วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

35.ดนตรีเสียงธรรมชาติ

 คลิกฟังออนไลน์ :

Air - 01.Wings of sound

 คลิกฟังออนไลน์ :

Air - 02.Flying dream

 คลิกฟังออนไลน์ :

Air - 03.All souls

 คลิกฟังออนไลน์ :

Air - 04.Heaven's gate

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 01. Sunrise

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 02. Celestine

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 03. Summer Prelude

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 04. Summer

 ฟังออนไลน์ :

Earth - 05. Autumn Prelude

 ฟังออนไลน์ :

Earth - 06. Autumn

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 07. Winter Prelude

 คลิ๊กฟังออนไลน์ :

Earth - 08. Winter

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 09. Spring Prelude

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 10. Spring

 คลิกฟังออนไลน์ :

Earth - 11. Sunset

 ฟังออนไลน์ :

Fire - 01. Eternal Sunshine

 ฟังออนไลน์ :

Fire - 02. The Way Home

 ฟังออนไลน์ :

Fire - 03. Twilight

 ฟังออนไลน์ :

Fire - 04. Hearth Fire

 ฟังออนไลน์ :

Fire - 05. Northern Lights

 คลิกฟังออนไลน์ :

Fire - 06. Solaris

 คลิกฟังออนไลน์ :

Fire - 07. Afterglow

 คลิกฟังออนไลน์ :

Water - 01. Substance of life

 คลิกฟังออนไลน์ :

Water - 02. Surfacing

 คลิกฟังออนไลน์ :

Water - 03. Water Ballet

 คลิกฟังออนไลน์ :

Water - 04. Gently dreaming

 คลิกฟังออนไลน์ :

Water - 05. Silent steps

 คลิกฟังออนไลน์ :

Water - 06. Lakeside

 ฟังออนไลน์ :

Water - 07. Cascade

 ฟังออนไลน์ :

Angel Healing - 01.Angel Healing

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 01.Loving Touch

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 02.Uno

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 03.Along The High Ridges

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 04.Warm The New Dawn Sun

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 05.Drei

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 06.Wind In Bamboo

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 07.Dieci

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Touch - 08.Shamanic Healing

 ฟังออนไลน์ :

Angel Flight - 01.Angel Call

 ฟังออนไลน์ :

Angel Flight - 02.Reunion

bandon


 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Flight - 03.Remembrance

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Flight - 04.Alignment

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Flight - 05.Angel Flight

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Flight - 06.Journey Home

 คลิกฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 01.Hearts Awakening

 คลิกฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 02.Healing Senses

 คลิกฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 03.Forgiving

 คลิกฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 04.Reiki Healing Waves

 ฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 05.Healing the Heart

 ฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 06.Return to Your Body

 คลิกฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 07.The Unwinding

 คลิ๊กฟังออนไลน์ :

Reiki Healing Waves - 08.Return to Yourself

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 01.Shining Ones

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 02.Blue Lotus

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 03.Angel Beauty

 ฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 04.Seraphic Host

 ฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 05.Soaring Wings

 ฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 06.Angels Of Mercy

 ฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 07.Angel Light

 ฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 08.Cherubim

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Beauty - 09.Lord, Come And Heal The World

 คลิกฟังออนไลน์ :

Endless Light - 01.Endless Light

 คลิกฟังออนไลน์ :

Endless Light - 02.Realms Of Splendor

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Chants - 01.Archangel Chant

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Chants - 02.Angel Chant

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Chants - 03.Healing Angels

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Chants - 03.Healing Angels

 คลิกฟังออนไลน์ :

Angel Chants - 04.Sweet Angels

 ฟังออนไลน์ :

Angel Chants - 05.Archangel Reprise

 ฟังออนไลน์ :

Sea Breeze

 คลิกฟังออนไลน์ :

Under the Stars

 คลิกฟังออนไลน์ :

Spiritus LenisGentle Breath

 คลิกฟังออนไลน์ :

Divine Ecstasy

 คลิกฟังออนไลน์ :

Dulcet Rhythm

 คลิกฟังออนไลน์ :

Serenity Flows

 คลิกฟังออนไลน์ :

Tranquil Resonations

 คลิกฟังออนไลน์ :

Stillpoint

 คลิกฟังออนไลน์ :

Profound Elixir

 ฟังออนไลน์ :

Elemental Contemplation

 ฟังออนไลน์ :

Inner Quiet

bandonradio

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

34.ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมคำสอนทั้ง2


K%20-%20Silkroad%20III

๒.๑๑   สังคหวัตถุธรรม
         คือ  หลักธรรมที่บำเพ็ญการสังเคราะห์หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน  และประสานประโยชน์ของหมู่ชนให้สามัคคีกัน  4  อย่าง ดังต่อไปนี้
๑)  ทาน  การให้ปัน  คือการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เสียสละแบ่งปันช่วยเหลือสงเคราะห์กันด้วยปัจจัยสี่  จะเป็นทั้งทรัพย์หรือความรู้ตลอดถึงศิลปวิทยา
๒)  ปิยวาจา  พูดให้คนรักกัน  คือการกล่าวคำสุภาพ  ไพเราะน่าฟัง  ชี้แจ้งแนะนำประโยชน์มีเหตุมีผลประกอบหรือคำแสดงความเห็นอกเห็นใจ  ให้กำลังใจ  พูดสมานสามัคคีเกิดไมตรีทำให้รักใคร่นับถือและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
๓)   อัตถจริยา  ทำประโยชน์แก่เขา  คือช่วยเหลือด้วยแรงกายหรือการบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ  รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุงส่งเสริมในด้านจริยธรรม
๔)  สมานัตตตา  เอาตัวเข้าสมาน  คือทำตัวให้เข้ากับเขาได้วางตนเสมอต้นเสมอปลายและเสมอในสุขทุกข์คือ ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันกล่าวคือ  ช่วยด้วยทุนทรัพย์  ช่วยด้วยถ้อยคำ  ช่วยด้วยกำลังกาย200
        ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นการบริหารในแนวพุทธศาสนา  ในแต่ละประเทศย่อมมีการปกครองที่ต่างกันไปบ้าง  หรือบางประเทศก็มีประชาชนเป็นฝ่ายบริหาร( ระบอบประชาธิปไตย) ที่มีประธานาธิบดีเป็นฝ่ายบริหารบ้าง  หรือมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารบ้าง  โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุขบ้างในการปกครองบ้านเมือง  นั้นเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาสิทธิราชการบริหารราชการแผ่นดิน  ดังนั้นหลักธรรมที่กล่าวมานั้นนอกจากทศพิธราชธรรม  จักรวรรดิวัตรธรรม  และหลักอคติแล้วยังมีหลักพรหมวิหารธรรมเป็นต้น

