Bandondon Radio Online
บุญบาปนี้เป็นคู่คือเงาฮั่นแล้ว เงาหากไปนำเฮาคู่วันบ่อมีเว้น คันว่าเฮาพาเล่นพามันเต้นแหล่น พามันแอะแอ่นฟ้อนเงาซ้ำกะแอ่นนำ คันเฮานั่งหย่องย่อเงานั้นก็นั่งลงนำ ยามเฮาเอนหลังนอนกะอ่อนลงนอนนำ คันเฮาโตนลงห้วยภูซันหลายหลั่น หรือว่าขึ้นต้นไม้ผาล้านดั่นเขา เงากะติดตามเกี้ยวแกะเกี่ยวพันธะนัง บ่อห่อนมียามเหินห่างไกลกันได้ อันนี้ฉันใดแท้ทั้งสองบุญบาป มันหากติดตามก้นนำผู้ทำกรรมนั้น
Bandon Radio Online
บุญมีใดเป็นนายใช้เพิ่น บุญบ่ให้เขาสิใช้ตั้งแต่เฮา บุญมีแล้วแนวดีป้องใส่ บุญบ่ให้แนวขี้ฮ้ายแล่นโฮม บุญมีได้เป็นนายให้เขาเพิ่ง คันว่าบุญบ่พร้อมแสนซิดิ้นกะเปล่าดาย คอนแต่บุญมาค้ำบ่ำทำการมันบ่แม่น คอยแต่บุญส่งให้มันสิใดฮอมใด คือดังเฮากินมีเข้าบ่เอากินมันบ่อิ่ม มีลาบคับบ่เอาเข้าคุ้ยทางท้องบ่ห่อนเต็ม
Bandondon Radio Online
ซื่อว่ากรรมมาเถิงแล้วจำใจจำจาก บ่มีไผแก่ทื้นคืนได้โลกเฮา ซื่อว่าความตายนี้แขวนคอทุกบาทย่าง ไผกะแขวนอ้อนต้อนเสมอด้ามดั่งเดียว อันว่าโลกีย์นี้บ่มีแนวตั้งเทียง มีแต่ตายแต่ม้างทะลายล้มเกลื่อนหาย อันว่าความยม้างไกลกันเจียระจาก คันบ่ม้มโอฆะกว้างซิเที่ยวพ้ออยู่เลิง(ย่าปรีชา
Bandondon Radio Online
ไผผู้มีธรรมนั้นคือดั่งมีเงินไว้ในถงล้านโกฏิ ไผผู้มีศีลนั้นคือดั่งหน่วยแก้วคูณล้ำค่าสูง ไผผู้มีศีลธรรมนั้นคืมียนต์แปดเครื่อง สิพาเหาะขึ้นฟ้าเห็นหน้าหมู่พระอินทร์ ไผผู้มีศีลทานนั้นคือดั่งมียนต์อันวิเศษ ยนต์นั้นสิพาเวิ่นขึ้นนีรพานได้ดั่งประสงค์ ไผผู้มีบุญให้เป็นนายใช้แต่ท่าน ผู้บุญบ่ให้เขาใช้ตั้งแต่โต มีบุญให้เป็นนายเพิ่นได้เพิ่ง ไผผู้บุญบ่ให้แสนสิ้ดิ้นก็เปล่าดาย รา
Bandon Radio Online
คึดว่าเวสเจ้าพญาใหญ่จอมคน ยังได้หนีพาราจากไกลนครกว้าง เป้นจั่งชี้สันใดก็ต้องว่า ย้อนกรรมมาเถิงหรือว่าเวรมาต้อง อันว่าคันคากน้อยยังได้รบพญาแถน ยังได้ครองเมืองหลวงนั่งปองเป็นเจ้า ตั้งแต่ศิลป์ไชยท้าวตกไกลแสนยาก ยังได้กลับต่าวขึ้นเป็นเจ้านั่งเมือง ส่วนว่าเงาะฮูปฮ้ายยังได้ฮ่วมนางรจนา ยังได้เป็นราชาส่าลือทั้งค่าย ไผสิหลิงเห็นได้ชะตาคนแต่ชาติก่อน บุญหยังซ่อยให้ไผสิฮู้ฮ่อมเห็น
BandonRadio Online
ชาติที่เงินคำแก้วมันบ่แม่นของไผ ผู้ได๋มีใจเพียรหากสิหลงหลอนพ้อ ไผผู้มัวเมาคร้านการงานบ่ตั้งต่อ มันบ่มีพบพ้อเงินล้านค่าแพง เงินคำแก้วมันบ่แม่นของไผ ไผผู้มีศีลทานจึ่งสิหลั่งไหลมาเต้า ไผผู้มีตัณหาล้นโลภามีมาก คันอยากมีท่อฟ้าหาได้ก็บ่พอ ยามเมื่อเก็บก่อให้ยัดใส่ในถง มันบ่ทำทุนทานก่ายเกินเมือเมืองฟ้า มับ่หลิงไปหน้าภายลุนสิยากยิ่ง แสนสิมีตั้งล้านเมือหน้าก็บ่เฮือง
Bandondon Radio Online
ชาติที่เงินคำแก้วมันบ่แม่นของไผ ผู้ได๋มีใจเพียรหากสิหลงหลอนพ้อ ไผผู้มัวเมาคร้านการงานบ่ตั้งต่อ มันบ่มีพบพ้อเงินล้านค่าแพง เงินคำแก้วมันบ่แม่นของไผ ไผผู้มีศีลทานจึ่งสิหลั่งไหลมาเต้า ไผผู้มีตัณหาล้นโลภามีมาก คันอยากมีท่อฟ้าหาได้ก็บ่พอ ยามเมื่อเก็บก่อให้ยัดใส่ในถง มันบ่ทำทุนทานก่ายเกินเมือเมืองฟ้า มับ่หลิงไปหน้าภายลุนสิยากยิ่ง แสนสิมีตั้งล้านเมือหน้าก็บ่เฮือง
Bandon Radio Online
ทุกข์เพิ่นบ่ว่าดี มีจั่งว่าพี่น้อง ลุงป้าเอิ้นว่าหลาน ทุกข์คอบปาก ยากคอบท้อง เคยแล้วอยู่บ่เป็น ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนเพกะพออยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้อง นอนลี้อยู่บ่เป็น ทุกข์กายอยู่ได้ ทุกข์ใจอยู่ยาก ทุกข์ให้เลี้ยงม้า กำพร้าให้เลี้ยงหมู บ่ทุกข์บ่ยาก บ่อึดบ่อยาก มีเงินเว้าได้ มีไม้เฮ็ดเฮือนงาม มีเงินให้เพิ่นกู้ มีซู้ให้เพิ่นเล่น (นี่กะทุกข์) สุขเพราะมีข้าวกิน สุขเพราะมีดินอยู่
Bandon Radio Online
สุขเพราะมีข้าวกิน สุขเพราะมีดินอยู่ สุขเพราะมีคู่นอนนำ สุขเพราะมีคำเต็มไถ่ สุขเพราะมีเฮือนใหญ่มุงแป้นกระดาน สุขเพราะหลานหลายนั่งเฝ้า อยากทุกข์ให้เป็นนายคน อยากสาละวนให้เอาเมียน้อย อยากจนให้ขี้ถี่ อยากมีให้ทาน อยากทุกข์ให้เป็นนาย อยากซำบายให้เป็นแหล่ง อยากทุกข์ให้ค้าควย (ควาย) อยากรวยให้ค้าโบกค้าเบี้ย อยากมีหลายมันไฮ้ อยากได้หลายมันตาย อยากมีให้ยืมเงินเพิ่นไปค้า อยากขึ้นฟ้าให้ฆ่าเจ้าเอาของ ทุกข์ยากฮ้าย ขอขอดแลงงายก็ดี อย่าได้ลืมคำสัตย์ เที่ยงจริงคำมั่น
Bandon Radio Online
บุญบาปนี้เป็นคู่คือเงาฮั่นแล้ว เงาหากไปนำเฮาคู่วันบ่อมีเว้น คันว่าเฮาพาเล่นพามันเต้นแหล่น พามันแอะแอ่นฟ้อนเงาซ้ำกะแอ่นนำ คันเฮานั่งหย่องย่อเงานั้นก็นั่งลงนำ ยามเฮาเอนหลังนอนกะอ่อนลงนอนนำ คันเฮาโตนลงห้วยภูซันหลายหลั่น หรือว่าขึ้นต้นไม้ผาล้านดั่นเขา เงากะติดตามเกี้ยวแกะเกี่ยวพันธะนัง บ่อห่อนมียามเหินห่างไกลกันได้ อันนี้ฉันใดแท้ทั้งสองบุญบาป มันหากติดตามก้นนำผู้ทำกรรมนั้น
Bandon Radio Online
บุญมีใดเป็นนายใช้เพิ่น บุญบ่ให้เขาสิใช้ตั้งแต่เฮา บุญมีแล้วแนวดีป้องใส่ บุญบ่ให้แนวขี้ฮ้ายแล่นโฮม บุญมีได้เป็นนายให้เขาเพิ่ง คันว่าบุญบ่พร้อมแสนซิดิ้นกะเปล่าดาย คอนแต่บุญมาค้ำบ่ำทำการมันบ่แม่น คอยแต่บุญส่งให้มันสิใดฮอมใด คือดังเฮากินมีเข้าบ่เอากินมันบ่อิ่ม มีลาบคับบ่เอาเข้าคุ้ยทางท้องบ่ห่อนเต็ม
วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เพลงลาวยุคใหม่
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 11, 2554
bandon
ประวัติศาสตร์ลาว
ประวัติศาสตร์ลาวยุคต้นอาณาจักรล้านช้าง (1896 - 2250)
ยุคแห่งความแตกแยก (2250 - 2436)
* อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง
* อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
* อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์
* สงครามเจ้าอนุวงศ์
อาณาจักรพวน (2250 - 2492)
ลาวยุคอาณานิคมฝรั่งเศส (2436 - 2496)
ขบวนการลาวอิสระ (2488 - 2492)
ราชอาณาจักรลาว (2497 - 2518)
ขบวนการปะเทดลาว
การรุกรานลาวโดยเวียดนามเหนือสงครามกลางเมืองในลาว (2505 - 2518)
สปป. ลาว (2518 - ปัจจุบัน)ความขัดแย้งเรื่องชาวม้งในลาว (ตั้งแต่ 2518)
ดูเพิ่ม
* ลำดับกษัตริย์ลาว* รายนามประธานประเทศลาว* รายนามนายกรัฐมนตรีลาว
เนื้อหา
- 1 ประวัติศาสตร์ลาวยุคต้น
- 2 ความแตกแยกในอาณาจักรล้านช้าง
- 3 สงครามเจ้าอนุวงศ์
- 4 ลาวยุคอาณานิคมฝรั่งเศส
- 5 ยุคพระราชอาณาจักรลาวและสงครามกลางเมือง
- 6 สมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
- 7 ดูเพิ่ม
ประวัติศาสตร์ลาวยุคต้น
ดูบทความหลัก อาณาจักรล้านช้างประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของลาว เชื่อว่าอยู่ภายใต้การครอบครองของอาณาจักรน่านเจ้ามีตำนานโดยขุนบรม และขุนลอ มีลูกสืบหลานต่อๆ กันมา จนถึงรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มผู้รวบรวมอาณาจักรล้านช้างได้เป็นผลสำเร็จในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 และมีกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อกันมาหลายพระองค์ ที่สำคัญ เช่น
- พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระองค์มีความสัมพันธไมตรีที่แนบแน่นกับกษัตริย์ไทย โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
- พระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช รัชสมัยของพระองค์นับเป็นยุคทองของราชอาณาจักรล้านช้าง ภายหลังเมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว เชื้อพระวงศ์ลาวต่างก็แก่งแย่งราชสมบัติกัน จนอาณาจักรล้านช้างแตกแยกเป็น 3 ส่วนคือ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ ต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน และเพื่อชิงความเป็นใหญ่ต่างก็ขอสวามิภักดิ์ต่อเมืองเพื่อนบ้านเช่นไทย พม่า เพื่อขอกำลังมาสยบอาณาจักรลาวด้วยกัน ในลักษณะนี้ในที่สุดอาณาจักรลาวทั้ง 3 แห่งนี้จะตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรสยามในปี พ.ศ. 2321
พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช หน้าพระธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทน์
ความแตกแยกในอาณาจักรล้านช้าง
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้สงครามเจ้าอนุวงศ์
ดูบทความหลัก สงครามเจ้าอนุวงศ์พ.ศ. 2369 อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์มีพระเจ้าอนุวงศ์เป็นกษัตริย์ ได้รับราชการกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแห่งกรุงสยามมีความชอบมาก จึงประทานเมืองจำปาสักให้เจ้าราชบุตรโย้ ราชโอรสของเจ้าอนุวงศ์ปกครอง ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมา เจ้าอนุวงศ์เห็นว่าเป็นช่วงเปลี่ยนแผ่นดินจึงคิดแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับไทยอีกต่อไป จึงระดมกำลังรวมกับเจ้าราชบุตรโย้ซึ่งครองจำปาสักยกทัพมาตีสยามทางด้านภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน พร้อมทั้งแสวงหาพันธมิตรจากหลวงพระบางและหัวเมืองล้านนาแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากหัวเมืองดังกล่าวฝักใฝ่กับฝ่ายไทยมากกว่า เมื่อกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาถึงเมืองนครราชสีมาเห็นจะทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินใจเผาเมืองนครราชสีมาทิ้งและกวาดต้อนเชลยตามรายทางกลับไปเวียงจันทน์ ระหว่างทางเชลยที่ถูกกวาดต้อนก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้กองทัพลาวที่ทุ่งสำริดจนเสียกำลังทหารลาวส่วนหนึ่งด้วย ด้านฝ่ายไทยซึ่งทราบข่าวค่อนข้างช้าก็ได้ส่งกองทัพภายใต้การนำของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์และเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ขึ้นมาปราบปราม กองทัพเจ้าอนุวงศ์สู้ไม่ได้จึงแตกพ่าย ตัวเจ้าอนุวงศ์และราชวงศ์เชื้อสายก็ต้องหนีภัยไปพึ่งจักรวรรดิเวียดนาม ฝ่ายสยามจึงยึดกรุงเวียงจันทน์ไว้โดยยังมิได้ทำลายเมืองลงแต่อย่างใด เป็นแต่แต่งกองทหารจำนวนหนึ่งรักษาเมืองไว้เท่านั้น
