตรงกับการสร้างคอลลาเจนและกลูตาไธโอนจากกรดอะมิโน ที่มีความจำเป็น กับผิวทั้งจากภายในและภายนอก โดยสารทั้งสองนี้มีส่วนช่วยให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง กระจ่างใสขึ้น
คอลลาเจน (Collagen)
เป็นโปรตีนที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ เป็นตัวช่วยสร้างความตึงกระชับให้ผิว คอลลาเจนจะมีอยู่ในร่างกายของคนเรา แต่เมื่อหลังอายุ 20 ร่างกาย จะสูญเสียคอลลาเจนทุกๆ ปี ปีละ 1% เมื่อขาดคอลลาเจน ผลเสียที่เกิดกับผิวคือ เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น หยาบกระด้าง ไม่ยืดหยุ่น จึงจำเป็น ต้องเพิ่มคอลลาเจนให้ผิวด้วย
ปัจจุบันมีวิธีเพิ่มคอลลาเจนหลายวิธี ทั้งการฉีดคอลลาเจนโดยตรงจากแพทย์ รับประทานอาหารที่ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแค โรทีน วิตามินซี วิตามินอี ที่มีส่วนช่วยผลิตคอลลาเจน
กลูตาไธโอน (Glutathione)

หลายปีที่ผ่านมา เราสนใจกลูตาไธโอนในแง่ที่เชื่อว่าช่วยทำให้ผิวพรรณขาวขึ้น ซึ่งความจริงกลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วย ชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้ตับขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งแพทย์จะใช้รักษาโรคต่างๆ และผลข้างเคียงทำให้ผิวขาว แต่มีกลุ่ม คลินิกเสริมความงามอ้างว่าเป็นสารใช้ผสมกับวิตามินซีฉีดทำดีท็อกซืผิวขาว
กลูตาไธโอนเป็น tripeptides ของกรดอะมิโน 3 ตัว คือ ซิสทีน (cysteine), กรดกลูตามิก (glutamic acid) และไกลซีน (glycine) ซึ่ง ร่างกายสามารถผลิตได้เองตามธรรมชาติ พบมากในอาหารจำพวกนม ไข่ ผลอะโวคาโด สตรอว์เบอร์รี่ มะเขือเทศ บรอคโคลี ส้มเกรปฟรุต และผักโขม