๒.๑๒   หลักสามัคคีธรรม
       คือหัวใจของการที่จะเป็นผู้นำของคนได้  พระพุทธศาสนาได้แสดงหลักการไว้ใน  สาราณียธรรม  6  ดังนี้คือ
๑)  เมตตากายกรรม  ทำต่อกันด้วยเมตตา  คือมีไมตรีต่อกันกับเพื่อนร่วมงาน  ร่วมกิจการ  ร่วมชุมชนด้วยการช่วยเหลือกิจธุระต่างๆด้วยความเต็มใจ  นับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลังหรือนับถือกันตามระดับวัยวุฒิ คุณวุฒิ
๒)  เมตตาวจีกรรม  พูดต่อกันด้วยเมตตาธรรม  คือช่วยตักเตือนกันด้วยความหวังดี  กล่าววาจาสุภาพแสดงความเคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
๓)  เมตตามโนกรรม  คิดต่อกันด้วยเมตตาธรรม  คือการปรารถนาดีและคิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กัน  มองกันในแง่ดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง
๔)  สาธารณโภคี  ได้มาแบ่งปันกันกินแบ่งกันใช้  คือแบ่งปันลาภผลที่ได้มาโดยชอบธรรมแม้เป็นของเล็กน้อยก็แจกจ่ายให้ได้มีส่วนในการใช้สอยบริโภคทั่วกัน
๕)  สีลสามัญญตา  ประพฤติให้ดีเหมือนเขา  คือมีความประพฤติสุจริตดีงาม  รักษาระเบียบวินัยของหมู่คณะ  ไม่ทำตนเป็นที่น่ารังเกียจหรือเสื่อมเสียแก่ส่วนรวม
๖)  ทิฏฐิสามัญญตา  ปรับความเห็นให้ตรงกัน  คือเคารพในความคิดเห็นของคนอื่นยอมรับฟังความคิดของผู้อื่น  ตกลงกันได้และยึดถืออุดมคติร่วมกันเป็นจุดหมายสูงสุด201

วรรณกรรมอีสาน
๒.๑๓  สั่งสอนให้เมาในยศศักดิ์
        เมื่อได้เป็นผู้ใหญ่มีบริวารห้อมล้อมสมบูรณ์ด้วยข้าวของเงินทอง  อย่างได้พูดจาโอหัง  ให้รู้จักผ่อนหนักเป็นเบา  และให้รู้จักแบ่งปันความสิ่งของให้แก่ลูกน้องและบริวารอื่นๆด้วย  เวลาเกิดภัยอันตรายมาบริวารจักได้ช่วยกันป้องภัยให้  ดังคำกลอนว่า
        คันว่าเฮาหากได้        ทรงอาจเป็นขุน
        มวลทาสา        แห่แหนหลังหน้า
        อย่าได้วาจาเว้า        ยอโตโอ้อ่ง
        พลไพร่พร้อม        เมืองบ้านจึ่งบาน
        ยามเมื่อเฮาหากได้    ผ้าผ่อนแพรพรรณ
        โภชนังมี        พร่ำมวลเงินใช้
        จ่งได้ปุนปันให้        ทาสาน้องพี่
        แลเหล่ามิตรพวกพ้อง    สหาแก้วแก่นเกลอ
        ยามเมื่อต้อง        ภัยเภทอันตราย
        ทั้งมวลจัก        ช่วยปองปุนป้อง
        เทียมดั่งเฮือนเฮาสร้าง    หลังสูงกว้างใหญ่
        ยังเอาเสาแก่นไม้        มาล้อมแวดวัง202

       ๒.๑๔   สั่งสอนให้รู้จักการช่วยเหลือกัน
       การพึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าชายหรือหญิง  ไพร่ผู้ดีมีหรือจนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน  คนมีก็ช่วยเหลือคนจนด้วยการแบ่งปัน  ผู้ใหญ่ก็ช่วยเหลือเด็กด้วยการคุ้มครองป้องกัน  ท่านอุปมาไว้เหมือนดังน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า  ดังคำกลอนดังนี้คือ
        มวงพี่น้อง        ต้องเพิ่งพากัน
        คราวเป็นตาย        ช่วยกันปองป้าน
        ยามมีให้            ปุนปันแจกแบ่ง
        คราวทุกข์ใฮ้        ปุนป้องช่วยปอง
        เทียมดังดงป่าไม้        ได้เพิ่งยังเสือ
        คนบ่ไปฟังตัด        คอบเสือเขาย้าน
        เสือก็อาศัยไม้        ในดงคอนป่า
        ฝูงหมู่คนบ่ฆ่า        เสือได้คอบดง203
๒.๑๕  คุณสมบัติของผู้นำ204
คุณสมบัติของบุคคลผู้จะเป็นผู้นำนอกจากมีธรรมดังกล่าวแล้ว  ยังมีคุณสมบัติอื่นอีกมาก  ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้  เป็นต้นว่า
๑)  เป็นผู้อดทนต่อความลำบากทั้งทางกายและใจ  ต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนอื่น
๒)  เป็นคนทันโลก  คือเป็นคนไม่ประมาท
๓)  ขยันทำงาน
๔)  สามารถแยกเหตุการณ์ได้ถูกต้อง  แบ่งงานให้เหมาะสมกับบุคคล
๕)  มีความกรุณา
๖)  สอดส่อง  ตรวจตรา  ติดตามงานที่ทำ  ประเมินผลงาน
๗)  สามารถค้นหาปัญหา
๘)  สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ
๙)  สงเคราะห์ปวงชน
๑๐)  สร้างมิตรภาพกับผู้อื่น
๑๑)  รู้จักพูด
๑๒)  ใจกว้าง
๑๓)  เป็นผู้นำเขาคือทำให้เขาดู
๑๔)  องอาจและเป็นคนฉลาด
๑๕)  เป็นพหุสูตร
๑๖)  เอาธุระหน้าที่ไม่ยอมทิ้งงาน
๑๗)  มีหลักธรรมประจำใจ
๑๘)  เป็นมีจิตใจอันประเสริฐคือรู้จักให้อภัยคนอื่นที่ทำงานผิดพลาด
๑๙)  เป็นสัตบุรุษ
๒๐)  เป็นคนมีปัญญาความคิดอ่านดี

๒.๑๖  วรรณกรรมอีสาน
ชาติที่เป็นใหญ่เจ้าอย่าเบียดคนทุกข์ เจ้าเฮย
    ให้ค่อย กุณาฝูงไพร่เมืองคนไฮ้
    เห็นว่า เป็นใหญ่แล้วใจผอกอธรรม
    ไผบ่  พ่นเพียงตัว    เมื่อมีกำลังกล้า
    เป็นเจ้าให้ฮักไพร่ทั้งหลาย
    เป็นนายคนให้ฮักสหายและหมู่
    เป็นกวนให้อักลูกบ้าน
    คันซิต้านให้ค่อยเพียรจา
    อันว่าเป็นพระยานี้หาไผจักเอาโทษบ่มีแล้ว
    มีแต่เวรบาปเข้าใจเจ้าหม่นหมองนั้นแล้ว
    กับทั้งเทวดาอินทร์พรหมสวรรค์โลกเทิงพุ้น
มาให้โทษแก่เจ้าจอมไท้ ก็จิงมีนั้นแล้ว
    เป็นพระยาให้อิดูสัตว์ทุกหมู่จิงดีดาย
    กรุณาคนทุกไฮ้ชาวบ้านไพรเมืองนั้นเนอ
    มธุวาจาต้านคำควรให้หวานยิ่งจริงเทอญ
    อุเบกขาดีและฮ้าย ฉันใดแท้ให้ค่อยฟัง205