ในปี พ.ศ. 2371 เจ้าอนุวงศ์ได้กลับมายังกรุงเวียงจันทน์โดยมากับขบวนราชทูตเวียดนามพามาเพื่อขอสวามิภักดิ์สยามอีกครั้ง แต่พอสบโอกาสเจ้าอนุวงศ์จึงนำทหารของตนฆ่าทหารไทยที่รักษาเมืองจนเกือบทั้งหมดและยึดกรุงเวียงจันทน์คืน กองทัพสยามจึงถอนกำลังเพื่อรวบรวมกำลังพลและยกทัพมาปราบปรามเจ้าอนุวงศ์อีกครั้ง ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์เมื่อสู้กองทัพไทยไม่ได้จึงไปหลบภัยที่เมืองพวน (แขวงเชียงขวางในปัจจุบัน) แต่เจ้าน้อยเมืองพวนกลับจับตัวเจ้าอนุวงศ์และพระราชวงศ์ที่เหลืออยู่ส่งลงมากรุงเทพ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธเจ้าอนุวงศ์มากจึงทรงให้คุมขังเจ้าอนุวงศ์ประจานกลางพระนครจนสิ้นพระชนม์ ส่วนกรุงเวียงจันทน์ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้ทำลายจนไม่เหลือสภาพความเป็นเมือง และตั้งศูนย์กลางการปกครองฝ่ายไทยเพื่อดูแลอาณาเขตของอาณาจักรเวียงจันทน์ที่เมืองหนองคายแทน เมืองเวียงจันทน์ที่ถูกทำลายลงในครั้งนั้นมีเพียงแค่หอพระแก้วและวัดสีสะเกดเท่านั้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน
สงครามเจ้าอนุวงศ์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างราชอาณาจักรสยามและจักรวรรดิเวียดนาม จนกระทั่งเกิดสงครามที่เรียกว่า "อานามสยามยุทธ" เป็นระยะเวลาถึง 14 ปี เพราะทั้งสองอาณาจักรล้วนต้องการขยายอิทธิพลของตนเข้าไปในดินแดนลาวและเขมร ทั้งสงครามนี้ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างไทยกับลาวสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบัน
[ ลาวยุคอาณานิคมฝรั่งเศส
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้[แก้] การขยายอำนาจของฝรั่งเศสสู่ลุ่มแม่น้ำโขง
ดูเพิ่มที่ อินโดจีนฝรั่งเศสแผนที่การเสียดินแดนของไทยให้แก่ชาติตะวันตก พื้นที่สีฟ้าแสดงดินแดนลาวส่วนที่ไทยยกให้ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) พื้นที่สีฟ้าหม่นแสดงดินแดนลาวส่วนที่ไทยยกให้ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)
ครั้นถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ต่อช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ประเทศฝรั่งเศสเริ่มให้ให้ความสนใจที่จะขยายอำนาจเข้ามาสู่ดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อหาทางเข้าถึงดินแดนตอนใต้ของจีนเพื่อเปิดตลาดการค้าแห่งใหม่แข่งกับอังกฤษ ซึ่งสามารถยึดพม่าได้ก่อนหน้านั้นแล้ว โดยฝรั่งเศสเริ่มจากการยึดครองแคว้นโคชินจีนหรือเวียดนามใต้ก่อนในปี พ.ศ. 2402 รุกคืบเข้ามาสู่ดินแดนเขมรส่วนนอกซึ่งไทยปกครองในฐานะประเทศราชในปี พ.ศ. 2406 (ไทยตกลงยอมสละอำนาจเหนือเขมรส่วนนอกอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2410) จากนั้นจึงได้ขยายดินแดนในเวียดนามต่อจนกระทั่งสามารถยึดเวียดนามได้ทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2426 พรมแดนของสยามทางด้านประเทศราชลาวจึงประชิดกับดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในระยะเวลาเดียวกัน ในประเทศจีนได้เกิดเหตุการณ์กบฏไท่ผิงต่อต้านราชวงศ์ชิง กองกำลังกบฏชาวจีนฮ่อที่แตกพ่ายได้ถอยร่นมาตั้งกำลังซ่องสุมผู้คนอยู่ในแถบมณฑลยูนนานของจีน ดินแดนสิบสองจุไทย และตามแนวชายแดนประเทศราชลาวตอนเหนือ กองกำลังจีนฮ่อได้ทำการปล้นสะดมราษฏรตามแนวพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สร้างปัญหาต่อการปกครองของทั้งฝ่ายไทยและฝรั่งเศสอย่างยิ่ง เพราะส่งกำลังไปปราบปรามหลายครั้งก็ยังไม่สงบ เฉพาะกับอาณาจักรหลวงพระบางนั้น ทางกรุงเทพถึงกับต้องปลดพระเจ้ามหินทรเทพนิภาธร เจ้าผู้ครองนครหลวงพระบางออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถรักษาเมืองและปล่อยให้กองทัพฮ่อเข้าปล้นสะดมและเผาเมืองหลวงพระบางลง และตั้งเจ้าคำสุกขึ้นเป็นพระเจ้าสักรินทรฤทธิ์ปกครองดินแดนแทน
ไทย (หรือสยามในเวลานั้น)จึงร่วมกับฝรั่งเศสปราบฮ่อจนสำเร็จ โดยทั้งสองฝ่ายไล่ตีกองกำลังจีนฮ่อจากอาณาเขตของแต่ละฝ่ายให้มาบรรจบกันที่เมืองแถง (เดียนเบียนฟูในปัจจุบัน) แต่ก็เกิดปัญหาใหม่ คือ ฝ่ายฝรั่งเศสฉวยโอกาสอ้างสิทธิปกครองเมืองแถงและสิบสองจุไทย โดยไม่ยอมถอนกำลังทหารออกจากเมืองแถงเพราะอ้างว่าเมืองนี้เคยส่งส่วยให้เวียดนามมาก่อน ปัญหาดังกล่าวนี้มีที่มาจากภาวะการเป็นเมืองสองฝ่ายฟ้าของเมืองปลายแดน ซึ่งจะส่งส่วยให้แก่รัฐใหญ่ทุกรัฐที่มีอิทธิพลของตนเองเพื่อความอยู่รอด
พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) แม่ทัพฝ่ายไทย เห็นว่าถ้าตกลงกับฝรั่งเศสไม่ได้จะทำให้ปัญหาโจรฮ่อบานปลายแก้ยาก จึงตัดสินใจทำสัญญากับฝรั่งเศสในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2431 ให้ฝ่ายไทยตั้งกำลังทหารที่เมืองพวน (เชียงขวาง) ฝรั่งเศสตั้งกำลังทหารที่สิบสองจุไทย ส่วนเมืองแถงเป็นเขตกลางให้มีทหารของทั้งสองฝ่ายดูแลจนกว่ารัฐบาลทั้งสองชาติจะเจรจาเรื่องปักปันเขตแดนได้ ผลจากสนธิสัญญานี้แม้จะทำให้ฝ่ายไทยร่วมมือปราบฮ่อกับฝรั่งเศสจนสำเร็จ และสามารถยุติความขัดแย้งเรื่องแคว้นสิบสองจุไทย เมืองพวน และหัวพันทั้งห้าทั้งหกยุติลงไปชั่วคราว แต่ก็ต้องเสียดินแดนสิบสองจุไทยโดยปริยายไป
วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 และการสูญเสียอำนาจอธิปไตยเหนือลาวของไทย
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้ดินแดนลาวทั้งหมดก็เปลี่ยนไปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ประเทศฝรั่งเศส จากการใช่เล่ห์เหลี่ยมของโอกุสต์ ปาวี กงสุลฝรั่งเศส โดยการใช้เรือรบมาปิดอ่าวไทยเพื่อบังคับให้ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งดินแดนอื่น ๆ ลาวถูกรวมเข้าเป็นอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2436
ขบวนการลาวอิสระ และเส้นทางสู่เอกราชของลาว
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้รุกเข้ามาในลาวและดินแดนอินโดจีนฝรั่งเศสอื่นๆ เมื่อญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม ขบวนการลาวอิสระซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อกู้เอกราชลาวในเวลานั้นประกาศเอกราชให้ประเทศลาวเป็นประเทศ ราชอาณาจักรลาว หลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสก็กลับเข้ามามีอำนาจในอินโดจีนอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากการที่เวียดมินห์ปลดปล่อยเวียดนามได้ จึงเป็นการสั่นคลอนอำนาจฝรั่งเศสจนยอมให้ลาวประกาศเอกราชบางส่วนในปี พ.ศ. 2492 และได้เอกราชสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2496 ภายหลังฝรั่งเศสรบแพ้เวียดนามที่เดียนเบียนฟู ผู้ที่มีบทบาทในการประกาศเอกราชคือ เจ้าสุวรรณภูมา เจ้าเพชรราช และ เจ้าสุภานุวงศ์ โดยมีเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ามหาชีวิต (พระมหากษัตริย์) จากอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางเดิม และได้รวมทั้ง 3 อาณาจักรคือ ล้านช้างหลวงพระบาง ล้านช้างเวียงจันทน์ และ ล้านช้างจำปาศักดิ์ เข้าด้วยกันเป็นราชอาณาจักรลาว
ยุคพระราชอาณาจักรลาวและสงครามกลางเมือง
ดูบทความหลัก พระราชอาณาจักรลาวพ.ศ. 2502 เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์เสด็จสวรรคต เจ้าสว่างวัฒนาจึงขึ้นครองราชย์เป็นเจ้ามหาชีวิตแทน เหตุการณ์ในลาวยุ่งยากมาก เจ้าสุภานุวงศ์ 1 ในคณะลาวอิสระประกาศตนว่าเป็นพวกฝ่ายซ้ายนิยมคอมมิวนิสต์ และเป็นหัวหน้าขบวนการปะเทศลาว ได้ออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองในป่า เนื่องจากถูกฝ่ายขวาในลาวคุกคามอย่างหนัก ถึงปี 2504 ร้อยเอกกองแลทำการรัฐประหาร รัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมา แต่ถูกกองทัพฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายรุมจนพ่ายแพ้ กองแลต้องลี้ภัยไปสหรัฐจนถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ทางการเมืองในระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้นบังคับให้ลาวต้องตกอยู่ท่ามกลางสงครามอินโดจีนครั้งที่สอง ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าครั้งแรก และเป็นปัจจัยก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองและรัฐประหารหลายครั้งด้วยกัน จนถึงปี พ.ศ. 2518 พรรคประชาชนปฏิวัติลาวซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต และคอมมิวนิสต์เวียดนามโดยการนำของ เจ้าสุภานุวงศ์ ก็ล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของเจ้ามหาชีวิตสว่างวัฒนา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาสำเร็จ จึงนำเจ้ามหาชีวิตและมเหสีไปคุมขังในค่ายกักกันจนสิ้นพระชนม์ และสถาปนาประเทศลาวเป็น "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518
สมัยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
สภาพการปกครอง และการบริหารด้านเศรษฐกิจของลาวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นในระยะหลังของทศวรรษ 1980 ต่อมาเมื่อเจ้าสุภานุวงศ์สละตำแหน่งจากประธาน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อจากเจ้าสุภานุวงศ์คือ ท่านไกสอน พมวิหาน และเมื่อท่านไกสอนถึงแก่กรรมกระทันหัน ท่าน หนูฮัก พูมสะหวัน ก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อมา ยุคนี้ลาวกับไทยเปิดสะพานมิตรภาพ ไทย - ลาว ในปี พ.ศ. 2538 ต่อมาท่านหนูฮักสละตำแหน่ง ท่านคำไต สีพันดอนรับดำรงตำแหน่งประธานประเทศต่อ จนถึงปี พ.ศ. 2549 ท่านคำไตลงจากตำแหน่ง ท่านจูมมะลี ไซยะสอน จึงเป็นผู้รับตำแหน่งประธานประเทศลาวคนปัจจุบันดูเพิ่ม
มาฟังเพลงHmong 68 เพลง พร้อมภาพสาวๆ
วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 11, 2554
bandon
Hmong people
From Wikipedia, the free encyclopediaHmong people
Flower Hmong in traditional dress at the market in Bac Ha, Vietnam
Total population
4 to 5 million[1]
Regions with significant populations
3 million
787,604 (1999)
460,000 (2005)
221,948 (2008)[2]
151,080 (2002)
15,000
2,190 [3]
1,500
600
500
Languages
Hmong and Mong
Religion
Shamanism, Buddhism, Christianity, others
The Hmong (RPA: Hmoob/Moob, IPA: [m̥ɔ̃ŋ]), are an Asian ethnic group from the mountainous regions of China, Vietnam, Laos, and Thailand. Hmong are also one of the sub-groups of the Miao ethnicity (苗族) in southern China. Hmong groups began a gradual southward migration in the 18th century due to political unrest and to find more arable land.