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก Lisa

บอกเขาดีไหม..ว่าเราไม่บริสุทธิ์

บอกเขาดีไหม..ว่าเราไม่บริสุทธิ์

เรื่อง "ความบริสุทธิ์ของหญิงสาว" คุณหมอได้แจกแจงความเห็นออกเป็น 3 ประเด็นดังนี้
1. คำว่า "บริสุทธิ์"
แปลว่า "แท้...ไม่มีสิ่งเจอปน ปราศจากมลทิน" (มลทิน แปลว่า ความมัวหมอง) เข้าใจว่าคนที่คิดและเริ่มต้นป่าวประกาศว่าความบริสุทธ์ของผู้หญิงมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่เยื่อพรหมจารี และเมื่อหญิงวัยสาวมีการร่วมเพศครั้งแรกเมื่อนั้นถือว่าเสียความบริสุทธิ์ ต้องเป็นผู้ชายแน่นอน
ความเห็นของคุณหมอ..ความบริสุทธิ์ของมนุษย์อยู่ที่การกระทำ ล่วงละเมิดทรัพย์สินและร่างกายผู้อื่น สมมติว่าผู้ชายคนหนึ่งข่มขืนหญิงวัยสาว อย่างนี้ถือว่าผู้ชายคนนั้นเสียความบริสุทธิ์..ไม่ใช่ฝ่ายหญิง
2. ข้อนี้อยากให้ถือว่าเป็น "กฎ" ว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ว่าที่สามีรับรู้ว่าคุณเคยมีประสบการณ์ทางเพศกับแฟนคนเก่ามาก่อน..แม้ว่าเขาจะบอกกับคุณว่ายอมรับได้ก็ตาม เพราะหลายๆรายที่ตอนแรกก็ว่ารับได้ ไม่รังเกียจ..แต่เขาอาจเก็บซ่อนความรู้สึกระแวงหรือไม่ไว้วางใจไว้ข้างใน เคยมีตัวอย่างว่าเมื่อฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ปุ๊บ ฝ่ายชายก็เกิดอาการกำเริบคิดฟุ้งซ่านว่าลูกในท้องไม่ใช่ผลผลิตของเขา
อย่าปล่อยให้ผู้ชายเป็นฝ่ายตั้งคำถามกับเราว่า เธอเป็นผู้หญิงบริสุทธิ์หรือเปล่า..แล้วละเลยที่จะรับรู้ว่าว่าที่สามีของเราอาจเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาติดเราก็ได้.. แนะนำว่าถ้าผู้ชายถามเรามากๆ ก็ย้อนถามเขากลับเลยว่าแล้วเขาเองล่ะบริสุทธิ์อยู่หรือเปล่า แน่จริงจับไปตรวจเลือดเอดส์และซิฟิลิสซะเลย
3. ถ้าไม่บอก ผู้ชายไม่มีทางรู้ได้เลยว่าผู้หญิงที่เขามีเซ็กซ์อยู่นั้นเคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือเปล่า..ยกเว้นแต่ว่าคุณมีลูกติดจากสามีเก่ามาก่อน ขนาดหมอสูตินรีเวชที่ตรวจภายในผู้หญิงก็ไม่สามารถค้นพบร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นได้ ยกเว้นกรณีที่มีการคลอดบุตรผ่านช่องคลอดแล้วเท่านั้น จึงปรากฎเห็นชัดเจน มองด้วยตาหมอสูติฯยังไม่รู้ แล้วจากการสัมผัสร่วมเพศผู้ชายจะไปรู้ได้ยังไง
แต่เขามองออกจากปฎิกิริยาตอบสนองทางเพศ ลีลาท่าทางของผู้หญิงต่างหากที่ทำให้เขาผิดสังเกต ถ้าเกิดคุณคล่องแคล่วโลดโผนพิศดาร แล้วมาบอกว่านี่เป็นครั้งแรกของฉัน..ยังไงผู้ชายเขาก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้น..เซ็กซ์ครั้งแรกกับสามี ขอให้ทำตัวเหมือนเซ็กซ์ครั้งแรกในชีวิต คือทำงงๆเบลอๆเข้าไว้ แสร้งทำเป็นเกร็งๆกล้าๆกลัวๆ..อย่างนี้รับรองว่า ฝ่ายชายไม่มีทางจับได้ แล้วถ้าไม่อยากให้เขามาจับผิดเรื่องมีเลือดออกในการมีเซ็กซ์ครั้งแรก ก็หาฤกษ์เข้าหอในช่วงที่เรามีประจำเดือนซะ..อย่างนี้ความลับก็อยู่กับเราตลอดชีวิต