๒.๑๗  หลักการบริหารตามแนวของพระพุทธเจ้า  ดังนี้คือ
๑)  หาพวกดี
๒)  มีความรู้
๓)   สู่ด้วยเหตุผล
๔)  ทำตนเป็นตัวอย่าง
๕)  ระวังอย่าระแวง
๖)  แข่งทำดี
๗)  สามัคคี
๘)  อดทน
๙)  อย่าเอาแต่บ่นไม่ยอมแก้ไข
๑๐)   พัฒนาจิตใจ  ให้มีคุณธรรม  คุณประโยชน์206

๒.๑๘  วรรณกรรมอีสาน
    คันสิเป็นขุนให้ถามนายชั้นเก่า        อย่าได้ยาวลืนด้าม คำเฒ่าแต่หลัง
    คันสิกินปลาให้ซอมดูก้างดูก        บาดว่าดูกหมุ่นค้างคอไว้บ่ลง
    ให้ค่อยไขระหัสต้านจาหวานเว้าม่วน    คำจริงจึ่งเว้าคำฮ้ายอย่าได้จา
    ให้ค่อยมีฉบับเว้าหวานหูอ้อนอ่อน        ประชาชนจึ่งย่อง ยอขึ้นส่าเซ็ง
    อันนี้คือดั่งดังไฟไว้ เอาฝอยแถมตื่ม    เดือนดำไฟบ่ได้ บ่มีฮู้ฮุ่งเห็น
    ให้ค่อยโลมวาดเว้า เสมอดั่งสัพพัญญูนั้นเนอ  อินทร์พรหมทั้งเทพา ก็เหล่าโมทนาน้อม207

๒.๑๙   คุณสมบัติของนักรบ208
๑)  รอบรู้ในการจัดกองทัพ
๒)  สามารถให้อาวุธตกไปได้ไกล
๓)  ยิ่งแม่น  รู้เป้า
๔)  ทำลายขุมกำลังข้าศึกได้
๕)  กล้าหาญเป็นนักต่อสู่
๖)  ไม่หวั่นไหวและไม่สะดุ้งตกใจ
๗)  สู่ไม่ถอย,ไม่ครั่นคร้ามพรั่นพรึง
๘)  ฉลาดรอบรู้
๙)  กล้าหาญ
๑๐)คงแก่เรียน,ประพฤติดี
๑๑)  มีปัญญา  ฉลาด
๑๒)  มีวินัยดี  แนะนำผู้อื่นดี
๑๓)  แกล้วกล้า
๑๔)  มีความรู้ดี
๑๕)  ทรงธรรม

๒.๒๐   คุณสมบัติของข้าราชการ 209 ส่วนข้าราชการทั่วไปพระพุทธเจ้าตรัสคุณสมบัติไว้ว่า
๑)  ขยันทำงาน
๒)  ไม่ประมาทในเหตุการณ์ต่างๆตลอดถึงรู้ในเรื่องกิจการต่างๆดี
๓)  ปฏิบัติหน้าที่ได้เรียบร้อย
๔)  เป็นผู้นำที่ดีของประชาชน
๕)  ได้รับการฝึกมาดีแล้ว
๖)  บำเพ็ญตนและของผู้อื่น  และเป็นคนสุภาพอ่อนน้อม
๗)  มีใจมั่นคงสุจริต
๘)  มีพฤติกรรมอันสะอาดไม่ทุจริต
๘)  บำเพ็ญประโยชน์ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้บังคับบัญชา
๙)  เคารพผู้ใหญ่ในราชการ
๑๐)  สมบูรณ์ด้วยความรู้ความสามารถและทำงานเก่ง
๑๑)  รู้จักกาลอันควร- ไม่ควรทำอย่างไร