A number of Hmong people fought against the communist Pathet Lao during the Laotian Civil War. Hmong people were singled out for retribution when the Pathet Lao took over the Laotian government in 1975, and tens of thousands fled to Thailand seeking political asylum. Thousands of these refugees have resettled in Western countries since the late 1970s, mostly the United States but also in Australia, France, French Guiana, Canada, and South America. Others have been returned to Laos under United Nations-sponsored repatriation programs. Around 8,000 Hmong refugees remain in Thailand.[4]
วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ประวัติและผลงานเพลงมนต์แคน แก่นคูน
วันพุธ, สิงหาคม 10, 2554
bandon
มนต์แคน แก่นคูน
มนต์แคน แก่นคูน
มนต์แคน แก่นคูน นักร้องลูกทุ่งหมอลำ สังกัดแกรมมี่โกลด์ ฉายานักร้องลูกทุ่งชายบ่าวเสียงสุดสะแนน มนต์แคน แก่นคูน มีชื่อในวงการ มนต์แคน แก่นคูณ ชื่อจริง สิบเอก กิติคุณ บุญค้ำจุน มีผลงานสร้างชื่อ เช่น ยังคอยที่ซอยเดิม ยามท้อขอโทรหา สร้างฝันด้วยกันบ่ประวัติ
มนต์แคน แก่นคูณ เป็นชาวอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน มนต์แคน เป็นคนที่ 3 ครอบเป็นชาวไร่ชาวนาโดยแท้เลย คุณพ่อทองคำ บุญค้ำจุน คุณแม่ชื่อ สมทาน บุญคำจุ้น เคยเป็นศิลปินพื้นบ้านด้วย เป็นหมอลำกลอนคู่ คุณพ่อก็เป็นครูคนแรกของมนต์แคน ซึ่งได้ซึมซับเรื่องการร้องการรำมาจากคุณพ่อ ตอนเด็กๆ คุณพ่อเคยชวนไป ส่วนใหญ่ก็ไปเที่ยวเฉยๆ เคยขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีกับคุณพ่อ ด้วยความอาย ประหม่า ร้องได้แค่ครึ่งเพลงผมก็วิ่งลงจากเวทีเลย แล้วก็ไม่เคยขึ้นเวทีอีก
เส้นทางการเป็นนักร้องอาชีพของ ''มนต์แคน'' เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายวิฑรูย์ วงศ์ไกร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เขาให้ความเคารพ แนะนำให้รู้จัก พร้อมทั้งฝากฝังเขากับ ''ครูสลา คุณวุฒิ'' นักแต่งเพลงมือทองผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ และผลิตผลงานเพลง บริษัท แกรมมี่โกลด์ หลังจากได้รู้จักกับ ''ครูสลา'' แต่โครงการนี้ต้องพับฐานเอาไว้ก่อน
เมื่อต้องเกณฑ์ทหารจนจับได้ใบแดง ทบ.ผลัดสอง ต้องเข้าเป็นทหารกองประจำการที่ขส.ทบ. กรุงเทพฯ รับราชการทหารอยู่ระยะหนึ่ง ''มนต์แคน'' มีความหวังได้เป็นนักร้องอาชีพ อีกครั้ง เมื่อได้รับการติดต่อกลับมาจาก ''ครูสลา'' ขณะที่มียศสิบโท และเริ่มฝึกฝนร้องเพลงจริงจากคำแนะนำของนักแต่งมือทอง จนกระทั่งความหวังกลายเป็นความจริง เมื่อได้ออกอัลบั้มกับแกรมมี่โกลด์ อัลบั้ม ชุดที่ 1 ยังคอยที่ซอยเดิม เมื่อปี พ.ศ.2549
ผลงานเพลง
ชุดที่ 1 ยังคอยที่ซอยเดิม (พ.ศ.2549)
ชุดที่ 2 ยามท้อขอโทรหา (พ.ศ.2550)
ชุดที่ 3 สร้างฝันด้วยกันบ่ (พ.ศ.2551 )
ชุดที่ 4 โรงงานปิดคิดฮอดน้อง (พ.ศ.2552)
ชุดที่ 5 ฝันอีกครั้งต้องพึ่งเธอ (พ.ศ.2553)
ผลงานรวมเพลง
อัลบั้ม รวมใจทุกคุ่แด่ครูสลา
อัลบั้ม รวมฮิตสุดสะแนน
ข้าวทิพย์ ธิดาดิน ชุดสาวหมอลำส่ำน้อย
วันพุธ, สิงหาคม 10, 2554
bandon
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด
ธิดาดิน หินอ่อน
ฉายา
ข้าวทิพย์ ธิดาดิน
วันเกิด
16 สิงหาคม พ.ศ. 2532 (21 ปี)
แหล่งกำเนิด
จังหวัดอำนาจเจริญ ประเทศไทย
แนวเพลง
ป๊อป, ลูกทุ่ง
อาชีพ
นักร้อง
ปี
2552 - ปัจจุบัน
ค่าย
แกรมมี่โกลด์ ในเครือ แกรมมี่
เว็บไซต์
[www.tidadin.com
[แก้] ผลงานเพลง
จากน้องใหม่ไต่ดาว มาเป็นสาวหมอลำ ร้องเดี่ยว เต็มอัลบั้ม กับลีลา หมอลำแดนซ์ หมอลำส่ำน้อย คำร้องทำนอง สลา คุณวุฒิ จากค่าย แกรมมี่โกลด์ประวัติและผลงาน ต่าย อรทัย 50 เพลง
วันพุธ, สิงหาคม 10, 2554
bandon
ประวัติ
ต่าย อรทัย เจ้าของฉายา สาวดอกหญ้า และฉายา ราชินีเพลงลูกทุ่งอีสาน และเจ้าของผลงานเพลง โทรหาแหน่เด้อ ในอัลบั้มชุด "ดอกหญ้าในป่าปูน" สามารถทำสถิติยอดขายได้ทะลุเกินกว่า 1 ล้านชุด[1] และอีกหลายอัลบั้มต่อมาถึง 3 อัมบั้มเพลงติดต่อกันรวด ซึ่งเป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงคนแรกในประเทศไทย และประชาชนยังยกให้เธอเป็นนักร้องลูกทุ่งหญิงเบอร์หนึ่งของแกรมมี่โกลด์อีกด้วย
เกิดวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2523 ที่บ้านคุ้มแสนชะนี ตำบลพรสวรรค์ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของนายสาง ดาบคำ และ นางนิตยา ดาบคำ พี่น้องทั้งหมด 4 คน โดยต่ายเป็นลูกสาวคนโตและมีน้องชายอีก 3 คน อาศัยอยู่กับคุณยายทองคำ แก้วทอง ตั้งแต่เด็ก
ต่ายเกิดท่ามกลางครอบครัวที่มีปัญหา ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวอื่นๆ พ่อแม่ แยกทางกันเดิน ทำให้ชีวิตของต่าย และ น้องๆต้องอาศัยอยู่กับยาย ซึ่งยาย ก็อายุประมาณ 70 ปีแล้ว แต่ต้องลำบาก เลี้ยงดูต่ายและน้อง ขณะนั้นต่ายอายุเพียง 11 ขวบ แต่ต้อง ช่วยยายดูแลน้องๆ และ ทุกอย่างในบ้าน ทั้งหาบน้ำที่อยู่ในบ่อ กลางทุ่งนา ต้อง อดทนกับระยะทางที่แสนไกล ต้องอดทน ต่อสู้กับแสงแดดที่แผดเผาเพื่อที่จะนำน้ำ มาใช้ที่บ้าน ขนฟางมาจะไป ร้องเพลงที่วง เพื่อหารายได้พิเศษ ช่วยเหลือทางบ้าน แม้จะได้รายได้ไม่มากนัก เพียง 400–500 บาท แต่มันก็เป็น ความภาคภูมิใจมากที่สุดสำหรับ เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
หลังจากที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 วงนิวฟ้าอีสาน ยุบวงลง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ในช่วงนั้น ทุกวัน หลังจากกลับจากโรงเรียน ต่าย ต้อง รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ระหว่างการ หาบน้ำจากทุ่งนา ขนฟางข้าว ซักผ้า นึ่งข้าวให้ยาย ต่าย ก็จะร้องเพลงไปตลอด บางวันก็ ไปยืนร้องเพลงที่หลังบ้าน ซึ่งหลังบ้าน จะเป็นคันนาที่เป็นเนินสูงๆ ซึ่งทางอีสานเรียกว่า "โพน" หรือ "งอยโพน" ต่าย ก็จะยืน ร้องเพลงอยู่บนเนินนั้นเป็นประจำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันก็ว่าได้ และในช่วงที่ต่ายกำลังศึกษาอยู่ใน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ต่ายก็ได้เป็น ตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดวาดภาพสีน้ำ สีโปสเตอร์ รางวัลที่ได้ แม้จะไม่มีรางวัล เป็นเงินเป็นทองแต่มันมีความสำคัญทาง ด้านจิตใจ ความภาคภูมิใจ หลังจากนั้น ต่ายได้มีโอกาสประกวดร้องเพลงเป็นครั้งที่ 2 ของชีวิต การประกวดร้องเพลงครั้งนั้น เป็นการประกวดร้องเพลงที่ลำบากครั้งหนึ่ง เพราะการร้องในแต่ละรอบนั้นต้องนั่งรถ จากบ้านเกิดไปประกวดเป็นระยะทางกว่า ร้อยกิโลเมตรต้องเดินทางไปๆมาๆ เกือบ 2 เดือน อุปสรรคของต่ายในครั้งนั้นคือ เรื่องของทุนทรัพย์
จนในที่สุดความอดทนและความวิริยะอุตสาหะ จึงทำให้ได้รับรางวัลอันดับหนึ่งใน'รายการลูกทุ่งมุ่งสู่ดาว ผลตอบแทนในครั้งนั้นคือ จักรยานยนต์ 1 คัน พร้อมถ้วยรางวัล วันนั้น เป็นวันที่ต่ายยิ้มได้กว้างที่สุด และ ดีใจที่สุด ที่สามารถทำให้ “ยาย” ผู้เป็นที่รัก..มีรอยยิ้ม และ มีความสุข
หลังจากนั้นเพียงไม่นานการประกวดร้องเพลง ครั้งที่ 3 ในชีวิตของ ต่าย ก็เกิดขึ้น ครั้งนั้นได้ รับรางวัลเป็นอันดับหนึ่งอีกเช่นเคย แต่ไม่ เหมือนทุกครั้งที่เข้าประกวด เพราะ ต่าย ได้มีโอกาสพบกับครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ ซึ่งต่ายเคยได้ยินชื่อเสียงของครู และ ความ เป็นอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง ในครั้งนั้นเหมือนสวรรค์ยังไม่เปิดทางให้ ต่าย ได้มีโอกาสถ่ายทอดบทเพลงที่เกิดจาก ความอัจฉริยะของครูในการเขียนเพลง การเจอะเจอกันในครั้งนั้นจึงไม่มีผลอะไรกับ ต่าย ได้ยินเสียงจากครูเพียงแค่ว่า "เสียงดีนะ ไปฝึกเยอะๆ"
หลังจากที่เรียนจบมัธยมปลาย ต่าย ได้สมัครเข้าศึกษาที่สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี แต่ต่ายยังไม่พร้อมที่จะเรียนต่อเพราะ ขัดสน ทางด้านทุนทรัพย์ ดังนั้นจึงตัดสินใจเข้ามา ยังกรุงเทพฯ ครั้งแรกต่ายได้เข้ามาอาศัย อยู่กับแม่ช่วยแม่รับจ้างซักเสื้อผ้าให้กับ คนงานก่อสร้าง ทำได้ระยะหนึ่งรายได้ไม่เพียงพอ และที่สำคัญ ทั้งแม่ และ ต่าย ต้องส่งเงินกลับบ้าน เพื่อเลี้ยงดูยายและน้องชาย
ต่อมาได้จึงได้สมัครเข้าทำงานที่เขตอุตสาหกรรมบางปู เป็นบริษัทผลิตยาส่งออก ต่าย อดทนทำงานหนัก ประมาณ 3 เดือน แล้วเริ่มรู้สึกว่ามันไม่แตกต่าง ไปจากการทำนาเลย เพราะเหนื่อยมากรายได้ก็น้อย ดีตรงที่ทำงานในห้องแอร์เท่านั้น ในระยะนั้นต่ายก็ไม่ทิ้งงานทางด้านการร้องเพลง ยังประกวดร้องเพลงอยู่เสมอจนกระทั่งได้ เข้ารอบชิงในรายการชุมทางเสียงทอง ในขณะนั้นพี่กุ้งและพี่สาว พี่ซึ่งเคยให้ ต่าย ทำเทปในช่วงที่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็ตามหาตัวต่ายเพื่อจะให้เข้าห้องอัดบันทึกเสียงอีกครั้ง พี่กุ้งและพี่สาวทำเอง เปิดเอง ขายเอง ในรายการวิทยุ ชื่อเสียงของ ต่าย ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นเพราะพี่กุ้งและพี่สาว เปิดในรายการ