ผู้ชายต้องการอะไรมากกว่า หน้าตา หน้าอกหน้าใจ

ผู้ชายต้องการอะไรมากกว่า หน้าตา หน้าอกหน้าใจ

คำกล่าวที่ว่า "ผู้หญิงจะรักผู้ชายจาก 0 ไปถึง 100 แต่ผู้ชายจะรักผู้หญิงจาก 100 ไปสู่ 0" คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่บอกว่าเป็นเรื่องจริง และผู้ชายส่วนมาก ก็ไม่ปฏิเสธว่า ผู้ชายมองผู้หญิง ที่ หน้าตาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนอันดับสอง ก็คือ บริเวณ หน้าอกหน้าใจ ว่ามีขนาดที่สมวัยหรือไม่ ลำดับถัดมา ก็คือนิสัย แต่ถ้ามีครบทั้งสามอย่างล่ะก็ สุดๆ ไปเลย
แต่ที่กล่าวมาตามย่อหน้าข้างต้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายหวังจะให้ผู้หญิงสวยเลิศเลอ หรือต้องไปแปลงโฉมใบหน้า ให้เหมือนดังเช่นสาวเกาหลี หรือจะต้องไปเสริมหน้าอกหน้าใจ ให้มีไซส์ใหญ่ สะบึมส์ จนกลายเป็นดาวยั่ว แต่อย่างใด
ผู้หญิงส่วนหนึ่งยังมีความเข้าใจผิดว่า จะหาแฟนได้ ต้องหน้าตี และหน้าอกใหญ่เท่านั้น ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ ถูกครับ เพราะสองสิ่งนี้ คือสิ่งที่จะทำให้ผู้ชายเกิดอาการลุ่มหลงในช่วงแรก หรือที่เรียกว่า ตกหลุมรัก หรือเกิดอาการหัวปักหัวปำ บางคน ก็อาการหนัก จนโดนทักว่า โดนของมาหรือเปล่า
แต่เมื่อถึง ช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากที่คบกันมาได้สักพัก หน้าตา และไซส์ของ หน้าอก ก็จะลดบทบาทความสำคัญลงไป สิ่งที่เพิ่มความสำคัญเข้ามาแทนที่ ก็คือความเข้าออกเข้าใจกัน การเสียสละ การเป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับ เพราะแท้จริงแล้ว ผู้ชายต้องการใครสักคน เป็นเพื่อนคุย เป็นคู่คิด และก้าวเดินไปพร้อมกัน
ชีวิตคนเราย่อมมีวันเวลาที่ประสบปัญหาหรือมีเรื่องไม่สบายใจกันทั้งนั้น หากผู้หญิงไม่สามารถทำหน้าที่เป็น เพื่อนคู่คิดในยามที่เขามีปัญหา ก็อาจจะทำให้ความรักสั่นคลอน และทำให้ผู้ชายเกิดความรู้สึกว่า คุณยังไม่ใช่คน ที่ควรจะใช้ชีวิตคู่ ร่วมกัน ผู้ชายบางท่าน มีแฟนที่น่ารักมาก คบกันช่วงแรกๆ เข้ากันได้ด้วยดี ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสวยงาม แต่ผ่านไปนาน ก็ต้องเลิกรากัน เพราะพบว่า ผู้หญิงบ๊องแบ้ว มากเกินไป พร้อมกับให้เหตุผลว่า "น้องเค้าเหมาะ ที่จะเป็นแฟน แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้" เพราะผู้ชายเอง ก็มองว่า ถ้าจะใช้ชีวิตคู่ ก็ต้องมีใครสักคน ที่เป็นคู่คิด ให้คำปรึกษา และร่วมวางแผน สร้างครอบครัว ไปด้วยกันได้
แต่เช่นเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงน่าตาดีแต่บ๊องแบ้ว จะไม่สามารถมีคู่ได้ เพียงแต่ว่า คนที่จะมาเป็นคู่ได้ จะต้องเป็นคนประเภทที่ชอบเป็นผู้นำอยู่ตลอดเวลา หรือเป็นผู้ชายประเภท ที่ชอบเป็นช้างเท้าหน้าอย่างแรงกล้า
สิ่งที่อยากจะแนะนำคุณผู้หญิง ที่อาจจะขาดความมั่นใจในเรื่องรูปร่างหน้าตาของตัวเอง ลองค้นหาเสน่ห์ และความสามารถที่ตัวเองถนัด และแสดงมันออกมาอย่างเต็มที่ ผู้ชายหลายคนตกหลุมรัก ผู้หญิงที่มีความรู้ ความสามารถ ผู้ชายบางคน ก็ชอบผู้หญิงที่มีอารมณ์ขัน สนุกสนานเฮฮา เพราะอยู่ด้วยกัน แล้วสบายใจ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ชาย ให้ความสำคัญ ที่จะคบกับผู้หญิง เป็นแฟน หรือคู่ชีวิต โดยตัดสินใจ จากบุคลิกภาพโดยรวม ไม่ใช่ดูจากรูปร่างหน้าตาเพียงอย่างเดียว
หน้าตาดี หรือ หน้าอกสะบึมส์ ไม่ใช่ว่า จะช่วยทำให้ได้รับชัยชนะไปซะทั้งหมด นิสัยที่ดี ความมั่นใจ และการดูแล การเอาใจใส่ต่างหาก ที่จะช่วยให้รักกันได้อย่างยาวนาน

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก NadDate.com

5 วิธีเพื่อเป็นผู้หญิงที่น่ารัก

5 วิธีเพื่อเป็นผู้หญิงที่น่ารัก

1. ช่างมัน ฉันไม่แคร์

ใช่ว่าจะไม่แคร์ไปเสียทุกเรื่อง แต่ต้องการให้คุณเลิกแคร์กับเรื่องไม่เป็นรื่องต่างหาก สมมติว่าคนขับแท๊กซี่โกงเงินทอนคุณไป 3 บาท จนสามวันผ่านไปคุณก็ยังจำหน้าคนขับแท๊กซี่คนนั้นได้ อย่างนี้ผู้หญิงน่ารักไม่พึงปฎิบัติอย่างยิ่งค่ะ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะมองข้ามได้ก็ปล่อยไปเถอะ อย่ามัววิตกให้อารมณ์มัวหมอง ทำลายความสดใสบนใบหน้าเสียเปล่าๆ เลย