bandonradio

33.วรรณอีสานเรื่องท้าวฮุ่งท้าวเฮือง

35846064 วรรณกรรมอีสาน
       ๒.๖  คำสั่งสอนของท้าวฮุ่งแก่อ้ายคว่างกับผู้อื่นที่เมืองปะกัน  ๒๙  ประการ195คือ
    ๑)   อย่าทะเลาะกันเองจงให้อ้ายคว่างเป็นคนคิด แล้วจงช่วยกันสร้างเมืองแทนเขา
    ๒)  ประเพณีอันใดไม่ดี  อันไหนดี ให้ดูให้ถี่ถ้วน
    ๓)  อย่าพูดจาแข็งกระด้างเสียดสีกัน
๔)  จงช่วยเหลือพี่น้องผู้ทุกข์ยาก  จงจดจำผู้เป็นลุงเป็นอาไว้ให้ดี  จงถนอมรักคนยากไรเพราะเขานั้นเปรียบเสมือนรั้วเมือง อีกอย่างหนึ่งจงพูดตามกฎประเพณี
    ๕)  อย่าเห็นแก่เงินทอง  โลภมาก ตามใจตัวเอง
    ๖)  ไม่ควรทำโทษเกินกว่าที่พูดเอาไว้  เว้นแต่ถ้าผู้นั้นโทษไม่มากจึงลดหย่อนให้
    ๗)  อย่าพูดจาข่มเหงเสมอเมืองของเรา  จงคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด
    ๘)  ใครมีความรู้ให้ชวนเขามาอยู่ด้วย
    ๙)  ผู้ใดพูดจาถูกต้องมีเหตุผล  รู้กฎประเพณีของบ้านเมือง  จงเชิญเขาทำงานต่างหูต่างตา
๑๐)  เวลามีใครทำผิด  เขาจะเป็นคนสอบสวน  ไม่ควรฟังความข้างเดียว  เพราะถ้าทำเช่นนั้นคนทั้งหลายจะหัวเราะเยาะ  เอาไปนินทาว่าไม่ดีได้
    ๑๑)  จงพากันทำเหมืองฝายไว้ให้ชาวเมืองใช้  พวกเจ้าที่เป็นขุนเป็นนายจงฟังไว้ทั่วทุกคน
๑๒)  ให้เอาไม้กระดานพาดทำสะพานถมดินทุกแห่ง  หนทางที่ใดที่ไม่ดต้องซ่อมแซม  ถึงยามเกิดเหตุวุ่นวายต้องชี้แจงรายละเอียด  กองทัพใหญ่ที่มีช้างถ้าเดินผ่านไปตกหล่มจะอับอายผู้คน  ชาวเมืองจะตกใจกลัวเหมือนที่เล่าลือกันมาแต่ก่อน
๑๓)  ขอเพิ่มเติมอีกพวกเจ้าผู้ชายทุกคน  ต้องเอาใจใส่ดูแลรั้วบ้านเมือง  สร้างเวียงวังและกำแพงเมือง  ดูแลประตูทางเข้าออกให้แข็งแรง  อย่าประมาทว่ามันดีอยู่แล้ว
๑๔)  ใครไม่ใส่ใจนับถือประเพณีโบราณ  คัดค้านประเพณีโบราณนั้นไม่ดีหรอก  นี่เรายกเอาแต่คำสอนดีๆมาสอนเจ้า  ทั้งหมดนี้เป็นคำเก่าที่มีมาแต่ดั้งเดิมแล้ว
๑๕)  อย่าเป็นคนใจแคบมักได้แต่ตัวคนเดียว  ต้องดูแลช่วยเหลือพี่น้องผู้ขาดแคลน  ทุกคน
๑๖)  จงอย่าเบียดเบียนผู้อื่น  ชังกันนั้นไม่ดี  ควรถนอมรักกันดุจพี่น้อง  คว่างเอยใต้ลุ่มฟ้านี้เราเป็นใหญ่  พระยาจอมได้ปลูกมิ่งไว้และผลิดอกบานแล้ว  พวกเจ้าผู้ครองเมืองจงคิดให้กว้างๆ
    ๑๗)  อย่าเลี้ยงโจรและคนโฉดชั่ว  พวกนี้จะพาให้เสียหน้า
๑๘)  จงตรวจดูว่าไพร่พลคนใดตายเพราะถูกช้างเอางาแทงในการป้องกันโจรมารรักษาบ้านเมือง  คนพวกนี้ตายแล้วย่อมได้ขึ้นสวรรค์  ถ้าเขามีเชื้อสายเดียวกัน  ควรดูแลครอบครัวของเขา
    ๑๙)  อย่าปล่อยให้คนพวกนั้นต้องสูญพันธุ์ไป  พวกมหาดเล็กจงฟังไว้ให้ดี
๒๐)  ไม่ควรเชื่อใจเมีย  ไม่ควรบอกความลับแก่เมีย  เพราะว่าเขาสามารถยุให้เราทำผิดหรือเสียศักดิ์ศรีได้
    ๒๑)  นักปราชญ์ควรหลีกหนีสังสารวัฏ  เหมือนดังพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนไว้
    ๒๒)  เวลามีงานเลี้ยงจงให้พวกไพร่ฟ้าได้กินกันจนอิ่ม
๒๓)  อย่าข่มขู่ไพร่ฟ้าคนใต้ปกครอง  ของที่อยู่ในพระคลัง  เช่น  เงิน  ทอง เกลือ จงแบ่งปันให้เขา  จะไปตีเมืองใดจงถามผู้เฒ่าดูก่อน  อย่าพูดจาข่มเหงใส่ร้ายผู้อื่น
๒๔)  จงอย่าเห็นแก่เงินคำ  เราเสียคนดีก็เพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง  ของแพงนั้นควรถนอมไว้ในยุ้งฉางก่อน  มันไม่ได้ไปชนช้างทำศึกช่วยเราหรอก
๒๕)  จงอย่าข่มเหงขุนนาง  จงถนอมรักพวกเขาดังเดียวกับที่เราทำตามคำพ่อเรา  พวกเราต้องเข้าใจกันจึงจะจำเริญด้วยกัน
๒๖)  อย่าบังคับเอาประชาชนมาเป็นทาส  เวลาเกิดศึกก็พวกนี้แหละที่จับอาวุธออกรบ  ต้องรู้บุญคุณและสงสารเขา  มิฉะนั้น  เขาจะพากันหลีกหนี  หมดโทษจงเลี้ยงดูเขาไว้  ผู้คนทั้งหลายจะยกย่อง
๒๗)  ถ้ามีคนยากไร้มาของพึ่ง จงเลือกเอาไว้เป็นกำลัง  บรรดาสรรพสิ่งและช้างม้าก็เช่นกัน  เขาเหล่านี้แหละจะอาสาช่วยในสงคราม
๒๘)  คนใดปากหวาน  ต่อหน้าดี  แต่ลับหลังร้าย  จงปล่อยให้คนเหล่านั้นลำบากอยู่สัก  ๓  ปี  ต่อเมื่อเขาสำนึกแล้วจึงเอาเลี้ยง
๒๙)  อันหนึ่ง  จงอย่าหลงไหลเมียสาว  การหลงไหลในเมียสาวนั้นมันก็เหมือนกับกินยาเบื่อนั้นแหละ

๒.๗  เว้นอคติ  4  ประการคือ
๑)  ฉันทาคติ        ลำเอียงเพราะชอบ
๒)  โทสาคติ        ลำเอียงเพราะชัง
๓)  โมหาคติ        ลำเอียงเพราะหลงหรือเขลา
๔)  ภยาคติ        ลำเอียงเพราะขลาดกลัว196
๒.๘  วรรณกรรมอีสาน
อันว่าจอมราชาเหมือนพ่อคิงเขาแท้    จิ่งให้ไลเสียถิ้มอะคะติทั้งสี่ พญาเอย
    โทสาทำโทษฮ้ายโกธากริ้วโกรธแท้เนอ    จงให้อินดูฝูงไพร่น้อยชาวบ้านทั่วเมือง
    ชาติที่เป็นพญานี้อย่ามีใจฮักเบี่ยงพญาเอย    อย่าได้คึดอยากได้ของข้าไพร่เมืองเจ้าเอย
    ละอะคะติสี่นี้ได้จึงควรสืบเสวยเมือง    ทงสมบัติครองเมืองชอบธรรมควรแท้
    อันหนึ่งจิตอ่อนน้อมคำฮ้ายแม่นบ่มี    ปากกล่าวต้านคำอ่อนหวานหูแลนา
    บ่เหล้นชู้เมียซ้อนเพิ่นแพง        บ่คึดโลภเลี้ยวลักสิ่งเอาของเพิ่นนั้น
    บ่ตั้วะบ่พางไผเพื่อนสหายกันแท้        บ่ฆ่าสัตว์ประสงค์เว้นอินดูสัตว์มากยิ่ง
    บ่คึดโลภเลี้ยวจาต้านให้เบี่ยงความ        บ่ลามกหยาบซ้าเกินฮีตครองธรรมแลนา
    บ่กินสุราเหล้าเอาต้นเว้นขาด        กรรมแปดจำพวกนี้ไผเว้นประเสริฐดี 197

๒.๙  พรหมวิหาร  คือ
        ธรรมประจำใจของผู้ใหญ่หรือผู้มีจิตใจกว้างขวางดุจพระพรหม  4 อย่าง
๑)  เมตตา  ความรัก  คือความปรารถนาดีมีไมตรีจิต  ต้องการช่วยเหลือให้ทุกคนให้มีความสุขและประโยชน์ของตน
๒)  กรุณา  ความสงสาร  คืออยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์และความเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง
๓)  มุทิตา  ความพลอยยินดี  เมื่อเห็นคนอื่นอยู่มีสุขก็มีใจแช่มชื่นเบิกบานกับเขา  เมื่อเห็นเขาประสบความสำเร็จก็พลอยยินดีกับเขาด้วย
๔)  อุเบกขา  ความมีใจเป็นกลาง  คือมองความเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนอื่นทั้งที่ดีและเลวก็มีใจมั่นคงดุจตราชั่ง  คือการวางตนให้เฉย198