จากนั้น ต่าย จึงคิดว่าน่าจะเรียนต่อ จึงตัดสินใจสมัครเข้าเรียนในรั้วของ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย แต่เงินที่ได้มาก็ไม่พอ ที่จะส่งให้ทางบ้าน ต่ายจึงคิดที่จะขายเสื้อผ้า จึงลงทุนซื้อเสื้อผ้ามาขายโดยตระเวน ไปขายตามสถานที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯ และชานเมือง แต่ด้วยอุปสรรคต่างๆ มากมายในช่วงฤดูฝน ช่วงนั้นบางวันขายไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ต่ายก็ไม่ย่อท้อ ทนต่อไปอีกเรื่อยๆ ใน ระยะเดียวกันนั้น พี่กุ้งและพี่สาว ก็พยายาม ที่จะนำต่ายเสนอค่ายเพลง พยายามติดต่อ ครูสลา คุณวุฒิ ซึ่งตอนนั้นติดต่อครู ได้ยากมากเพราะครูไม่ค่อยเปิดโทรศัพท์มือถือ จนในที่สุดก็ติดต่อได้…คุยกับครูสลาหลายครั้ง และทุกครั้ง ต่าย ก็ไปกับพี่กุ้งกับพี่สาวด้วย เพราะต้องคุยเกี่ยวกับตัว ต่าย ว่าถนัดร้องเพลง แบบไหน? ชอบเพลงแบบไหน? ตอนนั้น ต่าย ต้องขายเสื้อผ้า ต้องตากแดด ตากลมอยู่ตลอดเวลา ครูสลาก็แนะนำว่าต้องบำรุงผิว เก็บตัวให้ขาวใส ไม่ต้องตากแดดมาก หลังจากนั้นไม่นาน ครูสลา ก็นัดพี่กุ้งพี่สาวให้พา ต่าย ไปที่ บริษัท แกรมมี่โกลด์ เพื่อดูตัว ซึ่งตอนนั้นต่ายคิดว่าจะได้เข้ามาอยู่ ในบริษัท หรือไม่ ก็ตามแต่อย่างน้อยก็ภูมิใจแล้ว ที่ได้ย่างก้าวเข้ามายังบริษัท จากนั้น ต่าย ก็ยุ่งกับงานผ้าป่าซึ่งทางบ้าน ขอมาปีนั้นนับว่าเป็นปีที่โชคดี เพราะได้มีผ้าป่าที่บ้าน มีวงดนตรี วงหมอลำ ที่จะไปเล่นให้ชาวบ้าน แถบนั้นดู และที่สำคัญในวันงาน กลุ่มทีมงาน ของครูสลา ก็ได้ไปช่วยด้วยเช่นกัน วันนั้นเป็นวันที่ ต่าย ไม่เคยลืมเลือน จนถึงปัจจุบันนี้ เพราะครูสลา ได้ขึ้นไปพูด กับชาวบ้านบนเวที และ บอกกับชาวบ้านทุกคนว่า จะขอลูกสาวไปอยู่แกรมมี่
ในวันนั้นเป็นวันที่ ต่าย รู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต หลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในสังกัดของแกรมมี่ แล้ว ต่าย จึงรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกอัลบั้ม ให้นักร้องคนใดคนหนึ่ง ต่าย ต้องฝึกร้องเพลง เป็นระยะเวลานานมาก โดยฝึกกับอาจารย์ไพรัตน์ ชูรัตน์ จากที่เคยร้องเพลงไม่ชัด ร้องเสียงขึ้นจมูก ร้องทิ้งคำ จนในที่สุดต่ายก็พยายามทำมันจนสำเร็จ หลังจากนั้นโลกใบใหม่ของสาวน้อย "ต่าย อรทัย" ก็เกิดขึ้นพร้อมกับอัลบั้ม "ดอกหญ้าในป่าปูน" กับงานเขียนของ ครูสลา คุณวุฒิ และ สวัสดิ์ สารคาม ที่ถ่ายทอดตัวตนที่แท้จริงของ "ต่าย อรทัย" ลงในเนื้อเพลงได้อย่างลงตัว ผนวกกับ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งส่งเพลงแจ้งเกิด "โทรหาเหน่เด้อ" ที่โดนใจเหล่าแฟนเพลงอย่างล้นหลาม ทำให้ยอดจำหน่ายเกิน 1,000,000 ล้านตลับ
- ผู้ชักนำเข้าวงการ บ่าวข้าวเหนียว (นายสงกรานต์ แข็งฤทธิ์) , สาวบ้านเชียง (นางพรพิมล พันธ์รัตน์)
- ครูเพลง ครูสลา คุณวุฒิ
- อัลบั้มสร้างชื่อ ดอกหญ้าในป่าปูน, ขอใจกันหนาว,อยู่ในใจเสมอ
- บทเพลงสร้างชื่อ โทรหาแหน่เด้อ, ดอกหญ้าในป่าปูน,วันที่บ่มีอ้าย,ขอใจกันหนาว
- ผลงานการันตี ยอดขายเกินล้านตลับ 3 อัมบั้มรวด
[แก้] การศึกษา
- ระดับชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านคุ้มแสนชะนี อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี
- ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี
- ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ วิชาเอกสื่อสารมวลชน (ภาคพิเศษ)
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
รวมรวมบทผญาอีสาน
วันอังคาร, สิงหาคม 02, 2554
bandon
ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่งหาง
ปลานางบ้อนคือขางฟ้าลั่น
จั๊กจั่นฮ้องคือฆ้องลั่นยาม
คนมีศีล ดินมีน้ำ บ่ห่อนขาดเขินบก
ฝูงหมู่สกุณานก บินซวนซมปลายไม้
ไทเมืองไกล เมืองใกล้ ไปมาได้จอดแว้
น้ำใจหลายดีแท้น้อ หมู่เฮาซาวอีสาน ซั่นแล้ว"
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง อย่าลืมหมู่หมูหมา
ห่าขโมยมาลัก สิเห่าหอนให้มันย่าน
ลางเทือกวงฟานเต้น นำดงสิได้ไล่
ลางเทือได้ต่อนสิ้น ยังสิได้อ่าวคุณ...อยู่เด้
พี่น้องเอ้ย เพิ่นว่าชมรมฯอีสานจุฬาฯเฮานี่ มีดีอยู่หลายอย่าง
อยากให้ซ่อยฮักษาไว้ อย่าไลถิ่มเปล่าดาย
คั่นสิพากันสร้าง แปงทางให้มันเกี้ยง
อันว่าเรื่องปากเสียง ให้อดสาเก็บไว้
ไม้ลำเดียวอ้อมฮั่วบ่อยู่ ไหมหลายไจดึงซ้างจังสิคือ แท้นอ
ขอให้ฮักกันไว้ คือข้าวเหนียวนึ่งใหม่
อย่าสิไรซังกัน คือเข้าเหนียวถูกน้ำ
ไผว่าชมรมฯอีสานจุฬาฯสิฮ้าง ให้จูงแขนพามาเบิ่ง
คนยังแตกจ้นจ้น มันสิฮ้างแมนบ่อนได๋ นั่นแหลว
เซื้อซาติแฮ้งอย่าเหม็นสาบกุยกัน
เกิดเป็นคนอีสานให้ฮักแพงกันไว้
ไผเฮ็ดดีให้ซอยยู้ ซอยซูอย่าหย่านลืน
ไผเฮ็ดผิดให้ซอยเว้า ไขแก้ดอกซอยกัน
มีปากคันบ่มีแข้วพร้อมคางสิว้ำใส่ดัง
แนววังคันบ่มีขอนขวงซาวแหเขาสิหว่าน
มีเฮือนคันบ่มีพ่อเย้าโจรสิเข้าลักของ
มีกลองคันบ่มีหนังหุ้มสิเป็นฮางผักบั่ว
มีหัวคันว่าผมบ่พร้อมเขาสิเอิ้นเดิ่นเหา
มีเกวียนคันบ่มีงัวพร้อมสิเอาหยังมาแก่
เกวียนคันบ่มีไม้ค้ำหัวสิง้ำใส่ดิน
"อย่าสุไลลืมทิ้มพงศ์พันธุ์พี่น้องเก่า
อย่าสุละเซื้อเหง้าหาญ้องผู้อื่นดี
เพิ่นว่าไทไกลนี้เจงเลงน้ำแจ่วข่า
บ่ท่อใสจิ่งหลิ่งไทใกล้น้ำแจ่วขิ่ง
เพิ่นว่าสิ่งของนี้บ่ขัดสีปัดเป่า
อีกบ่โดนกะสิเศร้าเสียค่าของแพง
ให้ค่อยแหย่งเอาไว้ของไทเฮาซาวอีสาน
ฮีตเก่าของโบราณอย่าพาลข้ามทิ้มเสีย ซั่นแล้ว"
เลี้ยงซ้างเฒ่าขายงาได้กินค่า
เลี้ยงซ้างน้อยตายถิ่มค่าบ่มี
คั่นซิมักผู้บ่าวน้อยซิอดมื้อกินหยัง
มักให้มักผู้บ่าวเฒ่าคือสิได้กินมี
นอนคนกล้ำฝันเห็นสะดุงตื่น พอแต่ลุกล้างหน้าคึดฮอดเจ้าอยู่บ่ลืมแท้หน่อ
อยากซิถามข่าวเจ้าisanchula
ผู้ว่ามีปัญญาเต็มพุงเพียงปาก
ตอนนี้นั้นสำบายดีหรือบ่
ขอไห้ไขปากเว้านำตัวข้าแด่ถ่อน
พี่น้องชาวอีสานเอย...
กลับมาอีกเถื่อนี้มีเรื่องเก่ามาขอถาม
เข้ามายามไทเฮาชาวอีสานย้านไลร้าง
สินธุ์โปงลางคนเค้าจับสำเนากลอนมาเอ่ย
เผยสำนวนออกเว้าถามข่าวเจ้าเลือดข้าวเหนียว
เผิ่นหว่าถามข่าวบ้านถามข่าวเถิงเสา
ถามข่าวข้าวถามข่าวเถิงนา
ถามข่าวปลาถามหาเถิงข้อง
คันถามข่าวพี่น้อง แหม่นเจ้าอยู่สุขสำบายดีบ่อนอ
หรือแหม่นมีความทุกข์สิ่งได๋บ่อนอป้า
เฮ็ดไห่หมานปลาเฮ็ดนาเจ้าหมานฝ้าย หรือแหม่นสุขสำบายหายฮ้อนนอนอั่ง บ่อเด
หรือมีทุกข์อีหยังเงินคำหลั่งอั่งเต้าโฮมเจ้าคู่สู่คนบ่อนอโยม...
เถื่อนี้ฝากผญาไว้ซ่ำนี้ก่อนกะแล้วกันเด้อ เข้ามาอีกเถื่อหน้าจั่งสิเอามาฝากอีก
ขอให้ชาวอีสานสู่คนมีความสุขหลาย ๆ อย่าได้เจ็บเกินคน อย่าได้จนกว่าไผกะแล้วกันเนาะ
เจริญพร......
ออนซอนน้ำ.....ออนซอนปลา
ออนซอนฟ้อน.....ออนซอนแอ่น
ออนซอนพิณ.....ออนซอนแคน
กลอนผญาค่าส้ำ.....ลำเรื่องต่อกลอน
สารนี้ชื่อว่า อักษรใช้ ลายเซ็นนำส่ง เพื่อประสงค์ข่าวข้อ
ขอซ้อนฮ่วมพระมัย ก็จึ่งแปลงสารใช้ เขียนผญาแต้มแต่ง
มาแสดงต่อน้อง ยามแค้นคลั่งกระหาย โอน้อ…เจ้าผู้จันทนาเนื้อ
แก้มอ่อนๆ ละมัยผิว เฮียมเอ้ย ขอให้แยงผญาเถิง
บ่าวพี่ชายปางนี้ เจ้าผู้จันทจรแจ้ง พี่จงใจสมสวาท
นับแต่พ้อพบน้อง บ่มีมื้อสิหล่ายลืม ได้แหล่ว อันแต่ในมโนอ้าย
ทลายลงล้มล่าว แสนสาวมานั่งล้อม บ่ปานน้องผู้อยู่ไกล
เทื่อนี้ พี่จึงลิขิตข้อ ขอขอดพระทัยฮัก ขอให้กูณาผาย
โผดเฮียมยามแค้น คันสิขังมโนไว้ อกสิเพพังมุ่น เอาแหล่ว
พี่จึงปูนแต่งแต้ม กลอนแก้ข่าวสาร ขอให้นางคราญน้อง
ยอฉลองเทียมเนตร หลิงหล่ำสารสอดฮู้ ประสงค์แจ้งฮอดชาย แด่ท่อน
พี่พ่องกลัด พ่องกลุ้ม หลงฮูปละเมอเถิง ว่าสิปองเอาอวน
ยอดนางมานอนซ้อน ขอให้ดวงสมรแก้ว กลมเกลียว ฮักห่อ พี่ถ่อน
ผายโผดอ้าย ผู้โทนโท่อยู่เดียว พี่นี่ หวังกอดเกี้ยว ผกายกอด กรกวม
ผิว่าสมความหมาย สิชื่นชมสมเยื้อน พี่สิเพียรสมสร้าง
สะพานทองเที่ยวไต่ สองฝ่ายก้ำ ให้เป็นแป้นแผ่นเดียว
เจ้าผู้ศรีเสลียวสร้อย ยอยผมดำให้นำเลี่ยม เฮียมแม้
พี่กะตั้งต่อน้อง หมายหมั่นชั่วชีวัง พี่นี้ ขันอาสาตั้ง
ถวายดอมเด็ดเดี่ยว มักเพื่อสมสู่สร้าง สินสร้อยซ่อยปอง
หาสังปูนเปรียบด้าม เสมอเผี้ยงบ่มี พี่แหล่ว
ผัดแต่ลงโลกหล้า เอากำเนิดในมนุษย์ มานี้
พี่บ่ทันเคยฮัก ผู้ได๋ปานน้อง ผัดแต่ครองตนสร้าง
พสุธาเมืองลุ่ม บ่เคยฝักไฝ่ฝั่น กระสันดิ้นต่อไผ
เทื่อนี้ พบภาพน้อง ละเมอป่วงหลงใหล ขอแก่สายใจอวน
ฮ่ำคะนิงหวนฮู้ เจ้าผู้ตู๋หลูต้น ทองไทยพิฑูรเทศ เฮียมเอย
อดเจ้าผายผ่อเยี่ยม กระแสสิ่งสอดสาร พี่ท่อน
พี่นี่ ฮักนาถน้อง หลงฮูปละเมอหา ผิว์บ่สมเจตนา
สิมิ่งมรณาเมี้ยน อดให้สงสารถ่อน สายสมรเทียมเตร เฮียมเอ้ย
สงสารชายกำพร้า มาเว้าเหนี่ยววอน พี่นี่ จรจวบน้อง
มาพานพบจอมขวัญ คือจั่ง กาดำพบ จวบนางลุนน้อย
อันว่า สมเสลาสร้อย นางลุนผัดฮักห่อ กาดำ นั่น
ยังได้เกาะกอดเกี้ยว ผสมฝั่นฮ่วมกัน คึดเบิ่ง เงาะฮูปฮ้าย
ใบ้บ้ากะทาชาย ยังได้ชมแซมสอง รจนานางน้อย
ขอให้ สมเสลาสร้อย พิจารณ์ใจแจ้งแจบ ดูถ่อน อย่าให้ ฮักพี่นั้น
ฮามฮ้างเคิ่งทาง โอน้อ.. ขอให้กก กอดเกี้ยว
ก้านก่าย กร-กวัด ยามเมื่อ สองเฮาพลัด พรากแฮมฮามซ้อน
พี่ขอวอนเถิงไท้ พระอินทราปองซ่อย แน่แหม๋
ขอให้ ชักจ่องน่าว สองเฮาให้ฮ่วมกัน พี่นี้หากตั้งต่อน้อง
ตรงเที่ยงเป็นสัตย์ ขอให้ สายแนนซัก ฮ่วมสองเสนห์ซ้อน
พี่จัก วอนเอาน้อง นางแพงเทียมภางค์ ปฏิบัติแนบข้าง
เตียงมุ้งม่านเดียว เจ้าผู้ศรีเสลียวสร้อย เสมอพรพรหมแต่ง พี่เอย
อ้ายมักใคร่ขอขอดหมั้น นำน้องชั่วชีวัง พี่นี่ หวังสมสร้าง
เสน่หาปองปลูก ทุกข์คอบว่ามาบ่ได้ กลัวน้องบ่ปากนำ
พี่นี้ ฮักยิ่งล้ำ เสมอหินถมแผ่น คันบ่สมเพชอ้าย
อิดูหน้าหุ่นพลอย ย้านแต่ เหลือแฮงห้าม หัวใจสิมามุ่นทะลาย แหล่ว
ขอให้ ใจน้องหล่า นางน้องซ่อยปอง แน่ถ่อน โอน้อ..ให้ซ่อยปักซ่อยป้อง
ดับโศกละลายทุกข์ พี่นี่ อย่าได้ เมินตาเฉย บ่คะนิงหวนฮู้
พี่ เทียมดังนาวาน้อย ลอยนทีกลางแก่ง
มีแต่ ฟองฟาดเบื้อง สิจมหมิ่งแค่วัง
ขอให้ นงนางน้อย หลิงดูยามยาก ต้านตอบถ้อย
ผอวนอ้ายผู้อยู่คอย แด่ถ้อน พี่ กะหวังทราบข้อ