2. นิ่งเสียตำลึงทอง

ถ้าคนรอบตัวคุณกำลังโวยวาย หงุดหงิด หรืออะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับคุณเลย ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่ผู้หญิงน่ารักๆ จะต้องแสดงน้ำใจไมตรีโดยการกระโดดเข้าไปร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงอารมณ์ร่วมไปกับเขา สู้เป็นฝ่ายอยู่นิ่งๆ รับฟังจะดีกว่า เพราะนอกจากไม่ต้องทำร้ายสุขภาพจิตของตัวเองแล้วการรับฟังอย่างเงียบอาจเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีและเป็นสิ่งที่คนรอบข้างของคุณต้องการมากที่สุดก็ได้

3. นินทากาเลเหมือนเทน้ำ

ยิ่งเทก็ยิ่งมัน น้ำยิ่งกระจัดกระจายเลอะไปหมด ดีไม่ดีจะเปรอะมาถึงตัวคนพูดด้วย การนินทาลับหลังเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างยิ่งของผู้หญิงน่ารักนะคะ เพราะขณะที่คุณกำลังนินทา คนร่วมวงรวมทั้งตัวคุณเองก็อาจจะไม่แน่ใจว่าสักวันหนึ่งจะตกเป็นเหยื่อของการนินทาบ้างหรือเปล่า แต่ผู้หญิงเรารวมกลุ่มกันทีไรเรื่องนี้มักจะห้ามยาก

ถ้าคุณคิดจะเลิกก็เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเตือนสติตัวเองว่า นี่ฉันกำลังจะนินทาแล้วนะ และชวนเพื่อนเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ทำอย่างนี้บ่อยๆ เข้าคุณก็จะเลิกได้ แล้วกลุ่มของคุณก็จะเลิกตามไปในที่สุดด้วยค่ะ

4. หยุดคิด เสียบ้าง

ไม่ใช่หยุดแล้วคิดนะคะ แต่ให้หยุดความคิดบางอย่างเสียบ้าง โดยเฉพาะความคิดแบบเปิดศึก ไม่ว่าจะสงครามกับตัวเองหรือคนรอบข้างทันทีที่เริ่มคิดให้ติดเบรกด่วนเลยค่ะ สมมติคุณกำลังคิดว่า ไม่มีใครทำความสะอาดที่นี่เลยหรือไง ความคิดนี้ยังไม่อันตราย แต่ถ้าคุณเริ่มคิดต่อไปว่า ฉันเป็นคนเดียวที่ทำทุกอย่างที่นี่ใช่มั้ย ฉันเบื่อเต็มทีแล้ว จนถึง ฉันเกลียดที่นี่ ฉันเกลียดทุกคน นี่แหละค่ะความคิดที่จะทำลายทั้งอารมณ์ จิตใจ และความน่ารักของคุณ

5. เบื่อคนบ่น

นับว่าเป็นโชคดีถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ชอบการบ่น แต่บางคนก็มักจะพูดว่า ทำไมคนโน้นคนนี้ขี้บ่น เมื่อไหร่จะหยุดเสียที น่าเบื่อจริงเชียว รู้ตัวไหมล่ะว่า ถ้าคุณยังไม่เลิกบ่นต่อเรื่องที่คนอื่นบ่น คุณก็จะกลายเป็นคนขี้บ่นที่น่าเบื่อเหมือนกับพวกเขานั่นแหละ

ไม่ใช่เรื่องเกินกำลังไปใช่ไหมคะ สำหรับการหยุดทบทวนและเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเล็กๆน้อยๆ สักห้าข้อที่ว่า...เพียงเท่านี้คุณก็จะกลายเป็นผู้หญิงที่น่ารักมีเสน่ห์กว่าเดิมอีกหลายเท่าเชียวค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

มารยาหญิง.. สักเล่มเกวียนก็พอ

มารยาหญิง.. สักเล่มเกวียนก็พอ

มารยาหญิง . . . สักเล่มเกวียนก็พอ


เชื่อเถอะค่ะคุณขา ผู้ชายร้อยทั้งร้อยน่ะต่อให้แน่แค่ไหนก็หัวปักหัวปำกับ มารยาหญิงที่เม้าท์กันมาหลายชั่วอายุคนว่ามีถึงร้อยเล่มเกวียน