๒.๑๐  วรรณกรรมอีสาน
       สอนขุน  เจ้าพระยาให้ยึดมั่นในครรลองแห่งธรรมะโดยยึดหลักพุทธปรัชญานั้นเองดังนี้คือ
    ดูราร้อยเอ็ดตนพระยาใหญ่ฟังเน้อ        เรานี้เป็นย่อนท้าวเทวดาคำซูซอย แท้ดาย
    อันจักเป็นเหตุให้จิบหายจมจุ่ม แท้ดาย    โลภคติสี่นี้เป็นเค้าแก่เฮา
    ใผผู้โลภาพ้นผิเอาของท่าน        โทโสทำโทษให้เสียแล้วจึงเอา
    โมหาทำตัวร้ายผิเอาของท่านศรัทธา    เห็นแก่ได้บ่มีฮู้บาปบุญ
    เห็นแก่สินท่านจ้างเข้ามาสับส่อ        มะนะทิฐิก็เข้าคำร้ายเกิดมี
    ก็บ่ฟังคำผู้มีผญาต้านกล่าว        มักลื่นได้ของแท้ก็บ่มี  แท้แล้ว
    เมตตากรุณาอย่าได้วางจักเมื่อ        มุทิตาอุเบกขาจือไว้จำมั่นอย่าไล แท้ดาย
    อันหนึ่งโกรธาร้ายอย่าได้ทำตามคำเคียด    ให้พิจารณาถี่ถ้วนเสียแล้วจึงทำ
    อันหนึ่งฟังหมู่ขุนเฒ่าพิจารณาคุณโทษก็ดี  ให้เอาตามฮีตบ้านเมืองแท้แห่งโต นั่นเน้อ
    ในโลกนี้มีฮีตห่อนเสมอกันแท้ดาย    ฝูงใดเอาคองเพื่อนมาหลงเค้า
    เป็นขุนให้จาความให้มั่นแน่ จริงเทิน    อย่าเห็นแก่ใกล้ฝ่ายไส้โครตวงศ์แท้ดาย
    โตหากเทียวทางไกลปักตูเรือนซิฮ้อน    อย่าได้ปบแล่นปลิ้นคืนแท้อยู่หลังเพิ่นดาย
    ครั้นว่าความให้ตัดไปด้วยซื่อ        ทางงูอย่าให้เคียดทางเขียดอย่าให้ตาย
    ก็จึงมิ่งมังคละเข้าขุนพิจารณ์โสภาพ จริงแล้ว 199

bandonradio

32.ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมอีสาน

พระมหากษัตริย์หรือผู้ปกครองประเทศ
       คือท่านที่เป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดินหรือผู้นำและผู้ปกครองรัฐตั้งแต่พระเจ้าจักรพรรดิ์  พระมหากษัตริย์ ตลอดจนนักปกครองโดยทั่วไป  มีหลักธรรมที่เป็นคุณสมบัติ  และมีข้อปฏิบัติดังนี้ คือ

      ๒.๑.ทศพิธราชธรรม
       คือ  มีคุณธรรมของผู้ปกครองหรือราชธรรม(ธรรมของพระราชา)  10  ประการ  ดังนี้
๑)  ทาน  การให้ปันช่วยเหลือประชาชน  คือ  การบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้โดยมุ่งปกครองหรือทำงานเพื่อให้เขา  มิใช่จะเอาประโยชน์จากเขา  เอาใจใส่อำนวยบริการ  จัดสรรความสงเคราะห์  อนุเคราะห์ให้ประชาราษฎร์ได้รับประโยชน์สุข  ความสะดวกปลอดภัย  ตลอดจนให้ความสนับสนุนแก่คนที่ทำคุณแก่ประเทศชาติ
๒)  ศีล  รักษาความสุจริต  คือ  ประพฤติดีงาม  สำรวมกายและวจีทวาร  ประกอบแต่การสุจริต  รักษาเกียรติคุณ  ประพฤติให้เป็นแบบอย่าง  และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์มิให้มีข้อที่ผู้ใดจะดูแคลน
๓)  ปริจจาคะ  บำเพ็ญกิจด้วยการเสียสละ  คือสามารถเสียสละความสุขสำราญด้วยตัวเพื่อความสุขของประชาราษฏร์เป็นต้น  ตลอดจนแม้ชีวิตของตนเองได้  เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
๔)  อาชชวะ  ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง  คือซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มายา  ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต  มีความจริงใจ  ไม่หลอกลวงประชาชน
๕)  มัททวะ  ทรงความอ่อนโยนเข้าถึงคน  คือ  มีอัธยาศัยไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือพระองค์  มีความสง่างามเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวลละมุนละไม  ควรได้รับความรักภักดีแต่มิขาดความยำเกรง
๖)  ตปะ  พ้นมัวเมาด้วยเผากิเลส  คือแผดเผากิเลส  ตัณหามิให้เข้ามาครอบงำจิต  ระงับยับยั้งข่มใจได้  ไม่หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและการปรนเปรอ  มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆสามัญ  มุ่งมั่นแต่บำเพ็ญเพียรทำกิจในหน้าที่ให้สมบูรณ์
๗)  อักโกธะ  ถือเหตุผลไม่โกธา  คือไม่ทรงเกรี้ยวกราด  ไม่วินิจฉัยคดีความด้วยลุอำนาจแก่ความโกรธ  มีเมตตาประจำใจไว้  ระงับความเคืองขุ่น  วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันสุขุมราบเรียบตามความยุติธรรม
๘)  อวิหิงสา  มีอหิงสานำความร่มเย็น  คือไม่หลงระเริงอำนาจ  ไม่บีบคั้นกดขี่  มีความกรุณา  ไม่หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาญา  แก่ประชาราษฎร์ผู้ใด  ด้วยความอาฆาตเกลียดชัง
๙)  ขันติ  ชำนะเข็ญด้วยขันติ  คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ  อดทนต่อความเหนื่อยยากถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร  ก็ไม่ท้อถอย  ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยถ้อยคำเสียดสีถากถางอย่างใด  ก็ไม่หมดกำลังใจ  ไม่ละทิ้งกิจกรณืย์ที่ทรงบำเพ็ญมาโดยชอบธรรม
๑๐)  อวิโรธนะ  มิปฏิบัติคลาดจากธรรม  คือประพฤติมิให้ผิดจากประศาสนธรรม  อันถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐและราษฎร์เป็นที่ตั้ง  อันใดประชาราษฎร์ปรารถนาโดยชอบธรรมก็ไม่ทรงขัดขืน  การใดเป็นไปโดยชอบธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนก็ไม่ขัดขวาง  วางพระองค์เป็นหลัก  มีความหนักแน่นในธรรม  คงที่ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหว  เพราะถ่อยคำดีร้าย  ลาภสักการะหรืออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ใดๆ  สถิตมั่นในธรรมทั้งส่วนยุติธรรมคือความเที่ยงธรรม  และหลักนิติธรรมคือระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง  ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม  ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป190

วรรณกรรมอีสาน
๒.๒  ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมดัง  นี้คือ
    มีทานศีลตั้งไว้ในเจ้าบ่ได้ไล        กับทั้งเมตตาตั้งไว้กรุณาสิบสิ่งนั้นแล้ว
    ตัปปังพร้อมอะโกธังบ่เชิงเคียด        อะวิหิงสาบ่กล่าวต้านคำส้มใส่ไผ
    อะวิโรธนังให้มีใจตั้งต่อ            มุทุตาช่างเว้าอุเปกขาเจ้าบ่ห่อนไห
    พระก็ทศราชแท้ตั้งอยู่ตามคอง        บ่มีใจโมโหแก่เขาขุนข้า191