ไขต่อกระแสสาร ขอให้ ภิญโญญาณ สอดแสวงเถิงอ้าย
พี่หมาย
แยงไป ก้ำฝ่ายบ้าน ภูมิถิ่นดินสถิต อดให้ ยอแยงคิด
ใคร่กระแสสารอ้าย อย่าให้ เสียสูญฮ้าง ฮามชมสารสวาท
พี่สิ คอยอ่านเอื้อม แยงสิ่งหล่ำสาร เจ้าผู้ จันทร์เพ็ญแจ้ง
ปุณณมีเพ็งภาคย์ แม่นสิ ลำบากบ้าง อย่าลืมโต้ตอบสาร พี่เดอ
(หญิง) .... น้องนี้ สุขซำบายหมั้น เสมอมันเครือเก่าอยู่ดอกอ้าย เทิงพ่อแม่พี่น้องซำบาย พร้อมสู่คน
(ชาย) .... อ้ายนี่อยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวเถิงปลา ถามข่าวนา อยากถามข่าวเถิงเข้า อ้ายอยากถามข่าวน้องว่ามีผัวแล้วหรือบ่ หรือว่ามีแต่ซู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี
(หญิง) .... โอนอ อ้ายเอย น้องนี้ปอดอ้อยซ้อยเสมอดั่งตองตัด พัดแต่เป็นหญิงมาบ่มี ซายสิมาเกี้ยว ผัดแต่สอนลอนขึ้นบ่มีเครือสิเกี้ยวพุ่ม พผัดแต่เป็นตุ่มไม้เครือสิเกี้ยวกะบ่มี
(ชาย) .... น้องอย่ามาติแถลงเว้า เอาเลามาปลูก บ่แหม่นเซื้อซาติอ้อยกินได้กะบ่หวาน
(หญิง) .... คันบ่จริงน้องบ่เว้า คันบ่เอาน้องบ่หว่า คันบ่แม่นท่า น้องบ่ไล่ควายลง ตีลงแล้ว ถอยคืนมันสิยาก มันสิลำบากน้องเทียวหยุ่งอยู่บ่เซา
(ชาย) .... อ้ายนี่เป็นดังอาซาไนม้า เดินทางหิวหอด มาพ้อน้ำส้างแล้วในถ้ำกะส่องดาย กลายไปแล้ว ผัดคืนมาก้มส่อง อยากกินกะกินบ่ได้ เลียลิ้นอยู่เปล่าดาย
(หญิง) .... น้องนี้เป็นดังเฮือคาแก้ง เสาประดงคุงหาด หาผู้คึดซ่อยแก้ ให้หายฮ้อนกะบ่มี
คือดังปลาอาศัยน้ำ น้ำกะเผิ่งวังปลา
ปลาอาศัยวังเวิน จึ่งล่องลอยนาน้ำ
ทามอาศัยห้วย งัวควยอาศัยแอก
ตาแฮกอาศัยไก่ต้ม จึงโดนตุ้มจากคอน
คือดังคอนอาศัยไม้ นกใส่อาศัยโกน
คนกะอาศัยคน เผิ่งกันโดยด้าม
คามอาศัยหม้อ หมอมออาศัยส่อง
ฆ้องอาศัยไม้ฆ้อน ตีต้องจึงค่อยดัง
สามัคคีกันไว้ คือข้าวเหนียวนึ่งใหม่
อย่าได้เพแตกม้าง คือน้ำถืกข้าวเหนียว
สามัคคีกันไว้ คือฝนแสนห่า
ตกลงมาจากฟ้า ไหลโฮมโห่งอยู่หนอง
น้องเอ้ย..อ้ายนี่เปรียบคือจอกอยู่น้ำ ฮากหยั่งบ่ถึงดิน ไหลเวินไป เวินมา กะบ่มีเฟือยค้าง ว่าสิไหลมาค้างตักพนางสิได้บ่ ดำข้อล่อจั่งบักอ้ายตาซ้ายให้ล่ำมองแน่เป็นหยัง....นางเอ้ย
น้องเอ้ย...ให้เจ้าอดสาหย้ำกินขิงตางข่า ก่อนถ้อน อดสาเว้านำบ่าวผู้ฮ้าย ซามพ้อบ่าวผู้ดีแน้เป็นหยัง...นางเอ้ย
น้องเอ้ย.. อ้ายสิถามข่าวข้าว ข้าวผัดอยู่ในนา อ้ายสิถามข่าวปลา ปลาผัดอยู่ในน้ำ อ้ายเลยถามข่าวน้องว่ามีผัวแล้วหรือไป่ หรือว่ามีแต่ซู้ ผัวสิซ้อนแม่นบ่มี..น้อ..นางเอ้ย
ถามข่าวน้ำ สิถามข่าวหาปลา
ถามข่าวนา สิถามข่าวหาข้าว
ถามข่าวเจ้าสเลเตว่าเจ้าเป็นผู้ใด๋หนอ
คันแม้นพอสิบอกได้ ให้เว้าแจ้งแถลงจา
ผู้ผญาเลิศล้น คนทั้งค่ายเขาออนซอน
แม้นอยู่เขตอุดร นครก้ำหรือกะสินธ์
หรือแม้นถิ่นสารคาม สิถามเจ้าบอกได้บ่อ"
บ่เห็นเจ้ามาด๋อกมาใส่เบ็จ
บาดว่าเค้าเข้าขึ้นเลาบัตเห็นเจ้า ดอกเทือเดี่ยว ว่าสันดอกว่า.....
สิบปีกะสิถ้าซาวพรรษากะสิอยู่ คันบ่ได้เป็นคู่เห็นแต่อุแอ่งน้ำกะปานได้นั่งเทียม
ว่าสันว่า....
น้องชายสิลาจากอ้ายน้องกลับต่าวเคหัง ปาสิลาวังเวินเสิ่นไปคือฮุ้ง ทุงสิไลลาผ้า
สาหนองสิลาบวก ฮวกสิลาแม่น้ำ นางน้องค่อยอยู่ดี แด่เนอ
ไกลมื้อนี้ มื้ออื่นสิมาหา
คันแม้นชีวายัง สิด่วนมาหาเจ้า
คือดังปลาอาศัยน้ำ น้ำกะเผิ่งวังปลา
ปลาอาศัยวังเวิน จึ่งล่องลอยนาน้ำ
ทามอาศัยห้วย งัวควยอาศัยแอก
ตาแฮกอาศัยไก่ต้ม จึงโดนตุ้มจากคอน
คือดังคอนอาศัยไม้ นกใส่อาศัยโกน
คนกะอาศัยคน เผิ่งกันโดยด้าม
คามอาศัยหม้อ หมอมออาศัยส่อง
ฆ้องอาศัยไม้ฆ้อน ตีต้องจึงค่อยดัง
อันว่าโตผมนี้ เนาว์อยู่ยั้งแดนดินถิ่นไกล
ถิ่นภูไทเขาฮ้อง หนแห่งห้องเมืองนครฯ
พอได้จรจากบ้าน แดนดินถิ่นอีสาน
ไปฮ่ำเฮียนเขียนอ่าน วิชาการหลายปีได้
อยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคึดฮอดบ้านหลัง
เลยได้ฮ่วมพลังมวลมิตรของเฮาซาวลูกซ้าง
ก่อเป็นวงโปงลางมอซอ พอได้ฮ่วมสืบต่อสานศิลป์ถิ่นอีสาน
สืบตำนานเอาไว้อย่าไลทิ้มเปล่าดาย
แม้นคนหลายหรือน้อย ให้คอยตั้งประณิธาน
เพิ่นว่าเมืองอีสานนี้ มีของดีหลายอย่าง
เสียงโปงลางยังดังก้อง พิณแคนกลองกะยังม่วน
โหวดกะขอเซิญซวน ให้หมู่มวลพี่น้องมาซ้อยกันฮักษา
จบขบวนสมควรลา ผญาไว้พอซำนี้
โอกาสหน้าถ้าพอมี บ่าวภูไทคนนี้ สิโงโค้งต่าวมา ซั่นแล้ว
เทิงหมู่พี่น้อง สุขีหมั่นเสมอด้ามดั่งกัน
ผู้เพิ่นมาจาเว้าผญานอ จั่งแม่นม่วน
อยากเชิญชวนพี่น้อง มาเว้าฮ่วมกัน
อันข้าน้อยนี่ บ่มีภูมิดอกนำเพิ่น
เว้าได้น้อย ๆ ควมเว้าบ่เป็น
จั่งได้ลองเว้าเล่น ๆ จั่งเห็นนอตอนนี่
ดีบ่ดีจั่งจั่งได๋เล่า ให้เจ้าแยงเบิ่งเด้อ
มื่อนี่เอาส่ำนี่ก่อน จบคำป้อนบ่อนผญา
คำผญานี่ดีหลายแท้ เว้าม่วนคำจา
ให้ซ่อยกันฮักษาไว้ อย่าไลถิ่มเด้อเปล่าดายดอกเด้อพี่น้องเอย
เซื้อซาติแฮ้งอย่าเหม็นสาบกุยกัน
เกิดเป็นคนอีสานให้ฮักแพงกันไว้
ไผเฮ็ดดีให้ซ่อยยู้ ซอยซูอย่าย่านเหลิน
ไผเฮ็ดผิดให้ซอยเว้า ไขแก้ดอกซอยกัน
สุขขีมั่น ยังสุขสันต์อยู่คือเก่า
เทิงพ่อแก่แม่เฒ่า กะยังอยู่ดีซำบาย
ฮีตปู่ย่าตายาย คองของไทหมู่เฮา หมู่เจ้าเห็นอยู่บ่
หมู่เฮาเคยได้พ้อ เพิ่นหายเสียไปทางใด๋
หรือว่างลงไปใต้ ทางไกลแดนห่าง
ฮีตคองเฮาเลยฮ้าง บ่มีคนล้างขัดสี
มาซ้อยกันเด้อน้องพี่ ฮีต 12 คอง 14 ประเพณีแต่รุ่นเก่า
คองคอยถ้าซุมหมู่เจ้า เข้าฮ่วมสืบสานต่อ ซั่นแล้ว
คำปากพ่อแม่นี้ หนักเกิ่งธรณี
ใผผู้ยำแยงนบ หากสิเฮืองเมื่อหน้า
ในให้เสมอน้ำ คุงคาสมุทรใหญ่
ให้เจ้าคึดถี่ถ้วน ดีแล้วจึงค่อยจา
อย่าได้เฮ็ดใจเพี้ยง เขาฮอขมขื่ม
ความคึดเจ้าอย่าตื้น เสมอหม้อปากแบน
สิบตำลึงอยู่ฟากน้ำ อย่าได้อ่าวคนิงหา
สองสะลึงแล่นมามือ ให้เจ้ากำเอาไว้
มีเงินล้นเต็มถง อย่าฟ้าวอ่งหลายเน้อ
ลางเทื่อ ทุกข์มอดไฮ้ เมื่อหน้าส่องบ่เห็น
เงินหากหมดเสียแล้ว ขวัญยังดอมไถ่
อันว่าผ้าขาดแล้ว แซงนั้นหากยัง
ฮักผัวให้ มีใจผายเผื่อ
ฮักผัวให้ฮักพี่น้อง แนวน้าแม่ผัว
ฟักเฮือไว้ หลายลำแฮท่า
หม่าข้าวไว้ หลายบ้านทั่วเมือง
กินแกงให้เจ้าซอนดูก้าง คาคำซิจิ้มยาก
ดูกมันไปอยู่ค้าง กินน้ำซิบ่ลง
ข้ามเหนือเพื่อตกได้ ไหลลงมาค้อมพอแม่น
คือดั่งอีโต้คมปู้ ให้ฟันเจ้ยแต่ไกล
มีไหมแล้ว อย่าลืมคุณม้อนคว่าง
ม้วนหากแบ่งเส้นหยุ่ง ยองให้ก่อจึงมี
อย่าได้เห็นแก่ได้ หมากแตงโมหน่วยใหญ่
ลางเทือโชคบ่ให้ เลยสิได้อ่าวหวนตัด
เยี่ยวบ่เถิงภายลุน ซิคึกมือเมื่อหน้า
เห็นว่าซอนลอนตั้ง กลางภาชน์อย่าฟ้าวอยากหลายเน้อ
ลางเทือเป็นต่อนง้วน กินแล้วซิบ่ยัง
เป็นขุนนี้ วิชาให้มีมาก
อย่าได้เป็นดั่งหนังแห้ง มาจวบพ้อไฟไหม้ไงดโง
กินให้พิจารไว้ คเณดูสามส่วน ดีดาย
นอนให้คึดสี่ด้าน คนิงถ้วนจึงค่อยนอน
ชาติที่แนวนามบ้ง แปงโตกาซิตอดกินแล้ว
เฮ็ดให้คือดั่งม้วน ใยหุ้มห่อโต นั้นท้อน
เห็นว่าได้หน่อยแก้ว อย่าปะเอิบใจหลาย
ลางเทือ ฮงๆ ใส หน่วยขวงบ่มีฮู้
กุญชโรช้าง แนวสูงสัตวใหญ่
ตายย้อนนกใส่น้อย ผะหยาแพ้ผาบคืน
ของบ่เป็นตาจ้ำ อย่าสุจุ่มลงเลิก
ของบ่เป็นตากิน อย่ากินสิพวนท้อง
เฮือนนั้นเศิกบ่มั่ว ใจน้ำบ่คล่องปลา
เฮือนใดยามกินข้าว พาเดี่ยวเป็นหมู่
คำฮักยังช่างตู้ม กันไว้หมื่นอะสง
อันว่าผัวเมียฺฮ้าย ยามเดียวก็เป็นเพิ่น เสียแล้ว
บาดว่าพี่น้องฮ้าย คือขี้บ่เหม็น
เฮือคาแก้ง เกวียนเห็นให้เกวียนแก่
บาดว่าไปฮอดน้ำ เฮือซิได้แก่เกวียน
เฮือนคันบ่มีพ่อย้าว โจรสิเข้าล่วงเฮือน
จันทร์ใสแจ้ง ดวงเดียวบ่มีคล่อง
บ่มีดาวแวดล้อม จันทร์เจ้าก็บ่อเฮือง
หนองบ่อมีขอนขั่น ชาวแหเขาสิหว่าน ลงแล้ว
มีวังบ่มีเงือกเฝ้า คนใบ้ก็บ่ยำ
ไกลมื้อนี้ มื้ออื่นสิมาหา
คันแม้นซีวายัง สิด่วนมาหาเจ้า
ไกลกันยามมื้อเซ้า ไกลกันท่อข้อมือ
ไกลกันยามมื้อฮือ ไกลกันท่อนิ้วก้อย
ไกลมื้อเล็กมื้อน้อยกะเลยซ้ำล่ำบ่เห็น
บ่อยากพลัดพรากเว้น เวรหากจ่องจำหนี
บ่อยากไกลสายคอ แม่เวรหากพาเว้น
อยากเห็นโตแม่เวรเด้ สิเป็นโตจังใด๋หนอ
คันเป็นโตคือจังหอย คันมีฮอยคือจังซ้าง
อ้ายสิไปว่าจ้าง พรานหลวงเพิ่นไล่ฆ่า
อ้ายสิไปว่าจ้าง พรานนาเพิ่นไล่ยิง
แม้นสิสิงอยู่ต้นไม้ สิเอาไฟอูดเผา
อ้ายอยากถามข่าวน้อง ถามข่าวไฮ่ผืนหนา
ถามข่าวน้อง ถามข่าวนาผืนกว้าง
ยังค่อยสวยรวยข้าว ฮวงยาวเม็ดถี่ บ่น้อ
ยังค่อยสุกเฮื้อเข้ม เหลืองกุ้มทั่วทุ่งนา อยู่บ้อ
ถามข่าวน้อง ถามข่าวฟืมซาวห้า ประสงค์สอดสมกระสวย
ถามข่าวมวยผมดำ ลูบมันมวยดั้ว
ถามข่าวบัวบานบ้าง กลางสระต้นเปลี่ยว
ยังค่อยไขกาบซ้อน หอมกลั้วกลิ่นละออง อยู่บ้อ
อ้ายอยากถามข่าวอ้อย ป้องถี่กินหวาน
ถามข่าวตาลตูมตัด ปาดงวงกินน้ำ
ถามข่าวตองปลีกล้วย เครือคำต้นต่ำ
หรือว่ากล้วยกาบแก้ว ควายเข้ายาดเขา
หรือว่ามีคนปล้ำฮานฮอนกินหมาก
ขอให้น้องตอบถ้อย ผะอวนอ้ายแอ่วถาม
ถามข่าวเจ้า สาวจุฬายังค่อยอยู่ดีบ้อ
คันแม้นมีเวลาพอ อยากให้ตอบถ้อยคำผญาได้บ่
หรือว่าพ่อเจ้าป้อนซี้นแข้ คางกระแจ ปากบ่ลั่น
หรือว่าแม่เจ้าป้อนซี้นซ้าง คางกระด้าง ปากบ่เป็น บ่น้อ
กาเหว่าวอนพรากฮังกะยังฮ้อง
บัดว่าน้องพรากอ้ายคำเดียวบ่เอิ้นสั่ง
คันบ่เอิ้นสั่งใกล้กะให้เอิ้นสั่งไกลแน่เด้อ
หล้าน้องสาวเอ้ยไกลขอให้ไกลแต่บ้านฮั่วไฮ่นาสวน
ไกลขอให้ไกลแต่มวลหมู่เฮือนกับเล้า
ส่วนว่าวาจาเว้าสองเฮาอย่าได้ห่าง
ต่างคนแม้นสิอยู่ต่างบ้านความเว้าอย่าห่างกัน
แม้นว่าไกลมื้อนี้มื้ออื่นสิมาหา
คันแม้นชีวายังสิด่วนมาหาเจ้า
ไกลกันยามมื้อเซ้าไกลกันท่อข้อมือ
ไกลมื้อฮือไกลกันท่อนิ้วก้อย
ไกลมื้อเล็กมื้อน้อยกะเลยซ้ำล่ำบ่เห็น น้องสาวเอ้ย
ลูกเอย...ฟังพ่อเฮาแน่
อันนี้แหลว.....ท่านทั้งหลายเอ้ย
เว้าพื้นความขี้ฮ้าย ไผสิว่าให้โตเสีย
มันหากเหลือใจแฮง สังแบ่งปันไปคนก้ำ
จักไผดำไผแหล่ แลเห็นบ่เกินว่า
ประชาชนเบื่อหน้า สังมาเว้าให้เก่าใจ
.....