หนุ่มๆ มาอ่านเจอตรงนี้จะเถียงคอเป็นเอ็นหัวเป็นลูกชิ้นศรีย่าน ก็ตามใจเขาเถอะค่ะ โธ่เอ๊ย... พอเจอเข้ากับคำหวานออดอ้อน ออเซาะ ปรนนิบัติพัดวี หยอดเสียงหัวเราะคิกคักกับตลกซ้ำซากของเขาบ่อยๆ . . . เอ๋อทุกรายค่ะ
หญิง ยุคใหม่เป็นตัวของตัวเองอย่างเรา เก่งกาจสารพัดทั้งงานนอกบ้านและในบ้าน รับผิดชอบเยี่ยม วินัยยอด มันสมองปราดเปรื่องจนน่าจะได้รางวัลโนเบล จะให้ลดศักดิ์ศรีทำตัวเป็นนางบำเรอได้ยังไง้ !! . . . ถ้ารักชั้นก็ต้อง love me love my dog farm ไม่ใช่ให้ชั้นทำตัวเป็นคนอื่น . . . พูดจบทุบโต๊ะเปรี้ยงยืนยันความเห็นเดิม แฮ่..น่ากลัวจริงเจ๊
มาดมั่นอย่างนี้อาจเป็นเพราะเราติดภาพพจน์ "ผู้หญิง" ในค่านิยมตะวันตกหรือเปล่า ที่เห็นดีเห็นงามว่าผู้หญิงควรเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจ แกร่ง กล้า และยืนบนเรียวน่องของตัวเองได้ ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรานีของสามีอีกต่อไป . . . ดีค่ะที่เป็นตัวของตัวเอง เพราะมันน่าหวาดเสียวหากมัวแต่พึ่งพาสามี เกิดวันดีคืนดีเขาบอกเธอมีค่าเป็นศูนย์จะกลับมาพึ่งพาตัวเองลำบาก
แต่ผู้หญิงเราบางครั้งก็ล้ำเส้นการเป็นตัวของตัวเองไปสู่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง และ "มั่นใจ" ไปสู่ "แข็งกร้าว" จนลืม "อ่อนหวาน" (ซึ่งไม่ได้แปลว่าอ่อนแอซักหน่อย น่าจะหมายถึงความอ่อนโยน นุ่มนวล . . . นะคะ นะคะ) พอแข็งกร้าวเสียแล้ว ครั้นจะกลับมาใช้มารยาหญิง ภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราก็ประดักประเดิด เสียฟอร์ม เนี่ย . . . ถึงได้อดใช้เครื่องมือชั้นดีในการผูกใจสามี (ปล่อยให้ผู้หญิงอื่นเขาใช้ พอได้ผลก็ไปว่าเขา)

วันนี้เลยมาชวนกันปัดฝุ่น มารยาหญิง ที่มีซุกซ่อนอยู่ แค่หยิบมาใช้ซักเกวียนสองเกวียน เริ่มจากของยากๆ ก่อนดีกว่า ถ้าผ่านจะได้ไปโลด