๒.๓  บำเพ็ญกรณีย์ของจักรพรรดิ์
       คือ  ปฏิบัติหน้าที่ของนักปกครองผู้ยิ่งใหญ่  ที่เรียกว่า  จักรวรรดิวัตร  คือธรรมเนียมของพระเจ้าจักรพรรดิ์  5  ประการ  คือ
๑)  ธรรมาธิปไตย  คือถือธรรมเป็นใหญ่  มีความเคารพธรรม  เชิดชูธรรม  นิยมธรรมและตั้งตนอยู่ในธรรม  ประพฤติธรรมด้วยตนเอง
๒)   ธรรมิการักขา  ให้ความคุ้มครองโดยธรรม  คือจัดอำนวยการรักษาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแก่ทุกคนทุกหมู่เหล่าในแผ่นดิน  คือ คนภายใน  ข้าราชการทหาร  ข้าราชการฝ่ายปกครอง  ข้าราชการพลเรือน  นักวิชาการและคนต่างอาชีพ  พ่อค้า  เกษตรกร  ชาวนิคมชนบท  พระสงฆ์และบรรพชิตผู้ทรงศีลทรงธรรม  ตลอดจนสัตว์สี่เท้าเป็นต้นฯลฯ
๓)  อธรรมการ  ห้ามกั้นการอันอาธรรม์  คือจัดการป้องกัน  แก้ไข  มิให้มีการกระทำที่ไม่เป็นธรรม  การเบียดเบียนข่มเหงและความผิดความชั่วร้ายเดือดร้อนเกิดขึ้นในบ้านเมือง  ชักนำประชาชนให้ตั้งมั่นในสุจริตและนิยมธรรม
๔)  ธนานุประทาน  ปันทรัพย์เฉลี่ยให้แกชนผู้ไร้ทรัพย์  มิให้เดือดร้อนขัดสนในแผ่นดินเช่น  จัดให้ราษฎร์ทั้งปวงมีทางทำมาหาเลี้ยงชีพได้โดยสุจริต
๕)  ปริปุจฉา  สอบถามปรึกษากับพระสงฆ์และนักปราชญ์  มีที่ปรึกษาที่ทรงวิชาการและทรงคุณธรรม  ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ  ผู้ไม่ประมาทมัวเมา  ที่จะช่วยให้เจริญปัญญาและกุศลธรรม  หมั่นพบไถ่ถามหาความรู้หาความจริงและถกข้อปัญหาต่างๆอยู่โดยสม่ำเสมอตามกาลอันควร  เพื่อชักซ้อมตรวจสอบตนให้เจริญก้าวหน้า  และดำเนินกิจการในทางที่ถูกที่ชอบธรรมดีงามและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนและตัวเอง192

๒.๔  จักรวรรดิวัตร  ๑๐  ประการ คือ
๑)  อันโตชน  สังเคราะห์คนภายใน
๒)  พลกาย  บำรุงกองทัพให้เจริญรุ่งเรือง
๓)  ขัตติย  สงเคราะห์ชนชั้นปกครองและนักรบ
๔)  อนุยันต  สงเคราะห์ข้าราชการและเอื้อเฟื้อดูแลข้าราชบริพาร
๕)  พราหมณคหปติก  สงเคราะห์คฤหบดี
๖)  เนคมชานปท  สงเคราะห์ชาวนิคม
๗)  สมณพราหมณ์  อุปถัมภ์สมณชีพราหมณ์คือนักบวช
๘)  มิคปักขี  สงเคราะห์สัตว์
๙)  มา  อธมฺมกาโร  ปวตฺติตฺถ  ไม่ทำทุจริตผิดธรรมนองคลองธรรม
๑๐)  ธนํ  อนุปฺปทชฺเชยฺยาสิ  จ่ายทรัพย์สงเคราะห์คนอยากจน193

๒.๕  ประกอบราชสังคหะ
       คือ  การทำนุบำรุงประชาราษฎร์  ด้วยหลักธรรมที่เรียกว่าราชสังคหวัตถุ คือหลักการสงเคราะห์ประชาชนของพระราชา  4  ประการคือ
๑)  สัสสเมธะ  คือการฉลาดบำรุงธัญญาหาร  คือ  มีพระปรีชาสามารถในนโยบายที่บำรุงพืชพันธ์ธัญญาหาร  ส่งเสริมการเกษตรให้อุดมสมบูรณ์
๒)  ปุริสเมธะ  คือฉลาดบำรุงข้าราชการ  คือมีพระปรีชาสามารถในนโยบายที่จะบำรุงข้าราชการด้วยการพระราชทานรางวัลแก่ผู้มีคุณต่อบ้านเมืองและส่งเสริมคนดีมีความสามารถเป็นต้น
๓)   สัมมาปาสะ  ผูกประสานปวงประชา  คือผดุงผสานประชาชนไว้ด้วยนโยบายส่งเสริมสัมมาอาชีพให้แก่ทุกคนให้มีชีวิตที่สุขสบาย
๔)   วาชไปยะ  มีวาทะดูดดื่มใจ  คือรู้จักพูด  รู้จักชี้แจง  แนะนำ  รู้จักทักทายถามไถ่ทุกข์สุขของประชาราษฎร์ทุกระดับชั้น  แม้ปราศรัยก็ไพเราะน่าฟัง  ทั้งประกอบด้วยเหตุผล  เป็นหลักฐานมีประโยชน์  เป็นทางแห่งการสร้างสรรค์แก้ไขปัญหาเสริมความสามัคคี  ทำให้เกิดความเข้าใจดี  ความเชื่อถือและความนิยมนับถือของพสกนิกร194

bandonradio




กำเนิดโยคะ [ Origins of YOGA ]


โยคะ เกิดขึ้นที่อินเดียเมื่อประมาณ 4 - 5 พันปีที่ผ่านมา เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะโยคีและชนชั้นวรรณะพราหมณ์
เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะได้พัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน
โดยแท้จริงแล้ว โยคะไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นศาสตร์สากลที่ศาสนาต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้น ๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ หะฐะโยคะ( Hatha Yoga )
ซึ่งจัดว่าเป็น Modern Yoga ที่พัฒนามาจากการรวมแบบโยคะดั้งเดิม กับวิธีปฏิบัติของพระพุทธศาสนา



ความหมายของโยคะ [ Meaning Of YOGA ]

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียว
หะฐะโยคะ (HATHA YOGA) เป็น 1 ในสาขาโยคะทั้งหมด หะฐะโยคะ จะใช้ศิลปการบริหารร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจิตใจ
เกิดความสมดุลของพลังด้านบวกและด้านลบ โยคะจึงช่วยบรรเทาและบำบัดโรคได้
หะฐะโยคะ จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนเห็นความสำคัญของ สุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี



โยคะท่าพื้นฐาน

ท่านมัสการ




ความหมาย


• นมัสการ หมายถึง ทำความเคารพ



วิธีปฏิบัติ


• ยืนหันหน้าไปทางพระอาทิตย์ เท้าชิด พนมมือ

• หายใจเช้าและยกแขนขึ้น ค่อยๆ เอนตัวไปข้างหลัง ยื่นแขนเหนือศีรษะ

• หายใจออกช้าๆ เอนตัวไปข้างหน้า ให้มือที่พนมอยู่สัมผัสพื้นจนกระ ทั่งมืออยู่ในแนวเดียวกับเท้าศีรษะสัมผัสหัวเข่า