พี่น้องเอ้ย...
ตกมายุคต้นไม้ ใบบ่ป่งยามฝน
ตกยามคนจัญไร ได้ก่อกวนเมืองบ้าน
ตกหว่างธารบ่มีน้ำ คนผิดธรรมบ้านเมืองแป่
ธรรมชาติปรวนแปร คันบ่แลบ่ฮู้ บ่ดูแล้วฮ่ำบ่เห็น
คิดเบิ่งเด้อ..
ใต้เคยเย็นกลายเป็นฮ้อน นอนนั่งบ่เป็นสุข
พอปานไฟลามลุก ทุกข์ทนไปเทิงแคว้น
ตกหว่างแดนเหนือใต้ น้ำไหลมาปานฟ้าฮั่ว
ตกหว่างบัวไปอยู่ใต้ ขี้ตมพื้นแม่นที
ตกหว่างคนยุคนี้ อยากมีลื่นบรรดาศักดิ์
ตกหว่างคนบ่จงรัก ได้ภักดีแต่คำเว้า
ตกหว่างเอาหว่างได้ สิขายไฟ ให้ไหม้พ่อ
ตกหว่างคนสอพลอ ได้แต่ยอแลบลิ้น ถวิลได้อิ่มบ่เป็น
ตกหว่างคนสิได้เค้น แค้นคั่งนำเงินตรา
ตกหว่างปลาสิกินแมว เบิ่งอีแหลวลงบ้าน
ตกหว่างกาลตะเว็นคล้อย ถอยลงบ่อยากโผล่
ตกหว่างคนบ่อาจโส มีปากโสจาบ่ได้ จัญไรพ้อพบกัน
ตกหว่างดินสิห่างบ้าน สถานที่เคยอาศัย
ตกหว่างไฟบ่มีสี บ่ฮุ่งมีแสงได้
พี่น้องไกลความพ่อเว้า "พอสาเฮา อย่าเอาลื่น"
ได้แต่ฝันบ่มีตื่น พ่อพาบืนบากสู้ เฮาผั่นปู้ส่องบ่เห็น
พ่อบ่ให้ตื่นเต้น เห็นคนอื่นเขาเป็นหยัง
ย้านลูกพังคือเขา ได้ห่วงเงาสิไกลเนื้อ
พ่อเคยเฝือเคยตุ้ม ได้คุมงานจนล้าอ่อน
แสนหนักเหนื่อยสายอุทร ลูกมาถอนโอวาทเว้า บิดาเศร้าหม่นพระทัย
เศรษฐกิจบอกไว้ ให้เดินไต่แบบ "พอเพียง"
อย่าไปเอียงอย่าไปเซ เด่มือซาวเอิ้น
ลูกผั่นเพลินคำย้อง หลงเงินทองเขาป้องใส่
อยากได้หลายผั่นเป็นหนี้ ชีวีกลุ้มคิดบ่ทัน
พี่น้องเอ้ย....
เว้าผญาเป็นบั้น สำคัญอยู่ในดวงจิต
เฮาคงเห็นไผเป็นมิตร ให้คิดนำดูบ้าง
พ่อเฮาถาง พ่อเฮาหม่น สอนเป็นคนให้เห็นค่า
วันที่ห้าธันวา มาฟังคำพ่อสิเว้า สอนเจ้าให้ส่วงตา....
เด้อลูกเด้อ.... ฯ
มาทำงานรับจ้างเอาแฮงกายแลกเงินเพิ่น หวังสิได้บาทเบี้ยพอได้ส่งเมือ
ให้อีพ่อแม่ไซ้ได้อยู่เย็นเป็นสุข แม่นสิสุดแสนทุกข์สิอดทนบ่ย่นย่อ
ลูกอีสานบ่เคยท้อแม่นงานสิหนักหมื่น สิทนฝืนต่อสู้จนม้วยคืนสู่ดิน พ่อแม่เอ๋ย
ฟังวาจาบ่อนบั้นอาจารย์หว่าภาษากลอน
มาฮำฮอนแล้วเป็นทุกข์อุกกะใจนำความเว้า
คึดเห็นมาพาใจเศร้าแนวคนเฮาเป็นลายต่าง
เดินกันคนละทางย่างหนีธรรมพุทธเจ้าลืมความเว้าที่กล่าวมา
คบกันเพียงพ้อหน้าจักสิหว่าแนวได๋
ความในใจของเขาบ่ออาจเดาเองได้
อย่าใส่ใจนำความเว้ามโนเฮาสิพล้อยด่าง
ความเว้าคนมีหลายอย่าง มีเว้าดีเว้าฮ้ายอย่าไปเตื้องต่อคำ
คือโบราณเผิ่นหว่า…
อย่าไปฟังความเว้าของคนมันเกินง่าย
มีเทิงหงายและคว่ำคำเว้าบ่อยู่ความ
เขาฮักเขากะย้องเขาซังเขากะด่า
แนววาจาปิ้นได้สมัยนี้ผัดแห่งหลาย
เป็นนำยุคที่เผิ่นหว่า…
ยุคต้นไม้ใบบ่อป่งยามฝน
กะย้อนคนเทียวตัดจนหว่าเป็นเขาหัวโล้น
บาดยามฝนเทลงให้จักป่าใสใบสิป่ง
เว้ากันแบบตรงตรงป่าบ่อเหลือเสือบ่อซ้นกะคนแท้เป็นผู้ทำ
กลายเป็นยุคขาดน้ำทามขาดป่านาขาดฝน
คนขาดธรรมนำปกจั่งก่อกวนเมืองบ้าน
ยุคคนพาลเป็นเจ้ายุคเสาเมืองถูกดูหมิ่น
ตกหว่างยุคคนลืมศีลดีแต่ปากหากเว้าได้แต่ใจเพี้ยนเปลี่ยนไป
ตกหว่างยุคภาคใต้ไฟโหมลุกลามเผา
ย้อนคนเขาเอนเอียงเบี่ยงคำสอนไปคนด้าน
สถานการณ์กะเลยแย่แปลจากดีไปเป็นชั่ว
คนหวาดกลัวทั่วแค้วนชาวแดนใต้จั่งผวา
ตกหว่างยุคน้ำจากฟ้าล้นอั่งเข้าถั่งโถม
หลังคาจมธาราย้อนป่าดงพงษ์พรรณไม้
ถูกทำลายไปเสียสิ้นเหลือแต่ดินสิ้นพรรณป่า
บาดฝนเทลงมาป่าบ่อมีอุ้มน้ำ ทามบ่อมีป่าไม้คนจั่งให้ซั่วแซว
มันหากเกิดขึ้นแล้วแนวยุคคนใจมัว
มีแต่หัวเบิ๊ดความคึดย้อนยึดติดตัณหากุ้ม
เปรียบดั่งซุมบัวในน้ำเกิดอยู่ในใต้ตมเน่า
เป็นอาหารปลาเต่าคือจั่งคนถูกตุ้มตัณหาหุ้มบ่อดี
ตกหว่างคนยุคนี้อยากมีหลื่นบรรดาศักดิ์
ย้อนบ่อจักความพอจั่งสอพลอหาทางได้
บ่อหว่าไผเด้อท่านกะคือกันอยากได้หลื่น
ฝืนความโลภบ่อได้ใจเลยเลี้ยวไปเกี่ยวโกง
เว้าโจ้งโจ้งแต่ใจคดบ่อมีหลัก
บอกหว่าเฮาจงรักภักดีบ่อมีเบี้ยว
ใจดวงเดียวถวายให้พ่อของไทยไผบ่อท่อ
คดหรืองอพอเว้าได้แต่ใจแท้ส่องบ่อเห็น
ตกหว่างคนสิเต้นเล่นขายไฟให้ไหม้พ่อ
ความบ่อพอย้อนอยากได้แหม่นไฟไหม้กะส่วนยอม
เว้าให้ต้อมหมายความหว่าคนลืมคุณ
คิดนำทุนเป็นหลักบ่อตระหนักดีชั่ว
เลยเมามัวแต่แนวได้เปรียบขายไฟให้ไหม้พ่อ
ถูกบ่อนอข้อนี่ผอวญข้าหว่าแถลง
แสวงหาเงินคำมนุษยธรรมลืมเกลี้ยง
คิดแต่เพียงทางได้วิธีได๋กะตามอย่า
ขอแต่ได้เงินมาวิธีหาสิชั่วฮ้ายโสหาได้บ่อใส่ใจ
ยุคต่อไปปลาสิได้ไล่สวบแส่วกินแมวโพง
คนขี้โกงสิครองเมืองเรื่องวุ่นวายสิหลายล้น
ย้อนหมู่คนใจขี้ฮ้ายสิทำลายพวกเผ่า
เปรียบเต่าปลาอยู่น้ำสิไล่ปล้ำสวบแมว
ยุคตาเว็นคล้อยแล้วบ่อมีอ่วยคืนกลับ
อัสดงลงลับบ่อต่าวคืนมาแจ้ง
ยุคแห่งแสงพระธรรมเศร้าเพราะคนเฮาบ่อเตื้องต่อ
ลูกฆ่าแม่ตีพ่อหญิงข่มชายอ้ายน้องไฟสิต้องแผดเผา
ตกยุคคนมักเว้ามาพ้อพบบรรจบกัน
ปานฝนตกขี้หมูไหลคนจัญไรมาพ้อ
พวกสอพลอมักยอย้องเว้าพื้นโตโสความเผิ่น
ศีลข้อสี่ถูกเมินเว้าความจริงบ่อได้บาดยามเจ้ากล่าวขาน
ยุคของดินสิห่างบ้านสถานที่เคยอาศัย
ย้อนต้องไปหาเงินเมืองป่าปูนจนลืมบ้าน
ห่างเฮือนซานที่เคยซ้นห่างไกลคนไกลถิ่น
เปรียบคือดินห่างบ้านเฮือนซานซ้นแหม่นบ่อมี
ตกมาในยุคนี้กองไฟใหญ่บ่อมีสี
ลุกบ่อมีแสงเฮืองมีแต่เพียงความฮ้อน
เปรียบคือตอนโกธาฮ้ายไฟในใจสิครุกรุ่น
ความการุณสิมอดเกลี้ยงมีเพียงแท้ตั้งแต่สูน
ในหัวใจเจ้าสิวุ่นเคืองขุ่นโกธา
อุปมาคือกองไฟไหม้อยู่กลางตาเว็นแจ้ง
บ่อมีสีแสงได้ไหม้หัวใจคนให้หมุ่น
แตกเป็นจุณหมุ่นม้างทลายล้างห่างเพ
อีกอย่างหนึ่ง…เปรียบยุคคนมักเอ้มักแต่งแยงกระจก
แต่ทางในใจพอปานนารกฮกพอปานนาเฮื้อ
มันบ่อเหลือหยังแล้วแนวคนงามแต่ทางนอก
ปอกเข้าไปให้แข่นในแกนแท้ผัดเน่าเหม็น
เปรียบดั่งเช่นไฟบ่อฮุ่งจรุงสี
คงบ่อมีอัตถาประโยชน์หยังให้คนใช้
เป็นแต่เพียงไฟไหม้บ่อมีแสงประกายส่อง
คนยุคนี้เด้อพี่น้องสิเป็นบั้นจั่งกล่าวมา
แท้เด…
"อย่าแตกแยกกันเด้อ สงสารพ่อแน่"
----------------
ตกมาใยยุคนี้ หากมีเรื่องหลายกระแส
บ่อยากแวมาหา ย้านว่าเป็นไปลายม้วน
บทสมควรอันได๋เว้า จั่งสิเอามาเอ่ย
เขยวาจาตอนนี้ สิดีบ้างกว่าอยู่เฉย
....