ออดอ้อน ออเซาะ ต้าย . . . วัยนี้มาให้ชั้นทำหน่อมแน้ม ออดอ้อนออเซาะ !! อย่าเพิ่งมองการพะเน้าพะนอในแง่ร้ายสิคะ วัยไม่เกี่ยว แล้วใครที่คิดว่าหญิงห้าวไม่สามารถ... โฮะ โฮะ ประมาทคู่ต่อสู้ไปหน่อยแล้ว คือว่าเพื่อนสาวห้าวของอิชั้นคนนึงนะคะ เธอน่ะทั้งห่าม ทั้งห้าว ตัวใหญ่ ปากกัด ไม่มีส่วนใดที่เรียกว่าหญิงหวานเลย แต่เห็นเวลาเจ้าหล่อนอ้อนเหยื่อแล้ว พวกหญิงกว่าอย่างเราถึงกับนะจังงัง เหยื่อรายนั้นก็ตกเป็นของเธอมาตลอด 10 กว่าปี ทำใจกล้าถามเธอเพราะความจำเป็น(ในการเขียนเรื่อง) เจ้าหล่อนเผยไต๋ว่า "ชั้นใช้จุดขัดแย้งในตัวมาเป็นจุดเด่น ใครจะคิดว่าชั้นทำได้ แล้วมีรึเขาจะไม่ประทับใจ แล้วชั้นน่ะอ้อนทีเล่นทีจริงตลกบ้าบอไปด้วย จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน งงอยู่ก็เสร็จเรา พูดดีด้วยน่ะเขาชอบอยู่แล้ว หล่อนก็รู้เขาน่ะกิมจิจะตาย ยังพาชั้นไปอิตาลี่มา 2 รอบ"
ความ อ่อนหวานออดอ้อนต้องหมั่นฝึกใช้เป็นประจำให้เป็นความเคยชินค่ะ ฝึกให้ใจอ่อนโยนจะได้อ่อนหวานแบบเป็นธรรมชาติ บัดเดี๋ยวดีบัดเดี๋ยวร้ายไม่จริงใจนะคะ ปกติธรรมดามีแต่... "นี่ อย่างกนักเงินทอง ให้ชั้นมั่ง ไม่ให้ก็ไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตชั้นแสนห้าแล้วกัน" วันดีคืนดีอยากให้เขาทำอะไรให้ ก็ลุกขึ้นมาหยอดคำหวานปุบปับ นอกจากเขาไม่หลงใหลแล้วยังจะขนขัวลุก เขาสยองแน่ เพราะธรรมดายังโหดขนาดนี้ นี่ต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตายแน่ถึงมาออเซาะ
เอาใจในยามปกติสุข วันละเล็กวันละน้อย การทำบ่อยๆ จะช่วยให้เขาสบายใจเมื่ออยู่กับเรา แล้วคนเราจะซึ้งใจกันที่สุดในยามเจ็บป่วยนี่แหละ ถ้าได้ดูแลปรนนิบัติเขาเต็มที่ ถึงแม้คุณพี่เขาแมนมากจะล้มมิล้มแหล่แต่จะไปหาหมอคนเดียว แทนที่จะบอกเขาตามสภาพความเป็นจริงว่า “ยืนยังไม่ไหวเลยจะไปได้ไง” ก็เปลี่ยนเป็น "ไปด้วยสิคะเป็นห่วงจัง รออยู่บ้านไม่สบายใจน่ะค่ะ" เห็นมั้ยว่าเราไม่ได้ลดความแมนของเขาลง แล้วเขายังต้องแมนต่อด้วยการปกป้องความรู้สึกเราอีก
ชื่นชมให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่าเขาเก่ง ใครๆ ก็ชอบเป็นคนเก่ง เขาเองก็หนีไม่พ้นหรอกหรอกน่า อยากเป็นคนเก่งเนี่ย ครั้นจะชมเช้าชมเย็นทุกเรื่องกันซื่อๆ ว่าเขาเก่งอย่างโน้นอย่างนี้ มันก็ทื่อมะลื่อไปหน่อยนะว่ามั้ย เลือกชมความสามารถความดี หรือความหล่อเหลาที่เขาภูมิใจนักหนา เวลานั่งตั้งวงคุยกับคนอื่นๆ สบโอกาสก็บอกเขาว่าไหนเล่าเรื่องนั้นให้ฟังหน่อยสิ มันเป็นเรื่องเฮก็จริงจ้ะ แต่ว่าในนั้นมีสอดแทรกวีรกรรมของคุณพี่ไว้ อย่างนี้ค่อยเนียนกว่าการชงลูกให้เขาอวดสรรพคุณตัวเองโต้งๆ
หึงเล็กๆ แต่พองาม ถ้าเราไม่ใช่คนขี้หึงนะ มุขเสแสร้งแกล้งหึงหวงนานๆ ครั้งก็เข้าท่าค่ะ แหม..มันกระหยิ่มในใจยังไงไม่ทราบ รู้สึกว่าเป็นที่ต้องการและมีค่าขึ้นมาทันทีเวลาที่มีคนออกอาการหวงให้เห็น บ้างเล็กๆ น้อยๆ มุขนี้ถ้าใช้บ่อยๆ ก็จะเกิดผลเสียตามมาเหมือนกินยาเกินขนาด
ทำตัวเป็นสาวพราวเสน่ห์ ไม่ได้หมายความว่าต้องแต่งหน้าให้หนาตึ้บกว่าเก่า ลงทุนเจ็บตัวสวยด้วยแพทย์จนไม่เหลือเค้าหน้าเดิม หรือแต่งตัวหรูเริ่ดอยู่ตลอดเวลา ความพยายามที่มากเกินไปคนอยู่ด้วยสัมผัสได้ว่าเราหมกมุ่นกับมันมากจนน่ากลัว โธ่ . . . เวลาผู้หญิงวุ่นวายกับเรื่องสวยๆ งามๆ ของตัวเองมากๆ น่ารำคาญออก ทำตัวสบายๆ หน้าตาแจ่มใส แต่งตัวสวยๆ บ้าง ให้เขาเห็นว่า "เออเมียเราก็สวยแฮะ" ผมเผ้าเข้ารูปเข้าทรง ถ้าเมื่อก่อนเคยแต่งหน้าอยู่ก็อย่าปล่อยปละละเลยเสียทีเดียว มีโอกาสก็แต่งหน้าแต่งตาบ้าง เสื้อผ้าอย่าให้แก่ แต่จะกระชากวัยกันเกินงามก็จะน่าสงสารไปซะอีก คิดถึงความสวยในความหมายว่าดูดี ก็จะไม่หลงทางไปเป็นแต่งตัวจัดหรือแต่งตัวไม่สมบุคลิกไง แล้วอย่าลืมเครื่องแบบในห้องนอน ว่าต้องมีเซ็กซี่กันบ้างละค่ะที่รัก
ทำ ตัวน่าคบกับคนรอบข้าง จะพี่ๆ น้องๆ พ่อแม่ เพื่อนฝูงของเขา ก็อย่าลืมโปรยเสน่ห์ให้ทั่วถึง ถ้าเราทั้งดูดีน่ารักและน่าคบหา คนในหมู่นี้จะคอยเป็นฐานเสียง ชมเราให้เขาฟัง (ถ้าเขาไม่ขี้อิจฉา) เขาปลื้มนะคุณที่ได้ของดีมีค่ามาไว้กับตัว