• หายใจเข้า ก้าวเท้าขวาถอยหลังมา 1 ก้าว ให้มือและเท้า ยังคงอยู่กับพื้น เท้าซ้ายอยู่ระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• ขณะหายใจออก ยกเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา แขนตรงยกสะโพกขึ้นให้ศีรษะ และแขนอยู่ในแนวเดียวกัน ทำท่าเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าและค่อยๆ ลดสะโพกลงมาที่พื้น (ให้สะโพกอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย) ก้มตัวลงไปข้างหลังให้มากที่สุด

• หายใจออก และลดตัวลงมาที่เท้า เข่า มือ และอก สัมผัสพื้น

• หายใจเข้า และค่อยๆยกศีรษะขึ้น เงยศีรษะไปข้างหลังให้ได้มากที่สุด และโค้งกระดูกสันหลังไปให้ได้มากที่สุด เหมือนท่านาคอาสนะ

• ขณะหายใจออกช้าๆ และให้แขนอาสนะ ยกสะโพกขึ้น และให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกับแขน ทำเป็นรูปโค้งขึ้น

• หายใจเข้าช้าๆ และงอเข่าซ้าย ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือยังคงอยู่ที่พื้น วางเท้าซ้ายลงบนพื้นระหว่างมือทั้งสองข้าง ยกศีรษะขึ้น

• หายใจออกช้าๆ ให้มืออยู่ที่เดิม ดึงเท้าทั้งสองเข้ามาชิดกัน ให้อยู่แนวเดียวกับมือถ้าเป็นไปได้ ให้ศีรษะสัมพันธ์กับหัวเข่า

• หายใจเข้าช้าๆ และยกแขนขึ้น ค่อยๆเอนตัวไปข้างหลัง โดยยื่นแขนขึ้นเหนือศีรษะ ย้อนกลับไปตำแหน่งยังข้อ 1



ท่าชวังคอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต ชว หมายถึง ทั้งหมด หรือ ทุกๆ อังคะ หมายถึง ร่างกาย ชวังคะ จึงหมายถึง ทำทั้งร่างกาย

ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นท่าที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายทุกส่วน ท่านี้มักเรียกกันว่า ท่ายืนบนไหล่

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงายในท่า ศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำลงบนพื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้นขณะงอเข่าและดึงเข่าเข้ามาที่ท้อง หายใจออก

• หายใจเข้าช้าๆ กดฝ่ามือลง ยกลำตัวตั้งแต่ส่วนเอวขึ้นจากพื้น งอกระดูกสันหลังไปข้างหลัง และทำท่อนแขนให้ตรง ให้สะโพกอยู่บนพื้น

• หายใจเข้าแล้วในขณะหายใจออก ให้ยกขาตั้งฉากกับพื้น อาจใช้มือพยุงสะโพกไว้ หรือวางแขนไว้ลงกับพื้นตามถนัด

• ขาดชิด เข่าตรง นิ้วเท้าชี้ขึ้น ศีรษะตรงไม่หันไปด้านใดด้านหนึ่ง เก็บคางให้ชนหน้าอก

• หายใจเข้า ออก ช้าๆ ขณะคงท่านี้ไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 6 จนกลับสู่ท่าศพอาสนะ



ท่าตรีโกณอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ตรี ในภาษาสันสกฤตหมายถึง สาม โกณ หมายถึง เหลี่ยมหรือมุม

ดังนั้น ท่านี้จึงเรียกว่า ท่าสามมุม หรือท่าสามเหลี่ยม

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิดแขนแนบลำตัว

• แยกเท้าออกจากกัน ให้ระยะห่างมากกว่าหนึ่งช่วงไหล่เล็กน้อย

• หายใจเข้าและยื่นแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้น ฝ่ามือคว่ำลง

• หายใจออกช้าๆ หันลำตัวไปทางซ้าย งอตัวที่ช่วงเอว ให้มือขวาลงไปที่แข้งซ้าย ฝ่ามือขวา วางไว้ข้างนอกของหน้าแข้งซ้าย

แขนซ้ายควรยื่นออกไปด้านบนขาและแขนทั้งสองข้างตรง โดยไม่ต้องงอเข่าและข้อศอก


• หันศีรษะขึ้นไปทางซ้าย มองไปที่ปลายนิ้วมือซ้าย หายใจเข้า และกลับไปสู่ท่าเดิม คือท่ายืน ให้แขนกางออก

• คงท่านี้ไว้ เท่ากับช่วงหายใจออก หายใจออกและทำซ้ำ ขั้นตอนที่ 4-7 สลับซ้าย



ศีรษะอาสนะ



ความหมาย

• คำว่า ศีรษะ หมายถึง หัว ในภาษาสันสกฤต ท่านี้คือ ท่ายืนด้วยศีรษะ ซึ่งได้รับความนิยมมากในการฝึกอาสนะ ไม่แพ้ท่าปทมอาสนะ

ด้านบนคือภาพโมกุลในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเป็นภาพโยคีขณะทำท่าศีรษะอาสนะ

วิธีปฏิบัติ


• นั่งคุกเข่า ให้สะโพกอยู่บนส้นเท้า

• เอนตัวไปข้างหน้า วางแขนลงบนพื้น ให้ศอกห่างกัน 1 ช่วงไหล่ ประสานนิ้วมือเข้าไว้ด้วยกัน

• วางศีรษะลงบนพื้น ให้ท้ายทอยสัมผัสมือที่ประสานไว้

• ให้ปลายเท้าจิกพื้น ขณะยกส้นเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น

• คงท่านี้ไว้เป็นระยะเท่ากับการหายใจเข้า ถ้าไม่สามารถกลั้นหายใจได้ ให้ค่อยๆ หายใจออก และนอนราบกับพื้น กางขาออก กลับไปสู่ท่าศพอาสนะ



หลอาสนะ



ความหมาย

• หล แปลว่า คันไถ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย แบบท่าศพอาสนะ

• หายใจเข้า วางฝ่ามือคว่ำที่พื้น ให้สะโพกอยู่บนพื้น งอเข่าเข้ามาจรดท้องขณะหายใจออก

• หายใจเข้า ขณะหายใจออกให้ยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น คุณอาจใช้มือพยุงสะโพก หรือวางแขนราบไปกับพื้นแล้วแต่ถนัด

• หายใจออก แล้วยกขาขึ้นเหนือศีรษะ งอขาตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ยกหลังและสะโพก จนนิ้วเท้าสัมผัสพื้นด้านหลังของศีรษะ รักษาเท้าให้ชิดกัน

หากใช้มือพยุงหลังให้ลองวางแขนราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง ถ้าไม่สามารถวางแขนลงที่พื้นได้ให้ใช้มือพยุงหลังส่วนล่างไว้


• เข่าตรง หายใจช้าๆ และคงท่านี้ไว้สักครู่ ถ้านิ้วเท้าสัมผัสพื้นไม่ได้ ก็พยายามให้นิ้วเท้าอยู่ต่ำที่สุด