คันสินั่งเบิดเจ้ย เฉยอยู่ในมุมอับ
มัวนัง่หลับตามอง ส่องบ่เห็นการณ์บ้าน
แนวได้ฉันข้าวแล้ว เสียดายแนวข้าวเพิ่นใส่
บ่เว้าหน่อยกะเว้าหลาย วัดด้วยใจ ความถืกต้อง อย่ามองเพี้ยนเป็นอื่นไป
....
ตอนนี้เป็นตาย้านฮ้าย หลายความซ่าภาษายิน
มาคือดินสิเอียงหงวย คนป่วยใจไปลายย้าน
ย้านแต่พาลพาม้วน ควรบ่ควรให้คิดถี่...แน่เด้อ
ฟังให้ดีถ้วนถ้วน สมควรแล้วกะจั่งทำ
เขียนกลอนมาตอกย้ำ ให้สำนึกใน "ความจริง"
อย่าฟ้าวตีงเพราะอารมณ์ สิใส่คมเจ้าของได้
เฮาทั้งหลายเคยเห็นแล้ว แนวเป็นมาเหตุการณ์เก่า
ตั้งแต่คราวกรุงกว้าง ได้ทรวงเศร้าอยู่บ่วาย
...
สามัคคีกันไว้ น้อยใหญ่อย่าไกลตา...พ่อเด้อ
พ่อสอนมาตั้งแต่เหิง ให้เบิ่งนำคำเว้า
ลูกคำเอ้ย.....พ่อของเฮาน้ำตาไห้ สอนปานได๋ลูกบ่เชื่อ
สังขี้ดื้อเอาเหลือ บ่สมเกียสมเลี้ยง ให้เพียงหน้าผู้สุคน
ฮักกันไว้ให้พ่อซ้น อย่าหม่นป่าเถียงกัน
อย่าเป็นพาลนิสัยเสีย ให้เกี่ยกันชูช่วย
พ่อบ่รวย มีเงินให้ สมบัติกายอย่าได้ฮ่ำ
พ่อมีแต่แสงธรรม มีคำสอนให้เจ้า ให้ฟังเว้าอย่าลื่นคอง...
....
ลูกคำเอ้ย...ความบ่ถืกบ่ต้อง ลูกคนป่องสังเกตเอา
บ้านของเฮาไฟสิผลาญ คันด่วนการณ์ใจฮ้อน
คำพ่อสอนให้ใจตั้ง บ้านเมืองพังใจเจ้าม่วน...สั่นบ้อ...
สิ่งได๋บ่สมควร ไผมากวนฮีตบ้าน ให้เฮากั้นผู้สุคน
....
ไผสิกิน ไผสิปล้น คนฮู้อยู่ในใจ
ไผสิหมายครองเมือง กระเดื่องดังเกินบ้าน
ไผเป็นมาร ไผเป็นฟ้า ไผบาปหนา ไผบุญลื่น
ไผผู้กินสินผู้อื่น ไผผู้บืนแบกสร้าง แม่นไผม้างทรัพย์อยู่เฮือน
ไผผู้ใจแปดเปื้อน ไผมันเปลี่ยนอุดมการณ์
ไผสังหารไทยเฮา ไผผู้เอาแต่ความได้
ไผทำลายประเทศสิ้น ไผมันกินสินอั่ง
ไผสิพังแท้แท้ แลแล้วให้ใคร่ครวญ
...
ลูกคำเอ้ย....ไผสิมาซ่อยซ้วน สมควรเบิ่งให้มันดี
ดินกรุงศรีฯของเฮา ต้องซ๋อยเอากะใจช่วย
เฮาอย่ากวยตามคำย้อง เฮาอย่ามองแต่เงินจ่าย
สังเกตุเบิ่งดีดีไว้ ดี-ฮ้าย ให้ส่องเมียง
....
อยากสิเว้าให้เกี้ยง สมได้เสี่ยงลงผญา
เขียนภาษาด้วยใจกลาง ให้ชั่งใจเด้อท่าน
อีกบ่นานธันวาใกล้ ลูกทั้งหลายถ้าฟังพ่อ...เบิ่งเด้อ
ผญาแต่งคอยรอ พ่อสิสอนลูกหล้า ให้มาเตื้องต่อคำ....
เด้อลูกทั้งหลายเด้อ...ฯ
...
ผญานี้ แต่งด้วยใจเป็นกลาง ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ต้องใช้ความรอบคอบในการเข้าถึงข้อมุลข่าวสารของทุกส่วนที่เสนอออกมา....
ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไรก็ตามที...
ผู้ตัดสินตามระบอบประชาธิปไตยคือประชาชนพลเมือง
แต่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดตอนนี้....
คือปีหน้าพ่อของชาวไทย....ได้ทำหน้าที่ของพระองค์ ปกครองบ้านเมืองให้สงบร่มเย็นมาถึง ๖๐ ปี พอดี
เราผู้อยู่ใต้ร่มพระบารมี
...สมควรได้สามัคคี และสำนึกในคุณความดี ให้พ่อได้เห็นว่า
สิ่งที่พ่อได้บำบากตรากตรำ และเหน็ดเหนื่อยมาชั่วชีวิตของพ่อนั้น
ได้ตอบแทนพ่อ สมกับเป็นลูกของแผ่นดิน สมกับเป็นลูกที่เชื่อฟังคำสอนของพ่อ อย่างแท้จริง....
...ขอให้ลูกทั้งหลายสามัคคี เพื่อมิให้ผุ้ใดมาทำลายแผ่นดินของพ่อ
....และไม่ให้ใครมาทำให้ลูกของพ่อแตกความสามัคคีกัน
สงสารพ่อเราบ้าง....ขอให้พ่อได้มองลูกอย่างสุขใจ
แทนความทุกข์ใจในวาระสำคัญเช่นนี้
เห็นเพิ่นจาพาที บ่มีได้เท่าเทียม
คือจังเสียมบ้องตื้น ผะสงค์ทื้นแต่โพนใหญ่
คันแม้นใจบ่เพียร เมี้ยนโพนกะบ่แปน ซั้นแล้วพี่น้องเอ๋ย
ผญาเป็นสติเตือนให้ฮู้ไว้คับ เกี่ยวกับควมเว้าคน
ชื่อว่าแนวความเว้าของคนมันเกินง่าย ได้เทิงหงายและคว่ำความเว้าบ่อยู่ความ
เขาฮักเขาก็ย่อง เขาซังเขาก็ว่า
คือดั่งบักเค้าเม้า หมาเฒ่าเห่าแต่เขา
คันเฮาทำดีแล้ว เขาซังก็ตามซ่าง
คันเฮาเฮ็ดแม่นแล้ว หยันหย่อก็ซ่างเขา
เขาสิพากันท้วง ทั้งเมืองก็บ่เงี่ยง
เขาสิติทั้งค่าย ขายหน้าก็บ่อาย
เจริญสุขวันปีใหม่
กงสุรีย์พวมเคลื่อน นภาเลื่อนลงปิด
แสงอาภาพวมมิด มืดมัวสลัวต้อง
เหลียวไปคองภูเขาเบื้อง นภาเหลืองส้มก่าย
ดำเป็นลายสอดขึ้ ดาวพวมฟื้นเปล่งสกาว
ซุมหมู่กุกกุฏาฟ้าว เข้าคอนนั่งฮังนอน
ขึ้นสู่คอนอาศัย ไก่อีลายปีกตุ้ม
ประคองซุมกุ๊กน้อย เจี๊ยบเจี๊ยบออยซ้นปีกอุ่น
ปีไก่หมุนกายแล้ว เซาขันแจ้วซุกคอน
ปี จอ มา ฮับต้อน เปิดป่อนประตูฉาย
สองพัน กายพุทธศก ให้โชคหมานประทานเจ้า
ห้าร้อย ยาววัสสาเนิ่น เตินมาประกาศป่าว
สี่สิบเก้า จวบพ้อ พอศอนี้พ่อกระพือ
สามร้อยหกสิบห้า มื้อ ขอจำจื่ออย่าลืมเลือน
สิบสองเดือนดั่งเงา เก่าเดิมบ่มีเพี้ยน
ความดีเตือนเสมือนเช่น เคยเป็นมากะคงที่
แม่นฮอดปีบ่ฮ้าง บุญทานกั้งเป็นฮ่มเงา
วัสสากายได๋เข้า ก้าวล่วงให้ทรวงใส
สิ่งได๋ได๋เคยเฮ็ดดี ตื่มทวีแฮ่งดีล้น
สิ่งได๋วนวายฮ้อน ทุกข์อุทรพาหมองหม่น
แนวพาต่ำดำกมล ถิ่มใส่โพนเลาะฮ้าง ความซังสิ้นเสื่อมสูน
แนวได๋เคยว้าวุ่น เคืองขุ่นให้คุณขม
โยนใส่ตมมิดทะเล อย่าเด่หามาคาเจ้า
ยาเคยเมาเหล้าเคยก๊ง ทิ่มใส่โลงตอกฝาสั่ง
แนวเคยชั่วพาตัวพัง ให้สั่งลาแต่มื้อนี้ เอาดีขึ้นใส่ จอ
ความบ่ทันได้พ้อ กำลังม่อมาหา
เหมิดระกาปีไก่ขัน อย่าอ่วยหันแนวกลุ้ม
ขอให้ภูมิใจซ้วน สิ่งสมควรเคยเฮ็ดผ่าน
หันหน้าสู่ใส่งาน หว่านพืชทุนบุญดีเริ่ม ชีวันเพิ่มแต่เสถียร
ฮู้เก็บจัดมัดเมี้ยน เร่งเพียรพร่ำตามคำสอน
ถือเป็นพรอันสำคัญ ผู้ประทานนั้นคือเจ้า
พรของเฮาเจ้าอยากได้ สิมีไผให้สมดั่ง
แนวพาสู่สมความหวัง เพราะพลังโตยู้ ชูขึ้นใส่เจ้าของ
ฮู้จักความถืกต้อง เป็นคนป่องกุศลธรรม
ประกอบกรรมฝ่ายขาว บ่อ่าวพาลซุมมารร้าย
หิริอายต่อบาปชั่ว กลัวตัณหาแนวพาต่ำ
เที่ยงตรงซื่อถือคองธรรม องค์สัมมาพุทธเจ้า ตามคำเว้าเพิ่นสั่งสอน
อันนี้แหลว...จั่งสิหายเดือดฮ้อน เป็นพรมิ่งมงคล
สาธุชนได้สมหวัง ดั่งประสงค์ยามนี้
อุปสรรคนานา อย่าได้มาตำต้อง ผู้ปองร้ายให้เปลี่ยนใจ
สุขสงบไปทั่วค้าย ประเทศใหญ่เมืองสยาม
สันติธรรมเป็นบ่อนจบ ให้พบแสงบรมชั้น
สถาบันทั้งสามยู้ ชูราศีดีโดดเด่น
ขอน้องพี่จงอยู่เย็น เช่นสยามนามชื่อยิ้มฮอยพิมพ์ก้องกู่นภา
ปีจอเปิดม่านฟ้า ประชาท่านสำราญยิน
บำเพ็ญศีลไต่คอง ฮีตสิบสองครรลองเค้า
สำคัญเฮาอย่าลืมฮู้ กตัญญูแผ่นดินพ่อ
อยู่กินอย่างเพียงพอ พ้อแต่ความร่มรื่น คืนเว็นได้ฮับมิ่งพร....พุ้นตั้ว...ฯ
รำลึกสึนามิ 1
คลื่นยักษ์ ซึนามิ ถล่มภาคใต้ของไทย ๖ จังหวัด
ยามเมื่อเสิงสางฟ้า เทิงนภานกบินเซิ่น
เสียงจอแจจอกเอิ้น เพลินเล่นส่งเสียง
ใต้นภาเหลียวไปเบื้อง ทะเลอ่าวสุดสายตา
เย็นอุราลมพัด บักพร้าวตีใบเต้น
เห็นทะเลสีฟ้า อุปมาฟ้าเบื้องล่าง
ยามนี้ทางลุ่มใต้ คนพวมได้ตื่นนอน
ปี ๔๗ พวมสิข่อน จรอ่วยสิลาหนี
ปีระกาพวมขัน ๔๘ หันเข้ามาใกล้
คนทั้งหลายมาข่อน ฮับพรมื้อปีใหม่
ประเทศไกลประเทศใกล้ มาทางใต้ประเทศเฮา
การท่องเที่ยวเริ่มก้าว กระโดดแข่งขันกัน
สร้างสีสันฮับคน จนชื่อนามดังก้อง
เกาะพีพีเป็นหม่อง ลือนามงามเด่น
เป็นอันดับต้นต้น ของโลกว่างาม
อันดับสามทุกทวีป คนฮีบแล่นมาดู
เกาะกะชูชื่อเสียง เป็นดั่งนามคนย้อง
เป็นเมืองทองแหล่งท่องเที่ยว ทัวร์มาเทียวมื้อหลายเทื่อ
มาหลายครั้งกะบ่เบื่อ เหลือหัวใจพออยากย้าย มาเนาว์ยั้งอยู่ไทย
อันดามัน ทะเลใต้ หลายที่หลายจังหวัด
ชวนสัมผัสพิศมอง ส่องแยงยามเยี่ยม
เทียมสวรรค์ของคนล่าง มีพังงา ตรัง กระบี่
สตูล ระนอง หว่างนี้ มีคนเข้าแวะหลาย
ในเขตเอเชียใต้ คนพวมม่ายมาหา
จนเวลาเงินทอง ส่องใสยามนี้
ญาติโยมเอ้ย…ท้องฟ้าสีใสจ้า ตรุณาพวมเช้าใหม่
สี่โมงสายแดดเร่งจ้าคนพวมถ้ากินข้าวเช้า โฮมเต้าเอิ้นใส่กัน
จั่งว่าในตอนนั้น ไผสิอ่านมองเห็น
เป็นจั่งธรรมดาเคย บ่เปลี่ยนเลยจากเค้า
น้ำขาวขาวที่ไหลนิ่ง ทางใต้ตีงเกิดคลื่นใหญ่
บ่ทันชั่วอึดใจ ถาโถมใส่บ่ยัง พังหน้าบ่สน
พัดเอาไม้ทั้งต้น คน รถ อาคารหาย
สูบเอาไปในทะเล เด่ซาวบ่ทันช่วย
ปานยักษ์กวยแผ่นดินแกล้ง น้ำสีแดงขี้ตมหย่อง
มองไปไสแปนม้าง จมเกี้ยงมิดทะเล
บ้านตึกเพอาคารม้าง สิเหลือหยัง…ประสาคนน้อยใหญ่
สิ่งที่น่าอนาถใจ อุ้มลูกไว้แท้แท้ หนีแล้วฟั่งบ่ทัน
โศกสุดกลั้น วิโยคอย่างแสนสาหัส
กรรมหยังน้อพาพัด ซัดตำบาปเวรฮ้าย
ภัยอันเกินสิจาต้าน ทุกข์มหันต์ทุกก้ำฝ่าย
มันสุดแสนเสียใจ ลูกเมียหายพ่อแม่ฮ้อง เฮไห้ฮ่ำหา
เสียงเอิ้นกันก้องฟ้า มาหาแม่…เด้อทูนหัว
พ่อแม่คัวกอดกัน สั่นสายหทัยน้อย
แสนสิออยออดเว้า เอาหยังมาล่อให้อุ่น
มีแต่บุญซ่อยไว้ บ่ตายเพิ่มดั่งเขา
ศรีลังกา อินโดเข้า ตายเป็นหมื่นน่าสงสาร
ของเฮาพันประมาณนับ แต่เห็นในวันนี้
ความทวีแสนกลั้น เกินรำพันอันยิ่งใหญ่
น้ำตาไทยหลั่งย้อยน้ำใจไทยกะหลั่งล้น คนไทยช่วยเบิ่งกัน
จั่งว่าตอนนี้นั้น บ่ควรผ่านไปเฉย
บ่ควรเลยดูดาย ใส่ใจสมควรช่วย
มีหยังอำนวยได้ กำลังใจให้เติมตื่ม
เฮาบ่ลืมกันแท้แท้ คราวนี้เพิ่งซุคน
สรุปผลในตอนนี้ เอาความดีมาแจกแบ่ง
แม่นแฮงหยัง..สิท่อแฮงซ่อยจากเจ้าแฮงใจเข้าซ่อยภัย ฯ
แต่งไว้เมื่อหลังเกิดเหตุ วันที่ 26 ธ.ค.48
เสียง…?