credit:http://webboard.yenta4.com/topic/474896

ถ้าคุณรักเขา แล้วเขาจะรักคุณไหม

ถ้าคุณรักเขา แล้วเขาจะรักคุณไหม . . . ? ลองค้นหาคำตอบดูดีไหม 
ถ้าคุณทำเพื่อเขา  . . . แล้วเขาเคยทำเพื่อคุณกลับสักครั้งบ้างรึเปล่า? 
ถ้าคุณกำลังเหงา เขาจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณไหม
ถ้าคุณกำลังเจอปัญหา เขาจะยังยืนอยู่เคียงข้างคุณไหม

ถ้ามี วันหนึ่งvคุณทำผิดเขาจะอภัยให้คุณได้ไหม 
ถ้า คุณกำลังอยากระบายเรื่องอะไรสักเรื่อง . . . 
แต่ดึกมาก แล้วคุณลองโทรไปหาเขา เขาจะรับฟังหรือจะต่อว่าคุณ 
ถ้าคุณกำลังท้อแท้ เขาสามารถให้กำลังใจคุณได้ดีแค่ไหน 
ถ้า คุณให้ของขวัญเขา แม้เขาจะไม่ชอบ . . . 
แต่เขายังยิ้มและ รับอย่างเต็มใจจริงๆ ได้ไหม 
ถ้าคุณไม่สวยหรือหล่อ ไม่เก่งหรือมีข้อเสีย เขาสามารถมองข้ามมันไปได้ไหม 
เขาเคยเตือนคุณไหม เวลาคุณกำลังทำผิดอะไร 
เวลาเขาเสียใจเคยไหม ที่เขายอมระบายมันให้คุณฟัง 
ถ้าคุณงอนเขา . . . เขาเคยง้อคุณก่อนบ้างไหม 
เคยไหม . . . ? ที่ เขาทำอะไรให้เรา โดยไม่หวังผลตอบแทน 
เคยไหม . . . ? ที่เขาเข้ามาวุ่นวายกับเราจนทำให้เรารู้สึกรำคาญ 
เคยไหมสักครั้ง ที่เขาบอกรักคุณ . . .?
ถ้าคุณทำเพื่อเขา แต่เขาไม่เคยทำเพื่อคุณสักครั้ง . . . 
คุณ มั่นใจแค่ไหนว่าเขาเห็นคุณสำคัญ 
ถ้าคุณเหงา แต่เขายังปฏิเสธที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณ 
. . . คุณมั่นใจ ขนาดไหนว่าเขาสนใจความรู้สึกคุณ 
ถ้าคุณเจอปัญหา แต่กลับไร้เงาของเขา 
. . . คุณ แน่ใจไหมว่าต่อไป 
เขาจะเสียสละความสุขส่วนตัวมานั่งแก้ ปัญหาเพื่อคุณได้