• ทำท่าย้อนกลับตั้งแต่ข้อ 5 ถึง 1 จนกลับไปสู่ท่าศพอาสนะเหมือนเดิม




ธนูอาสนะ




ความหมาย

• คำว่าธนู ในภาษสันสกฤต หมายถึง มีรูปร่างเหมือนคันศร โค้ง หรือ งอ คันศร

ในที่นี้หมายถึง คันศรที่ใช้กับลูกธนู ท่าอาสนะนี้ มีชื่อแบบนี้เนื่องจาก ร่างกายมีท่าทางคล้ายคันศรที่โก่งพร้อมยิงธนู

วิธีปฏิบัติ


• นอนคว่ำหน้าไปข้างใดข้างหนึ่ง แขนราบไปกับลำตัว หงายฝ่ามือขึ้น

• หันหน้ามาเพื่อวางคางไว้บนพื้น หายใจออก งอเข่า เอื้อมแขนไปข้างหลัง จับข้อเท้าขวาไว้ด้วยมือขวา จับข้อเท้าซ้ายด้วยมือซ้าย

• ขณะหายใจเข้า ค่อยๆ ยกขาขึ้นโดยดึงข้อเท้าขึ้น ยกเข่าขึ้นจากพื้น และยกอกขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน

กลั้นลมหายใจเข้าเอาไว้ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนหน้าท้อง


• ยื่นศีรษะให้ไกลที่สุด คงท่านี้ไว้ขณะกลั้นหายใจ

• หายใจออกช้าๆ วางเข่าลงบนพื้น ปล่อยข้อเท้า ค่อยๆ วางขาและแขนลงบนพื้น หันหน้าไปข้างหนึ่ง ทำเหมือนท่าเริ่มต้น



ท่าพิจิกอาสนะ



ความหมาย

• ท่าพิจิกหรือท่าแมงป่อง ในท่านี้ ร่างกายจะดูเหมือนแมลงป่อง ที่ยกหางโค้งขึ้นเหนือหัว พร้อมจะต่อยคู่ต่อสู้

แม้ท่านี้จะดูยากสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก

วิธีปฏิบัติ


• คุกเข่าลงที่พื้น โน้มตัวไปข้างหน้า วางศอกและแขนด้านในราบไปกับพื้น ให้ฝ่ามือคว่ำลง แขนควรห่างกันประมาณ 1ช่วงไหล่

• ยื่นศีรษะไปข้างหน้าและยกให้สูงที่สุด

• ยกสะโพกขึ้น วางเท้าให้มั่นคง

• หายใจเข้าและแกว่งขาขึ้นไปเหนือศีรษะ รักษาสมดุลของร่างกายไว้ ยกขาตรงขึ้นเหนือศีรษะ

• ค่อยๆ งอเข่าและปล่อยขาลงมาทางด้านศีรษะ ระวังอย่าเคลื่อนไหวเร็วเกินไป และอย่าทิ้งขาลงไปไกลเกินไปขณะรักษาสมดุลของร่างกายไว้

• ทำย้อนกลับจากข้อ 5 จนกลับไปสู่ท่าคุกเข่า

* ข้อควรระวัง ไม่ควรลองท่าแมงป่อง จนกว่าคุณจะสามารถทำท่าที่ต้องใช้สมดุลของร่างกายอื่นๆ และไม่เหมาะกับสตรีมีรอบเดือน



ท่าพฤกษอาสนะ




ความหมาย

• ในภาษาสันสกฤต พฤกษะหมายถึง ต้นไม้ ท่านี้จึงเรียกว่าท่าต้นไม้

"ยืนตรงบนขาซ้าย งอขาขวาและวางขาขวาไว้บนโคนขาซ้าย ยืนเหมือนต้นไม้ ยืนอยู่บนพื้นดิน นี่คือท่าพฤกษอาสนะ"

วิธีปฏิบัติ


• ยืนเท้าชิด แขนแนบลำตัว

• งอเข่าขวา ยกต้นขาขวา และยก ส้นเท้าขวาไปบนต้นขาซ้ายด้าน ในให้โกร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

• ทรงตัว บนเท้าซ้าย ยกแขนทั้งสอง ข้างขึ้นเหนือศีรษะ อย่าให้ข้อศอกงอ และให้ฝ่ามือประชิดกัน

คงท่านี้ไว้ขณะค่อยๆ หายใจ ประมาณ 10 ช่วงหายใจเข้าออก


• ลดแขนและขาขวาลง และกลับไปสู่ตำแหน่งในข้อ 1 คือการยืนหน้าชิด แขนแนบลำตัว หยุดพักสักครู่ และทำซ้ำด้วยขาข้างหนึ่ง



ศพอาสนะ



ความหมาย

• ความหมาย คำว่า ศพ ในภาษาสันสกฤต หมายถึง ร่างที่ตายไปแล้ว

"การนอนลงที่พื้นเหมือนศพ เรียกว่า ศพอาสนะ ช่วยกำจัดความเหนื่อยล้าและให้จิตใจได้พักผ่อน" จากหัตถโยคะปฏิบัติ

วิธีปฏิบัติ


• นอนหงาย อย่าให้ขาแตะกัน แขนราบไปกับลำตัว ฝ่ามือหงายขึ้น

• หลับตาลง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อใบหน้า หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ

• งอข้อศอก วางฝ่ามือบนพื้นใต้ไหล่ ให้นิ้วชี้ไปด้านหลัง

• มุ่งความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกาย จากหัวถึงเท้า แล้วค่อยๆ ผ่อนคลายทีละส่วน

• คงท่านี้ไว้ 10-15 นาที หากรู้สึกง่วงนอนขณะทำท่านี้ ให้หายใจเร็วและลึกขึ้น

• ครั้งแรกที่ฝึก ให้คงท่าศพอาสนะไว้ 10 หรือ 15 นาที กลับมาทำซ้ำเป็นระยะๆ ในช่วงฝึกท่าต่างๆ เพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นร่างกาย / จิตใจ

คำแนะนำ

บางคนคิดว่าท่านี้ง่ายมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น จุดประสงค์ของศพอาสนะ คือ ให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย

นอกจากร่างกายจะต้องนิ่งและผ่อนคลายแล้ว จิตใจยังต้องนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากการรบกวนอีกด้วย

ผลที่ได้คือการผ่อนคลายอย่างล้ำลึกและนิ่ง อันจะส่งผลให้เกิดสมาธิต่อไป

การฝึกศพอาสนะนั้นต้องใช้เวลา การกำหนดความสนใจไปที่อวัยวะแต่ละส่วนและ กำหนดลมหายใจล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการฝึกท่านี้อย่างยิ่ง

อุปสรรค 2 อย่างที่อาจลดคุณค่าการฝึกศพอาสนะ ก็คือ ความง่วงและจิตใจที่ฟุ้งซ่าน หากรู้สึกง่วงขณะฝึก ให้กำหนดลมหายใจให้ลึกขึ้น

หากจิตใจไม่นิ่ง ให้มุ่งความสนใจไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย กำหนดจิตไปที่พื้นหรือที่จังหวะลมหายใจของคุณเอง

การฝึกศพอาสนะควรทำก่อนและหลังการฝึกอาสนะเป็นประจำ


ข้อมูลจาก
Practice 01





------------------------------------------------------------------------------

 
Design by Wordpress Templates | Bloggerized by Free Blogger Templates | Web Hosting Comparisons