เสียงคลื่นดังซ่าซ่า ไหลบ่าบ่ทันหนี
เสียงน้ำตีเรือไหว ใส่หาดทรายบ่มียั้ง
เสียงน้ำดังทะมึนคลื่น กลืนคนกำลังแล่น
เสียงหวีดฮ้องทั่วแดนควาแขนกันขวาซ้าย หนีตายขึ้นบ่อนสูง
เสียงตึกเฮือนพังล้ม บ้านถล่มแปนหาย
เสียงแล่นหนีความตาย คุบคะมำสะยานเต้น
เสียงไซเรนดังก้อง เอิ้นขึ้นมองหม่องสูงก่อ
เสียงร้องขอความช่วยเหลือไจ้ไจ้ เทิงไห้กะพ่องกัน
เสียงน้ำไหลเกินสิกั้น คูขั่นแก่นปูนหรือหิน
เสียงกลืนกินอย่างใจเย็น อิ่มบ่เป็นทะเลฮ้าย
เสียงฮ้องไห้หาพี่น้อง ผองลูกเมียคณาญาติ
เสียงต่างชาติฟังบ่แจ้ง แสดงได้แต่ท่าทาง
เสียงครวญครางบัดน้ำฮ้ายคลื่นใหญ่สงบลง
เสียงขอโลงใส่ศพ นบมือวอนไหว้
เสียงคนหายหาเอิ้น เตินกันอยู่ไสแน้
เสียงพ่อแม่ว่าลูกข้อย หายจ้อยมิดทะเล
เสียงหามแปลแบกคนฮ้อง คนเจ็บส่องแสวงหา
เสียงความเวทนาถึง อึงคะนึงวายวุ่น
เสียงอุดหนุนน้ำใจแจ้ง แสดงความสงสารซ่อย
เสียงพี่น้องคอยอยู่ใต้ วอนไหว้ให้ซ่อยกัน
เสียงหาศพตะโกนลั่น ฟันฝ่าโคลนตม
เสียงระงมไปทั้งเกาะ แก่งเขาสะเทินฟ้า
เสียงผญากะเลยเว้า ซ่อยกันเฮาทุกก้ำฝ่าย
เสียงน้ำใจทั่วฟ้า ลงมาค้ำภาคใต้เฮา
เสียงเอิ้นว่า…มาเด้อซุมหมู่เจ้า ซ่อยกันเบิ่งดูแล
ยามนี้แจมุมได๋ ต่างใจบ่ยอมนิ่ง
ซ่อยกันหลิงซ่อยกันซ้วน มวลศรัทธาผู้ใจใหญ่
ใสหรือขุ่นบาดห่านี้สิเห็นฮู้ผู้สุคน พี่น้องเอ้ย คนไทยเอ้ย ฯ
แต่งไว้เมื่อ 26 ธ.ค.48 (หลังเกิดคลื่นสินามิ)
ขอไว้อาลัยกับเหตุการณ์ความสูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศ อันเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติฯ
..........นางเอ้ย......เจ้าผู้กินเข่าจ้าว ขายาว สูงเจินเทิน .
......................อ้ายผู้กินเข่าปั่น....ขาสั่น...ยังบ่เทิง......
.........ความมักอ้าย มันบ่สั่นคือขา......
.....................ยาวสำวา...ปานวาผ้าบุญผเวส......
.........อ้ายมักเจ่า...อยากได้มานอนเฮียง....
.....................อยากได้ยินเสียงเจ่า อยู่สุยามนั่นแล่ว......
อันว่าโพศรีสร้อย ใบบ่ดกนกบ่แก่น
หมากบ่หวานจ้อยจ้อย กาเอี้ยงบ่สงวน
บัดว่าโพศรีสร้อย ใบดกนกแก่น
หมากหากหวานจ้อยจ้อย กาเอี้ยงจั่งสงวน นั่นเด้อ
กกไม้ใหญ่ แต่ใบบ่มี
สาวผู้ดี บ่มีศีลสร้าง
เป็นแม่ฮ้าง แล่นขึ้นแล่นลง
เป็นพระสงฆ์ วินัยบ่คอบ
คือผีปอบ กินตับกินไต
แปงขัวสร้าง สะพานทองเทียวท่อง
หมายอยากเป็นพี่น้อง จังได้มาแวะหยาม"
คนเพิ่นญ้อง เถิงถิ่น แดนอีสาน
ว่ามีของโบฮาน อยู่เต็ม ภายพื้น
เฮามาพากันสร้าง ฮักษา สืบต่อ
ของดีมีอยู่แล้ว อย่าไลถิ่ม เปล่าดาย เด้อ….พี่น้อง….เด้อ
คันได้กินปลาแล้วอย่าลืมปูปะปล่อย
ลางเทือปลาขาดข้อง ยังสิได้ป่นปู เด้
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง กั้งฮ่มสัปทน
อย่าสิลืมคนจน งอยโพนเกาฮิ้น
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง กั้งฮ่มเป็นพญา
อย่าสิลืมชาวนา ขี่ควายคอนกล้า
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง อย่าลืมหมู่หมูหมา
ห่ากะโมยมาลัก สิเห่าหอนให้มันย่าน
ลางเทือกวงฟานเต้น นำดงสิได้ไล่
ลางเทือได้ต่อนซิ้น ยังสิได้อ่าวคุณ .น้องเอ้ย
ไกลขอให้ไกลแต่มวล หมู่เฮือนกับเล้า
ส่วนว่าวาจาเว้า สองเฮาอย่าได้ห่าง
ต่างคนแม้นสิอยู่ต่างบ้าน ความเว้าอย่าห่างกัน
"แนวอ้ายสร้างขัวเงินเจ้าบ่นำ
แนวอ้ายสร้างขัวคำเจ้าบ่ไต่
บัดว่าไทไกลบ้าน สร้างแต่ขัวไม้อ้อ
มีแต่ตอไม้แต้ เป็นเสี้ยน สิค่อยคลาน ซั่นบ่ สาวจุฬาฯ เอย...."
คันเจ้าตายเป็นขมิ้นหัวดงชน ข่อยสินำไปก่น
เกิดเป็นคนคันบ่ได้กล่อมกลิ้ง ตายเป็นขมิ้นยังสิได้กล่อมคิง ซั่นแหลว....นางเอย
"ไกลกายเจ้า ใจกะอยู่นำนาง
บ่มีทางไกลกัน ให้พรากหนีไกลข้าง
แม้นสิอยู่ฟากฟ้า สิหย่อเป็นแผ่นดินเดียว
ตรางสิบคืนซาวคืน สิหย่อเป็นคราวมื้อ
คันความฮักมันคือข้าว สิขอกินให้มันอิ่ม
คันความฮักมันคือนำบ่อแก้ว สิลงล้างอาบสรง......ซั่นแล้ว"
"อ้ายคือนกเจ่าดั่ง เรียบฝั่งแคมสระ
ผัดแต่เห็นปลามา กะอยากกินจนแดดิ้น
เห็นแต่นกเต็นเต้น บินลงกินก่อน
นกเจ่าแหงนเบิ่งฟ้า น้ำตาย้อยอาบขี้ดิน ซั่นแล้ว"
"มีแต่ความปากเว้า ใจบ่เอาอ้ายบ่ว่า
อย่ามาตั๋วให้คอยถ่า คำสัญญาบ่มั่นแก่น
แม้นว่าทางฝ่ายเจ้า มีคนเฝ้านอนเคียง
หรือว่าเพียงหลอกเว้า ให้อ้ายเฝ้าป่วงละเมอ หล้าเอย"
ครันได้กินลาบก้อยซิ้น อย่าลืมแจ่วแพวผัก
ได้กินภาช์เงินภาช์คำ อย่าสิลืมกระเบียนฮ้าง
ผู้ฟังเอย…คนเดียวนี้บ่คือคนรุ่นเก่า คนสมัยสู่มื้อนี้บ่คือกี้เก่าหลัง
แต่อดีตเก่าพุ้น คุณปู่คุณตา คนไปมาหากัน บ่รวดเร็วไวฟ้าว
การแต่งตัวสมัยนั้น ธรรมเนียมแบบเก่า ฝ้ายก็เข็นด้วยมือ เหล่นหลาเฮานั้น
มือเข็นฝ้าย พากันลงข่วง เข็นฝ้ายอยู่เดิ่นบ้าน ไฟไต้กะบ่มี
มีก็มีไฟตั้ง กองฟืนสุมต่อ เอาแสงเดือนอยู่ฟ้า มาใช้เจ้าซ่อยแสง
อยู่กันเป็นคุ้มคุ้ม ลงข่วงโฮมกัน กินข้าแลงแล้วลงโฮม หมู่ฝูงมาเต้า
บ่จักเด็กหรือเฒ่า เอาแคนลงมาเป่า ทั้งดีดซุงโอ่ยพร้อม ซออู้ก็โห่งัน
ออกข่วงนั้นแล้วก็ไปข่วงนี้ เลียนเลาะตบมือ ผู้เฒ่านอนทางซาน เหงี่ยหูฟังไว้
ประเพณีไทยแท้ บ่คือกันหลายอย่าง ทางอีสานทุกทั่วหน้า เป็นจั่งซี่คราวกี้เก่าเดิม …พี่น้องเอย
กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]
โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา

ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]
โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี
ความหมาย
• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ
วิธีปฏิบัติ
• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ
• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ
• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า
• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น
• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น
• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด
• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น
• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ
• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น
• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น
• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า
• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1
ท่าชวังคอาสนะ
ความหมาย
• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย
ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่
วิธีปฏิบัติ
• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ
• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก
• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น
• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด
• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก
• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้
• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ
ท่าตรีโกณอาสนะ
ความหมาย
• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม
ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม
วิธีปฏิบัติ
• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว
• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย
• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง
• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย
แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก
• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก
• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย
ศีรษะอาสนะ
ความหมาย
• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ
ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ
วิธีปฏิบัติ
• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า
• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน
• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้
• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น
• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ
หลอาสนะ
ความหมาย
• หล แปลว่า คันไถ
วิธีปฏิบัติ
• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ
• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก
• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด
• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน
หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้
• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด
• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม
ธนูอาสนะ
ความหมาย
• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร
ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู
วิธีปฏิบัติ
• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น
• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย
• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน
กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง
• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ
• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น
ท่าพิจิกอาสนะ
ความหมาย
• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้
แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก
วิธีปฏิบัติ
• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่
• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด
• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง
• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ
• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้
• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า
* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน
ท่าพฤกษอาสนะ
ความหมาย
• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้
"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"
วิธีปฏิบัติ
• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว
• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน
คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก
• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง
ศพอาสนะ
ความหมาย
• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว
"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ
วิธีปฏิบัติ
• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น
• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ
• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง
• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน
• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น
• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ
คำแนะนำ
บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย
นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย
ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป
การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง
อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น
หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง
การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ
ข้อมูลจาก Practice 01
------------------------------------------------------------------------------