ถ้าคุณทำ ผิด แต่เขาไม่สามมารถให้อภัยคุณได้.. 
. . . คุณมั่นใจไหมว่า ต่อไปจากนี้เขาจะยอมรับเรื่องราวต่างๆ ของคุณได้ 
ถ้าคุณกำลังอยากระบายเรื่องราวต่างๆ 
. . . แม้ มันจะดึกคุณเลือกโทรไปหาเขา   
แต่เขาต่อว่า คุณลงซะนี่ เขาคงไม่เหมาะจะใช้ชีวิตร่วมกับคุณแน่ๆ 
ถ้าคุณ กำลังท้อแท้ แต่เขาไม่เคยเลยที่จะให้กำลังใจคุณ 
. . . แล้ว ต่อไปคุณไม่ต้องให้กำลังตัวเองจนตายเหรอ 
ถ้าคุณให้ของขวัญ เขา แต่เขากลับยิ้มแหย่ๆ แบบไม่เต็มใจรับ 
เขาคงไม่รู้หรอก ว่า ความหมายของของขวัญคุณมากมายแค่ไหน 
ถ้าคุณไม่สวยไม่หล่อเก่งเริด หรือ มีข้อเสียที่คนอื่นคิดว่าร้ายแรง 
. . . แต่ เขากลับมองเห็นว่าไม่สำคัญ 
เขาคงเดินทางเดียวกับคุณได้ไม่ ยากนักหรอก 
ถ้าคุณทำผิดอยู่ แล้วเขาเข้ามาเตือนคุณ 
แสดงว่าเขาเป็นห่วงและคอยเฝ้ามองคุณอยู่น่ะ รู้ตัวไหม 
ถ้าเขาเลือกคุณเป็นที่ระบายจงภูมิใจเถอะ . . . 
เพราะคุณจะเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สำคัญคน หนึ่งเชียวนะ 
ถ้าคุณงอนเขา แล้วเขาเข้ามาง้อ แม้คุณจะผิด 
. . . แสดงว่าเขาแคร์คุณน่ะอย่าเล่นตัวมากล่ะ 
ถ้าเขาทำเพื่อคุณแบบไม่หวังอะไร นอกจากให้คุณมีความสุข 
. . . คุณ รุ้ไหมคนที่วิเศษที่สุดกำลังอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว 
. . . แล้ว คุณล่ะจะเลือกเดินผ่านหรือเลือกร่วมเดินทางเดียวกับเขา 
ถ้าเขาเข้ามา วุ่นวายกับคุณจงอย่ารำคาญเลยนะ 
เพราะเขาใส่ใจกับคุณมากเลย ล่ะ 
. . . ไม่งั้นไม่เสียเวลามาวุ่นวายให้โดนคุณด่าหรอก 
ถ้า เขาไม่เคยบอกรัก ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักนะ 
ลองกลับไปดูข้อข้างบนซะว่า . . . มันเป็นจริงแค่ไหน 
แล้วค่อยมาตัดสินด้วยใจคุณเองดีกว่า 
ความรักไม่ใช่แค่ใช้ตา มอง . . . 
แต่ต้องใช้หัวใจเป็นๆ ของคุณเข้าไปสัมผัสมันนะ 
ความรักไม่ใช้ของแจกฟรี  . . . 
อย่ารักทีล่ะมากๆ เพราะมันอาจจะทำให้คุณเสียสิ่งสำคัญไป

ความรัก คือ สิ่งบริสุทธิ์ จงอย่ามักง่ายที่จะใช้ความรัก 
เพราะ เมื่อคุณมักง่ายกับสิ่งนี้ 
คุณจะได้สัมผัสกับความเจ็บปวด อย่างแสนสาหัส 
. . . ถ้าไม่เชื่อลองดูดิ!!!




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons